Muslimthai Focus : มาร์คทุ่ม ประชานิยมเต็มสูบ ดันให้ปชช.ขึ้นรถเมล์-รถไฟชั้น3ฟรีแบบถาวร แบงก์ชาติชี้บิดเบือนกลไกตลาด
มาร์คทุ่ม"ประชานิยม"เต็มสูบ ดันให้ปชช.ขึ้นรถเมล์-รถไฟชั้น3ฟรีแบบถาวร แบงก์ชาติชี้บิดเบือนกลไกตลาด

มาร์ค"ปูพรมประชานิยม จ่อดัน"รถเมล์-รถไฟชั้น 3" ฟรีถาวร ให้คลังศึกษาหาเงินมาชดเชย ครม.ไฟเขียวควัก 3 หมื่นล้าน โปะต่ออายุ 4 มาตรการ-ตรึงราคาก๊าซ-ค่าไฟ แบงก์ชาติเตือนบิดเบือนกลไกตลาด กระทบภาคธุรกิจอาจชะงักการลงทุน

 

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน ว่า ครม.เห็นชอบมาตรการการบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะการต่ออายุมาตรการต่างๆ โดยส่วนแรก ครม.เห็นชอบต่ออายุมาตรการในเรื่องของรถเมล์ รถไฟ และค่าไฟฟ้า จนถึงสิ้นปี 2553 คือมีระยะเวลา 6 เดือน โดยหลังจาก 6 เดือนแล้วกรณีใดที่เห็นว่าบริการใดอาจจะเป็นข่ายของการบริการสังคม ก็อาจจะปรับเข้าสู่ระบบของรัฐวิสาหกิจที่มีการบริการทางสังคมอยู่แล้ว โดยจะให้กระทรวงการคลังดำเนินการชดเชยไป ขณะนี้มอบหมายให้กระทรวงการคลังดำเนินการศึกษา หมายความว่าในบางมาตรการอาจจะไม่ใช่เป็นมาตรการชั่วคราวอีกต่อไป แต่จะให้เข้าระบบของเรื่องการบริการทางสังคมของรัฐวิสาหกิจ โดยกระทรวงการคลังรับไปพิจารณา


เมื่อถามว่า มาตรการที่จะเข้าสู่ระบบบริการสาธารณะ คือกรณีของค่ารถเมล์และรถไฟใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ถ้าดูเบื้องต้นกรณีของรถไฟชั้น 3 และรถเมล์ไม่ปรับอากาศ น่าจะเข้าข่ายได้ ส่วนค่าไฟฟ้ามีประเด็นความเหมาะสม การกำหนดเพดานเรื่องจำนวนหน่วยที่ใช้ด้วยว่าสมควรหรือไม่อย่างไร ส่วนเรื่องรถเมล์ รถไฟนั้น คิดว่ามีความชัดเจนในตัวของมันเองว่าเป็นบริการของผู้มีรายได้น้อย เมื่อถามว่า จะเป็นการให้บริการฟรีตลอดไปเลยใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า อาจจะใช้เป็นระบบที่ว่าถ้าจัดให้ฟรีก็จะแยกบัญชีออกมา โดยถือว่าเป็นบริการสังคมและกระทรวงการคลังก็จะชดเชยไป เหมือนกับหลักที่ใช้กับธนาคารของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจที่มีนโยบายเฉพาะในการสนับสนุนผู้ที่ประสบความเดือดร้อน
เมื่อถามว่า จะกลายเป็นภาระของรัฐบาลหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า "มันก็เป็นภาระอยู่แล้วในขณะนี้ เพียงแต่เรามีการพิจารณาครั้งละ 3 หรือ 6 เดือน ถ้าหากเรามองเห็นว่าบริการนี้เป็นบริการที่รัฐวิสาหกิจให้กับสังคมได้ รัฐบาลก็แบกรับภาระก็ตรงไปตรงมาโปร่งใสดี"


นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ส่วนที่สองเป็นผลสืบเนื่องมาจากมติของคณะกรรมการพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 28 มิถุนายนที่ผ่านมา โดย ครม.เห็นชอบต่อายุ 4 มาตรการไปถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2554 คือ ตรึงราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ตรึงราคาเอ็นจีวี ให้การสนับสนุนแท็กซี่ในการเปลี่ยนการใช้เชื้อเพลิงจากแอลพีจีมาเป็นเอ็นจีวี และมีการประสานกับคณะกรรมการกำกับนโยบายกิจการพลังงานกับการไฟฟ้าในเรื่องของค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่าเอฟที) โดยจะต่ออายุค่าเอฟทีถึงสิ้นเดือนธันวาคม 2553 ถือเป็นมาตรการช่วยเหลือประชาชนในช่วงที่ค่าครองชีพยังสูงอยู่ 

เมื่อถามว่า รัฐบาลจะต้องรับภาระค่าใช้จ่ายค่ารถเมล์ รถไฟและค่าไฟฟ้า เป็นจำนวนเท่าไหร่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ถ้ารวมค่าไฟฟ้าด้วยในระยะเวลา 6 เดือน รัฐต้องแบกรับค่าใช้จ่ายประมาณ 9 พันล้านบาท เมื่อถามว่า ครม.ได้มีการหารือถึงการลดราคาน้ำมันลง 2 บาทต่อลิตรหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ที่ประชุม กพช.เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน นายมั่น พัธโนทัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้หยิบยกเรื่องนี้เข้าสู่การหารือ โดยเสนอว่ากรณีของภาษีสรรพสามิตกับเรื่องกลไกการซื้อขาย แต่ยังไม่ได้พูดในรายละเอียด ตนจึงบอกว่าถ้ามีข้อเสนอก็สามารถเสนอผ่าน กพช.ได้ ส่วนเรื่องของภาษีสรรพสามิต เรามองว่าควรจะดูแนวโน้มราคาน้ำมันในตลาดโลก คือถ้าเราเห็นว่าราคาในอนาคตยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้น ก็น่าจะเก็บมาตรการภาษีหรือกองทุนไว้ในจังหวะนั้นมากกว่า 

นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ที่ประชุมครม.มีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของกระทรวงการคลัง ในการต่ออายุมาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ทั้งค่าไฟฟ้า ค่ารถโดยสารประจำทาง และค่ารถไฟออกไปอีก 6 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม-31 ธันวาคม 2553 โดยในส่วนค่าไฟฟ้าที่ดำเนินการผ่านการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)  กำหนดเงื่อนไขการใช้ไม่เกิน 90 หน่วยต่อเดือนเหมือนเดิม ทั้งในส่วนบ้านเรือนทั่วไป และผู้เช่าอาศัยอาคารชุด หรือห้องเช่า ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ที่มีระดับค่าเช่าไม่เกิน 3,000 บาทต่อเดือน

 

ส่วนค่ารถโดยสารประจำทางที่ดำเนินการผ่านองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) จะมีการจัดสรรรถธรรมดา หรือรถเมล์ร้อน จำนวน 800 คันต่อวัน ใน 73 เส้นทาง ขณะที่ค่ารถไฟ ที่ดำเนินการผ่านการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) จะจัดรถไฟชั้น 3 เชิงสังคมจำนวน 164 ขบวนต่อวัน และรถไฟชั้น 3 ระยะทางไกล ในขบวนรถเชิงพาณิชย์จำนวน 8 ขบวนต่อวัน

นายวัชระกล่าวว่า สำหรับค่าใช้จ่ายเห็นสมควรให้รัฐวิสาหกิจที่รับผิดชอบดำเนินการมาตรการเหล่านี้กู้เงินเพื่อชดเชยรายได้จากการดำเนินการตามมาตรการ และให้สำนักงบประมาณพิจารณาจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี เพื่อชำระคืนเงินต้น ดอกเบี้ยเงินกู้ และค่าใช้จ่ายในการกู้เงินกับรัฐวิสาหกิจเหล่านี้ต่อไป  โดยส่วนค่าไฟฟ้า คิดเป็นค่าใช้จ่ายของ กฟน. 785.31 ล้านบาท กฟภ. 6,680 ล้านบาท รวมวงเงิน 7,465.31 ล้านบาท ส่วนค่ารถโดยสารคิดเป็นค่าใช้จ่าย 1,259.36 ล้านบาท ค่ารถไฟคิดเป็นค่าใช้จ่าย 530 ล้านบาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 9,254.67 ล้านบาท

นายวัชระกล่าวว่า ที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของ กพช. ที่มีนายกฯ เป็นประธาน ในการตรึงราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) และก๊าซธรรมชาติ (เอ็นจีวี) ซึ่งจะสิ้นสุดในดือนสิงหาคม 2553 ออกไปอีก 6 เดือน ถึงเดือนกุมภาพันธ์  2554 และค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ (เอฟที) ที่จะสิ้นสุดในเดือนสิงหาคม 2553 ออกไปจนถึงสิ้นเดือนธันวาคม 2553 โดยการตรึงราคาแอลพีจี รัฐบาลจะชดเชยเงินอุดหนุนส่วนต่างให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 2,204 ล้านบาทต่อเดือน คิดเป็นวงเงิน 13,224 ล้านบาท ส่วนก๊าซเอ็นจีวีรัฐบาลจะชดเชยเงินอุดหนุนส่วนต่างให้กองทุนน้ำมัน 300-400 ล้านบาทต่อเดือน คิดเป็นวงเงินทั้งสิ้น 1,800-2,400 ล้านบาท ส่วนค่าเอฟทีจะใช้วงเงินทั้งหมด 5,996 ล้านบาท รวมวงเงิน 21,620 ล้านบาท

นายวัชระกล่าวว่า ส่วนแนวคิดการยกระดับมาตรการช่วยลดภาระค่าครองชีพให้เป็นมาตรการถาวรนั้น ในระหว่างการประชุม ครม.ครั้งนี้ ยังไม่ได้ระบุเจาะจงไปที่มาตรการใดเป็นพิเศษ ส่วนการช่วยเหลือเรื่องค่าไฟฟ้าที่ประชุมได้อภิปรายว่าจะสามารถลดระดับเงื่อนไขการใช้ค่าไฟฟ้าจากอัตราไม่เกิน 90 หน่วยต่อเดือนลงมาได้อีกหรือไม่ กระทรวงการคลังได้ยืนยันข้อมูลว่าอัตราที่กำหนดไว้ที่ไม่เกิน 90 หน่วยต่อเดือน ถือเป็นอัตราต่ำสุดของการใช้ไฟฟ้าตามธรรมชาติของประชาชนในปัจจุบันแล้ว 

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลแจ้งว่า หากนำงบประมาณทั้งในส่วนของมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพ และมาตรการด้านพลังงานมารวมกันจะพบว่ารัฐบาลจะใช้เม็ดเงินจำนวนรวมกว่า 30,874 ล้านบาท

นายโอภาส เพชรมุนี ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดเผยว่า ขสมก.ได้เตรียมรถไว้บริการกว่า 76 เส้นทาง มีรถรองรับกว่า 800 คัน ซึ่งจะทำให้มีรถเมล์ฟรีให้บริการกว่า 5,941 เที่ยวต่อวัน ทั้งนี้ รัฐมีมาตรการรถเมล์ฟรีตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2552-พฤษภาคม 2553 มีประชาชนใช้บริการรถเมล์ฟรีกว่า 477,164,786 คน เฉลี่ยวันละ 983,845 คน หรือเฉลี่ยคันละ 1,230 คน ส่งผลให้รัฐต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายแทนประชาชนเฉลี่ย 6.8 ล้านบาท/วัน หรือเดือนละ 230 ล้านบาท

นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การที่รัฐบาลต่ออายุมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพออกไปอีก รวมถึงพยุงราคาแอลพีจีและเอ็นจีวีต่อไปอีกด้วยนั้น แม้เป็นการสะท้อนถึงความตั้งใจดีในการดูแลค่าครองชีพของประชาชน แต่มาตรการควบคุมราคาก็ควรใช้ในช่วงเวลาที่เหมาะสม หากใช้นานเกินไปก็ไม่เป็นผลดี เพราะอาจทำให้เกิดการบิดเบือนกลไกตลาด ที่อาจส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนของภาคธุรกิจได้ 

"ระบบเศรษฐกิจไทยควรปล่อยให้เคลื่อนไหวสอดคล้องกับตลาด อย่างไรก็ตาม การต่ออายุมาตรการดังกล่าวอาจทำให้ตัวเลขเงินเฟ้อปีนี้ต่ำกว่าที่ ธปท. เคยประเมินไว้ แต่คาดว่าจะเร่งตัวขึ้นได้ในช่วงปีหน้าที่อาจเห็นได้ตั้งแต่กลางปีหน้าเป็นต้นไป"นายบัณฑิตกล่า

พิมพ์จาก : http://muslimthai.muslimthaipost.com/main/index.php?page=sub&category=19&id=13822
วันที่ : 23 กันยายน 62 0:31:24
สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์ http://www.muslimthaipost.com