Muslimthai Focus : เปิดรากเหง้า โสเภณี ผู้บำเรอสุขในรสกาม แท้จริงกำเนิดจากพิธี ศาสนา!!

เปิดรากเหง้า"โสเภณี" ผู้บำเรอสุขในรสกาม แท้จริงกำเนิดจากพิธี"ศาสนา"!!

เป็นเรื่องรับรู้ และค่อนข้างยอมรับกันอยู่แล้ว สำหรับอีกหนึ่งอาชีพที่ถูกรังเกียจ  ดูถูกเหยียดหยาม (เหมือน)ไร้เกียรติ   ในแทบทุกสังคม  ทุกยุคสมัย กับ  "โสเภณี" หรือ อาชีพขายบริการทางเพศ  แต่ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า  อาชีพบำเรอกามนี้ สร้างรายได้ให้กับพวกเธอ(หรือเขา) เป็นกอบเป็นกำ ในแต่ละวัน (ไล่ไปตามเกรดและคุณภาพ)  เผลอๆ อาจสร้างรายได้ดีกว่าคนที่จบการศึกษาระดับสูง เป็นถึงด็อกเตอร์ หรือจบมาจากเมืองนอกเมืองนา กันเลยทีเดียว  เพียงแค่ใช้เรือนร่างทอดกาย ถวายความสุขฝ่ายต่ำ(ทางพุทธศาสนา) ที่ช่วยระบายอารมณ์ใคร่ตามสัญชาติญาณของมนุษย์ให้ไปถึงฝั่งก็เท่านั้น


แล้วทราบกันหรือไม่ว่า ความหมาย ของ โสเภณี นั้นคืออะไร


 "โสเภณี"  เดิมมาจากคำเต็มๆว่า "นครโสเภณี" แปลว่า "หญิงงามแห่งนคร" ค่ะ ซึ่งคนสมัยก่อนเรียกอย่างเป็นไทยๆว่า "หญิงงามเมือง" เดิมพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (ฉบับ พ.ศ. 2493) ให้นิยามว่า "หญิงงามเมือง, หญิงคนชั่ว"    เป็นเพราะหญิงพวกนี้อาศัยเมืองหรือนครเป็นที่หาเลี้ยงชีพ  ตามชนบทนั้นไม่มี เพราะการเป็นโสเภณีนั้นเป็นที่รังเกียจของสังคม ผู้หญิงพวกนี้จึงอาศัยที่ชุมชนเป็นที่หากิน อีกประการหนึ่ง ในเมืองหรือนครนั้นมีผู้คนลูกค้ามากมาย เป็นการสะดวกแก่การค้าประเวณี


ภาคอีสานเรียกหญิงนครโสเภณีว่า "หญิงแม่จ้าง" คือ เป็นผู้หญิงที่รับจ้างกระทำชำเราสำส่อน โดยได้รับเงินหรือผลประโยชน์เป็นค่าจ้าง


คำว่า "นครโสเภณี" มาจากอินเดีย ในสมัยโบราณบางแคว้นของชมพูทวีป มีหญิงเหล่านี้เอาไว้เชิดหน้าชูตา เป็นแรงดึงดูดการท่องเที่ยว และนำเงินตราเข้าบ้านเมืองได้เป็นอย่างดี อย่างในเรื่อง กามนิต ก็ได้กล่าวถึงเอาไว้ว่า นางนครโสเภณีเหล่านี้คือ "มงกุฎดอกไม้หลากสีของกรุงอุชเชนี" โดยนางเหล่านี้พระราชาก็ประทานเกียรติยศ ประชาชนก็บูชา จินตกวีก็กล่าวขวัญเป็นบทเพลงเยินยอ ซึ่งเป็นการสมควรแล้วที่จะขนานนามว่า"มงกุฎดอกไม้หลากสีของกรุงอุชเชนีที่สถิตเหนือฐานศิลา" กระทำให้แคว้นใกล้เมืองเคียงต่างๆอิจฉากรุงอุชเชนีเป็นกำลัง นางงามเหล่านี้บางคนที่เลือกสรรแล้วเคยรับเชิญเป็นแขกเมืองไปเยี่ยมแดนต่างๆก็บ่อยๆ"


หญิงโสเภณีมักรวมกลุ่มกันในสถานค้าประเวณีที่เรียกกันว่า "ซ่องโสเภณี" ซึ่งในภาษาไทยตามกฎหมายเก่า (พระราชบัญญัติป้องกันสัญจรโรค รัตนโกสินทรศก 127) ว่า "โรงหญิงนครโสเภณี" อย่างไรก็ดี หญิงโสเภณีอาจอยู่ตามโรงแรม สถานอาบ-อบ-นวด โรงน้ำชา ภัตตาคาร ร้านเสริมสวย หรือตามสถานบันเทิง หรืออาจอยู่บ้านส่วนตัวและรับจ้างร่วมประเวณีเฉพาะโอกาสก็ได้

 

ต้นกำเนิด "โสเภณี"


จากการศึกษาพบว่า หญิงโสเภณีมีกำเนิดมาจากพิธีการทางศาสนา ปฏิบัติกันอยู่ในเอเชียตะวันตกเป็นส่วนใหญ่ คือหญิงสาวจะต้องกระทำพิธีสละพรหมจารีของตนเพื่อบูชาเทวี เช่น ของอินเดียได้แก่พิธีบูชาพระแม่กาลีซึ่งบางทีก็เรียก "ทุรคาบูชา" (ฮินดี: Durgapuja) พิธีเช่นว่านี้สืบเนื่องมาจากความเชื่อที่ว่าผู้หญิงมีความรู้สึกฝังใจอยู่กับชายคนแรกที่เธอร่วมประเวณีด้วย การสละพรหมจารีดังกล่าวจึงกระทำเพื่อบูชาเทวีเบื้องบนเสีย และชายผู้ร่วมประเวณีด้วยนั้นก็มักจะเป็นแขกแปลกหน้าที่หญิงนั้นไม่รู้จัก โดยถือกันว่าชายแปลกถิ่นเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งจะนำโชคลาภมาสู่ตน


การสละพรหมจารีด้วยการร่วมประเวณีกับชายแปลกหน้านั้นบางแห่งก็มีสิ่งตอบแทน หญิงชาวบาบิโลนโบราณพากันมานั่งคอยชาวแปลกหน้าในวิหารเจ้าแม่อิชตาร์ (Ishtar) เพื่อเข้าสู่พิธีสละพรหมจารีกับชายแปลกหน้า ถ้าชายพึงใจในหญิงคนใดก็จะโยนเหรียญมาที่ตักของเธอ หญิงที่ได้รับเหรียญจะต้องลุกตามเขาไปทันทีเพื่อประกอบพิธี โดยไม่ว่าเงินที่ชายโยนให้นั้นจะมากน้อยเพียงไร เมื่อได้พลีพรหมจารีแล้วก็เป็นอันหมดหน้าที่ หญิงนั้นจะได้กลับไปบ้านเมืองและครองชีวิตอย่างมีเกียรติพร้อมกับตั้งหน้าคอยโชคลาภต่อไป หญิงที่รูปไม่งามอาจต้องนั่งรอชายแปลกหน้าเป็นเวลาหลายปี


ภาพล้อเลียนทางการเมืองแสดงสภาพโสเภณีในสังคมตะวันตกโบราณ ชื่อ "การขึ้นภาษีร้านค้าไม่ได้กระทบกระเทือนผู้ค้าปลีก" ศิลปะตะวันตก พ.ศ. 2330บางท้องที่ก็มีพิธีกรรมทางโสเภณีเพื่อการศาสนา เช่น นักบวชหญิงร่วมกันจัดพิธีกรรมต่าง ๆ ทางโสเภณีซึ่งถือว่าเป็นการพลีกายเพื่อศาสนา เงินที่ได้จากพิธีกรรมทางเพศดังกล่าวจะส่งเข้าบำรุงศาสนา บางแห่งหญิงสาวต้องไปวัดเพื่อขอให้นักบวชชายเบิกพรหมจารีให้ โดยถือว่านักบวชเป็นตัวแทนของพระเจ้า บางแห่งหญิงสาวอุทิศตนเป็นนางบำเรอประจำวัด เพื่อร้องรำทำเพลงบำเรอพวกนักบวชและพวกธุดงค์ที่มาสักการะเทพเจ้าในสำนักตน ทั้งหมดนี้เป็นจุดกำเนิดของหญิงโสเภณีในปัจจุบัน แต่โสเภณีทางศาสนาดังกล่าวมาแล้วกระทำในคลองจารีตประเพณีของศาสนา ไม่อื้ออึงหรืออุจาดนัก


ต่อมาเกิดมีธรรมเนียมใหม่คือ หญิงสาวหันมาเป็นโสเภณีเพื่อสะสมทุนทรัพย์สำหรับสมรส ชายที่สมสู่ไม่ต้องวางเงินบนแท่นบูชาแต่ให้ใส่ลงในเสื้อของหญิง ภายหลังหาเงินได้สองสามปีก็จะกลับบ้านเพื่อแต่งงาน และถือกันว่าหญิงที่ได้ผ่านการเป็นโสเภณีมาแล้วเป็นแบบอย่างของเมียและแม่ที่ดี การปฏิบัติของหญิงโสเภณีประเภทหลังนี้ บางคนก็กระทำไปโดยมิได้เกี่ยวข้องกับพิธีทางศาสนาเลย


ครั้นกาลเวลาล่วงมา อารยธรรมในทางวัตถุนิยมเพิ่มมากขึ้น การโสเภณีทางศาสนาค่อยเลือนลางจางไป โดยมีโสเภณีทางโลกเข้ามาแทนที่ โรงหญิงโสเภณีโรงแรกจึงถือกำเนิดขึ้นที่กรุงเอเธนส์ โดยเป็นโรงหญิงโสเภณีสาธารณะ เก็บเงินรายได้บำรุงการกุศล ผู้จัดตั้งชื่อ "โซลอน" (Solon) เป็นนักกฎหมายและนักปฏิรูป วัตถุประสงค์ในการตั้งโรงหญิงโสเภณีดังกล่าวมีสองประการ คือ 1) เพื่อคุ้มครองอารักขาความบริสุทธิ์ให้แก่ครอบครัวของประชาชน มิให้มีการซ่องเสพชนิดลักลอบและมีชู้ และ 2) เพื่อหารายได้บำรุงการกุศลต่าง ๆ


จากนั้นโสเภณีก็ได้คลี่คลายขยายตัวเรื่อยมาจนกระทั่งเป็นอยู่อย่างปัจจุบัน


 "ค้าประเวณี" หมายความว่า หญิงใช้อวัยวะของตนเสมือนหนึ่งสินค้า รับจ้างปลดเปลื้องความใคร่ให้แก่ลูกค้าด้วยการร่วมประเวณีด้วย ถ้าเป็นแต่นวดให้ผู้ชาย เช่น หญิงตามสถานอาบ-อบ-นวด โดยมิได้กระทำชำเรา แม้จะได้กระทำการบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับเรื่องทางเพศอยู่บ้าง ก็มิได้ชื่อว่าเป็นหญิงโสเภณี


 การค้าประเวณีในประเทศไทยถือกำเนิดขึ้นมาในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16-17 โดยไม่ได้ถูกนำเข้ามาจากชาติตะวันตกตามเรื่องเล่ากัน  เริ่มเป็นที่แพร่หลายกับชาวตะวันตก ในช่วงที่มีการติดต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับชาวตะวันตก มีหลักฐานเป็นศัพท์ในสมัย สมเด็จพระนารายณ์มหาราช เรียกว่า รับจ้างทำชำเราแก่บุรุษ

 

เรียกว่า โสเภณี เป็นอาชีพเก่าแก่ คร่ำครึ ทีเดียว


เมื่อถึงกรุงรัตนโกสินทร์ แหล่งประจำของโสเภณีอยู่ที่สำเพ็ง  ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นพวกชาวจีน เพราะสำเพ็งเป็นแหล่งคนจีน มาตั้งแต่สร้างกรุง ซึ่งในนิราศเมืองแกลง ของสุนทรภู่ ได้กล่าวไว้ว่า  เมื่อท่านออกเดินทางไประยองในตอนยามสอง นั่งเรือล่องไปตามแม่น้ำเจ้าพระยา ก็ได้ยินเสียงหญิงเหล่านี้ขับร้องเพลงลอยลมมา


ถึงสำเพ็งเก๋งตั้งริมฝั่งน้ำ แพประจำจอดเรียงเคียงขนาน
มีซุ้มซอกตรอกนางเจ้าประจาน
ยังสำราญร้องขับไม่หลับลง


 ใน ประมวลกฎหมายตรา 3 ดวง – บทพระไอยการลักษณะผัวเมีย มีการบัญญัติผู้ค้าประเวณีว่า หญิงนครโสเภณี และสมัยสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีสถานประกอบการเรียกว่า โรงหญิงนครโสเภณี โดยทั่วไปมีโคมกระจกสีเขียวตั้งข้างหน้า จึงเรียกกันว่า สำนักโคมเขียว พอค่ำก็เปิดไฟหรือจุดตะเกียงในโคมให้ลูกค้ารู้กัน เป็นสัญลักษณ์  แหล่งที่ขึ้นชื่อมากเรียกว่า "ตรอกเต๊า" มีสำนักตั้งกันเรียงรายตลอดตรอก


ลักษณะ โสเภณีสมัยนั้นอายุ15-16ขึ้นไป (ปัจจุบัน 11-12 ก็ถูกบังคับให้ค้ากามแล้ว)   ชอบผัดหน้าขาว กินหมากปากแดง ใส่น้ำอบไทยหอมฟุ้ง แต่งตัวก็นุ่งผ้าลายหรือโจงกระเบน ห่มผ้าแถบหรือสไบเฉียง บางคนใส่เสื้อคอ คือเป็นเสื้อมีสายโยงบ่าคล้ายๆเสื้อสายเดี่ยว ตกค่ำพวกนี้ก็จะมานั่งโชว์ตัว อยู่หน้าห้องริมตรอกอย่างเปิดเผย คอยต้อนรับลูกค้า ส่วนกลางวันพวกเธอนอนพักไม่ออกมาทำงาน


โสเภณีเป็นอาชีพที่ไม่ ผิดกฎหมาย  แต่ทางการเขาก็ไม่ได้ปล่อยเอาไว้เฉยๆ โดยมีการเก็บภาษีอากรเข้ารัฐกับเขาด้วย ในรูปแบบภาษีโรงเรือน กระทั่งหลังปี พ.ศ. 2499  เริ่มมีพระราชบัญญัติปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2503 กำหนดว่าการค้าประเวณีเป็นความผิดอย่างชัดเจน แต่ในสังคมยุคใหม่เริ่มแพร่หลายมากขึ้นในช่วงสงครามเวียดนาม โดยในช่วงนั้นการค้าประเวณีจะเป็นการลักลอบค้าประเวณี


อาบอบนวด หรือ ซ่อง เป็นสถานบริการทางเพศโดยตรง โดยผู้ขายบริการจะนั่งรอภายในสถานบริการและรอลูกค้าเข้ามาเลือก โดยในสถานบริการจะมีบริการจัดห้องไว้รับรอง ในต่างจังหวัดบางที่ผู้ให้บริการ จะยืนรวมตัวรอบกองไฟ และมีห้องบริการไว้สำหรับลูกค้าที่ต้องการเข้ามาใช้บริการ


ปัจจุบันการค้าประเวณีในประเทศไทยเป็นเรื่องผิดกฎหมาย แต่ก็ยังคงปล่อยให้มีการเปิดสถานบริการอาบอบนวด ซึ่งถูกจัดให้อยู่ในส่วนของสถานบริการทั่วไปกระจายอยู่ในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดใหญ่ๆ  นอกจากนี้ยังมีสถานบันเทิง คาเฟ่ ร้านคาราโอเกะ สปา หรือร้านตัดผม บางแห่ง มีการบริการพิเศษเพิ่มเติมสำหรับลูกค้าอีกด้วย  โดยไม่ผิดกฎหมาย  แต่เป็นที่รับรู้กันว่าเป็นเรื่องที่แอบแฝงไปด้วยการให้บริการความสุขทางเพศด้วย  ราคาค่า(ทอด)ตัว ก็ตกลงกันเองระหว่างผู้ขายและผู้ซื้อ ไม่เกี่ยวข้องกับทางสถานบริการ   ตั้งแต่ 50 บาท จนถึงหลายหมื่นบาท


จากการประมาณผู้ขายบริการทางเพศ ทั้งชายและหญิงในประเทศไทยมีประมาณ 130,000 คน

 อู้!! ไม่ใช่น้อยกันเลยทีเดียว

โสเภณีกลับใจ

ท่านเคยได้ยินเรื่องราวของชัยคฺจากอัซฮัรและโสเภณีนางหนึ่งหรือไม่?
เรื่องราวของชัยคฺอะหมัด อัซซะยาด ซึ่งถูกถ่ายทอดโดยชัยคฺอะลียฺ ฏ็อนฏอวียฺ (เราะหิมะฮุลลอฮฺ)
ชัยคฺอะลียฺ ฏ็อนฏอวียฺ เล่าว่า

“ชัย คฺอะหมัด อัซซะยาด เป็นอาจารย์ท่านหนึ่ง ผู้ที่ไม่ทราบถึงสิ่งอื่นใดในโลกใบนี้ เว้นแต่ “อัล อัซฮัรฺ สถานศึกษาที่ท่านทำการสอนหนังสือ” “บ้าน ที่ท่านอยู่อาศัย” และ “เส้นทางระหว่างทั้งสองสถานที่นี้”

หลายปีผ่านไป ชัยคฺอะหมัดเริ่มมีอายุที่มากขึ้น สุขภาพของท่านเริ่มทรุดโทรม และท่านจำต้องได้รับการพักผ่อนดังนั้นแพทย์จึงสั่งให้ท่านหยุดพักผ่อนและแนะนำให้ท่านไปที่ไหนสักแห่งที่ ห่างจากสถานที่ทำงานและบ้านของท่าน อีกทั้งยังแนะนำให้ท่านใช้เวลาอยู่กับความเงียบสงบที่สวนสาธารณะบริเวณแม่ น้ำไนล์ให้มีความสุข

ด้วยเหตุนี้ วันหนึ่งชัยคฺอะหมัดจึงออกไปข้างนอก และเรียกรถม้า (ขณะนั้นยังไม่มีรถยนตร์) ท่านบอกกับคนขับขี่รถม้านั้นว่า “ลูกชายเอ๋ย พาฉันไปยังสถานที่ดีดี ที่ฉันจะเพลินเพลินกับบรรยากาศและได้พักผ่อน ณ ที่แห่งนั้นด้วยเถอะ”

หาก แต่ว่า คนขับขี่รถม้านั้นเป็นคนไม่ดี เขาจึงพาชัยคฺไปยังสถานที่แห่งหนึ่งในอียิป อันเต็มไปด้วยซ่องโสเภณี และเมื่อถึงสถานที่ดังกล่าว เขาจึงบอกชัยคฺว่า “ที่นี่ แหละครับ”

ชัยคฺพูดขึ้นมาว่า “โอ้ ลูกชายเอ๋ย ใกล้จะถึงเวลาละหมาดมัฆริบแล้ว ฉันจะไปละหมาดที่ไหนได้ ช่วยพาฉันไปที่มัสญิดก่อนเถิด”

ชายผู้ขับขี่รถม้าจึงชี้ไปยังซ่องเหล่านั้น และตอบว่า “มัสญิดอยู่ตรงนู้น ครับ”

เมื่อประตู (ของซ่อง) เปิดออก สตรีที่ดูแลซ่องนั้นกำลังนั่งอยู่ด้วยท่าที่เธอมักจะนั่งอยู่เป็นประจำ

เมื่อชัยคฺเห็นเธอ ท่านจึงลดสายตาลงต่ำ และเมื่อท่านเห็นที่นั่ง ท่านจึงเดินตรงไปและนั่งลง รอเสียงอะซาน

สตรี คนดังกล่าว ซึ่งอยู่ในอาการรู้สึกสับสน จ้องมองดูท่าน “อะไรที่ทำให้ ชายคนนี้ มาที่นี่? เขาดูไม่เหมือนลูกค้าทั่วไปที่เคยเข้ามาเลย” เธอคิดอยู่ในใจ หากแต่ก็ไม่กล้าถามท่านว่าท่านมาทำอะไรที่นี่

สิ่ง ที่ยับยั้งเธอไม่ให้ถามท่าน คือ “ความละอาย ที่อยู่ในหัวใจของเธอ” แม้ว่าเธอจะเป็นโสเภณีก็ตาม อย่างไรก็ตาม “ความละอายนั้น”ย่อมปรากฎขึ้นต่อหน้าคนดีมีคุณธรรมเท่านั้น

ขณะเดียว กัน ตัวของชัยคฺเอง ก็นั่งรอด้วยการตัสบีฮฺ และจ้องมองดูนาฬิกาของท่านไป จนกระทั่งท่านได้ยินเสียงอะซาน ละหมาดมัฆริบแว่วๆ ในระยะไกล

จากนั้น ท่านจึงถามเธอว่า “มุอัซซิน (ผู้ทำการอะซาน) ของที่นี่อยู่ที่ใดหรือ” “เหตุใด เขาจึงไม่ทำการอะซานเมื่อถึงเวลาละหมาดแล้ว?” “เธอเป็นลูกสาวของเขาหรือ?”

เธอนิ่งเงียบ

ชัยคฺรอคำตอบชั่ว ขณะ จากนั้นจึงกล่าวว่า “ลูก สาวของฉันเอ๋ย เวลาละหมาดมัฆริบนั้นค่อนข้างจะสั้น และมันไม่เป็นที่อนุมัติในการที่จะล้าช้าในการละหมาด หากแต่ฉันไม่เห็นใครสักคนเลยที่นี่ ดังนั้นหากว่าเธอมีน้ำละหมาดอยู่แล้ว ก็ทำการละหมาดญะมาอะฮฺ อยู่ข้างหลังฉันเถอะ”

จากนั้นท่านจึงกล่าวอะซาน โดยที่ไม่ได้มองดูนาง และขณะที่ท่านกำลังจะกล่าวอิกอมะฮฺ ท่านก็พบว่ามีเพียงแต่ความเงียบอยู่ข้างหลังท่าน

ท่านจึงถามขึ้นมาว่า “มีอะไรหรือ? เธอยังไม่ได้อาบน้ำละหมาดหรือ?”

ทันใดนั้น เมื่ออีม่าน (ความศรัทธา) ของเธอตื่นขึ้น เธอจึงระลึกถึงวันเก่าๆ วันที่เธอยังเต็มไปด้วยความบริสุทธิ์ และปราศจากซึ่งความผิดบาปทั้งหลาย จากนั้นเธอเริ่มร้องไห้เสียงดัง และนั่งลงกับพื้น

และเธอเริ่มเล่าเรื่องราวของเธอให้ท่านฟัง

ท่าน เห็นความเศร้าโศกเสียใจจากการบอกเล่าของเธอ และท่านรู้สึกได้ถึงความจริงใจของการสำนึกผิดของเธอ ท่านรับรู้ได้ถึงความบริสุทธิ์ใจต่อสิ่งที่เธอกำลังบอกกล่าว ดังนั้นท่านจึงบอกแก่เธอว่า

“ลูกสาวของฉัน จงฟังสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าแห่งการสร้างสรรพสิ่งทั้งหลายของเจ้าตรัสไว้ว่า “โอ้ บ่าวของข้า บรรดาผู้ที่ละเมิดต่อตัวของพวกเขาเธอง (ด้วยการกระทำบาป) จงอย่าสิ้นหวังต่อพระเมตตาของอัลลอฮฺ แท้จริงอัลลอฮฺทรงอภัยโทษต่อความผิดบาปทั้งมวล” (อัลกุรอาน 39:53)

ทุกๆ ความผิดบาป ลูกสาวของฉัน พระองค์ทรงอภัยต่อความผิดบาปทั้งมวล

ประตูแห่งการสำนึกผิดนั้นเปิดไว้สำหรับบรรดาผู้กระทำบาป และมันก็ยังเปิดกว้างเพื่อรอรับทุกสิ่งอย่าง ไม่ว่าความผิดบาปนั้นมันจะหนักเพียงใดก็ตาม แม้แต่การสำนึกผิดของบรรดากุฟร์

ดัง นั้นผู้ใดก็ตามที่ปฏิเสธต่อพระผู้ทรงอานุภาพ หลังจากที่เขาได้เป็นผู้ศรัทธา หากแต่เขาได้ทำการสำนึกผิดก่อนชั่วโมงแห่งความตายของเขามาถึง และเขาจริงใจต่อการสำนึกผิดของเขา และเริ่มต้นอิสลามของเขาใหม่ อัลลอฮฺจะทรงตอบรับจากเขา

ลูกสาวเอ๋ย อัลลอฮฺนั้นทรงกรุณาปรานีต่อมวลมนุษย์ทั้งหลาย เธอเคยได้ยินหรือไม่ว่า มี “คนที่มีความกรุณาปรานีคนใดบ้างที่ปิดประตูใส่หน้าบรรดาผู้ที่มาขอความช่วย เหลือจากเขา”?

จงลุกขึ้นและไปทำความสะอาด และปกปิดตัวของเธอเสีย จงไปทำความสะอาดร่างกายด้วยน้ำและด้วยหัวใจที่สำนึกผิดและเสียใจเถิด จงเข้าหาพระเจ้าของเธอ และฉันจะรอเธอ (เพื่อละหมาดที่นี่)

แต่อย่าช้านะ เราจะได้ไม่พลาดละหมาดมัฆริบ”

เธอ ทำตามที่ชัยคฺบอก และกลับมายังท่านพร้อมกับชุดใหม่และหัวใจใหม่ เธอยืนอยู่ข้างหลังท่านและละหมาดพร้อมกับท่าน เธอรู้สึกและรับรู้ถึงรสชาติความหอมหวานแห่งการละหมาดนั้น และรู้สึกว่าการละหมาดครั้งนี้ได้ชำระล้างหัวใจเธอให้บริสุทธิ์

เมื่อการละหมาดเสร็จสิ้นลง ชัยคฺอะหมัดจึงบอกแก่เธอว่า “จงมากับฉัน และพยายามตัดความสัมพันธ์ที่เธอมีกับสถานที่แห่งนี้และทุกๆ คนในแห่งนี้เสีย จงพยายามลบล้างช่วงเวลาที่เธอได้ใช้มัน ณ ที่แห่งนี้ออกจากความทรงจำของเธอด้วย

จงวิงวอนขอการอภัยโทษต่ออัลลอฮฺอย่างต่อเนื่องอยู่สม่ำเสมอ และจงเพิ่มพูนความดีงามทั้งหลาย

แท้จริงนั้น บาปของการทำผิดประเวณีนั้นไม่ยิ่งใหญ่เท่ากับการกุฟร์ และนางฮินด์ (บินติ อุตบะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุ อันฮา) ที่เคยปฏิเสธศรัทธา ผู้ที่ในหัวใจของนางเต็มไปด้วยความเกลียดชังต่อท่านเราะสูลุลลอฮฺ หากแต่หลังจากนั้นเธอได้กลายเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ศรัทธาที่มีคุณธรรม จากนั้น เราต่างเริ่มกล่าวกันว่า แท้จริง อัลลอฮฺนั้นทรงพึงพอพระทัยต่อนาง”

จากนั้น ชัยคฺได้พาเธอไปยัง “บ้านพักของบรรดาสตรีผู้ศรัทธา” และท่านได้หาสามีที่ดีให้แก่เธอ อีกทั้งท่านยังขอให้สามีของเธอดูแลเธอเป็นอย่างดีอีกด้วย

----------------------------------------

ลองพิจารณาใคร่ครวญต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกับสตรีท่านนี้ ว่าเธอเคยเป็นเช่นไร และเธอเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร แท้จริง มันไม่มีอะไรมากไปกว่า “ถ้อยคำที่เรียบง่าย” จากชายแก่คนหนึ่งที่นำเธอไปสู่การเปลี่ยนแปลงชีวิตของเธอจากหน้ามือเป็นหลัง มือ

ดังนั้น หากคุณคิดถึงจำนวนผู้คนที่อยู่ในสภาพเช่นเดียวกับเธอ อดีตโสเภณีท่านนี้ .. บรรดาผู้ที่มีชีวิตจมอยู่ในความโสมม ผู้ที่ "ฝุ่นจากความผิดบาปของเขา" เกาะกุมหัวใจของเขา จนบดบังแสงสว่าง

ความผิดบาปทั้งหลายเหล่านั้น เป็นสาเหตุให้พวกเขามองเห็น "สัจธรรม" ดังเช่น "ความเท็จ" และมองเห็น "ความเท็จ" ดังเช่น "สัจธรรม"

คุณลองตระหนักดูเถิดว่า พวกเขาเหล่านั้นต่างต้องการใครสักคนที่จะดึงมือเขา และช่วยชำระล้างฝุ่นที่เกาะอยู่ที่หัวใจของเขาออกไป มากเพียงใด ...

พวกเขาไม่ได้ต้องการการเยียวยาด้วยการศึกษาที่ซับซ้อน หรือปรัชญาด้านพฤติกรรม หรือทฤษฏีของการปฏิสัมพันธ์หรือการโน้มน้าว และพวกเขาไม่ได้ต้องการถ้อยคำที่ยุ่งยากซับซ้อนใดๆ

สิ่งที่พวกเขา เหล่านั้นต่างต้องการอย่างแท้จริง คือ “ใครสักคน” ที่รู้สึกเห็นใจ สงสารพวกเขาและสภาพที่พวกเขาเป็นอยู่ “ใครสักคน” ที่เข้าใจสถานการณ์ที่พวกเขาประสบ และให้ข้อชี้แนะต่อพวกเขา “ใครสักคน” ที่จะกล่าวถ้อยคำที่จะตราตรึงอยู่ในหัวใจของพวกเขา (ทำให้หัวใจเกิดความซาบซึ้ง) ถ้อยคำที่เขาจะไม่แสวงหาสิ่งอื่นใด เว้นแต่พระพักตร์ของอัลลอฮฺ

หลังจากนั้น "แสงสว่างที่ถูกปกคลุมด้วยบาปอันมากมายเป็นระยะเวลายาวนาน" ย่อมปรากฎขึ้น และจิตวิญญาณของพวกเขาย่อมกลับสู่ฟิตเราะฮฺของมัน และย่อมกลับสู่ความเป็นหนึ่งเดียวของจักรวาลและกลับสู่วิถีชีวิตที่แท้จริง

ถอดความ بنت الاٍسلام

 ที่มา www.ahlalhdeeth.com/

พิมพ์จาก : http://muslimthai.muslimthaipost.com/main/index.php?page=sub&category=19&id=17743
วันที่ : 16 พฤศจิกายน 62 7:28:17
สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์ http://www.muslimthaipost.com