เรื่องจริงอยากรู้ : เมื่อ 5 พี่น้อง หะยีเตะ ตกเป็นผู้ต้องขัง กับ 24ชีวิต คนข้างหลัง ที่จำต้องรับกรรม

เมื่อ 5พี่น้อง“หะยีเตะ”ตกเป็นผู้ต้องขัง กับ 24ชีวิต “คนข้างหลัง” ที่จำต้องรับกรรม     

ปรัชญา โต๊ะอิแต
โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา


          สถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และกฎหมายพิเศษอีกหลากหลายฉบับที่ใช้บังคับทับซ้อนกันในดินแดนแห่งนี้ ทำให้มีหลากหลายเรื่องราวที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น กลับกลายเป็นความจริงที่มิอาจปฏิเสธ

          เกือบ 6 ปีของปัญหาไฟใต้ และกว่า 4 ปีของการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เรามีคนที่ต้องสูญสิ้นอิสรภาพเพราะถูกจับกุมในฐานะ “ผู้ต้องหาคดีความมั่นคง” และถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเรือนจำจังหวัดสงขลาถึง 548 ราย (ข้อมูลถึงสิ้นเดือน ส.ค.2552)

          ปัจจุบันเรามีคดีความมั่นคงอยู่ในชั้นศาล 518 คดี พิพากษาแล้ว 175 คดี จำเลย 284 คน ศาลชั้นต้นตัดสินลงโทษ 114 คดี จำเลย 184 คน (คิดเป็นร้อยละ 65) ตัดสินยกฟ้อง 61 คดี จำเลย 100 คน (คิดเป็นร้อยละ 35) แต่ในจำนวนนี้ก็ยังมีบางส่วนที่ถูกคุมขังระหว่างอุทธรณ์และฎีกา (ข้อมูลจากศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ณ สิ้นเดือน พ.ค.2552)

          หากเราละวางความถูกผิดเอาไว้ก่อน แล้วพิจารณาเฉพาะปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นตามมา เนื่องจากคดีความมั่นคงมีการยื่นฟ้องในข้อหาหนัก อาทิ อั้งยี่ ซ่องโจร กบฏแบ่งแยกดินแดน ฯลฯ ทำให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยมักไม่ได้รับการประกันตัวในชั้นสอบสวนและในชั้นศาลระหว่างต่อสู้คดี

          ยิ่งสภาพสังคมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิมมักอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ และผู้ชายคือ “เสาหลัก” ที่หารายได้เลี้ยงครอบครัว จึงน่าคิดไม่น้อยว่าเมื่อผู้ต้องหาคดีความมั่นคงถึง 548 คนต้องหันหลังให้กับอิสรภาพและก้าวเข้าไปอยู่ในเรือนจำแล้ว จะมีครอบครัวที่เป็น “คนข้างหลัง” ของพวกเขาได้รับผลกระทบอีกมากมายขนาดไหน

          คนกลุ่มนี้กลายเป็นคนกลุ่มใหญ่ที่ไม่เคยได้รับการช่วยเหลือเยียวยาใดๆ เพราะถูกมองจากรัฐว่าเป็นครอบครัวของแนวร่วมกลุ่มก่อความไม่สงบ!

          หลายคนคงเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า การมีครอบครัวที่อยู่กันอย่างพร้อมหน้าพ่อ แม่ ลูก คือสิ่งประเสริฐที่สุดในชีวิต แต่สำหรับครอบครัวของผู้ต้องขังคดีความมั่นคงเหล่านี้ สิ่งประเสริฐที่ว่าคงไม่ต่างอะไรกับความฝันลมๆ แล้งๆ เหมือนดั่งครอบครัว “หะยีเตะ” ที่พี่น้องผู้ชายถึง 5 คนต้องถูกจับ ทิ้งภรรยาให้ต้องแบกรับภาระเลี้ยงดูลูกน้อย และรอคอยวันที่สามีของพวกเธอกลับบ้าน...


          อาซีซะ หะยีเตะ ภรรยาของ แวอุเซ็น หะยีเตะ ผู้ต้องหาคดีลอบวางระเบิดที่บ้านเกาะแลหนัง ต.ปากบาง อ.เทพา จ.สงขลา ซึ่งถูกจับกุมเมื่อวันที่ 14 ก.พ.2551 เล่าย้อนถึงวันที่สามีของเธอต้องสิ้นอิสรภาพ

          “วันนั้นพวกเราตกใจกันหมด จู่ๆ ก็มีเจ้าหน้าที่จำนวนมากมาล้อมบ้าน เจ้าหน้าที่แจ้งว่ามีคนบอกว่าสามีของเรามีอาวุธปืน เราก็ไม่รู้นะว่ามีหรือไม่มี แต่พอไปตรวจก็เจอเหมือนกัน เป็นอาวุธปืนที่มีเอกสารครบถ้วนทุกอย่าง และไม่ใช่เป็นของสามี แต่เป็นของพ่อตาซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว อาวุธปืนนั้นไม่เคยมีใครแตะเลย แม่ของสามีอดทนมาก แม่ไม่ร้องไห้เลย แต่สุดท้ายเราก็รู้ว่าแม่แอบไปร้องไห้เพื่อไม่ให้คนในครอบครัวเห็น ส่วนพวกเราวันนั้นเป็นลมกันไปหลายคน” 

          อาซีซะ ซึ่งมีฐานะเป็นแม่เหมือนกัน เพราะมีลูกกับแวอุเซ็น บอกว่า เหตุการณ์วันนั้นลูกๆ ตกใจมาก ถึงขั้นไม่สบายไปเลย กว่าจะดีขึ้นก็เป็นเดือน

          “เราเป็นห่วงลูกมาก ลูกๆ มักเข้ามาถามว่าพ่อไปไหน เมื่อไหร่พ่อจะกลับ พวกเราบางคนบอกว่าไปเรียนบ้าง ไปทำงานต่างจังหวัดบ้าง ของฉันไม่รู้จะบอกอย่างไร เลยบอกว่าไปออกดะวะห์  เรื่องที่เกิดขึ้นทำให้ลูกๆ ไม่อยากไปโรงเรียน เพราะคิดไปเองว่า เดี๋ยวพ่อกลับมาแล้วไม่เจอ นี่ก็ผ่านมาเป็นปีแล้ว เขาก็ยังถามถึงพ่ออยู่ เขาอยากเจอพ่อของเขามาก”

          “ยิ่งลูกคนเล็กมีโอกาสเจอพ่อไม่กี่ครั้ง เพราะตอนถูกจับเพิ่งคลอดใหม่ๆ ตอนนี้พอร้องไห้ขึ้นมายังเรียกหาพ่ออยู่เลย ยิ่งตอนตื่นจากที่นอนจะเรียกบ่อยมาก คนข้างบ้านพอเห็นอย่างนั้นก็แกล้งพูดว่าเรียกไปเถอะ พ่อแกไม่กลับมาแล้ว พ่อแกอยู่ในคุก เรียกไปก็ไม่มีประโยชน์  ลูกก็จะมาถามเราว่าเมื่อไหร่พ่อจะออกจากคุก คนอื่นเขาหยอกกันสนุกปาก แต่เราสิเสียใจมากที่คนอื่นมาพูดกับลูกเราอย่างนั้น” อาอีซะ ระบายความอัดอั้นทั้งน้ำตา

          ขณะที่ ฟาตีเมาะ หะยีเตะ  ภรรยาของ ยาการียา หะยีเตะ ซึ่งถูกจับกุมเมื่อวันที่  13 ก.พ.2549  ก่อนแวอุเซ็น 2 ปี ยังทำใจไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเธอและครอบครัว

          “ฉันไม่คาดคิดมาก่อนว่าเหตุการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้นกับครอบครัวของพวกเรา ก่อนหน้านี้พวกเราอยู่กันอย่างอบอุ่น ไม่เคยมีปัญหาอะไร สามีจะอยู่กับฉันตลอด ทำงาน เลี้ยงกุ้ง เลี้ยงสัตว์ที่บ้าน ไม่รู้จะเอาเวลาไหนไปก่อเหตุตามที่เจ้าหน้าที่กล่าวหา ดังนั้นฉันจึงมั่นใจว่าสามีไม่ได้เป็นคนทำแน่นอน”

          ความสงสัย กังขา และค้างคาใจ ทำให้คำถามมากมายผุดขึ้นมาในสมอง

          “เขาทำผิดอะไรถึงมาจับเขา จู่ๆ ก็มาค้นบ้านแล้วก็จับตัวไป ก่อนหน้านี้ก็ไม่มีทีท่าว่าเจ้าหน้าที่จะสนใจตรวจค้น พวกเขามาครั้งเดียวแล้วก็จับไปเลย พอจับตัวสามีไปแล้วยังมาเอาทรัพย์สินในบ้านไปอีก พอฉันไปเอาของคืนก็ทำท่ารำคาญ ทำเหมือนจะไม่ให้คืน ตอนนี้ก็ยังคืนไม่หมด นี่ก็ผ่านมา 3 ปีแล้วยังไม่ได้เรื่องเลย ฉันรู้สึกโกรธแค้นมากในตอนนั้น แต่ตอนนี้ก็พยายามทำความเข้าใจ แต่ก็อยากฝากถึงเจ้าหน้าที่ว่าเวลาทำงานไม่ควรเหมารวมว่าทุกคนเป็นคนร้าย”

          สิ่งที่ ฟาติเมาะ ต้องเผชิญนอกจากความยากลำบากแล้ว ยังต้องอดทนมากกับคำคนที่คอยค่อนแคะด่าทอ

          “มีบางคนที่ดูถูกเรา สมน้ำหน้าเรา เขาเชื่อว่าสามีเราเป็นคนทำจริงๆ เที่ยวไปพูดว่าสามีเป็นคนไม่ดี ทั้งๆ ที่ศาลยังไม่ได้ตัดสินเลย บางคนก็บอกว่าเรื่องแบบนี้สามีทำ เมียไม่รู้หรอก ฉันเจ็บปวดมาก แต่เพื่อนบ้านบางคนก็ดีนะ เขารู้ เขาเข้าใจ เพราะเขาก็ยังไปมาหาสู่กับเราตลอด เขาไม่เชื่อว่าสามีเป็นคนทำ ก็เลยคอยให้กำลังใจ”

          ชีวิตที่ขาดเสาหลักทำให้ผู้หญิงตัวคนเดียวต้องรับภาระทั้งเลี้ยงดูลูกและหารายได้แทนสามี เป็นสิ่งที่ ฮัสนะ หะยีเตะ สะใภ้อีกคนหนึ่งของครัวครัวนี้ที่สามีของเธอ แวยูโซ๊ะ หะยีเตะ ถูกจับกุมในข้อหาลอบวางระเบิดที่บ้านเกาะแลหนัง เมื่อวันที่ 14 ก.พ.2551 ต้องแบกไว้จนเต็มบ่า

          “ตอนนี้ในครอบครัว นอกจากเรื่องคดีความของสามีแล้ว ยังมีเรื่องการศึกษาของลูกๆ ทำให้ฉันต้องเหนื่อยและหนักใจอยู่ตลอด เพราะลูกๆ ก็โตขึ้นทุกวัน ค่าใช้จ่ายก็เพิ่มขึ้นตาม ลำพังเพียงแค่เราคนเป็นแม่ ทำงานรับจ้างคนเดียวก็เพียงแค่เลี้ยงปากเลี้ยงท้องเท่านั้น บางทีแม่สามีก็มาช่วย แต่ท่านก็แก่มากแล้ว ไหนจะต้องเครียดกับลูกชายที่โดนจับไป ไหนจะต้องรับจ้างทำงานเพื่อเลี้ยงตัวเองอีก ก็รู้สึกสงสารท่าน ถ้าเป็นไปได้อยากให้ท่านได้พักผ่อน ไม่ต้องทำงานอะไรแล้ว เครียดเหมือนกัน ไม่รู้จะหาเงินที่ไหนส่งลูกเรียน”

          ในขณะที่การจ่ายเงินเยียวยาช่วยเหลือโดยภาครัฐให้กับผู้สูญเสียกรณีต่างๆ แทบจะเป็นข่าวรายวันในดินแดนแห่งนี้ แต่สำหรับครอบครัวผู้ต้องขังคดีความมั่นคง รัฐไม่เคยเหลียวแลแม้แต่น้อย

          "ภาครัฐไม่เคยมาเยี่ยมหรือมาสนใจพวกเราเลย เราก็สิ้นหวังกับหน่วยงานรัฐไปแล้ว มีแต่องค์กรภาคประชาสังคมที่พอจะเป็นความหวังอยู่บ้าง เพราะคอยเข้ามาเยี่ยมเยียน ให้การช่วยเหลือ ตอนนี้พวกเราก็คุยกันว่าอยากรวมกลุ่มกันเป็นกลุ่มอาชีพเฉพาะครอบครัวผู้ต้องขัง แล้วผลิตอะไรสักอย่างออกมาขาย แต่ยังขาดการสนับสนุนอยู่ คิดว่าจะคุยกับองค์กรภาคประชาสังคมที่พอจะช่วยเหลือเราได้”

          แม้จะเหน็ดเหนื่อย แต่ภรรยาผู้ต้องขังอย่างพวกเธอก็ยืนยันว่าไม่ท้อ

          “สิ่งที่เตือนสติพวกเราอยู่ตลอดคือศาสนา พวกเราคิดเสมอว่าเหตุการณ์ที่พวกเราเผชิญอยู่เป็นบททดสอบของอัลลอฮ์ เราต้องอดทน เราต้องอยู่ให้ได้ อย่างน้อยก็ยังมีลูกที่คอยเป็นแรงบันดาลใจให้พวกเราให้สู้ต่อไป” ฮัสนะ กล่าว


          ครอบครัว “หะยีเตะ” มีพี่น้องท้องเดียวกันถูกจับในคดีความมั่นคง 4 คน ลูกพี่ลูกน้องอีก 1 คน รวมเป็น 5 คน ได้แก่ แวอุเซ็น  สามีของอาซีซะ อายุ 43 ปี แวยูโซ๊ะ สามีของฮัสนะ อายุ 27 ปี ทั้งคู่ถูกจับวันเดียวกันในข้อหาเดียวกันคือลอบวางระเบิดที่บ้านเกาะแลหนัง

          ส่วนอีก 2 คน คือ ยาการียา อายุ 35 ปี สามีของฟาตีเมาะ โดนข้อหาอั่งยี่ ซ่องโจร ถูกจับเมื่อวันที่ 13 ก.พ.2549 อีกคนหนึ่งคือ มะหะมะ หะยีเตะ อายุ 36 ปี สามีของรอยลา หะยีเตะ ถูกจับเมื่อวันที่ 20 ก.พ.2549 ข้อหาร่วมกันเผายางรถยนต์และพ่นสีตามถนนเพื่อสร้างสถานการณ์

          ทั้ง 4 คนนี้มีแม่คนเดียวกันคือ นางแวสะปิเยาะ หะยีเตะ ส่วนอีก 1 คนคือ นายมะนาเซ  บือราเฮง อายุ 36 ปี สามีของ แวมีเนาะ  บือราเฮง อายุ 37 ปี มีศักดิ์เป็นหลานของ แวสะปิเยาะ และเป็นลูกพี่ลูกน้องกับ 4 พี่น้องตระกูลหะยีเต๊ะ เขาถูกจับในข้อหาอั้งยี่ ซ่องโจร 

          เสาหลักของครอบครัว 5 คนที่ต้องตกเป็นผู้ต้องขัง มีลูกรวมกันถึง 19 คน บวกกับภรรยาอีก 5 คน รวมเป็น 24 ชีวิต เปรียบเสมือน “คนข้างหลัง” ที่ต้องพลอยรับเคราะห์กรรมไปด้วยทั้งๆ ที่ไม่ได้ร่วมรับรู้อะไรเลยแม้แต่น้อย

          เรื่องราวที่เกิดขึ้นกับครอบครัว “หะยีเตะ” เป็นคำถามที่ภาครัฐและสังคมน่าจะกลับมาย้อนคิดว่า กระบวนการยุติธรรมที่มุ่งกวาดจับและคุมขังผู้คนจำนวนมากไว้ในเรือนจำโดยปฏิเสธที่จะปล่อยตัวชั่วคราวทั้งที่เป็นสิทธิของผู้ต้องหาตามรัฐธรรมนูญนั้น แต่ละคดีมีเหตุผลเพียงพอหรือไม่ อย่างไร

          และที่สำคัญรัฐจะเยียวยาช่วยเหลือ “เหยื่อ” ในคดีความมั่นคงที่พวกเขาไม่ได้ก่อ เฉกเช่น 24 ชีวิตของครอบครัว “หะยีเตะ” นี้ได้อย่างไร เพื่อหยุดตอกย้ำความรู้สึกไม่เป็นธรรมที่จะเกาะกินใจไปอีกนานเท่านาน...
 

พิมพ์จาก : http://muslimthai.muslimthaipost.com/main/index.php?page=sub&category=101&id=5057
วันที่ : 11 ธันวาคม 62 17:06:47
สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์ http://www.muslimthaipost.com