ไขปัญหา : ทำไมมุสลิมจึงเล่นสาดน้ำสงกรานต์ไม่ได้

 

ประเพณีวันตรุษสงกรานต์

สงกรานต์เป็นคำแปลสันสกฤต มักเรียกเข้าคู่กับคำว่าตรุษ เป็นภาษาสันสกฤตเช่นกัน รวมกันเป็น "ตรุษสงกรานต์" คำว่า "ตรุษ" หมายถึง เทศกาลเนื่องในวันสิ้นปี ซึ่งกำหนดตามวันจันทรคติ ตรงกับวันแรม 15 ค่ำ เดือน 4 (ราชบัณฑิตยสถาน 2525 : 32)
ส่วนคำว่าสงกรานต์หมายถึง เทศกาลเนื่องในวันขึ้นปีใหม่อย่างเก่า ซึ่งกำหนดตามสุริยะคติ คือวันที่ 13 14 และ15 เมษายน (ราชบัณฑิตยสถาน 2525 : 777) แปลว่าตัดหรือขาดคือว่าตัดจากปีเดิมหรือสิ้นปี เป็นพิธีแสดงความยินดีที่ได้มีชีวิตผ่านพ้นมาด้วยควมสวัสดีในรอบปีหนึ่ง เรียกว่าส่งปีเก่า
ส่วนสงกรานต์ แปลว่า เคลื่อน ย้าย ผ่าน อันได้แก่พระอาทิตย์ผ่านหรือเคลื่อนย้ายผ่าน หรือเคลื่อนย้ายเข้าไปในจักราศีใดกราศีใดจักราศีหนึ่ง และจักราศีนั้นแบ่งออกเป็น 12 ส่วนเท่าๆกัน หรือ 12 ราศี แต่ละราศีมีกลุ่มดาวอยู่ในราศีนั้นๆด้วย เมื่อพระอาทิตย์โคจรเข้าไปในราศีใดแล้ว กว่าพระอาทิตย์จะผ่านพ้นไปได้ ต้องใช้เวลาเป็นเดือน แต่ครั้นเมื่อพระอาทิตย์ผ่านพ้นไปครบ 12 ราศีก็นับเป็นเวลา 1 ปี (เสถียรโกรศ 2516 : 6)
ด้วยเหตุนี้ ตรุษสงกรานต์จึงหมายถึงวันสิ้นปีเก่าขึ้นปีใหม่อย่างเก่าของไทย"

ประเด็นชี้แจง
จากเนื้อหาข้างต้นพอสรุปได้ว่า วันสงกรานต์ถือเป็นวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ของคนไทย ดังนั้น เมื่อวันสงกรานต์เป็นวันปีใหม่ของไทย มุสลิมที่อาศัยอยู่ในเมืองไทยย่อมไม่มีส่วนร่วมอะไรกับวันดังกล่าว เพราะอิสลามมิได้บัญญัติส่งเสริมให้สนุกสนานรื่นเริงในวันขึ้นปีใหม่ของชนชาติอื่น หรือแม้กระทั่งวันขึ้นปีใหม่ของอิสลามเองก็ตาม ดังเช่นมุสลิมบางกลุ่มเข้าใจผิดว่า วันที่ 1 มุหัรร็อมของทุกปีเป็นวันขึ้นปีใหม่ของอิสลาม

ส่วนวันที่อิสลามอนุมัติให้รื่นเริงได้มีเพียงสองวันในรอบปีเท่านั้น คือวันอีดิ้ลฟิตริและวันอีดิ้ลอัฎฺฮา ดังที่ท่านอนัสได้กล่าวไว้ว่า "เมื่อท่านนบีมุฮัมมัดมาถึงนครมะดีนะฮฺ พวกชาวเมืองก็มีวันรื่นเริงอยู่สองวัน ท่านจึงถามว่า "ทั้งสองวันนั้นคือวันอะไร?" พวกเขาตอบว่า "ในสมัยก่อนศาสนาอิสลามพวกเราได้มีการละเล่นกัน" ท่านนบีจึงกล่าวว่า "พระองค์อัลลอฮฺ ได้ทรงกำหนดวันทั้งสองให้แก่พวกท่าน ซึ่งดีกว่าวันทั้งสองนั้น ก็คือวันอัฎฺฮาและวันฟิตริ"

ฉะนั้น เมื่ออิสลามได้กำหนดวันขึ้นปีใหม่ให้แก่บรรดามุสลิม จึงถือว่าไม่อนุญาติให้จัดงานเกี่ยวกับวันขึ้นปีใหม่ ไม่ว่าจะเป็นวันขึ้นปีใหม่ที่อ้างว่าเป็นของอิสลามหรือของศาสนาอื่นก็ตาม ท่านนบีมุหัมมัดได้กล่าวไว้ว่า "บุคคลใดที่เลียนแบบชนกลุ่มอื่น ดังนั้นเขาก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชนกลุ่มนั้นด้วย"

วันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่ของศาสนาอื่น ซึ่งเทศกาลดังกล่าวมิได้เกี่ยวข้องกับบรรดามุสลิมแม้แต่น้อย จึงไม่เป็นที่อนุมัติสำหรับมุสลิม ต่อการร่วมแสดงความยินดี หรือร่วมเฉลิมฉลอง และร่วมสนุกสนานในวันดังกล่าว

ประวัติความเป็นมาของวันสงกรานต์
      วันสงกรานต์ตกอยู่ในวันที่ 13 14 และ 15 เมษายนของทุกปีและกำหนดวันสงกรานต์ในปีแรก เป็นครั้งแรกเผอิญตรงกับวันที่13 เมษายน ปีต่อๆมาจึงต้องยึดเอาตามวันที่กำหนดครั้งแรกนั้น ที่จริงแล้ววันสงกรานต์อาจจะไม่ใช่วันที่ 13 เมษายนก็ได้ วันที่ 13 เมษายนเรียกว่าวันมหาสงกรานต์ซึ่งเป็นวันที่พระอาทิตย์ขึ้นสู่ราศีเมษ วันที่ 14 เมษายนเรียกว่าวันเนา ซึ่งเป็นวันที่พระอาทิตย์โคจร อยู่ระหว่างราศีมีนกับราศีเมษ และวันที่ 15 เมษายน เป็นวันเถลิงศกขึ้นปีศักราชใหม่ วันสงกรานต์เป็นวันปีใหม่ โดยเริ่มใช้มาตั้งแต่กรุงสุโขทัย กระทั่งปี พ.ศ. 2483 พล.ต.หลวงพิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในปีนั้น ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติปีปฏิทินต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อแก้วันขึ้นปีใหม่ จากวันที่ 1 เมษายนเป็นวันที่ 1 มกราคม เมื่อ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2483 และสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติรับหลักการ และได้ประกาศใช้เป็นกฎหมายเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ.2483 โดยให้ขึ้นปีใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2484

ตำนานวันสงกรานต์
ตำนานวันสงกรานต์นี้ ได้ปรากฏในเทพนิยายของศาสนาพราหมณ์ฮินดูอยู่ในเรื่องหนึ่ง และได้ปรากฏอยู่ในศิลาจารึกวัดพระเชตุพลวิมลมังคลาราม ดังต่อไปนี้

เศรษฐีคนหนึ่งไม่มีบุตร บ้านของเขาอยู่ใกล้กับบ้านของนักเลงสุรา นักเลงสุรานั้นมีบุตร 2 คน มีผิวเนื้อเหมือนทอง วันหนึ่งนั้นนักเลงสุราได้เข้าไปกล่าวคำหยาบคายต่อเศรษฐี และเศรษฐีถามว่าเหตุให้เขาจึงหมิ่นประมาทต่อหน้าเศรษฐีผู้มีทรัพย์มากนังเลงสุราได้ตอบว่าถึงเศรษฐีจะมีทรัพมากก็ไม่มีบุตร
เมื่อเศรษฐีตายแล้ว ทรัพย์สมบัติก็สูญเปล่านักเลงสุรากล่าวว่าตนประเสริฐกว่าเศรษฐี เศรษฐีมีความละอายแล้วจึงบวงสรวงต่อพระอาทิตย์พระจันทร แล้วตั้งจิตอธิธานขอบุตรถึง 3 ปี ก็มิได้มีบุตร อยู่มาวันหนึ่ง เป็นวันนขัตฤกษ์สงกรานต์ พระอาทิตย์ยกขึ้นสู่ราศีเมษ เศรษฐีได้พาบริวานขึ้นไปยังต้นไทรอันเป็นที่อยู่แห่งฝูงนกทั่งปวงริมฝั่งน้ำ จึงเอาข้าวสารล้างน้ำ 7 ครั้งแล้วหุงขึ้นบูชาพระไทร ประโคมพินพาทย์แล้วตั้งจิตอธิฐานขอบุตรพระไทรมีความกรุณาจึงเหาะไปเข้าเฝ้าพระอินทร์ พระอินทร์ได้ให้ธรรมบาลเทวบุตรลงมาปฏิสนธิในครรภ์ภรรยาของเศรษฐี เมื่อนางคลอดบุตรออกมาจึงให้ชื่อว่าธรรมบาลกุมาร แล้วปลูกปราสาท 7 ชั้นให้อยู่ใต้ต้นไทรริมฝั่งแม่น้ำนั้น ธรรมบาลกุมารโตขึ้นได้เรียนรู้ภาษานกแล้วเรียนไตรเพทจนจบ เมื่ออายุ 7 ขวบ และได้เป็นครูสอนมงคลการต่างๆ แก่คนทั้งหลายมงคล เหล่านี้มีอยู่ 12 มงคลอันได้แก่ การโกนผมไฟ การเจาะหู การตั้งชื่อเด็ก การสอนเด็กให้เดินให้พูด การเปิบข้าว การนุ่งผ้า การว่ายน้ำ การโกนจุก การตัดเล็บ การตกแต่งร่างกาย และการแต่งงาน

ในขณะนั้น โลกทั้งหลายนับถือท้าวกบิลมหาพรหมองค์หนึ่ง ว่าเป็นผู้แสดงมงคลแก่มนุษย์ทั้งปวง เมื่อท้าวกบิลมหาพรหมทราบจึงลงมาถามปัญหา 3 ข้อกับธรรมบาลกุมารโดยให้สัญญากันไว้ว่า ถ้าธรรมบาลกุมารแก้ปัญหานั้นได้จะตัดเศรียรบูชาความรู้ของธรรมบาลกุมาร แต่ถ้าธรรมบาลกุมารแก่ปัญหานั้นไม่ได้ต้องตัดเศียรของตนมาบูชาท้าวกลิบมหาพมภายใน 7 วัน ปัญหา 3 ข้อนั้นมีอยู่ว่า ข้อ 1 ตอนเช้าราศีของมนุษย์อยู่ที่ไหน? ข้อ 2 ตอนเที่ยงราศีของมนุษย์อยู่ที่ไหน? ข้อ 3 ตอนเย็นราศีของมนุษย์อยู่ที่ไหน?

เมื่อล้วงเวลาไป 6 วัน ธรรมบาลกุมารยังคิดไม่ออก จึงนึกว่าตนจะต้องตายด้วยอายาของท้าวกบิลมหาพรหมธรรมบาลกุมารไม่ต้องการตายจึงหนีไปซุกซ่อนตายเสียดีกว่า แล้วลงจากปราสาทไปนอนใต้ต้นตาล 2 ต้น ซึ่งมีนกอินทรี ตัวผู้ตัวเมียทำรังอาศัยอยู่บนต้นตาลนั้น ครั้นเวลาค่ำ นางนกอีนทรีได้ถามสามีของพรุ่งนี้จะได้อาหารที่ใด สามีของนางอินทรีตอบว่าจะได้กินศพของธรรมบาลกุมาร ซึ่งท้าวกบิลมหาพรหมจะฆ่าเสียเพราะธรรมบาลกุมารไม่สามารถตอบคำถาม 3 ข้อของท้าวกบิลมหาพรหมได้ นางอินทรีจึงถามสามีของตนว่าปัญหา 3 ข้อนั้นมีอย่างไร สามีของนางอินทรีบอกว่าตอนเช้าราศีของมนุษย์อยู่ที่ไหน ตอนเที่ยงราศีของมนุษย์อยู่ที่ไหน ตอนเย็นราศีของมนุษย์อยู่ที่ไหน นางนกอินทรีก็ถามสามีของมันว่าปัญหานั้นแก้อย่างไร สามีของนางอินทรีของนางอินทรี ได้บอกว่า ตอนเช้าราศีของมนุษย์อยู่ที่หน้า มนุษย์ทั้งหลายจึงเอาน้ำล้างหน้า ตอนเที่ยงราศีของมนุษย์อยู่ที่อก มนุษย์ทั้งหลายจึงเอาเครื่องหอมปะพรมที่อก ส่วนตอนเย็นราศีของมนุษย์อยู่ที่เท้ามนุษย์ทั้งหลาย จึงเอาน้ำล้างเท้า (คณะกรรมการวัฒณธรรมแห่งชาติ 2529 : 84)

ธรรมบาลกุมารได้ยินการสนทนาของของอินทรี 2 ผัวเมียเช่นนั้นแล้ว ก็ได้กลับไปยังปราสาทของตน ครั้นวันรุ่งข้นท้าวกบิลมหาพรหมได้ถามปัญหา 3 ข้อนั้น ธรรมบาลกุมารได้ตอบคำถามนั้นถูกต้อง ท้าวกบิลมหาพรหม จึงเรียกธิดาทั้งเจ็ดผู้เป็นบริจาริกา (แปลว่า หญิงรับใช้ หรือภรรยา) ให้พระอินทร์มาพร้อมกันแล้วบอกว่าเราจะตัดศรีษะของเราบูชาธรรมบาลกุมาร ถ้าศรีษะของเราตั่งบนแผ่นดินไฟจะไหม้ทั่วโลก ถ้าทิ้งขึ้นบนอากาศฟ้าจะแล้ง ถ้าทิ้งลงในมหาสมุทรน้ำทะเลจะแห้ง จึงให้เทพธิดาทั้งเจ็ดนั้นมารองรับพระเศียรของบิดาไว้ แล้วแห่ประทักษิณ (คือการแห่เวียนขวา) ราบเขาพระสุเมรุ 60 นาที แล้วอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ในมณฑลถ้ำคันธธุลีเขาไกรลาส บูชาด้วยเครื่อพิมพ์ต่างๆ พระเวสสุกรรมหรือวิษณุกรรมก็เนรมิตรโลงด้วยแก้วเจ็ดประการชื่อภัควดีให้เป็นที่ประชุมเทวดาเทวดาทั้งป่วงได้นำเถาฉมูนาค (ไม่ทราบว่าเถาอะไร น่าจะเป็นเถาไม้ที่ใช้หมักสำหรับทำน้ำโสมหรือสุรา) มาล้างในสระอโนดาตเจ็ดครั้งแล้วแจกสังเวยทุกพระองค์ ครั้นถึงกำหนด 365 วัน โลกสมมุติว่า ปีหนึ่งเป็นสงกรานต์ นางเทพธิดา 7 องค์จึงผลัดเวรกันองค์ 1 ปี มาอัญเชิญพระเศีรยท้าวกบิลมหาพรหมออกแห่ประทักษิณเขาพระสุเมรุทุกปี แล้วกลับไปเทวลก (วีระชัย มีชอบธรรม และคณะ2530 : 123,สุเมธาวิทยากุล 2535 : 6)

นางเทพธิดา 7 องค์ที่ผลัดเวรกันมาอัญเชิญพระเศรียท้าวกบิลมหาพรหมออกแห่ประทักษิรเขาพระสุเมรุ ทุกปีนั้น มีหลักเกณฑ์อยู่ว่าถ้าวันสงกรานต์ในวันที่ 13 เมษายน ตรงกันวันอะไร และเป็นเวรของนางเทพธิดาองค์ ใดเป็นไปดังนี้

ประเด็นชี้แจง

ตำนานของวันสงกรานต์ มาจากความเชื่อที่ปรากฏในเทพนิยายของศาสนาพรหมฮินดู โดยเชื่อว่า เมื่อวันสงกรานต์กับวันที่ 13 เมษายนจะตรงกับวันใดก็ตาม เช่น วันตรงกับวันอาทิตย์ วันศุกร์ หรือวันอื่นๆ ภายในสัปดาห์ เหล่าเทพธิดาของท้าวกบิลมหาพรหมจะทำหน้าที่ออกมาอัญเชิญพระเศียรบิดาของพวกนางตามวันที่ถูกกำหนดไว้

เช่นนั้นสมมุติว่าวันที่ 13 เมษายนตรงกับวันพุธ เท่ากับว่านางเมธาเทวีจะออกมารับพระเศียรของท้าวกบิลมหาพรหม เพื่อนำมาแห่ประทักษิณเขาพระสุเมรุของปีนั้น

ความเชื่อดังกล่าวยังคงดำเดินอยู่จนกระทั่งถึงปัจจุบันสำหรับบุคคลที่นับถือและเชื่อถึงการร่วมพิธีกรรมในวันสงกรานต์ ไม่ว่าจะเป็นศาสนาพรหมณ์ ฮินดูถึงศาสนาพุทธก็ตาม

ส่วนศาสนาอิสลามก็ได้กำหนดขอบเขตความเชื่อความเชื่อไว้ว่าความเชื่อนั้นๆ จะต้องอยู่วันอยู่บนพื้นฐานของอัล-กุรฺอานและแบบฉบับของท่านนบีมุหัมมัดเท่านั้น ส่วนความเชื่อใดที่ขัดต่อหลักการของศาสนาอิสลาม หรือศาสนาอิสลามมิได้กำหนดไว้ ถือว่ามุสลิมทุกคนจะกระทำมิได้โดยเด็ดขาดด้วยเหตุนี้เอง ท่านนบีมุหัมมัดจึงกล่าวสอนไว้ว่า

"โลกนี้ (ดุนยา) เปรียบเสมือนห้องขังของผู้ศรัทธา และเป็นสวรรค์สำหรับผู้ไม่ศรัทธา (ต่อศาสนาอิสลาม)"

คำสอนของท่านนบีมุหัมมัด นัยความถึงการดำเนินชีวิตของมุสลิม จะต้องอยูในของเขตและระเบียบที่อิสลาม กำหนดไว้ตลอดว่าจึง จึงดูคล้ายกับบุคคลที่อาศัยอยู่ในห้องขังที่ไม่มีอิสระมากนัก จะกระทำอะไรต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ตลอดเวลา ตรงข้ามกับบุคคลที่ไม่ใช่มุสลิม ซึ่งพวกเขามีอิสระเต็มที่ในการดำเนินชีวิตของตนเอง โดยไม่มีขอบเขตและกฏเกนฑ์ตายตัว กระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดตามอำเภอใจ ภายใต้จิตสำนึกแห่งความต้องการของตนเองเสมอ

ฉันใดก็ฉันนั้น แม้มุสลิมปรารถนาจะเข้าร่วมกิจกรรมในวันสงกรานต์มากเพียงใด ก็ไม่สามารถจะกระทำเช่นนั้นได้ เพราะวันดังกล่าวเป็นวันขึ้นปีใหม่ความเชื่อของชาวพุทธ ส่วนมุสลิมมีวิถีชีวิตที่ถูกกำหนดบนพื้นฐานของพระผู้เป็นเจ้า อีกทั้งไม่ใช่วันรื่นเริงหรือวันแห่งการเฉลิมฉลองของศาสนาอิสลาม เพราะฉนั้น มุสลิมจึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับวันดังกล่าวเลยแม้แต่น้อย

การเล่นสาดน้ำสงกรานต์
"วิธีเล่นสาดน้ำสงกรานต์นั้นคงมีลักษณะคล้ายกันในภาคของราชอณาจักรไทย แต่บางท้องถิ่นอาจมีการเล่นน้ำกันรุนแรงไปการเล่นสาดน้ำวันสงกรานต์มักแบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายคือฝ่ายชายกับฝ่ายหญิง และการเล่นสาดน้ำวันสงกรานต์นี้เกิดจากความเชื่อว่า การสาดน้ำจะช่วยให้ฝนตกตามฤดูกาล"

การเล่นสาดน้ำในวันสงกรานต์เป็นประเด็นที่ผู้เขียนต้องการเขียนมากที่สุด เนื่องจากมุสลิมบางกลุ่มโดยเฉพาะบรรดาเยวชนมุสลิมทั้งชายและหญิงจะนิยมเล่นสาดน้ำกันในวันสงกรานต์กันอย่างแพร่หลาย มีกล่าวกันว่าในบางท้องที่ มุสลิมจะเล่นสาดน้ำกันก่อนวันสงกรานต์ (คือก่อนวันที่ 13) และเลิกสาดน้ำกันภายหลังวันสงกรานต์ (คือเลิกภายหลังวันที่ 15) ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีมุสลิมบางกลุ่มนิยมเล่นสาดน้ำสงกรานต์มากกว่าผู้ที่นับถือศาสนาพุทธเสียอีก

ภาพลักษณ์ของมุสลิมจึงดูมัวหมองอย่างที่เห็นได้ชัดถึงการไม่มีจุดยืน และไม่ได้ศึกษาค้นคว้าถึงที่มาของวันสงกรานต์และการเล่นสาดน้ำว่าเป็นอย่างไร ?
ซึ่งหากมุสลิมทราบ ก็คงจะได้ใคร่ครวญถึงความผิดพลาดของตนในอดีตที่ได้ร่วมเล่นสาดน้ำเป็นแน่ เพราะการสาดน้ำในวันดังกล่าว มาจากความเชื่อที่ว่าจะทำให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล เป็นการมอบหมายให้ฝนตกด้วยการสาดน้ำ ด้วยเหตุนี้เองที่มุสลิมไม่สามารถจะร่วมเล่นสาดน้ำ ในวันสงกรานต์ได้อย่างเด็ดขาดโดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาเยาวชนซึ่งหวังเพียงสนุกสนานจนอาจลืมนึกถึงสิ่งที่อาจจะส่งเสียผลกระทบต่อความศรัทธาของตน

โปรดพิจารณาหลักฐานดังต่อไปนี้

ภายหลังการนมาซศุบหฺที่ตำบลหุดัยบิยะฮฺ ท่านนบีมุหัมมัดจึงกล่าวถามขึ้นว่า "พระผู้อภิบาลตรัสไว้อย่างไรกับพวกท่าน?" บรรดาสหายของท่านนบีกล่าวตอบว่า "พระองค์อัลลอฮฺและศาสนฑูตของพระองค์ยอมรู้ดียิ่ง "ท่านนบีทรงกล่าวว่าพระองค์อัลลอฮฺทรงตรัสว่า "ในตอนเช้า ส่วนหนึ่งจากปวงบ่าวของฉันนั้นศรัทธาต่อฉันและปฏิเสธต่อฉัน (กล่าวคือ) บุคคลหนึ่งกล่าวว่าเมื่อฝนตกลงมายังเรา นั้นเป็นความโปรดปรานจากพระองค์อัลลอฮฺ เขาผู้นั้นศรัทธาต่อฉันและปฏิเสธต่อดวงดาว (เพราะดวงดาวต่างๆ บนท้องฟ้าไม่สามารถทำให้ฝนตกได้), ส่วนบุคคลหนึ่งกล่าวว่า เมื่อฝนตกมายังเรา นั้นเป็นเพราะดวงดาวต่างๆ โครจรจากที่นั้นไปยังที่โน้น เช่นนั้นแหละที่เขาได้ปฏิเสธต่อฉัน และเชื่อมั่นศรัทธาต่อดวงดาวต่างๆ"

ผู้เขียนจึงใคร่ขอเรียนให้ผู้ปกครองหรือครูอาจารย์ ได้ช่วยกันกำชับและรงณรงค์ให้มุสลิมละทิ้งการร่วมกิจกรรมในวันดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเล่นสาดน้ำ ยิ่งต้องตักเตือนกันอย่างจริงจังและเข้มงวดอย่างที่สุด หวังเพียงให้เยาวชนในวันนี้ได้ยืนหยัดและรักษาจุดยืนแห่งความเป็นมุสลิมที่แท้จริงตลอดไป

แนวทางในการดำเนินชีวิตของมุสลิม
จากรายละเอียดที่ได้กล่าวมาแล้วทั้งหมด พอที่จะสรุปให้เป็นบทเรียนและแนวทางในการดำเนินชีวิตของมุสลิมได้ดังนี้

1. มุสลิมจะต้องไม่นำสิ่งอื่นที่มิใช่อิสลามมาปฏิบัติ มุสลิมจะต้องดำเนินชีวิตด้วยการยึดแนวทางที่ถูกกล่าวไว้ในอัล-กุรฺอาน และแบบฉบับทีมาจากท่านนบีมุหัมมัด เพราะพระองค์อัลลอฮฺจะทรงรับการงานจากแนวทางทั้งสองนี้เท่านั้น และพระองค์ยังทรงกำชับอย่างเน้นหนักมิให้นำสิ่งที่มิใช่อิสลามมาปฏิบัติดังนี้ "และบุคคลใดก็ตามที่แสวงหาแนวทางอื่นจากอิสลาม (นำมาปฏิบัติ) ศาสนานั้นจะไม่ถูกรับจากเขา(หมายถึงพระองค์อัลลอฮฺจะไม่ทรงรับการงาน ที่เป็นแบบฉบับอื่นของอิสลามอย่างเด็ดขาด)" ท่านนบีมุหัมมัดได้กล่าวไว้ว่า"ฉันได้ทิ้งไว้สองสิ่ง ซึ่งพวกท่านจะไม่มีวันหลงทาง ตราบเท่าที่พวกท่านยึดมั่นสองสิ่งนั้นไว้ นั่นคือ คัมภีร์ของอัลลอฮฺ และแบบฉบับจากศาสนาทูตของพระองค์ (คือซุนนะฮ์ของท่านนบีมุหัมมัด)" จึงสรุปได้ว่า ไม่มีช่องทางใดที่ทำให้มุสลิมสามารถเข้าร่วมกิจกรรมในวันสงกรานต์ได้เลย เพราะเพียงแค่หลักฐานที่นำมาเสนอข้างต้นก็เป็นที่แน่ชัดและตรงประเด็นอยู่แล้ว

2. พฤติกรรมของมุสลิมจะต้องแตกต่างจากศาสนิกอื่น ท่านนบีมุหัมมัดได้กล่าวไว้ว่า "พวกท่านจงมีพฤติกรรมที่แตกต่างจากบรรดาผู้ที่ตั้งภาคี" คำกล่าวของท่านนบีมุหัมมัดบ่งบอกให้รู้ว่ามุสลิมจะต้องอยู่ร่วมกับสังคมทั้งที่เป็นมุสลิม และไม่ใช่มุสลิม โดยแสดงภาพลักษณ์แห่งการเป็นมุสลิมให้เป็นที่ประจักษ์ในทุกๆด้าน ไม่ว่าชีวิตความเป็นอยู่ จริยธรรมแห่งอิสลาม การประกอบาสนกิจ และอื่นๆ เพื่อให้ต่างศาสนิกได้รู้ถึงมาตราฐานและจุดยืนแห่งความเป็นมุสลิมซึ่งมีเอกลักษณ์เป็รของตัวเองในทุกๆด้าน เมื่อเป็นเช่นนี้มุสลิมผู้หนึ่งเข้าร่วมกิจกรรมในวันสงกรานต์ ย่อมชี้ให้เห็นว่ามุสลิมผู้นั้นมิได้ทำตัวแตกต่างไปจากสังคมส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่มุสลิม ทั้งๆที่รู้ว่าสิ่งดังกล่าวไม่เป็นสิ่งที่ไม่อนูมัติของศาสนา อีกทั้งท่านนบีมุหัมมัดได้กำชับไว้ว่าจงทำตัวให้แตกต่างจากบรรดาผู้ที่ตั้งภาคี ซึ่งหมายร่วมถึงการทำตัวให้แตกต่างจากบุคคลที่นับถือศาสนาอื่นทั้งในด้านความเชื่อ และหลักการปฏิบัติ ภาพลักษณ์ของมุสลิมควรจะเด่นชัดกว่านี้ มิฉะนั้นแล้วบุคคลทั่วไปจะตัดสิน ได้อย่างไรว่าสังคมไหนคือสังคมมุสลิม และสังคมไหนไม่ใช่มุสลิม
 

3. มุสลิมจะต้องดำเนินชีวิตท่ามกลางสังคมอย่างมีจุดยืน ท่านนบีมุหัมมัดได้กล่าวไว้ว่า "พวกท่านอย่าเป็นบุคคลที่ไร้จุดยืน (เขาจะมีสภาพเป็นเช่นนั้น) หากผู้คนทั้งหลายกระทำความดี (ที่สอดคล้องกับอิสลาม) เราก็คำความดีนั้นด้วย และหากว่าผู้คนทั้งหลายกระทำความชั่วร้าย เราก็ไม่กระทำความชั่วร้ายนั้น" วจนะของท่านนบีมุหัมมัดชี้ประเด็นที่ชัดเจน และลึงซึ้งมากมากยิ่งขึ้นเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตของมุสลิมขณะที่อยู่ร่วมปะปนกับผู้คนในสังคมส่วนใหญ่ โดยที่ท่านบีสอนให้มุสลิมแสดงจุดยืนอย่างเด่นชัดมุสลิมจะไม่คลุมเครือและไร้แกรสานอย่างเด็ดขาด เพราะมุสลิมมีแนวทางเป็นของตนเอง และต้องดำเนินแนวทางนั้นแม้ว่าผู้คนส่วนใหญ่จะไม่ปฏิบัติเลยก็ตาม หรือสิ่งใดที่คนส่วนใหญ่คิดว่าดีงาม ซึ่งมีพื้นฐานมาจากความเชื่อ ไม่ว่าความเชื่อนั้นจะได้รับอิทธิพลมาจากศาสนา ลัทธิ หรือความคิด มุสลิมถือว่าจะนำสิ่งนั้นมาปฏิบัติด้วยไม่ได้เพราะไม่มีคำสอนมาจากศาสนาอิสลาม ผู้เขียนเชื่อเหลือเกินว่าหากมุสลิมในปัจจุบันยึดมั่นอุดมการณ์มีจุดยืนชัดเจนเฉกเช่นที่กล่าวมาข้างต้น มุสลิมจะพัฒนาคุณภาพและยกระดับการเป็นมุสลิมได้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันอย่างไม่ต้องสงสัย

4. ใกล้วันวันสิ้นโลก มุสลิมจะต้องมีสภาพเหมือนบุคคลที่กำถ่านไว้ในมือ ท่านนบีมุหัมมัดได้กล่าวไว้ว่า"ช่วงสมัยหนึ่งจะเกิดขึ้นกับประชาชาติของฉัน (หมายถึงสภาพก่อนใกล้วันกิยามะฮฺ) มีบุคคลในหมู่พวกของเขาที่ยืนหยัดอยู่บนศาสนาของเขา ประหนึ่งว่ากำถ่านไฟ (ร้อนๆไว้ในมือของเขา)"ท่านนบีมุหัมมัดได้กล่าวถึงสภาพใกล้ๆวันสิ้นโลกว่า มุสลิมจะมีสภาพเหมือนบุคคลที่กำถ่านไฟร้อนๆไว้ในมือของตน นั้นย่อมหมายถึง มุสลิมในยุคใกล้วันสิ้นโลกนั้นต้องต่อสู้กับอารมณ์ใฝ่ต่ำของตนมิให้เดินตามสังคมที่มีพฤติกรรมอันสวนทางกับอิสลามต้องต่อสู้กับอารมณ์ใฝ่ต่ำของตนเอง มิให้ละทิ้งการประกอบศาสนกิจในช่วงนั้นและอื่นๆ ซึ่งดูราวกับว่าตนต้องใช้ความอดทนพอๆ กับการกำถ่านไฟร้อนๆ เอาไว้ในมือของตนนั้นเอง แต่ถ้าไม่ต่อสู้กับอารมณ์ใฝ่ต่ำของตนเองอย่างจริงจังแล้ว เชื่อแน่เหลือเกินว่าเขาอาจเป็นบุคคลหนึ่ง ที่ตกอยู่ในสภาพที่พ้ายแพ้อย่างย้อยยับ

สภาพของมุสลิมในปัจจุบันคงไม่แตกต่างอะไรกับมุสลิมในยุคใกล้วันสิ้นโลก (หรือว่ายุคนี้อาจจะถึงยุคใกล้วันสิ้นโลกแล้วก็ได้) เนื่องจากมุสลิมในปัจจุบันต้องต่อสู้กับอารมณ์ใฝ่ต่ำของตนเองอย่างหนักหน่วง มิฉะนั้นแล้วมุสลิมจะไม่สามารถแสดงภาพลักษณ์แห่งอิสลามได้เลย อย่างเช่นการร่วมกิจกรรมหรือการเล่นสาดน้ำในวันสงกรานต์ เป็นบทพิสูจน์การต่อสู้กับอารมณ์ใฝ่ต่ำของมุสลิมได้เป็นอย่างดี มุสลิมคนใดบ้างคนที่พ้ายแพ้แก่ค่าความนิยมความเชื่อของสังคมแล้วเข้าไปมีส่วนร่วมในวันสงกรานต์ และมุสลิมคนใดบ้างที่ต่อสู้กับอารมณ์ใฝ่ต่ำของตนเอง โดยไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจกรรมในวันสงกรานต์ ประหนึ่งผู้ที่กำลังกำถ่านร้อนๆไว้ในมือของตน

...............................................................
คัดลอกจากหนังสือ “ทำไมมุสลิมจึงทำไม่ได้” โดย อ.มุรีด ทิมะเสน
พิมพ์จาก : http://muslimthai.muslimthaipost.com/main/index.php?page=sub&category=25&id=222
วันที่ : 15 ธันวาคม 62 21:27:48
สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์ http://www.muslimthaipost.com