Muslimthai Focus : ราคายางพารา เกษตรฯชี้ยางราคาพุ่งยาว ญี่ปุ่น-จีนกว้านซื้อ

กรมวิชาการเกษตร ชี้ราคายางพาราพุ่งต่อเนื่องแตะ104บ./ต่อกก. คาดมีเสถียรภาพใน3-5ปี เผยจีนกว้านซื้อเข้าสต็อกต่อเนื่อง

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า สถานการณ์ราคายางพาราในตลาดโลกขณะนี้เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งราคาน้ำมันไม่ได้เป็นปัจจัยหลักในการกำหนดราคายาง เห็นได้จากช่วงที่ผ่านมา ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลง แต่ราคายางกลับดีดตัวสูงขึ้น ทั้งนี้ เป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ขยายตัว ทำให้ความต้องการยางพารามีมากขึ้น ทั้งในจีน สหรัฐและญี่ปุ่น

ทั้งนี้ ตลาดจีนปีนี้ มีความต้องการยางเพิ่มมากขึ้นถึง 10% ในขณะที่สต็อกที่มีอยู่ 3-4 หมื่นตันเริ่มหมด ทำให้ต้องเร่งกว้านซื้อยางเพื่อเก็บสต็อกช่วงนี้จำนวนมาก ราคายางในประเทศจึงปรับเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉลี่ยกิโลกรัมละ 100 บาท

"ก่อนหน้านี้ ราคายางเฉลี่ยจะอยู่ที่ 90 บาท เป็นเพราะจีนชะลอการสั่งซื้อ โดยหวังว่าจะกดรับซื้อยางจากไทยช่วงที่ตกต่ำ แต่เนื่องจากความต้องการใช้ในจีนขยายตัวมากขึ้น ทำให้จีนต้องนำยางในสต็อกมาใช้ เมื่อสต็อกหมดทำให้ต้องเริ่มกว้านซื้อใหม่ในราคาที่สูงกว่าเดิม ราคายางในประเทศขณะนี้โอกาสผันผวนตกต่ำเหลือกิโลกรัมละ 40-50 บาทมีน้อย" นายสมชายกล่าว

จากสถิติราคายางที่ยืนอยู่ระหว่างประมาณกิโลกรัมละ 90-100 บาท วิเคราะห์ได้ว่าราคายางเริ่มมีเสถียรภาพ และหากความต้องการของโลกยังขยายตัวตามภาวะเศรษฐกิจ คาดว่าภายใน 3-5 ปีนี้ราคายางจะไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 100 บาท แต่ต้องระวังเรื่องการเก็งกำไรของบริษัทบางราย

"เพื่อแก้ไขปัญหาการเก็งกำไร บริษัทร่วมทุน 3 ประเทศมีมติไม่ส่งออกยาง หากราคาตกต่ำกว่ากิโลกรัมละ 80 บาท และรัฐบาลยังมีงบประมาณ 8,000 ล้าน รับซื้อยางเก็บสต็อกช่วงราคาตกต่ำ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่จะเป็นผลให้บริษัทผู้ส่งออกไม่กล้าเก็งกำไร" นายสมชายกล่าว

สำหรับราคายางเมื่อวันที่ 26 ส.ค. ที่ตลาดกลางสงขลา ปรับตัวสูงขึ้นจากเมื่อวันที่ 25 ส.ค. ทั้งยางแผ่นดิบและยางแผ่นรมควัน เป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดโตเกียว เพราะค่าเงินเยนอ่อนค่าลง หลังจากมีกระแสคาดการณ์ว่าทางการญี่ปุ่นอาจเข้าแทรกแซงตลาด เพื่อสกัดกั้นการแข็งค่าของเงินเยน

ทั้งนี้ ยางแผ่นดิบกิโลกรัมละ 100.08 บาท เพิ่มขึ้น 0.84 บาท ยางแผ่นรมควันชั้น 3 กิโลกรัมละ 104.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.56 บาท และยางสด กิโลกรัมละ 98 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท

นายวรเทพ วงศาสุทธิกุล ตัวแทนบริษัท ไทยรับเบอร์ลาเท็กซ์ คอร์ปอร์เรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจัยที่ส่งผลทำให้ราคายางขึ้น-ลงนั้น ขึ้นอยู่กับความสมดุล ระหว่างความต้องการใช้กับปริมาณการผลิตยาง โดยมีปัจจัยหลักที่ควรนำมาวิเคราะห์ ประกอบด้วย 1. ประชากรโลกที่เพิ่มขึ้น 2. ราคาน้ำมันในและสต็อกน้ำมันโลก 3. ปริมาณผลผลิตและ 4. ราคายางพาราของโลก

ในส่วนของประชากรโลกที่เพิ่มขึ้น จากสถิติพบว่าประชากร 1 คนจะใช้ยางปีละ 3 กิโลกรัม จากยางธรรมชาติ 45% ดังนั้น ปริมาณประชากรเกิดใหม่ที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปี จะทำให้มีการใช้ยางเพิ่มขึ้น

ส่วนราคาน้ำมันในตลาดโลกและสต็อกน้ำมันโลก พบว่าในน้ำมันมีกากน้ำมันที่นำไปผลิตยางเทียม ซึ่งเป็นคู่แข่งของยางธรรมชาติ เมื่อน้ำมันแพงจะทำให้ราคายางแพงไปด้วย ผลสำรวจพบว่าขณะนี้ มีน้ำมันเหลือใช้ในโลกเพียง 42 ปี ซึ่งจะไม่มียางเทียมใช้ต้องกลับมาใช้ยางธรรมชาติเพิ่มขึ้นราคาจึงสูงตาม

อย่างไรก็ตาม ปริมาณผลผลิตยางพาราของโลกกว่า 94% ปลูกได้เฉพาะบริเวณเส้นศูนย์สูตรเท่านั้น และราคาที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลจูงใจเพาะปลูกเพิ่มขึ้น และหากราคาสูงมากในระยะยาว จะเป็นอันตราย เพราะผู้ใช้ยางจะคิดค้นวัสดุอื่นทดแทน บีบให้ราคายางตกลงไปโดยอัตโนมัติ

ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์พบว่าราคายางที่อุตสาหกรรมรับได้ จะอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 60-80 บาท ขณะราคาที่เกษตรกรยอมรับได้ คือ จะไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 50 บาท

พิมพ์จาก : http://muslimthai.muslimthaipost.com/main/index.php?page=sub&category=19&id=14420
วันที่ : 16 กันยายน 62 20:18:02
สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์ http://www.muslimthaipost.com