Muslimthai Focus : ฝรั่งเก็งผลลัพธ์เสื้อแดงเมืองไทยมีแต่เสียกับเสีย

ฝรั่งเก็งผลลัพธ์เสื้อแดงเมืองไทยมีแต่เสียกับเสีย


ประเด็น:เสื้อแดงจัดชุมนุมใหญ่ , 15 มีนาคม 2553 เวลา 22:30 น.
รอยเตอร์สได้คาดการณ์ถึงแนวโน้มความเป็นไปได้ต่างๆ ที่จะตามมา จากการประท้วงครั้งล่าสุดของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่นำโดยกลุ่มนปช.

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

เศรษฐกิจไทยที่เริ่มฝ่ามรสุมภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอยมาได้ ต้องเผชิญวิกฤตการณ์กระหน่ำซ้ำเติมอีกระลอก จากความไม่สงบทางการเมืองที่ยืดเยื้อมานานถึง 4 ปี สำนักข่าวรอยเตอร์สได้คาดการณ์ถึงแนวโน้มความเป็นไปได้ต่างๆ ที่จะตามมา จากการประท้วงครั้งล่าสุดของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่นำโดยกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)

รัฐบาลฝ่าฟันกับกลุ่มผู้ประท้วงสำเร็จ : ตลาดหุ้นพุ่งรับทันควัน

ในสถานการณ์แรกนี้ กลุ่มผู้ชุมนุมอาจสามารถขยายแนวร่วมความไม่พอใจได้ ทว่าก็ไม่มากพอที่จะโค่นล้มรัฐบาลนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะได้


แม้จะไม่ใช่การแตกหัก และทำให้ปัญหานี้ยืดยาวออกไปอีก ทว่าอย่างน้อยที่สุด ภาวะสงบแม้เพียงช่วงสั้นๆ ก็ย่อมเป็นผลดีต่อตลาดทุนในประเทศ บรรดานักลงทุนจะยังคงเคลื่อนย้ายเงินมาลงทุนในไทย และประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้ ตราบใดที่ลมยังสงบ

อย่างไรก็ตาม การเดินขบวนครั้งใหญ่ก็ยังคงเป็นสัญลักษณ์แห่งความแบ่งแยก และความแตกแยกร้าวลึก ซึ่งก็เป็นปัจจัยให้นักลงทุนต้องคิดทบทวนที่จะลงทุนระยะยาวในประเทศไทย

นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ที่กลุ่มพรรคการเมืองอื่นซึ่งหันมาอยู่ข้าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้กลับมาสู่อำนาจ แต่สุดท้ายก็อาจเผชิญการแทรงแซงของทหารหรือฝ่ายยุติธรรม ซึ่งทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะนำไปสู่การประท้วงตามมาอีก

ขณะที่นักลงทุนต่างชาติขนเงินเข้าสู่ตลาดหุ้นไทย แต่บรรดาบริษัทต่างชาติกลับลังเลที่จะเข้ามาลงทุน หรือขยายการลงทุนเพิ่มในไทย ซึ่งปัจจุบันนี้นักลงทุนได้ตัดลดแผนการลงทุนลงแล้วถึง 15% จากตัวเลขเมื่อปี 2552 ที่ผ่านมา

รอยเตอร์สระบุว่า นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าทิศทางนี้มีความเป็นไปได้มากที่สุด และตลาดหุ้นไทยซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดที่ให้ผลตอบแทนต่ำที่สุดในเอเชีย ก็จะยืนอยู่ในแดนบวกได้เพียงช่วงสั้นๆ เท่านั้น

ความรุนแรงปะทุขึ้น แต่ปิดฉากลงด้วยดี : ตลาดดิ่งในช่วงสั้นๆ

ความเป็นไปได้ประการที่สอง ซึ่งทางรอยเตอร์สได้คาดการณ์อีกประการหนึ่งก็คือ ความรุนแรงและความตึงเครียดจากการรับมือกลุ่มผู้ประท้วงจะเป็นตัวแปรสำคัญ ความตึงเครียดจะทวีกำลังคุกรุ่นมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งส่งผลให้เกิดความรุนแรงตามมา ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจเกิดขึ้นจากกลุ่มเสื้อแดง หรือกลุ่มมือที่สามเพื่อเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของอีกกลุ่มหนึ่ง

กรณีนี้หากเป็นเรื่องจริงก็จะสร้างความผันผวนและความไม่แน่นอนในตลาดหุ้น คาดว่านักลงทุนในประเทศจะกระหน่ำเทขายหุ้นทิ้ง แต่ทว่าก็อาจจะมีนักลงทุนต่างชาติที่มองในระยะยาว และตระหนักว่าเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียกระเตื้องและผ่านพ้นจากวิกฤตแล้ว จึงมุ่งใช้โอกาสนี้กว้านซื้อหุ้น

สถานการณ์เช่นนี้เคยเกิดขึ้นแล้วในช่วง “สงกรานต์เลือด” เมื่อช่วงการประชุมอาเซียนปีก่อน ซึ่งนักลงทุนต่างชาติสามารถช่วยหนุนตลาดหุ้นไทยขึ้นถึง 63% ความเป็นไปได้นี้ จะเป็นภาพที่คล้ายคลึงกับเมื่อปีที่แล้ว ที่ความรุนแรงก็ยังคงไม่จางหายไป เพียงแต่ว่าจืดจางลงไปเท่านั้น และความเชื่อมั่นรวมถึงความมั่นใจด้านความมั่นคงภายในประเทศก็จะฟื้นกลับมาได้ในระยะสั้นเท่านั้น

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอาจร่วงลงต่ำสุดมาอยู่ที่ 1.25% ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดการณ์ โดยจะร่วงลงในระดับนี้ไปจนถึงเดือน มิ.ย. หรืออาจยาวกว่านั้น ซึ่งอาจส่งผลให้บรรดานักเศรษฐศาสตร์ต้องปรับเปลี่ยนคาดการณ์ตัวเลขทางเศรษฐกิจ หรืออาจเรียกร้องให้มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วขึ้น

การชุมนุมได้แรงหนุน พรรคร่วมรัฐบาลแตกเป็นเสี่ยง : ตลาดหุ้นร่วงกราว

การชุมนุมใหญ่ต่อต้านรัฐบาลครั้งนี้อาจทำให้เกิดคำถามขึ้นอย่างหนึ่งว่า ม็อบคนเสื้อแดงจะยืดยาวต่อไปได้นานเท่าใด ซึ่งเรื่องนี้นำไปสู่การเจรจาเบื้องหลังและการตกลงกันอย่างลับๆ ในกลุ่มพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองต่างๆ ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยอย่างมาก

ก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ได้ส่งสัญญาณแล้วว่าพรรคร่วมรัฐบาลอาจแตกกัน เนื่องจากมีเรื่องเงินและความลงตัวต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งอาจทำให้พรรคร่วมบางแห่งหันไปเข้ากับพรรคเพื่อไทยแทน ทำให้เพื่อไทยอาจได้เสียงเพิ่มจนสามารถยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจนายอภิสิทธิ์และคณะรัฐมนตรีได้ จนสามารถนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลผสมใหม่ที่นำโดยพรรคเพื่อไทย

ในสถานการณ์นี้ ตลาดจะได้รับผลกระทบและร่วงลงสู่แดนลบอย่างหนัก เนื่องจากความกังวลต่อเสถียรภาพทางการเมือง โดยเฉพาะความกังวลที่ว่ารัฐบาลผสมนำโดยพรรคเพื่อไทยจะทำให้กลุ่มคนเสื้อเหลืองไม่พอใจ และนำไปสู่การเคลื่อนไหวครั้งใหม่ ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงที่รัฐบาลฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ อาจถูกโค่นล้มลงอีกครั้ง และการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ของคนอีกฝ่าย

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่าสถานการณ์นี้ไม่น่าเกิดขึ้นได้จริง เนื่องจากรัฐบาลอภิสิทธิ์ยังคงได้รับการสนับสนุนจากกองทัพและผู้ใหญ่ในบ้านเมือง และแม้ว่าพรรคร่วมรัฐบาลอาจไม่ได้พอใจกับรัฐบาลชุดปัจจุบันนี้ไปเสียทั้งหมด ทว่าการให้สัญญาถึงงบประมาณที่เพิ่มขึ้นก็อาจช่วยให้พรรคร่วมนิ่งอยู่ได้

ประท้วงเลือด อภิสิทธิ์ยุบสภา : ตลาดล่ม

ภายใต้คาดการณ์สุดท้ายนี้ ความรุนแรงคือสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ขณะที่กองกำลังของรัฐก็ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ทำให้รัฐบาลต้องตัดสินใจประกาศใช้พระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน กรุงเทพฯ ต้องกลายเป็นอัมพาต บรรดาสถานที่ราชการตกเป็นเป้าหมายของกลุ่มคนเสื้อแดง และการเข้าปราบปรามหรือสลายการชุมนุมของรัฐบาลก็จะทำให้มีการบาดเจ็บเกิดขึ้น

นายกฯ อภิสิทธิ์ ไม่สามารถบริหารประเทศได้อีกต่อไป และจำต้องประกาศยุบสภา โดยจะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีรักษาการไปจนกว่าจะมีการเลือกตั้งครั้งใหม่

แน่นอนว่าการแตกหักเช่นนี้จนลามไปถึงการยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ย่อมส่งผลให้ตลาดเกิดความระส่ำ นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศต่างแห่กันเทขายหุ้นด้วยความวิตกถึงความไร้เสถียรภาพในประเทศ และความเป็นไปได้ที่อาจเกิดการจลาจลหรือความไม่สงบขึ้นตามมาอีก

แม้นักวิเคราะห์จะมองว่าแนวโน้มนี้เป็นจริงได้น้อยที่สุด ทว่าในกรณีที่เกิดขึ้นจริง ความวิตกว่ารัฐบาลฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ จะชนะการเลือกตั้งใหม่ หรือฝ่ายที่ต่อต้านอดีตนายกฯ จะพยายามเข้าแทรกแซงเรื่องนี้ จะกลายเป็นปัญหาความไร้เสถียรภาพที่ทำให้บรรดานักลงทุนต่างชาติเลือกที่จะเข้าไปลงทุนในภูมิภาคอื่นแทนที่มีการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ดี และปิดประตูการลงทุนกับไทยไปจนระยะยาว

นับเป็นแนวโน้มตั้งแต่มองโลกในแง่ดีที่สุด ไปจนถึงแง่ร้ายที่สุดที่ไม่ว่าทางใด ก็ไม่ใช่เรื่องดีต่อเศรษฐกิจและการเมืองไทยเลยแม้แต่น้อย

พิมพ์จาก : http://muslimthai.muslimthaipost.com/main/index.php?page=sub&category=19&id=8115
วันที่ : 13 ธันวาคม 62 5:59:16
สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์ http://www.muslimthaipost.com