Muslimthai Focus : ศาสนา ที่กำลังกลับมา นำโลก คําสอนศาสนาอิสลาม คำตอบสุดท้าย

"ศาสนา" ที่กำลังกลับมา "นำโลก"

ช่วงนี้ก็ดูเขา "ฉายหนังตัวอย่าง" เป็นการโหมโรงอภิปรายไม่ไว้วางใจสัปดาห์หน้าไปเรื่อยๆ ก่อนนะครับ หนวกหูรำคาญก็หาสำลีมาอุดเอา ส่วนผมน่ะโชคดี คือตลอดช่วงการอภิปราย ไม่ได้อยู่เมืองไทย เพราะจะปลีกวิเวกไป "เข้าถ้ำ" ถ้ำจริงๆ นะครับ ไม่ใช่สำบัด-สำนวน  กลับมาก็โน่นแหละ...อภิปรายจบพอดี ส่วนเป็นถ้ำอะไร-ที่ไหน ได้เรื่อง ได้ราวอย่างไรแล้ว กลับมาจะเล่าให้ฟัง  จะไปวันปะรืน แต่ที่เอามาบอกท่านตั้งแต่ไก่โห่ ไม่ใช่อะไรหรอก ตื่นเต้นและเห่อที่จะได้ไปเที่ยวน่ะครับ และเหตุที่ไม่บอกว่าไปไหน เพราะไม่แน่ใจว่าเขาจะให้ไปจริงหรือเปล่า เกิดพลิกล็อกไม่ได้ไป จะได้พอมีช่องออกตัวแก้อายกับท่านได้บ้าง


 ที่ต้องนำมาเกริ่น ก็เพื่อปูทาง "ลาท่าน" จากตรงนี้ซัก ๔-๕ วัน คือจากวันจันทร์ที่ ๑๓ มี.ค. ไปถึงประมาณ ๑๗-๑๘ มี.ค. ผมจะไม่ได้คุยกับท่านตามปกติตรงนี้ คุณฉัตรชัย นามตาปี หน.บก.ไทยโพสต์  และคุณเสรี โลหิตคุปต์ บก. X-CITE ไทยโพสต์ จะมารับหน้าที่คุยกับท่านแทนผมซักช่วง-สองช่วง


 ที่ว่า "ช่วง-สองช่วง" เพราะต้องหายหน้าเป็น ๒ ขยัก คือเดือนมีนามันร้อนปนหนาว-ปนฝน ยุ่งไปหมด ผมก็เลยตัดปัญหายุ่งเป็น ๒ ช่วง นอกจากลาไปเข้าถ้ำในสัปดาห์หน้าแล้ว เว้นไปอีกสัปดาห์ ตอนสัปดาห์สุดท้ายของเดือนมีนา
 ผมก็ฉวยโอกาสติดพัน วันนี้ รวบรัดลาท่านล่วงหน้าต่อเนื่องไว้อีกซัก ๕-๖ วันด้วย เพราะคณะ "เพื่อนกิน" ของผม จองตัวจะพาไปกินของที่ไม่เคยกินมาก่อน ผมนับอายุที่เหลือดูแล้ว อีกซัก ๓๐ ปีเป็นอย่างน้อยก็จะตายแล้ว
 ฉะนั้น อะไรที่ไม่เคยกิน เมื่อมีโอกาสจะได้กิน ก็รีบ (ตามเขาไป) กินซะ ตายไปจะได้ไม่เป็นปิศาจหิวโหย!


 รวม ความคือ ผมจะเขียนตรงนี้บ้าง ไม่ได้เขียนบ้าง ผลุบๆ โผล่ๆ อยู่ประมาณ ๒ สัปดาห์ จึงเรียนท่านให้ทราบล่วงหน้า เพื่อที่รักกัน จะได้ไม่ต้องถามหา ส่วนที่ชังหน้ากัน ก็จะได้กะตารางเวลาเขียนมาด่าได้ถูก
 พูดถึงคนเขียนมา ด่า ผมใช้คำว่า "ด่า" เพราะผู้เขียนตั้งอก-ตั้งใจอย่างนั้นเป็นหลักใหญ่จริงๆ เพียงแต่ใช้ตัวหนังสือแทนวาจาเท่านั้น ก็เป็นพวก "เจ้าเก่า-นิสัยเก่า" ที่วันไหนผมเขียนถูกใจ ก็ทึกทักว่าผมพวกเขา แต่วันไหนเขียนไม่ถูกใจ ก็ด่าชนิดที่ว่า "คนเสื้อแดง" ที่ใครว่าหยาบคาย-หยาบกร้าน ก็ยังไม่ถึง  ๑ ใน ๑๐๐ ของพวกที่เมาตัวเองกลุ่มนี้หยาบ


 เห็นแล้วก็สงสารครับ สงสารประเทศ สงสารในความเป็นคนของประเทศ มีความรู้ มีความสามารถ  มีการศึกษา ใช้คอมพิวเตอร์ ใช้อินเทอร์เน็ตเป็น แต่ใช้ความเป็นคนของประเทศชาติ...ไม่เป็น!
 ด่าผม ด่าไทยโพสต์ ด่าท่านจันทร์ ด่ารัฐบาล ด่านายกฯ ด่าตำรวจ ด่าทหาร ด่าทุกคนที่คิดไม่เหมือนตน ไม่สนองประโยชน์ตน มันด่าได้ ไม่สึก-ไม่หรอ ตรงไหน แต่อยากถามว่า ด่าไร้สาระแล้วมันได้อะไรขึ้นมา นอกจากคำด่านั้นคือ การบอกราคาตัวเอง แล้วผมไม่เห็นมีใครเสื่อมเพราะถูกพวกนี้ด่า  ตรงกันข้าม ตัวเองกลับเสื่อมเลื่อมถลอก ลายลอกเหลือแค่เนื้อกระเบื้องแล้ว!


 เพ่ง โทษตนให้มากกว่าเพ่งโทษคนอื่น พูดเอง-ลืมเอง อย่างนั้นหรือ รักชาติ กู้ชาติน่ะมันดี แต่ถ้ารักแบบ "จมเขี้ยว" อย่างที่ทำอยู่ ปลูกผัก ปลูกหญ้า เลี้ยงหมาอยู่กะบ้านจะเป็นประโยชน์กว่า
 สำนึกบ้างหรือเปล่าว่า เวลานี้คนทั้งประเทศเขาเอือมระอา เบื่อหน่าย ทุเรศ กับรักชาติแบบขวางคลอง-ขวางโลกขนาดไหน พูดง่ายแต่ปาก เอาแต่ใจ และเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว วิธีการอย่างนั้นมันใช้แก้ปัญหาอะไรไม่ได้หรอก นอกจากเพิ่มปัญหาในปัญหา


 เว้นแต่ว่าละอัตตาทิฐิ แล้วเอาความรู้ ความเข้าใจ ความปรารถนาดีนั้นมานั่งโต๊ะหารือกันกับรัฐบาล กับทหาร กับกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งจะเกิดประโยชน์สูงสุด และถูกต้องตามวิถีทางมากกว่า
 ที่สื่อทั้งหลายเขาไม่พูดถึง-วิจารณ์ถึง ไม่ใช่เพราะเขาเห็นด้วย-ไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ท่านทำกันอยู่ แต่เขาวางการกระทำของพวกท่านไว้ในฐานะ "เมื่อรู้ว่าอุจจาระเหม็นก็ไม่อยากไปแตะ"
 แต่ผมนั้น สันดานเป็นพวก "อยู่ไม่สุข" จะเหม็น-จะหอม เห็นแล้วก็อดไม่ได้ที่จะช่วยแตะแต่งให้ถูกที่-ถูกทาง เพราะหอมก็อยู่ในเหม็น และเหม็นก็อยู่ในหอม ทั้งเหม็น-ทั้งหอม รวมอยู่ในสิ่งเดียวกัน จัดสรร-กลั่นถูก ก็หอม จัดสรร-กลั่นไม่ถูก ก็เหม็น!


ก็เอาเถอะ สุดแต่ท่านจะสรรว่ากล่าว ส่วนผม ก็แตะแต่งบ้าง มองข้ามไปบ้าง ตามแต่กาละ-เทศะจะอำนวย เพราะไม่เคยวางตำแหน่งพวกท่านแบบ "ผูกขาด" ว่าเป็นมิตรหรือศัตรู มองการกระทำของพวกท่านว่าเป็นประโยชน์ หรือไม่เป็นประโยชน์ต่อสถานการณ์รวมของบ้านเมือง และก็พูดจาไปตามประสาทัศนะสื่อเท่านั้น
 เมื่อจะไม่อยู่หลายวัน จะไม่มีใครเอาไม้สั้นไปรันพวกท่านให้เหม็น-ให้หอม จึงขอบอกให้ทราบ  เดี๋ยวจะเข้าใจว่าที่ผมเงียบหาย เพราะ "จุกตาย" จากคำด่าไร้สาระของพวกท่าน!
 เอ้า...ผม ก็เลื่อนเปื้อนมากไปแล้ว ตั้งใจมาหลายวันว่าจะคุยเรื่อง "โรงเรียนวัด" ห้ามไม่ให้นักเรียนมุสลิมคลุมฮิญาบ ท่านคงทราบบ้างแล้ว เพราะเป็นข่าวมาหลายวัน
 "ห้ามไม่ให้นักเรียนมุสลิมคลุมฮิญาบ" บางท่านอาจไม่เข้าใจว่าคืออะไร ก็อย่างที่เห็นสตรีมุสลิมใช้ผ้าคลุมศีรษะนั่นแหละครับ ทีนี้คำว่า "โรงเรียนวัด" ก็ชัดเจนว่า เป็นโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในวัดของพระพุทธศาสนา และบางแห่งมีนักเรียนที่นับถือศาสนาอิสลามมาเรียนด้วย ตามหลักศาสนาอิสลาม ผู้หญิงต้องมีผ้าคลุมผม
 ดังนั้น เมื่อเด็กนักเรียนหญิงมาเรียนจึงต้องใช้ผ้าคลุมศีรษะ แต่ทางพระ-ทางผู้บริหารโรงเรียน คงใช้กฎระเบียบ "ขึงตึง" โดยไม่ยึดหลักอนุโลมในการอยู่ร่วม เมื่อเห็นนักเรียนในวัดพุทธแต่งกายคลุมหน้าเข้ามา จึงเกิดปัญหาการคลุมหน้านั้น ผิดกฎ-ผิดระเบียบ


 ผมว่าเรื่องนี้เป็น เรื่องหยุมหยิมที่น่ารัก ควรรับทราบ-รับแก้ไข ด้วยใจเปิดกว้างต่อกัน มันไม่ใช่ปัญหา มันเป็นเพียง "ความเคร่งครัด" เกินพอดีของคนบางคนเท่านั้น ซึ่งสามารถปรับจูนให้เข้าใจกันได้ง่ายๆ
 เป็นความสวยงาม เป็นความน่ารัก และน่าส่งเสริมด้วยซ้ำที่จะให้ เด็กไทย-เด็กมุสลิม พูดง่ายๆ คือ เด็กต่างศาสนากัน ได้มาเรียน มาร่วมศึกษา มาร่วมกิจกรรมกันให้มากๆ
 โดย เฉพาะไทยเป็นเมืองพุทธ ฉะนั้น โรงเรียนวัดย่อมมีมากเป็นธรรมดา อย่างหนองจอก เป็นที่ตั้งถิ่นฐานของพี่น้องไทย-มุสลิมจำนวนมาก และต่างยินดีให้ลูกหลานมาเรียนโรงเรียนวัด จึงเป็นเรื่องงดงาม เท่ากับที่วัด-โรงเรียนวัด จะส่งเสริมให้เด็กพุทธกับเด็กมุสลิมได้เรียนร่วมกัน
 แค่ผ้าคลุมผม จะใช้เป็นเส้นแบ่งการคบหา-การอยู่ร่วมกันของคนต่างศาสนา มันเป็นเรื่องน่าเสียดายนัก เท่าที่ผมศึกษาหลักศาสนาพุทธมาบ้าง ก็ไม่เคยพบตรงไหนเลยว่า พระบรมศาสดาเจ้าจะทรงห้ามคนต่างศาสนา หรือห้ามคนคลุมฮิญาบเข้าไปในวัด


 โธ่...สมัยพุทธกาล ขนาดพวก "นุ่งลม-ห่มฟ้า" แก้ผ้าโทงๆ ยังเข้าเฝ้าฟังธรรมพระพุทธองค์ได้   แล้วทำไมคนแต่งกายด้วยเสื้อผ้ามิดชิดอย่างสตรีมุสลิม แค่มาเรียนในโรงเรียนวัด ทำไมจะมาไม่ได้ มันจะผิดกฎ-ผิดระเบียบตรงไหน?  อย่าง พระสงฆ์ เข้าไปในสุเหร่า ก็ไม่เห็นเขาบังคับให้ถอดจีวร ผู้นำศาสนาอิสลามเข้าไปในวัด ก็ไม่เห็นพระบังคับให้ถอดเครื่องกาย ตำรวจ-ทหาร เข้าไปตามศาสนสถาน ก็ไม่จำเป็นต้องถอดเครื่องแบบ  อย่างพราหมณ์ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ก็ไม่จำเป็นต้องถอดชุดพราหมณ์ เพราะเหล่านั้นก็แค่เครื่องปกปิดร่างกาย หรือเรียกว่า "เครื่องแบบ" อันเป็นสัญลักษณ์หนึ่ง หามีความสำคัญเหนือความเป็นมนุษย์ด้วยกันไม่
 ฉะนั้น เรื่องคนในศาสนาอิสลามคลุมฮิญาบไปเรียนโรงเรียนวัด เลิกพูดได้เลย ไม่ขัดกับหลักศาสนาด้วยประการทั้งปวง ตรงกันข้าม กฎระเบียบใดที่วัด หรือที่กระทรวงศึกษามี ควรต้องยกเลิกทันที!
 ศาสนาไม่ได้เป็นไปเพื่อการ แบ่งแยกคน คนตะหาก ที่มักใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือแบ่งแยก-กีดกันคน ขณะนี้โลกกำลังหมุนกลับ ศาสนากำลังจะเป็นส่วนผสม "ศูนย์กลางอำนาจปกครอง" อีกครั้ง ฉะนั้น ต้องตั้งหลักกันให้ดี.

ที่มา เปลวสีเงิน นสพ.ไทยโพสต์

พิมพ์จาก : http://muslimthai.muslimthaipost.com/main/index.php?page=sub&category=19&id=17127
วันที่ : 12 ธันวาคม 62 19:20:13
สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์ http://www.muslimthaipost.com