Muslimthai Focus : วิกฤติอาหารแพง ขาดแคลนหนัก รัฐบาลหมดเวลาเล่นเกมสร้างภาพ

วิกฤติอาหารแพง-ขาดแคลนหนัก รัฐบาลหมดเวลาเล่นเกมสร้างภาพ

 

การเปิดเผยรายงานข้อมูลราคาอาหารโลก หรือ “ฟู้ด ไพรซ์ ว็อตช์” ของธนาคารโลกครั้งล่าสุด เมื่อ 17 ก.พ.ที่ผ่านมา ดัชนีบ่งชี้ราคาอาหารได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นจนอยู่ในภาวะ “อันตราย” หลังจากราคาอาหารทั่วโลกปี 53 แพงขึ้นถึง 29% มีสินค้าสำคัญอย่างข้าวโพดแพงขึ้น 73% น้ำมันปรุงอาหาร 22% น้ำตาลทราย 20% ถั่ว 40% จนส่งผล ถึงรายงานข้อมูลครั้งนี้กำลังสะท้อนให้เห็นว่าปัญหาสินค้าแพง และขาดแคลนไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในไทยเท่านั้น แต่กำลังลุกลามกลายเป็นวิกฤติไปทั่วโลก เพราะในหลาย ๆ ประเทศ กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา อย่างอินโดนีเซีย หรือ อัฟกานิสถาน คีร์กีซสถาน ตูนิเซีย กำลังเผชิญภาวะข้าวยาก หมากแพง จนประชาชนที่รายได้น้อยถึงปานกลาง เริ่มออกชักหน้าไม่ถึงหลังมีเงินไม่เพียงพอต่อรายจ่าย
    
ต้นตอของวิกฤติปัญหาครั้งนี้ มีการวิเคราะห์สาเหตุอยู่ 4 ประเด็นใหญ่ ๆ อันดับแรกเป็นผลจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก เมื่อปีที่แล้วทำให้ความต้องการใช้สินค้าอุปโภคบริโภคทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น โครงการก่อสร้างหลายแห่ง ที่เคยพับโครงการเก็บไว้ในช่วงวิกฤติก็เริ่มกลับมาเดินหน้าต่อ ทำให้ เหล็ก หิน ปูนทราย วัสดุก่อสร้างกลับมาขายดี เช่นเดียวกับ อาหาร สินค้าเกษตร ที่มีกำลังซื้อมากขึ้น จนทำให้ราคาอาหาร สินค้าโภคภัณฑ์พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว 
    
สาเหตุต่อมาเกิดจากภาวะโลกร้อน ในทุกวันนี้ทั่วโลกกำลังเผชิญปัญหาภัยธรรมชาติ ทั้งภัยแล้ง น้ำท่วม จนทำให้พื้นที่เพาะปลูกทำการเกษตรได้รับความเสียหาย รวมถึงเกิดโรคระบาดใหม่ ๆ ในสัตว์เลี้ยง จนทำให้ผลผลิตการเกษตรลดลง สวนทางกับความต้องการที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับแนวโน้มน้ำมันดิบเริ่มแพงขึ้น ได้ทำให้รัฐบาลหลาย ๆ ประเทศ เร่งส่งเสริมใช้พลังงานทดแทน นำพืชสำหรับบริโภคไม่ว่าจะเป็นปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง อ้อย ไปใช้ผลิตพลังงานทดแทน จนทำให้สินค้าสำหรับบริโภคต้องขาดแคลน
    
และปัจจัยสุดท้ายที่ทำให้สินค้าแพง มาจากแรงเก็งกำไรของนักลงทุน เพราะในวันนี้นักลงทุนไม่ได้หยุดแค่การเข้าช้อนซื้อที่ดิน ทองคำ ตลาดหุ้น หรือพันธบัตรเท่านั้น ยังขยายวงข้ามมาปั่นราคาตลาดน้ำมัน เหล็ก สินค้าเกษตรอีกด้วย จนเป็นเหตุให้ราคาสินค้าเหล่านี้ผันผวน และแพงโอเวอร์เกินจริงหลายเท่าตัว
    
สาเหตุเหล่านี้ทำให้ราคาสินค้าเกษตร และสินค้าวัตถุดิบแพงขึ้น จนกลายเป็นวิกฤติปัญหาระดับโลก เพราะสินค้าเหล่านี้ถือเป็นต้นทุนสำคัญต่อการผลิตสินค้าอื่น ๆ ตามมาอีกหลายชนิด หากวัตถุดิบแพง ข้าวของเครื่องใช้ที่ชาวบ้านใช้กันอยู่ทุกวันนี้ก็ต้องปรับแพงตาม 
    
ตัวอย่างเหล็กเมื่อมีราคาสูงขึ้น ก็ทำให้ราคาที่อยู่อาศัยที่ใช้เหล็กเป็นโครงหล่อแพงขึ้น รวมถึงอาหารกระป๋อง ที่ใช้เหล็กสำหรับผลิตกระป๋อง ก็ต้องขยับราคาขึ้นตาม หรือเรื่องใกล้ตัวหน่อยอย่างน้ำมันปาล์ม พอผลปาล์มเสียหายจากน้ำท่วม รวมทั้งนำผลผลิตบางส่วนไปใช้ผลิตพลังงานทดแทน ส่งผลให้ปริมาณปาล์มในประเทศน้อยลง ไม่พอเหลือใช้ผลิตน้ำมันพืช จนเกิดปัญหาขาด        

ประเทศไทยก็เป็นอีกประเทศหนึ่งที่หลีกเลี่ยงปัญหาไม่พ้น แม้บ้านเมืองไทยเราจะเป็นเมืองกสิกรรม สามารถเพาะปลูกข้าว ทำสวน ทำไร่ เลี้ยงสัตว์ ผลิตอาหารกินเองได้ตลอดทั้งปี แถมยังเหลือส่งออกไปต่างประเทศได้ด้วย แต่ลึก ๆ แล้วการผลิตสินค้าเกษตรของไทยก็มีความเกี่ยวพันกับราคาวัตถุดิบโลกอย่างใกล้ชิด เช่น การเพาะปลูกจำเป็นต้องสั่งซื้อปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศเข้ามาใช้ เพราะไทยผลิตเองไม่ได้ ดังนั้นเมื่อปุ๋ยแพงขึ้น ต้นทุนการผลิต และราคาสินค้าเกษตรก็ต้องแพงตาม 
    
หรือ ปัญหาน้ำตาลทราย แม้ไทยสามารถผลิตเองได้ มีพอกินพอใช้ แต่คนในประเทศกลับยังประสบปัญหาขาดแคลนอยู่ สาเหตุก็เพราะราคาน้ำตาลทรายตลาดโลกในวันนี้ แพงกว่าราคาในประเทศที่ถูกควบคุมจากรัฐบาลอยู่เกือบเท่าตัว ราคาตลาดโลกตก กก.ละ 30-35 บาท แต่ไทยกำหนดไว้เพียง 23.50 บาท ทำให้ผู้ผลิตน้ำตาลหลบเลี่ยงนำน้ำตาลโควตาในประเทศไปส่งออกแทน เพราะเห็นกำไรงามกว่า 
    
จะเห็นได้ว่าราคาสินค้าในตลาดโลกที่แพงขึ้น มีความสัมพันธ์ต่อราคาสินค้าในไทยทั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างชัดเจน แต่นอกจากปัญหาต้นทุนแล้ว วิกฤติสินค้าหลายชนิดที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันยังมีสาเหตุสำคัญมาจากการเอารัดเอาเปรียบกันเองอีกด้วย กลุ่มนายทุนพ่อค้าได้ฉวยจังหวะ ราคาสินค้าแพงปั่นราคา และทำกำไรเพิ่มขึ้น จนเป็นที่มาของวิกฤติสินค้าขาดแคลน และราคาแพง ทั้งน้ำมันปาล์ม น้ำตาลทราย เนื้อหมู และสินค้าอื่น ๆ อีกหลายชนิด
    
เพราะข้อมูลราคาอาหารโลกของธนาคารโลก แม้ระบุว่าสินค้าจะแพงขึ้นในระดับอันตราย แต่ราคาเฉลี่ยยังต่ำกว่าปี 51 ครั้งเมื่อข้าวหอมมะลิเคยพุ่ง กก.ละ 3 หมื่นบาท แต่สาเหตุที่ปีนี้คนไทยกลับเผชิญวิกฤติข้าวของแพงรุนแรงกว่า 3 ปีที่แล้วอีก ก็เพราะมีการผสมโรงของการกระทำที่ผิดกฎหมายของผู้ผลิต ผู้ค้าตั้งแต่รายเล็ก รายใหญ่เกิดขึ้นทั้งวงการ ทั่วทั้งประเทศ ตั้งแต่การกักตุน ขายเกินราคา ปฏิเสธการขาย ฮั้วราคา เกิดขึ้นอย่างรุนแรงกว่าทุกยุคทุกสมัย
    
ในวันนี้ กลุ่มร้านค้าปลีก หรือยี่ปั๊ว ซาปั๊ว ไม่เกรงกลัวกฎหมายกันแล้ว พอเห็นมีข่าวสินค้าขาดแคลนและกำลังขอขึ้นราคา ก็มีการกักตุนกันไว้ เพื่อรอขายเก็งกำไร หลังจากรัฐบาลประกาศให้ปรับขึ้น หรือบางรายมีการเล่นแร่แปรธาตุ เช่น ราคาน้ำมันปาล์มขวดถูกคุมราคาจากรัฐ พ่อค้าก็เลยเทน้ำมันขวดใส่ถุง ซึ่งไม่ถูกคุมราคาจากรัฐบาลขายแทน หรือไม่ก็จงใจตั้งราคาขายสูงเกินเพดาน
    
หรือใน กลุ่มผู้ค้ารายใหญ่ โรงงานผู้ผลิต มักนำปัญหาภัยธรรมชาติเข้ามาใช้เป็นเหตุผลของการขึ้นราคาเป็นประจำ เช่น ผู้ผลิตเนื้อหมู เนื้อไก่ พอถึงหน้าร้อน แจ้งว่าหมูแพงเพราะน้ำหนักตัวลด เกิดโรคระบาดจนทำให้ปริมาณเนื้อหมูออกสู่ตลาดน้อยลง และจำเป็นต้องปรับขึ้นราคา หรือพืชผลการเกษตรชนิดอื่น ที่มักอ้างปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม หรือการระบาดของศัตรูพืช จนทำให้ผลผลิตเสียหาย ต้นทุนการผลิตเพิ่ม และต้องปรับราคาแพงขึ้น
    
แต่ข้อเท็จจริง ไม่มีใครรู้ว่าปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นจริง และสร้างความเสียหายมากน้อยแค่ไหน เนื่องจากรัฐบาลไม่มีกลไกเข้าไปดูแล ตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงต้นทุนราคาสินค้า ปริมาณผลผลิตของสินค้าเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ ทุกวันนี้ยังต้องพึ่งข้อมูลจากเอกชนเพียงอย่างเดียว แจ้งอะไรมาก็ต้องจำยอมเชื่อ เพราะไม่มีข้อมูลเป็นของตัวเอง บอกว่าเกิดโรคระบาดในลูกหมู บางครั้งตายเป็นหมื่นเป็นแสนตัว แต่กลับไม่เห็นมีซากให้เห็นสักตัว
    
ที่สำคัญผู้ผลิตอาหารส่วนใหญ่ในไทย ยังตกอยู่ในมือของผู้ผลิตรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย หากมีการร่วมมือกันกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น การหยุดผลิต หยุดขาย หรือการรวมตัวขอปรับขึ้นราคา ก็จะสร้างแรงกระทบต่อรองต่อราคาสินค้าในประเทศ และการบริโภคของประชาชนทันที ตัวอย่าง น้ำมันปาล์ม เนื้อหมู น้ำตาลทราย ไข่ไก่ ที่กำลังราคาแพงและขาดแคลน ล้วนเป็นธุรกิจที่มีกลุ่มนายทุนใหญ่เข้ามาผูกขาดตลาดแทบทั้งสิ้น มีการบริหารจัดการแบบเบ็ดเสร็จตั้งแต่ ขั้นผลิต แปรรูป และวางจำหน่ายเอง ซึ่งเปรียบเทียบกับข้าว แม้ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมไม่แพ้กัน แต่ส่วนใหญ่ข้าวเป็นการเพาะปลูกจากชาวนา และโรงสีรายย่อย ไม่มีการผูกขาด ราคาข้าวจึงไม่ได้กระโดดแพงขึ้นมามากนัก
    
จากนานาสาเหตุเหล่านี้ ส่งผลให้วันนี้ประชาชนคนไทยต้องเดือดร้อนอย่างหนัก เพราะข้าวปลาอาหารแพงขึ้นมาก มากกว่ารายได้ที่รัฐบาลจัดเพิ่มให้หลายเท่าตัว ที่สำคัญข้าวของยังหาซื้อยาก ภาพประชาชนเข้าคิวรอซื้อของ หรือข่าวชกต่อยแย่งซื้อน้ำมันปาล์ม เห็นแล้วน่ากลัวไม่ต่างอะไรกับภาวะสงคราม รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเข้ามาแก้ปัญหาจริงจังกว่าที่เป็นอยู่ อย่าเพิ่งลืมสโลแกน ประชาชนต้องมาก่อน 
    
เพราะในมุมมองของประชาชน ยังเห็นว่ารัฐบาลชุดนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังทำงานแบบประชาชนมาทีหลัง แก้ปัญหาได้ไม่ดีนัก อย่างนโยบายขายไข่ชั่งกิโล นอกจากจะไม่ช่วยให้ราคาไข่ไก่ถูกลงแล้ว ยังสร้างความยุ่งยากให้กับคนค้าขายและผู้ซื้อ จนถูกด่าจมหูไปทั่วบ้านทั่วเมือง หรือปัญหาน้ำตาลทรายขาดแคลน ถึงวันนี้ครบรอบ 1 ปีแล้ว ที่คนไทยต้องกินแบบอด ๆ อยาก ๆ แถมราคาแพง แต่รัฐบาลกลับไม่รู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจอะไร หรือกระทั่งน้ำมันปาล์ม นักการเมืองบางคนในรัฐบาลกลับมองเป็นเครื่องไม้ เครื่องมือทางการเมือง เป็นช่องทางหาผลประโยชน์ หากำไร หรือปล่อยเอาดีเข้าตัว ดิสเครดิตพรรคร่วมรัฐบาลกันเองการทำงานแบบนี้เหมือนไม่จริงใจในการแก้ปัญหาสินค้า โดยมองเป็นเรื่องของพรรค ไม่ใช่เรื่องของรัฐ ขืนเป็นแบบนี้คงยากแก้ไขสำเร็จ
    
ภาพการทำงานทุกวันนี้รัฐบาลปล่อยให้กระทรวงพาณิชย์แก้ปัญหาอย่างเดียวดาย ดูแลราคาปลายทางเป็นหลัก แต่ไม่ได้แก้ปัญหาตั้งแต่ต้นทาง อย่างน้ำมันปาล์ม สาเหตุมาจากต้นทุนแพงกว่าราคาขาย พอกระทรวงพาณิชย์คุมราคาที่ 47 บาท เพราะกลัวว่าหากปล่อยขึ้นราคามากตามที่ผู้ผลิตต้องการชาวบ้านจะเดือดร้อน ทำให้ผู้ผลิตซึ่งมีไม่กี่รายหยุดผลิต และแอบไปขายในใต้ดินกันแทน แต่ในทางเดียวกันพรรคใหญ่ประชาธิปัตย์ ไม่ได้เข้ามาช่วย แต่กลับออกมารุมยำทำสงครามน้ำลายด่ากันไป จนไม่เกิดประโยชน์อะไรต่อประชาชนขึ้นมา
    
ทางออกที่ดีรัฐบาล โดยเฉพาะนายกฯ อภิสิทธิ์ ควรเข้ามาแก้ปัญหาโครงสร้างทั้งระบบ หากนึกไม่ออกให้มองประเทศเพื่อนบ้านอินโดนีเซียเป็นตัวอย่าง ที่ตอนนี้กำลังเกิดวิกฤติข้าวของแพงเช่นกัน แต่รัฐบาลอินโดนีเซียได้ใช้โครงการความมั่นคงด้านอาหาร แก้ปัญหาพร้อมกันทั้งระบบ โดยประกาศมาตรการยกเลิกภาษีขาเข้าสินค้า 30 ชนิด การจัดสรรเงิน 3 ล้านล้านรูเปียห์ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและลดราคาสินค้า การประกาศนำเข้าข้าว 1.5 ล้านตัน จัดหาเครื่องอบจำนวน 1,000 เครื่องให้แก่ศูนย์การผลิตข้าวทั่วประเทศ การพัฒนาพื้นที่เกษตรกรรมในเกาะสุมาตรา กาลิมันตัน สุลาเวสี และปาปัว 2 ล้านเฮคเตอร์ รวมถึงจัดหาปุ๋ยและเมล็ดพันธุ์ให้แก่เกษตรกร และเพิ่มความยืดหยุ่นในการให้บล็อกซื้อข้าวจากเกษตรกร
    
ดังนั้นสิ่งที่ประชาชนอยากเห็น คือการแก้ปัญหาอย่างจริงใจ และใช้สมองสองมือเร่งกระทำ มากกว่าทำงานด้วยปาก การดูแลโครงสร้างปริมาณผลผลิต ให้เพียงพอต่อการใช้ทั้งภาคอุตสาหกรรม การบริโภค และพลังงานเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง หากสินค้าไหนขาดแคลน ก็ควรจะแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นน้ำ เช่น ส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกพืชที่ขาดแคลน เพื่อเพิ่มผลผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการ ไม่ใช่แค่เปิดนำเข้าแก้ปัญหาแบบขายผ้าเอาหน้ารอดไปวัน ๆ 
    
หรือการปรับระบบข้อมูลประมาณการผลผลิตที่แม่นยำ เพราะต้นเหตุของวิกฤติสินค้าขาดแคลนและแพงครั้งนี้ ส่วนสำคัญมาจากการทำข้อมูลประมาณการผลผลิตที่ผิดพลาดบ่อย และขาดการอัพเดทข้อมูลให้ทันสมัย ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หากรัฐบาลมีฐานข้อมูลผลผลิตสินค้าเกษตรที่มีประสิทธิภาพ รัฐบาลก็สามารถวางแผนบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ถ้ารู้ว่าน้ำท่วมผลปาล์มจะลดลง 1 แสนตันในอีก 2 เดือน รัฐบาลก็สามารถหาวิธีเปิดนำเข้ามาได้ก่อน ไม่ต้องรอให้ปั่นป่วนเป็นวิกฤติไปทั่วบ้านทั่วเมืองอย่างทุกวันนี้ และในขณะเดียวกันยังสามารถนำข้อมูลไปหักล้างกับกลุ่มนายทุน ที่มักนำข้อมูลอ้างภัยธรรมชาติมาปั่นราคาสินค้า
    
ขณะเดียวกันการปราบปรามจำเป็นต้องเพิ่มความเข้มงวด การที่รัฐบาลดึงกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้าช่วยกระทรวงพาณิชย์ตรวจสอบจับกุม โรงงาน ผู้ผลิต ผู้ขายที่กักตุน หรือปั่นราคาจนทำให้ปั่นป่วนตลาด ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะช่วยการตรวจสอบอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่รัฐก็ควรพิจารณาขยายผลไปยังสินค้าชนิดอื่นด้วยหรือไม่ เช่น น้ำตาลทราย ที่เกิดปัญหาแรงไม่แพ้กัน ตอนนี้ ตามห้างสรรพสินค้ายังหาซื้อไม่ได้ และตามตลาดมืดก็ยังขายกันเกินราคาถึงถุงละ 30 บาท 
    
รวมถึงในส่วนของตัวบทกฎหมาย รัฐบาลน่าจะเร่งการเพิ่มอำนาจกฎหมายการแข่งขันทางการค้า โดยเฉพาะผู้มีอำนาจเหนือตลาดให้สามารถดำเนินการตรวจสอบและเอาผิดผู้เข้าข่ายฮั้วประมูล หรือนายทุนที่มีการผูกขาดตลาดด้วยวิธีใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น แต่กฎหมายปัจจุบันนี้ยังล้าสมัย และล่าช้า ไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบแก้ปัญหาไม่ทันการ
    
แต่การแก้ปัญหาทั้งหมดจะสำเร็จแค่ไหน ขึ้นอยู่กับความจริงใจของรัฐบาลนายกฯ อภิสิทธิ์ หากรัฐบาลยังมองปัญหาราคาสินค้าแพง เป็นเกมการเมืองแบบนี้ ห่วงว่าต่อไปปัญหาปากท้องจะกลายเป็นวิกฤติสังคมตามมาได้ เพราะดูตามหน้าประวัติศาสตร์โลก หรือการเกิดเหตุต่อต้านประท้วงในหลาย ๆ ประเทศที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน ก็มีสาเหตุมาจากวิกฤติปัญหาปากท้องแทบทั้งนั้น รัฐบาลจึงไม่ควรนิ่งดูดายจนปล่อยปัญหาให้สายเกินแก้

ทีมเศรษฐกิจ

เดลินิวส์
พิมพ์จาก : http://muslimthai.muslimthaipost.com/main/index.php?page=sub&category=19&id=16895
วันที่ : 13 ธันวาคม 62 5:45:31
สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์ http://www.muslimthaipost.com