มุสลิมดอทคอม : ตื่นตาตื่นใจ โครงการหนังสือหมุนเวียน เลือกมัสยิดเป็นต้นแบบโครงการ เพราะ?

 

จากการศึกษาระบบหนังสือในประเทศไทยมากกว่า 40 ปี เรียกได้ว่า มกุฏ อรฤดี ใช้ชีวิตร่วมกับหนังสือเกือบทั้งชีวิต ทำให้เห็นและเข้าใจสภาพปัญหามากมายของระบบหนังสือไทย และปัญหาโอกาสอ่านหนังสือเหลื่อมล้ำ ก็เป็นสิ่งที่เขาต้องเร่งแก้ไข ก่อนที่จะหยั่งรากลึกจนเป็น 'ปกติ' ของระบบหนังสือไทย

 มกุฏ เคยกล่าวในงานเสวนา 'การจัดตั้งห้องสมุดหนังสือดี 100 แห่ง ในเมืองหลวงกรุงเทพฯ' ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ วันที่ 28 มีนาคม 2552 ว่า "เด็กที่มีสตางค์ มีหนังสืออ่าน ปัจจุบันนี้เป็นอย่างนั้น แต่ในอนาคต เด็กที่ไม่มีสตางค์ เด็กที่นุ่งกางเกงขาดและไม่มีเสื้อใส่ ก็ควรมีหนังสืออ่านเท่ากับเด็กในกรุงเทพฯ ซึ่งมีทุกสิ่งทุกอย่างพร้อม แต่เด็กชนบทไม่มีอะไรเลย อันที่จริง เด็กแก้ผ้าก็ควรจะมีโอกาสได้อ่านหนังสือ"

 อย่างไรก็ดี ปัญหาเรื่องการอ่านของไทย ไม่ใช่เรื่องของความขาดแคลนโอกาส ขาดแคลนหนังสือเท่านั้น แต่ปัญหานี้ซับซ้อนถึงระบบราชการที่ปันส่วนงบประมาณหนังสือให้แต่ละโรงเรียน แต่ละห้องสมุดด้วย

ซึ่งรายละเอียดเรื่องนี้ อ.เสาวนีย์ พิทยานุรักษ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านแหลมแท่น เปิดเผยข้อเท็จจริงในงานเสวนา ‘โครงการวิจัยระบบหนังสือหมุนเวียนในโรงเรียนประถมขนาดเล็ก’ ว่า

“สำหรับเงินอุดหนุนรายหัวนี่รวมค่าอื่นๆ ทุกอย่าง ไม่ใช่เฉพาะหนังสืออย่างเดียว ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอะไรทุกอย่าง ต้องใช้อยู่ในเงินอุดหนุนรายหัว ฉะนั้นการที่เราจะได้เงินซื้อหนังสือดีๆ ที่ท่านได้พูดกันเมื่อสักครู่นี้ ยากมาก เงิน 10,000-20,000 บาท ซื้อหนังสือได้น้อยมาก สภาพของห้องสมุดในโรงเรียนประถมศึกษาทั่วไป จึงขาดแคลนหนังสือ ขาดแคลนครุภัณฑ์ และที่สำคัญที่สุดคือ ขาดแคลนบรรณารักษ์”
 จะเห็นว่าปัญหาการอ่านของชาติโยงใยหลายประการ ประการหลักคือ การขาดแคลนโอกาสทางการอ่านในชนบท การขาดแคลนงบประมาณเกี่ยวกับห้องสมุดและหนังสือ และการขาดแคลนบรรณารักษ์ในห้องสมุดต่างๆ ทำให้ไม่อาจโต้แย้งได้ว่า ประเทศไทยเป็น ‘ประเทศจน’ จนทั้งในเชิงโอกาส งบประมาณ และบุคลากร

มุสลิมอ่านหนังสือ
ภาพ มุสลิมอ่านหนังสือ


 ด้วยเหตุนี้ ‘โครงการระบบหนังสือหมุนเวียน’ จึงเกิดขึ้นโดยเลือก 'มัสยิด' เป็นต้นแบบของการส่งเสริมการอ่านอย่างยั่งยืนในทุกพื้นที่ และก่อเกิดวัฒนธรรมการอ่านหนังสือดีในประเทศด้วยงบประมาณจำกัด ระบบดังกล่าวจะทำให้ใครต่อใครในประเทศนี้ ‘อ่านได้สี่เท่าด้วยงบประมาณเท่าเดิม’


 ประเทศไทยเป็น‘ประเทศจน’ วิธีการส่งเสริมการอ่านของประเทศจึงไม่ใช่การทุ่มทุนสร้าง ไม่ใช่การกว้านซื้อหนังสือจับฉ่ายไปบริจาค แต่ต้องใช้งบประมาณคุ้มค่าที่สุด


 หัวใจสำคัญของระบบหนังสือหมุนเวียน คือการแลกเปลี่ยนกันอ่าน เปรียบได้กับเด็กสี่คนซื้อหนังสือคนละเล่ม เมื่อตนอ่านจบก็นำมาแลกเปลี่ยนกัน ดังนั้น ด้วยงบประมาณเท่าเดิม คนจะได้อ่านหนังสือเพิ่มขึ้นถึงสี่เท่า

 ผลพลอยได้อีกประการหนึ่ง คือ ก่อให้เกิดความสนิทสัมพันธ์ระหว่างคนทั้งหลาย จนเกิดความสัมพันธ์อันดีภายในชุมชน นำไปสู่สังคมที่สงบสันติ

 "เราจะพยายามใช้หนังสือแก้ปัญหาภาคใต้ เราไม่ใช้อาวุธ" บรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์ผีเสื้อกล่าว

           เมื่อหัวใจของระบบหนังสือหมุนเวียนตั้งอยู่ที่มัสยิด ระบบการจัดการของมัสยิดก็ช่วยเสริมให้ระบบหนังสือหมุนเวียนดำเนินไปอย่างมั่นคงและกว้างขวาง กล่าวคือทุกวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ สัปปุรุษทั้งหลายจะมารวมตัวกันเพื่อเรียนรู้และปฏิบัติศาสนกิจ ในวันศุกร์ บุรุษทั้งหลายจะมาทำละหมาดใหญ่และฟังเทศน์ร่วมกัน ส่วนในวันเสาร์อาทิตย์ เด็กและสตรีจะมาเรียนศาสนาที่มัสยิด

ดังนั้น ผู้อ่านในโครงการจึงขยายกลุ่ม กลายเป็นทั้งเด็กและผู้ใหญ่ หญิงและชาย...ทุกคนได้อ่านหนังสือ

 ระบบหนังสือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่ละขั้นตอนจึงต้องพิถีพิถัน เริ่มตั้งแต่การสร้างความเข้าใจกับชุมชนว่า โครงการนี้คืออะไร เกิดประโยชน์อย่างไร เมื่อชุมชนเข้าใจแล้ว กระบวนการคัดเลือกหนังสือ ก็ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญ อย่าง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ จินดา จำเริญ ผู้เชี่ยวชาญด้านห้องสมุดเคลื่อนที่และหนังสือเด็ก ส่วนหนังสือศาสนา อิหม่ามและโต๊ะครูในแต่ละมัสยิดเป็นผู้คัดเลือก

 เมื่อได้หนังสือครบถ้วนความต้องการแท้จริงของชุมชน ต่อไปคือการแบ่งกองหนังสือออกเป็น 4 กองเท่าๆ กัน แต่ละกองจะมีหัวเรื่องไม่ซ้ำกัน เพื่อให้ทุกครั้งที่หมุนเวียนหนังสือ แต่ละมัสยิดจะได้รับหนังสือหัวเรื่องใหม่เสมอ

 ทั้งหนังสือและสมุดบันทึกการอ่านถูกส่งถึงมือผู้อ่านในมัสยิดทั้ง 8 แห่ง เมื่อเดือนธันวาคม 2553 โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. มัณฑนา วงศ์ศิรินวรัตน์ หัวหน้าโครงการวิจัยระบบหนังสือหมุนเวียนและคณะทำงาน

 เมื่อมีหนังสือ ก็จำต้องมีบรรณารักษ์ ทว่าระบบหนังสือหมุนเวียนในมัสยิดไม่ได้มีการว่าจ้างบรรณารักษ์ให้สิ้นเปลืองเงินทองแต่อย่างใด แต่ละมัสยิดจะเลือกอาสาสมัคร 5 คน เพื่อดูแลหนังสือ ปัญหาขาดแคลนบรรณารักษ์จึงหมดไป ทั้งยังสร้างความรู้เรื่องการดูแลหนังสือให้แก่คนในชุมชนด้วย

 มัสยิดทั้ง 8 แห่ง จะแบ่งเป็นสองวง วงละ 4 แห่ง ในทุกๆ 3 เดือนจะมีกิจกรรมหมุนเวียนหนังสือหนึ่งครั้ง เมื่อครบปี มัสยิดทุกแห่งจะได้อ่านหนังสือครบหนึ่งกองใหญ่ นอกจากจะมีการหมุนเวียนแลกเปลี่ยนหนังสือ ยังประกอบด้วยกิจกรรมหลายอย่าง อาทิ การประกวดบันทึกการอ่าน ประกวดลายมือสวย วาดรูปสวย ผู้อ่านมาก อ่านเก่ง พร้อมทั้งมีของขวัญของรางวัล เป็นต้น กิจกรรมเหล่านี้จะทำให้ชุมชนรับทราบและกระตือรือร้นที่จะอ่านหนังสือซึ่งหมุนและจะเวียนไป

 นับจากการมอบหนังสือรอบแรก คณะทำงานได้ติดตามผลอย่างต่อเนื่อง และเมื่อวันที่ 5-9 กุมภาพันธ์ 2554 ได้มีพิธีเปิดโครงการระบบหนังสือหมุนเวียนในมัสยิดอย่างเป็นทางการขึ้นในงานเมาลิด ณ บริเวณมัสยิดกลาง จังหวัดกระบี่ โดยมีจุฬาราชมนตรีอาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรีคนปัจจุบันเป็นประธานในพิธี

ระยะเวลาผ่านไปราวสองเดือน สมุดบันทึกการยืมคืนหนังสือในแต่ละมัสยิดมีรายชื่อผู้ยืมและชื่อหนังสือเรียงรายหลายหน้า บันทึกการอ่านปรากฏภาพสีสันสวยสดและลายมือของบรรดาเด็กๆ การยืมคืนหนังสือเป็นไปอย่างเรียบง่ายแต่ได้ผลจริง

 บางมัสยิดอิหม่ามเดินออกกำลังยามเช้าพร้อมพกหนังสือไปให้ผู้คนในชุมชนที่ยังไม่ได้ยืมหนังสือจากมัสยิด และมัสยิดบางแห่ง เช่น มัสยิดบ้านไร่ใหญ่ใช้หลักการความเชื่อใจมาจัดการระบบการยืมคืน กล่าวคือ มีหนังสือวางไว้ให้ผู้ยืมเขียนรายละเอียดการยืมและเซ็นชื่อกำกับด้วยตนเอง ผลที่ได้คือการยืมคืนที่มัสยิดแห่งนี้เป็นไปอย่างคึกคักและทั่วถึง

ภาพอ่านหนังสือ

นอกจากนี้ เมื่อถึงช่วงรายงานผลการดำเนินการโครงการของแต่ละมัสยิด ผู้ดูแลหนังสือจากมัสยิดพรุตรีดยังรายงานความเป็นไปอันน่าประทับใจยิ่ง กล่าวคือ

         มัสยิดแห่งนี้มี ‘โครงการอ่านสร้างอาชีพ’ ซึ่งทำให้ชาวบ้านที่มาอ่านหนังสือในมัสยิด หันมาเพาะเห็ดอย่างมีหลักการตามที่ได้อ่านหนังสือ จนยึดเป็นอาชีพเลี้ยงครอบครัวได้อย่างดี ดังที่ผู้ดูแลหนังสือของมัสยิดบ้านพรุตรีดกล่าวว่า

 “โครงการอ่านแล้วสร้างอาชีพของพรุตรีดจะมีชาวบ้านส่วนใหญ่เพาะเห็ด ทีนี้เพาะแบบสมัยโบราณก็คือเล่าต่อกันว่าเพาะอย่างนี้ๆ แต่เมื่อเข้ามาค้นคว้าในห้องสมุดของมัสยิดพรุตรีดมีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า ‘การเพาะเห็ด’ ในหนังสือเล่มนี้จะบอกว่าทำอย่างไรเห็ดจะงอกมาก ความชื้นขนาดไหนจะหว่านเชื้อได้  แล้วก็จะทำทะลายปาล์มอย่างไรให้เห็ดงอก โต๊ะอิหม่ามบ้านผม ปลูกประมาณ 5-6 ไร่ จากแต่ก่อนท่านปลูกแบบฟังเขามา แต่พอมีโครงการหนังสือหมุนเวียนเข้ามา ความสำเร็จก็คือว่า ท่านได้ศึกษาในหนังสือแล้วก็ทำเป็นอาชีพ”

 ดังนี้แล้ว ความรู้ที่ได้จากการอ่านหนังสือ ย่อมทำให้ทุกคนตระหนักชัด และสิ้นคำถามที่ว่า 'ทำไมคนทำมาหากินหรือคนหาเช้ากินค่ำต้องอ่านหนังสือ'

 ไม่เพียงเท่านั้น มัสยิดพรุตรีดและมัสยิดอื่นๆ ยังคิดโครงการส่งเสริมการอ่านตามแบบฉบับของตน ไม่ว่าจะเป็น ‘ลูกอ่านให้พ่อฟัง เล่าเรื่องให้แม่ฟัง’ ‘อ่านไปจิบไปสบายๆ สภากาแฟ’ ‘อ่าน 30 นาทีก่อนคุตบะฮ์’ ‘อ่านมากได้โสร่ง’ และ ‘เพิ่มวันการอ่านในหนึ่งสัปดาห์’ เป็นต้น ซึ่งโครงการเหล่านี้ทำให้ชาวบ้านอ่านมากขึ้น พูดคุยกันมากขึ้น และมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน เริ่มตั้งแต่ในครอบครัวจนถึงชุมชน

1.ลูกอ่านให้พ่อฟัง เล่าเรื่องให้แม่ฟัง
       ขณะที่เด็กในเมืองมีพ่อแม่อ่านหรือเล่านิทานให้ฟังก่อนนอน กิจกรรม ‘ลูกอ่านให้พ่อฟัง เล่าเรื่องให้แม่ฟัง’ ได้สร้างปรากฏการณ์ตรงข้ามซึ่งช่วยแก้ไขปัญหาในครอบครัวที่พ่อและแม่อ่านหนังสือไม่ออกหรือไม่คล่องได้เป็นอย่างดี ทั้งยังช่วยให้ครอบครัวมีความสัมพันธ์กันด้วยการอ่าน
2.อ่านไปจิบไป สบายๆ สภากาแฟ
        นับแต่มีโครงการนี้ หนังสือก็ได้มีส่วนเข้าไปในวงสนทนาของชาวบ้าน ช่วงเวลาสบายๆ ที่ชาวบ้านอำเภอเหนือคลองจะหย่อนใจจิบชาและกาแฟ ย่อมมิได้มีแต่การพูดคุยเรื่องราวเหตุการณ์บ้านเมือง ทว่ามีการกล่าวถึง บอกเล่า วิเคราะห์วิจารณ์ แนะนำบอกต่อ เรื่องราวเกี่ยวกับหนังสือมิรู้สิ้น 
3.อ่าน 30 นาทีก่อนคุตบะฮ์
        นับเป็นกิจกรรมส่งเสริมการอ่านที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมชุมชน เพียง 30 นาทีก่อนพิธีกรรมทางศาสนา ก่อนละหมาดและรับฟังบทเทศน์ ชาวบ้านแต่ละคนจะได้ใช้เวลานี้อ่านหนังสือในมัสยิด ทำให้ได้ทั้งความรู้และความสงบก่อนเข้าพิธี
4.อ่านมากได้โสร่ง
       กิจกรรมอ่านมากได้โสร่งเป็นกิจกรรมที่ผู้ดูแลหนังสือมัสยิดบ้านพรุตรีดริเริ่มให้มีขึ้น โดยกำหนดมอบผ้าโสร่ง 1 ผืน ให้แก่ผู้ที่อ่านมากในแต่ละสัปดาห์ โดยมัสยิดจะใช้เงินกองกลางของมัสยิดเป็นทุนซื้อผ้าโสร่ง กิจกรรมนี้จึงกระตุ้นและส่งเสริมการอ่านด้วยแนวคิดและความร่วมมือของคนในท้องที่โดยแท้จริง
5.เพิ่มวันการอ่านในหนึ่งสัปดาห์
      จากเดิมที่ชาวบ้านจะได้อ่านหนังสือในวันศุกร์ที่มาละหมาดร่วมกัน ผู้ดูแลหนังสือของมัสยิดบ้านพรุตรีดได้เพิ่มวันการอ่าน ให้ทุกคนได้มาอ่านหนังสือ นอกเหนือจากวันเวลาศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ของแต่ละสัปดาห์ ทำให้หนังสือของมัสยิดแห่งนี้ถึงมือผู้อ่านทุกวัน และแทบจะทุกเวลา โดยมีผู้ดูแลหนังสือซึ่งจะผลัดเปลี่ยนกันประจำการ ดูแล และให้คำแนะนำแก่ทุกคนที่สนใจหนังสือและการอ่าน
 ................................
      จะเห็นได้ว่าการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านทั้งหลาย ไม่จำเป็นต้องมีมาก หรือจัดอย่างยิ่งใหญ่ตระการตา สิ่งสำคัญคือ กิจกรรมส่งเสริมการอ่านเหล่านั้นต้องสอดคล้องต้องใจคนในชุมชน และแน่นอนว่าโครงการระบบหนังสือหมุนเวียนในมัสยิดบรรลุผลสำเร็จในเรื่องนี้แล้ว เนื่องจากกิจกรรมและโครงการต่างๆ เกิดขึ้นเพราะชาวบ้านช่วยกันคิดและทำ กิจกรรมเหล่านั้นจึงสอดคล้องกับวัฒนธรรมท้องถิ่น และเกิดผลจริง
 ไม่ได้มีเพียงความรู้ที่งอกงามจากการอ่านหนังสือเท่านั้น ความรัก และสายสัมพันธ์ของคนต่างศาสนาก็งอกงามด้วยการยืมหนังสือร่วมกัน ดังเช่นที่มัสยิดบ้านพรุตรีด ซึ่งเป็นชุมชนสองศาสนา มีประชากรมุสลิมและพุทธศาสนิกชนดำเนินชีวิตอยู่ในชุมชนเดียวกัน
 ผู้ดูแลหนังสือในมัสยิดบ้านพรุตรีดกล่าวในระหว่างการนำเสนอผลงานว่า

       “โครงการที่สองที่จะทำต่อไปก็คือ เชิญพี่น้องต่างศาสนิกที่อยู่ฝั่งคลองขนานมายืมหนังสือของเรา ผมถามเขา ตอนแรกเขาไม่กล้ามายืม เพราะนึกว่าเป็นหนังสือของมัสยิด คนต่างศาสนาเลยไม่กล้ายืม นึกว่าพวกผมไม่ให้ยืม แต่ตอนนี้เราประชาสัมพันธ์ให้แล้ว ว่าท่านจะมายืมก็มายืมได้ ตามตารางวันเวลาที่ติดไว้”


 ทั้งหมดนี้คือความเป็นจริงที่เกิดขึ้น งบประมาณไม่มาก แต่ปลูกฝังรากการอ่านให้เติบโตในชุมชนได้อย่างยั่งยืน เพียงระยะเวลาไม่นานผลสัมฤทธิ์ของโครงการนี้ก็เป็นที่ประจักษ์แก่สังคมไทย และกล่าวได้ว่า ‘ระบบหนังสือหมุนเวียน’ เป็น ‘ระบบ’ ที่เหมาะสมต่อสภาพสังคมไทยอย่างยิ่ง ทั้งยังช่วยแก้ปัญหาความขาดแคลนหลายประการ คงจะดีไม่น้อยหากระบบหนังสือหมุนเวียนนี้กระจายไปทั่วประเทศไทย
 โครงการระบบหนังสือหมุนเวียนในมัสยิดมิได้มุ่งหวังเพียงสร้างสิ่งดีๆ ให้ชุมชนเล็กๆ ทว่าเข้มแข็งในอำเภอเหนือคลองเท่านั้น แต่โครงการหวังให้เกิดระบบ แนวคิด และวิธีการหมุนเวียนหนังสือซึ่งพร้อมกระจายไปสู่ทุกส่วนของประเทศไทย

 มิใช่เพื่อเพิ่มโอกาสและอัตราการอ่านของคนในประเทศเท่านั้น แต่โครงการระบบหนังสือหมุนเวียนยังดำเนินไปเพื่อให้คนทุกท้องที่มีความรู้ความเข้าใจเท่าเทียมกัน อันจะนำไปสู่สังคมสันติปราศจากความขัดแย้ง

 ดังนั้น แนวคิดและวิธีการระบบหนังสือหมุนเวียน มิได้ทำได้และพึงทำเฉพาะที่อำเภอเหนือคลองเท่านั้น แต่ทำได้และพึงกระทำอย่างยิ่งในทุกมัสยิดของจังหวัดกระบี่ และในทั่วทุกจังหวัดของประเทศไทย

 ระบบหนังสือหมุนเวียนไม่จำเป็นต้องเกิดในมัสยิดเท่านั้น จะเกิดในชุมชนหรือกลุ่มองค์กรใดก็ย่อมได้ ขอเพียงช่วยกันคิด ทำ และนำไปปรับใช้ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายที่จะสร้างสังคมที่สงบสุข และส่งเสริมการอ่านในสังคมไทยให้ดียิ่งขึ้นทั้งเชิงคุณภาพและปริมาณ มิใช่พร่ำบอกคนในประเทศของเราว่า "สถิติการอ่านปีนี้เท่านั้น ปีนั้นเท่านี้ คนไทยอ่านหนังสือมากขึ้น" ขณะที่ภาพรวมของระบบหนังสือไทยยังป่วยหนักอยู่
 หากศึกษา คิด ทำ และมุ่งให้เป็นนโยบายของชาติ สักวันหนึ่งไม่ช้าไม่นาน ทุกเช้าของประเทศไทยย่อมมีผู้ฅนพูดคุยและทักทายกันว่า “วันนี้อ่านหนังสืออะไร” เมื่อนั้นระบบหนังสือคงหายป่วย และประเทศไทยย่อมเจริญก้าวหน้าไม่รู้จบ
 วันนี้... วัฒนธรรมการอ่านอย่างแท้จริงเกิดขึ้นแล้ว ! ณ พื้นที่เล็กๆ บนด้ามขวานทองของไทย...

Source: bangkokbiznews.com

พิมพ์จาก : http://muslimthai.muslimthaipost.com/main/index.php?page=sub&category=109&id=18832
วันที่ : 21 สิงหาคม 62 11:03:38
สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์ http://www.muslimthaipost.com