M Muslimah : เดินตาม อัจริยะ วนิษา เรซ บนวิถีของความสุข และสำเร็จ

จากผู้ชนะ "อัจริยะข้ามคืน" คว้าล้านที่15 ที่ทำให้เธอ เป็นที่รู้จักทั่วประเทศ จนถึงวันนี้ หนูดี วนิษา เรซ ยังเป็นที่กล่าวขวัญถึง ในฐานะที่เป็นผู่เชี่ยวชาญด้านสมอง ผู้หญิงที่มีอัจริยะในหลายๆด้าน จนหนังสือ“อัจฉริยะสร้างได้” ของเธอ ติดอันดับหนังสือขายดี เพราะใครๆ ก็ต้องการร้จักเฮ และเก่งเหมือนเธอ

หนูดี ลูกครึ่งไทยอเมริกัน อายุ 31 ปี จบปริญญาตรีเกียรตินิยมด้าน ครอบครัวศึกษา Family Studies มหาวิทยาลัยแมรี่แลนด์ คอลเลจพาร์ค สหรัฐอเมริกา ปริญญาโทเกียรตินิยมด้านวิทยาการทางสมอง (Neuroscience) ในโปรแกรม Mind, Brain and Education มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา ปัจจุบัน - เป็นผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาด้านอัจฉริยภาพ ซึ่งเป้นคนไทยเพียงคนเดียวที่จบมาทางด้านนี้ เป็นประธานกรรมการ บริษัท อัจฉริยะสร้างได้ จำกัด www.geniuscreator.com และเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนวนิษา www.vanessa.ac.th และเขียนหนังสือ  "อัจฉริยะสร้างได้" 

 
 
คุณแม่ของหนูดี ท้องเธอ ตอนที่อายุมากแล้ว ทำให้เธอ คลอด เป็นคนสุขภาพไม่ค่อย แข็งแรงตั้งแต่เด็ก หัวใจรั่ว ลิ้นหัวใจไม่ปิด เลือด จะไหลย้อน ฟังดูน่ากลัวมาก ตอนนั้นเพิ่งเกิดมา 2 วัน

คุณแม่มีหนูดีตอนนั้น อายุมากแล้ว ตั้งครรภ์ 5 เดือนโดยที่ไม่รู้ตัว ตอนแรกคิดว่าอาหา เป็นพิษ ก็ทานยา ต่อมาสิวขึ้นก็นึกว่าแพ้อะไร ก็ไปหาหมอหายามาทาน ซึ่งยานั้นเป็นอันตราย ต่อเด็ก ภายหลังเมื่อทราบว่าท้อง หมอแนะนำคุณแม่ว่าไม่ควรเก็บเราเอาไว้ เพราะเมื่อเกิดมาอาจจะสมองพิการ หรือปัญญาอ่อนไปเลย น่ากลัวมาก คุณแม่กลัวมาก แต่ก็ตัดสินใจเก็บเธอเอาไว้ และแก้ปัญหาด้วยการบินไปรับโครโมโซมจากอังกฤษ ซึ่งทำให้เธอ ฟันผุ หนูดีเล่า

เกือบแย่แน่ะ หนูดีเกือบไม่ได้เกิด ซึ่งเป็นเรื่องประหลาดมาก หมอแนะนำไม่ให้เก็บเราไว้ เพราะกลัวพิการทางสมอง แต่โตขึ้นมากลับมาเรียนด้านสมอง” หนูดีกล่าว ถึงคงวามอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นกับเธอ

คุณแม่ หนูดี ชุมศรี รักษ์วนิชพงศ์ เป็นผู้วางพื้นฐานชีวิตของหนูดีค่อนข้างดี เป็นผลให้เธอเติบโตมาเป็นอัจฉริยะอย่างที่เป็นอยู่

"โชคดีที่คุณแม่วางพื้นฐานทางความคิดมาให้ตั้งแต่เด็กๆ โดยริเริ่มเปิดโรงเรียนสอนหนูดีคนเดียวก่อน ชื่อโรงเรียนวนิษา เป็นโรงเรียนที่ไม่ให้เด็กต้องมานั่งท่อง ก.ไก่ ข.ไข่ แต่ใช้วิธีการสอนแบบใหม่ คือให้เด็กคิดแบบอิสระ กล้าที่จะถาม ซึ่งตอนแรกคิดว่าไม่มีใครสนใจ แต่พอคนเริ่มเห็นกิจกรรมต่างๆ ที่ทางรร.สอนเด็ก อย่างวิชาวิทยาศาสตร์ก็จะมีการพาเด็กไปดูสวน ธรรมชาติ ก็เลยสนใจส่งลูกๆ มาเรียนกัน"

"แต่พอขึ้นมัธยมหนูดีก็ย้ายมาเรียนรร.สตรีล้วน ปรากฏว่าเราเข้ากับระบบการศึกษาไม่ได้ พอจบมัธยมหนูดีก็เลยตัดสินใจขอคุณแม่ไปเรียนต่อป.ตรีที่มหาวิทยาลัยแมริแลนด์ อเมริกา พอจะต่อโทก็ประจวบเหมาะได้ศึกษาแนวความคิดขอโปรเฟสเซอร์โฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ที่ว่าคนเรามีความอัจฉริยะที่แตกต่างกันไป ไม่จำเป็นต้องเรียนเก่ง"


ตอนรับปริญญาฮาร์วาร์ด

"พอทราบว่าเขากำลังเปิดสอนปริญญาโทหลักสูตรเกี่ยวกับสมองเป็นหลักสูตรแรกที่ฮาร์วาร์ด หนูดีก็เลยสมัครเข้าไปเรียนเพื่อนำความรู้มาพัฒนาระบบความคิดของคนไทยใหม่ ซึ่งตอนนี้รร.วนิษาก็เริ่มใช้ระบบนี้แล้ว อีกทั้งหนูดียังเปิดบริษัทอัจฉริยะสร้างได้ ให้คำปรึกษา 3 ส่วน คือ ดูแลเรื่องหลักสูตรโรงเรียน เทรนนิ่งครูและผู้บริหาร"

"เป็นที่ปรึกษาการพัฒนาศักยภาพองค์กรต่างๆ และหลักสูตรครอบครัวอัจฉริยะ เปิดสัมนาสำหรับบุคคลทั่วไป เพราะหนูดีคิดว่าครอบครัวเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างอัจฉริยะภาพที่ดีที่สุดค่ะ" เธอ เล่าถึงความเป็นมา

เธอ เล่าว่า การเรียนปริญญาตรี  ชีวิตแต่ละวันผ่านไปด้วยความหนักและเหนื่อย ท่องหนังสือเยอะมาก เวลาที่จะออกกำลังกาย ออกไปเที่ยวกับเพื่อนก็น้อย เมื่อมารวมกับวัฒนธรรมของเพื่อนอเมริกัน ที่ชอบไปค้างอ้างแรมในป่า ไปปีนเขา พายเรือ เข้าถ้ำช่วงสุดสัปดาห์ ทำให้หนูดีต้องแพ็คกระเป๋าตามไปด้วย

”ไม่ว่าจะไปป่าลึกแค่ไหน หรือ พายเรือไปค้างบนเกาะที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ สิ่งหนึ่งที่จะขาดไม่ได้ในกระเป๋าแบ็คแพ็ค คือ “หนังสือเรียน” หยิบออกมาทีไร โดนเพื่อนฝรั่งหัวเราะใส่ตลอด ว่ามาเที่ยวนะ อีกอย่าง วันจันทร์ก็ไม่ได้มีสอบด้วย แต่หนูดีก็กลัวสอบได้คะแนนไม่ดี จนต้องท่องหนังสือแทบทุกเวลาที่ว่างประกอบกับเป็น นิสัยดั้งเดิมที่ติดไปตั้งแต่เมืองไทยด้วย คือ กลัวสอบตก กลัวทำให้พ่อแม่ผิดหวัง แถมเราเป็นเด็กสองภาษา ไม่ได้พูดภาษาอังกฤษภาษาเดียวเหมือนเพื่อนฝรั่ง หนูดีจึงต้องพยายามเป็นสองเท่า” เธอ เล่าถึงความมุ่งมั่นในการเรียน

ผลการเรียนของเธอดีเยี่ยม บางเทอมได้ 4.00 บางเทอมได้ 3.9 ได้รางวัลเรียนหลายรางวัล รวมถึงจดหมายชมเชยจากอธิการบดี ที่จะส่งตรงมาถึงบ้านคุณแม่ที่เมืองไทยทุกครั้ง 
 

การสอนในโรงเรียน

หนูดีอยากรู้ว่า ทำอย่างไรคนเราถึงจะฉลาด เป็นอัจฉริยะกันได้ โดยยังใช้ชีวิตดำเนินทางสายกลางอย่างมีความสุข ไม่ต้องหักโหม ทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนที่หนูดีเคยทำมา และเหมือนเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยคนอื่นๆที่ได้เกียรตินิยมเหมือนกัน เช็คแล้ว ปรากฏว่า ที่เดียวในโลก ที่สอนด้านสมอง แต่ไม่ใช่ให้เราไปผ่าตัดนะคะ แต่เรียนให้รู้ว่า สมองคืออะไร ทำงานอย่างไร และรู้ว่า ทำตัวอย่างไร ถึงจะใช้สมองให้คุ้มค่า มีศักยภาพที่สุด ก็มีอยู่ที่เดียวในโลกเท่านั้น คือ ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ที่บอสตัน สหรัฐ อเมริกา”

 คำว่า ฮาร์วาร์ด เห็นชื่อมหาวิทยาลัยแล้ว ก็ตกใจแล้ว เธอ บอกว่า  ถอยมาหนึ่งก้าว เพราะถึงจะเป็นนักเรียนระดับเกียรตินิยมมา แต่ก็ไม่ใช่ว่า เด็กคะแนนดีทุกคนจะเข้าเรียนที่นี่ได้ เพราะ เป็นมหาวิทยาลัย อันดับหนึ่งของโลก ใครๆก็เรียนเก่งมาทั้งนั้นตัวหนูดีเอง เรียนที่แมรี่แลนด์ ซึ่งก็จัดว่าอยู่ในระดับดี แต่ก็ได้แค่ประมาณอันดับที่ยี่สิบ อันดับที่ยี่สิบห้าของประเทศเท่านั้น

 สุดท้ายตัดสินใจไปฮาร์วาร์ด “ฮึดสุดชีวิต” เธอ เล่า ตั้งหน้าตั้งตาสอบวัดมาตรฐาน เขียนจดหมายแนะนำตัวอย่างใช้ความคิดทุกหยด เตรียมตัวเป็นเดือน สมัครไปแล้วต้องรอคำตอบอีกครึ่งปี

 ในที่สุด อาร์วาร์ด ได้ส่งหนังสือ รับเธอ เป็นนักเรียนฮาร์วาร์ด ตกใจอีกรอบ น้ำตาไหลด้วยความดีใจ แล้วก็แอบมาเครียดเล็กๆว่า เอาอีกแล้ว ถึงเวลาจมอยู่กับกองหนังสือเรียนอีกแล้ว คราวนี้คงยิ่งหนักเป็นสองเท่า วันปฐมนิเทศน์ มีรุ่นพี่ให้คำแนะนำว่า หลายคนคงเรียนมาด้วยวิธีผิดๆ เข้าใจว่า เรียนหนัก เรียนอย่างฉลาด” เธอ กล่าว

 เธอ เล่าว่า ในอาร์วาร์ด เธอ ได้เรียนรู้เทคนิคการจัดหมวดความคิด การสรุปย่อให้ตรงประเด็น การอ่านเร็วและจับใจความโดยไม่ตกหล่น การเขียนบทความวิชาการระดับโลก การเขียนรายการชนิดเอาไปนำเสนอกับคองเกรสได้เลย หรือ การอภิปรายแสดงความคิดแบบผู้นำระดับโลก คือทุกอย่างที่เราถูกสอน จะถูกสอนประหนึ่งว่า

 พรุ่งนี้ เราต้องไปรับตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี หรือประธานาธิบดีนั่นเชียว” เธอ กล่าว และว่า พอมาเรียนรู้กระบวนการเรียนใหม่ ที่ใช้ข้อมูลทางสมองเป็นพื้นฐาน ทำให้หนูดีเรียนได้อย่างมีความสุขอย่างแท้จริงเป็นครั้งแรกในชีวิต และนอกจากเรียนได้ดี โดยเทอมแรกก็คว้าเกรดเฉลี่ย 4.00 มาครองเหมือนเดิม ทั้งๆ ที่โดนขู่ไว้ตลอดว่า เรียนที่นี่ ใครจะเก่งมาจากไหน ยากมากที่เทอมแรกจะได้ เอ ทุกตัว แต่หนูดีก็ทำได้มาแล้ว ด้วยสุขภาพจิตที่เปลี่ยนไปเป็นคนละคน เรียนไปยิ้มไป เรียนที่นี่ เรียนด้วยความมั่นใจ เพราะเรา “เรียนเป็น” แล้ว

 
ที่น่าทึ่ง คือ หนูดีได้นอนหลับประมาณ แปดชั่วโมงทุกคืน และได้ออกกำลังกายสัปดาห์ละ สามครั้งเป็นประจำ จิตใจแจ่มใส สมองก็ปลอดโปร่ง เรียนได้ดีจนไปติวเพื่อนได้เป็นกลุ่มๆ ทุกคนน่ารักและเป็นมิตร จนเราได้เพื่อนกลุ่มใหญ่ติดมือกลับมาเมืองไทยด้วย” เธอ กล่าว

ในที่สุด วันรับปริญญาโทก็มาถึง ซึ่งหนูดีก็ได้ร่วมกับงานรับปริญญาที่ขลังและเก่าแก่ที่สุดในโลก ด้วยคะแนนระดับเกียรตินิยมอีกแล้ว ซึ่งไม่ง่ายนักที่ใครจะทำได้ การเรียนที่ฮาร์วาร์ด ต้องเสียค่าใช้จ่ายปีละประมาณ 10 ล้านบาท แต่เธอ ได้รับทุนการศึกษาจนเรียนจบ

เมื่อเรียนจบ เธอตัดสินใจกลับเมืองไทย แม้ว่า จะมีโอกาสเติบโตจากการทำงานในต่างประเทศ ด้วยเงินเดือนที่สูงลิ่วก็ตาม

ได้แนวคิดจากคุณแม่ ให้กลับเมืองไทย ทั้ง ๆที่เมื่อเรียนจบได้เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ซึ่งเป็นหนึ่งงานในฝันที่จะได้ทำงานวิจัยต่อ และสอบยากมาก แต่คุณแม่บอกให้คิดให้ดีว่า งานตรงนั้นเป็นที่ๆ มีคนเข้าไปทำแทนได้ แต่ในเมืองไทย หนูดีเป็นคนเดียวที่จบด้านนี้ ควรจะนำความรู้กลับมาช่วยเมืองไทย เลยตัดสินใจกลับและเขียนหนังสือ “อัจฉริยะสร้างได้” เพื่อให้ความรู้กับคนด้านสมอง” เธอ กล่าวถึงการตัดสินใจกลับประเทศไทย

วิธีการทำงานของ “อัจฉริยะ” เธอ มีตารางการทำงาน ที่มีการวางแผนล่วงหน้าเป็นปีต่อปี แล้วใส่กำหนดการปฏิบัติธรรม การพักผ่อน และการท่องเที่ยวเป็นหลักก่อน แล้วค่อยจัดตารางการทำงานใส่ลงในช่องว่างที่เหลือ เพราะพบว่า วิธีนี้ดีกว่าเอางานเป็นหลัก แล้วค่อยเจียดเวลาดูแลสุขภาพใส่เข้าไป ซึ่งไม่เคยได้ผล และประสิทธิภาพการทำงานแทนที่จะลดกลับสูงกว่าที่เอางานขึ้นก่อน เพราะเมื่อได้ไปพักผ่อนมาก็มีพลังงานดี ๆเพิ่มขึ้นมาก ส่วนเวลาที่เหลือจะเล่น โยคะ ว่ายน้ำ สควอสซ์ 
 
ใน 1 ปี จะกำหนดเวลาในการท่องเที่ยวใหญ่ๆ ทั้งส่วนตัว และไปกับครอบครัว 2 ครั้งๆละประมาณ 2-3 สัปดาห์ ที่ทำได้อย่างนี้เพราะ หนูดีจะทำงานเต็มที่และกระชับงานค่อนข้างมากในช่วงสั้น หนูดีจะไม่ค่อยเชื่อเรื่องมากใส่ชั่วโมงเข้าไปเยอะ ๆ แล้วบางครั้งเหมือนอยู่ในที่ทำงาน 8 ชั่วโมง แต่ทำงานจริงเพียง 2-3 ชั่วโมง เวลาที่เหลือก็เครียดบ้าง ปวดหัวบ้าง ลากยาวงานบ้าง เช่น ปีที่แล้วรู้ว่าดอกซากุระที่ญี่ปุ่นจะบานช่วงเดือนเมษายน ก็จะไม่กำหนดตารางงานในเดือนเมษายน เพื่อเตรียมเวลาไปดูดอกซากุระบานเป็นชีวิตที่มีความสุขมากค่ะ” เธอ กล่าว

ส่วนการออกกำลังกาย เธอ บอกว่า  ใน 1 อาทิตย์ต้องออกกำลังกายหนักๆ2 ครั้ง และเบาๆ2 ครั้ง ยึดตามบรรทัดฐานการดูแลสมองที่ ควรออกกำลังกายอาทิตย์ละประมาณ 3 ครั้งๆ 30 นาทีให้เท่ากับการเดินเร็ว เพราะจะเพียงพอกับการสูบฉีดเลือดขึ้นไปเลี้ยงสมองช่วยดูดออกซิเจน และระดับน้ำตาล และทราบมาว่า การออกกำลังกายมากไปเกินอาทิตย์ละ 3 ครั้งก็ไม่ดี จะทำให้เกิดอนุมูลอิสระมากเกินไปอาจได้ผลตรงกันข้ามคือ ทำให้แก่เร็ว จะเห็นว่า ทางสายกลางดีที่สุด

สำหรับงานอดิเรก เธอ บอกว่า ด้วยความที่เรียนด้านสมอง ได้เรียนรู้การทำงานของสมองเชิงความยืดหยุ่นของสมองว่าเด็กจะมีความยึดหยุ่นของสมองสูง และเรียนอะไรได้เร็วกว่าผู้ใหญ่มาก แต่จริง ๆ แล้วมีวิธีการฝึกสมองให้มีความยึดหยุ่นสูงอยู่ในทุกช่วงวัย นั่นคือฝึกเรียนอะไรใหม่ๆ เป็นประจำ ปีละ 1 อย่าง เช่น อยู่ที่อเมริกาก็ฝึกถักนิตติ้ง พอกลับเมืองไทยก็ได้เรียนฮวงจุ้ย จากนั้นก็เรียนดาวิน ต่อด้วยดวงจีนแบบปากี้ เรียนเพื่อให้รู้และใช้กับตัวเองมาจัดสวนที่บ้าน ปีนี้ก็เรียนหมากโกะ กับเรียนรำมวยจีนของมูลนิธิเต๋าเตื๋อจิ้นซี บ่อพลอยจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งชอบมากเหมือนกัน จะสอนให้นั่งสมาธิ รำมวย และหลักคุณธรรมง่ายๆ คือ กตัญญูต่อพ่อแม่ เหมือนชวนให้ตั้งสติกับอะไรที่สำคัญในชีวิตประจำวัน

ช็อบปิ้งน้อยมาก หนูดีจะไม่เชื่อเรื่องการฟุ่มเฟื่อย เพราะว่ามีลูกศิษย์เยอะมาก แล้วเด็กๆที่โรงเรียนปีนี้ก็มีโครงการเรื่องประหยัด เรื่องรีไซเคิล หรือลดภาวะโลกร้อน เราสอนลูกศิษย์เรื่องใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย ครูก็ต้องทำด้วย เช่น เวลาออกรายการโทรทัศน์ ก็ขอไม่เอาชุดดีไซเนอร์ยี่ห้อ จะเน้นเรื่องประหยัดจนถูกเพื่อนๆ แซวเยอะมากว่าทำตัวกระจอก ซึ่งไม่ใช่นะคะ� แต่พึ่อนเป็นแบบอย่างที่ดี มีตา (ลูกศิษย์)จ้องมองเยอะมากค่ะ” เธอ กล่าว 
 

อัจฉริยะไม่ได้ขึ้นอยู่กับทดสอบไอคิวอย่างเดียว แต่มีหลายด้านมากอยากให้เปิดสายตากว้าง และที่สำคัญคือมันเปลี่ยนแปลงได้ตลอดชีวิต ถ้าวันนี้ไม่มีก็ไม่ได้หมายความว่าพรุ่งนี้หรือมะรีนนี้จะไม่มี เพราะตามทฤษฎีทุกคนเกิดมาพร้อมกับอัจฉริยะ 8 ด้าน หรือมากกว่าอยู่แล้ว หน้าที่เราคือพยายามเปิดเวทีให้ได้แสดงออกมาหรือไปฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง อยากแนะนำให้ลองทำอะไรที่ไม่เคยทำที่คิดว่าไม่เก่ง เพราะเราอาจจะเก่ง อาจมีอัจฉริยะที่ซ่อนอยู่โดยไม่รู้ และอย่ามองอัจฉริยะภาพเหมือนของหรูหราที่มีไว้ประดับตัวแต่ให้มองเป็นของใช้ เอามันเก็บไว้ใช้ ใช้เสร็จแล้วก็แล้วกัน อย่าไปยึดติดเป็นตัวเรา เพราะจะทำให้เหลิงหรือรู้สึกว่าเก่งกว่าคนอื่นไปหมด”

อยากฝากสิ่งหนึ่งที่ทำแล้วดีกับชีวิตเปลี่ยนชีวิตของหนูดีเลยค่ะ คือ การถือศีล 5 แบบเซน หรือข้อฝึกอบรมสติ 5 ประการของหมู่บ้านพลัม ช่วยดูแลสมองมากๆและช่วยป้องกันตัวเราด้วย อย่างข้อห้ามพูดโกหก เมื่อก่อนคิดว่าแค่ไม่พูดโกหก เมื่อก่อนคิดว่าไม่พูดโกหก ปรากฏว่านอกจากพูดความจริงแล้วยังต้องเป็นถ้วยคำที่ทำให้เกิด ความหวัง ความรื่นเริง ความบันเทิง และทำให้คนรู้สึกดีด้วย

นี่เป็นชีวิตของ “อัจริยะ เลือกได้” ที่ชื่อ หนูดี วนิษา เรซ ทั้งความเป็นมาของชีวิต และหลักการใช้ชีวิต หลักการทำงาน ที่เป็นแบบอย่างได้สำหรับทุกคน ไม่เลือกว่า จะเป็นวัยไหน เพราะ เธอบอกว่า สมองเรารองรับได้ทุกวัย 

พิมพ์จาก : http://muslimthai.muslimthaipost.com/main/index.php?page=sub&category=93&id=8015
วันที่ : 26 สิงหาคม 62 12:50:01
สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์ http://www.muslimthaipost.com