Muslimthai Focus : "พลังมวลชน" อียิปต์-โลกอาหรับ บทสรุปหรือแค่เริ่มต้น!?

"พลังมวลชน" อียิปต์-โลกอาหรับ บทสรุปหรือแค่เริ่มต้น!?

มวลชนชาวอียิปต์ ได้รับชัยจากการแสดง "พลังประชาชน" ในการโค่นล้มรัฐบาลอดีตประธานาธิบดีฮอสนี มูบารัค เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นับต่อจากนั้นสิ่งที่ควรจะดำเนินต่อไปคือการเปลี่ยนแปลงสู่หนทางประชาธิปไตย ภายใต้ความสงบสุขของบ้านเมือง แต่เท่าที่ชาวโลกมองเห็นตอนนี้หาเป็นเช่นนั้นไม่ สถานการณ์กลับแปรเลี่ยนเป็นการหยุดงานประท้วงเรียกร้องขึ้นค่าแรงจากนายจ้าง ซึ่งขยายวงกว้างไปทั่วประเทศ โดยอ้างถึงปัญหาการคอรัปชั่นระดับองค์กร ก่อให้เกิดความแตกต่างทางช่องว่างระหว่างรายได้ผู้อาวุโสกับผู้น้อย...

หากมองในแง่บวกอาจกล่าวได้ว่า ผลสำเร็จของการขับไล่ประธานาธิบดีฮอสนี มูบารัค กลายเป็นแรงบันดาลใจให้คนในชาติกล้าแสดงสิทธิ์แสดงเสียงเรียกร้องความยุติธรรม โดยมี "ตูนีเซีย" เป็นต้นแบบ นับเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการเริ่มต้นเรียกร้องสิ่งที่ถูกต้อง และทำให้รัฐบาลชุดต่อไปที่จะขึ้นมาครองอำนาจ บริหารบ้านเมืองตามครรลองคลองธรรม หากไม่อยากให้เกิดการลุกฮืออย่างที่เป็นมาเช่นเดียวกับที่ มูบารัค เคยประสบ

การแสดงจุดยืนของประชาชนในการล้มอำนาจผู้นำประเทศ เรียกได้ว่ากลายเป็น "กระแสลม" นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลง สำหรับประเทศในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือในขณะนี้ เริ่มต้นจาก ตูนีเซีย อียิปต์ จอร์แดน เยเมน ล่าสุดลามถึงอิหร่าน เมื่อประชาชน และนักเคลื่อนไหวรวมตัวกันกลางกรุงเตหะราน ขับไล่ประธานาธิบดีมาห์มูด อาห์มาดิเนจาด และอยาโตลาห์ อาลี คาห์ เมเนอี ผู้นำสูงสุดของประเทศ ซึ่งมีประชาชนเสียชีวิตจากการปะทะแล้ว และก่อให้เกิดคำถามว่า "ประเทศใดจะเป็นรายต่อไป ?"

ด้าน "ประเทศไทย" เคยลิ้มลองรสชาติแห่งการลุกฮือของประชาชนมาแล้วตั้งแต่สมัยอดีตกาล ทั้ง "เหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516" หรือ "วันมหาวิปโยค" ที่นักเรียนนักศึกษาจำนวนมากรวมตัวกันเรียกร้องรัฐธรรมนูญ จากรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่งมีผู้สละเลือดเนื้อจำนวนไม่น้อย และยังสูญหายไร้ร่องรอยอีกมาก แต่ก็ขึ้นชื่อว่าเป็นการลุกฮือของประชาชน (Prople's uprising) ที่ประสบความสำเร็จในยุคศตวรรษที่ 20 แต่ทว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ภายในประเทศยังไม่สงบโดยสมบูรณ์ (เช่นเดียวกับที่อียิปต์เป็นอยู่ในขณะนี้) ณ ตอนนั้นมีการเดินขบวนเรียกร้องของกลุ่มชนชั้นต่าง ๆ ในสังคมเกิดขึ้น และเป็นแรงบันดาลใจให้กับภาคประชาชนประเทศอื่น อาทิ เกาหลีใต้ กับเหตุจลาจลในเมืองกวางจู เป็นต้น

แต่ทั้งนี้รัฐบาลชุดใหม่ของไทย ในตอนนั้นยังไม่มีเสถียรภาพเพียงพอ จึงนำไปสู่เหตุนองเลือดอีกครั้งบนหน้าประวัติศาสตร์ไทย ในอีก 3 ปีถัดมา หรือ "เหตุการณ์ 6 ต.ค." จากการพยายามขับไล่จอมพลถนอม กิตติขจร ออกนอกประเทศอีกครั้ง โดยเหตุการครั้งนี้ทวีความรุนแรงขึ้นกว่าเก่าเนื่องจากเกิดความแตกแยก ทั้งในพรรคการเมืองและกลุ่มประชาชน คือกลุ่มสนับสนุนบทบาทนิสิต และกลุ่มต่อต้านนิสิตนักศึกษา กระทั่งเกิดการสังหารหมู่นองเลือด จากนั้นจึงมีการคลอดกฎหมายนิรโทษกรรมตามมาภายหลัง

อย่างไรก็ดี หากประเทศใดก็ตามยังประสบปัญหาคอรัปชั่น ผู้นำอยู่ในอำนาจยาวนาน ริดรอนสิทธิเสรีภาพของสื่อ การก่อการร้ายภายใน การแบ่งชนชั้นวรรณะ เชื่อว่า ไม่ว่าจะชนชาติใดก็สุดแล้วแต่ ล้วนวิ่งหนีความวุ่ยวายไม่พ้น...!!

ที่มา : ไทยรัฐ

พิมพ์จาก : http://muslimthai.muslimthaipost.com/main/index.php?page=sub&category=19&id=16859
วันที่ : 15 ธันวาคม 62 21:17:49
สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์ http://www.muslimthaipost.com