หมวดหมู่
หน้าหลัก       ยินดีต้อนรับสู่มุสลิมไทย โพสต์
ค้นหา
หากมีคำค้นหลายตัว สามารถคั่นด้วย comma (,)
หน้าหลัก >> ข่าวกีฬา
พิมพ์หน้านี้  |  ส่งให้เพื่อน
ข่าวล่าสุด เพลงแรพ อิลสลิค จัดแรงๆ โดยศูนย์ประสานงาน ส.จุฬาฯภาคใต้

สำนักข่าวมุสลิมไทย  เสียงอะซาน กับ เพลงแรพของอิลสลิค

ดร.วิสุทธิ์  บิลล่าเต๊ะ: ศูนย์ประสานงานสำนักจุฬาราชมนตรี ประจำภาคใต้
Source: www.skthai.org


              วงดนตรีแรพวงหนึ่งชื่ออิลสลิค เผยแพร่เพลงเกี่ยวกับมุสลิมออกมาเพลงหนึ่ง ซึ่งรับรู้กันในโลกออนไลน์มาตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายน และสร้างความกราดเกรี้ยวขึ้นในหมู่มุสลิมเป็นอย่างมาก เพราะเป็นเพลงที่มีเนื้อหาเชิงดูหมิ่นถิ่นแคลนอิสลามและมุสลิมอย่างรุนแรง เสียงตอบโต้จากกลุ่มมุสลิมจึงเกรี้ยวกราดรุนแรงดุจเดียวกัน

           มีความชัดเจนว่าเนื้อหาของเพลงเปล่งออกมาจากอารมณ์ความรู้สึกที่เต็มไปด้วยอคติต่ออิสลามและมุสลิม

         เป็นอคติที่สะท้อนว่าผู้แต่งไม่เคยได้ทำความเข้าใจต่อวิถีชีวิตมุสลิมเลย จึงได้ตกเป็นเหยื่อของกระแสรังเกียจอิสลาม (Islamophobia) อย่างง่ายดาย

         ขณะเดียวกัน ดูเหมือนว่าการตอบโต้ด้วยอารมณ์โกรธและเต็มไปด้วยความชิงชังจากกลุ่มมุสลิม ก็ไม่ได้ช่วยให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอิสลามปรากฏขึ้นจนเป็นที่ประจักษ์แก่คนทั้งหลายแต่อย่างใด กลับทำให้คลื่นความชิงชังต่อกันและกันยิ่งโหมกระหน่ำมากกว่าเดิมเสียอีก

          เสียงอะซานคือเสียงประกาศเตือนหมู่มุสลิมว่าได้เวลาละหมาดแล้ว

            เมื่อละหมาดถูกกำหนดเป็นศาสนบัญญัติเหนือมุสลิมให้ต้องปฏิบัติวันละ 5 ครั้ง เสียงอะซานจึงดังขึ้นจากมัสยิดวันละ 5 ครั้งเช่นกัน        

            เสียงอะซานที่เป็นปัญหากับวงอิลสลิค คือเสียงอะซานในช่วงเวลารุ่งอรุณ (ซุบห์) ซึ่งอยู่ในช่วงประมาณ      04.40 น. ของทุกคืน พวกเขาเห็นว่านั่นเป็นเวลานอน จึงไม่อยากได้ยินเสียงรบกวน กระทั่งถึงกับเปรียบเปรยเสียงอะซานว่าเป็นดั่งเสียงสุนัขเห่าหอน

            ความจริง หากนักดนตรีเหล่านี้เป็นคนใฝ่รู้ เขาคงจะได้รู้ว่าหนังสือหนังหาทางการแพทย์หลายเล่มระบุว่า เวลารุ่งอรุณเป็นช่วงเวลาที่เราควรตื่นขึ้นมาเคลื่อนไหวร่างกายและสูดอากาศบริสุทธิ์ เพราะการทำเช่นนั้น ในช่วงเวลานั้น จะเป็นประโยชน์สูงสุดต่อปอดของคนเรา หรือแม้จะไม่รับรู้ ไม่เอาใจใส่เรื่องสุขภาพ แต่โดยสามัญสำนึก เราต่างตระหนักกันอยู่ว่าการตื่นเช้าย่อมเป็นกำไรกับชีวิต เป็นช่วงเวลาที่สมองมีความปลอดโปร่ง ทำให้คิดอะไรดี ๆ ได้มากมาย

          เหตุดังนี้ วงอิลสลิคจึงควรขอบคุณต่อเสียงอะซานแห่งรุ่งอรุณ ที่ช่วยปลุกผู้คนให้ตื่น แม้จะไม่ได้ละหมาด แต่การตื่นขึ้นรับแสงลำแรกแห่งรุ่งอรุณ ย่อมมีประโยชน์ทั้งต่อร่างกายและจิตใจของบุคคล เว้นเสียแต่ว่าสมาชิกวงอิลสลิคนี้ไม่เห็นคุณค่าของการตื่นเช้า เพราะอาจนอนดึกจนเป็นนิสัย และตื่นสายจนเคยตัวตามธรรมชาติของผู้ที่อยู่ในแวดวงบันเทิงส่วนใหญ่

           ความจริงอีกอย่างหนึ่งคือ นอกจากนิสัยนอนดึก ตื่นสาย เพราะชีวิตจมปลักอยู่กับการเสพความบันเทิงแล้ว คนเหล่านี้มักเป็นคนที่ห่างไกลจากหลักธรรมคำสอนของศาสนาอีกด้วย

           การดูหมิ่นอิสลามไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะลึกซึ้งกับศาสนาพุทธหรือศาสนาอื่นใด เพราะถ้าหากดำเนินชีวิตตามวิถีพุทธจริง  ก็ต้องตื่นเช้าเช่นกัน และคงใช้ชีวิตอย่างสงบสำรวมมากกว่าที่เป็นอยู่ คนที่ดื่มด่ำกับศาสนาย่อมมีท่วงทำนองการดำเนินชีวิตที่แตกต่างไปจากท่วงทำนองเพลงแรพที่เร่งเร้า กระแทกกระทั้น ยิ่งกว่านั้น ต้องมีแก่นสารในชีวิตมากขึ้น และมีเป้าหมายในชีวิตชัดเจน

        แต่เท่าที่ดู วงอิลสลิคนี้น่าจะเป็นวงที่ไม่มีแก่นสารอะไรมากมาย อาจเป็นเพียงการอุปโลกน์ชื่อขึ้นมาเฉย ๆ ตัวตนของคนแต่งคงไม่มีเป้าหมายของชีวิตที่เป็นความดีงามอะไร นอกจากการหาความสุขไปวัน ๆ ตามประสาคนบันเทิงส่วนใหญ่นั่นเอง

        ศาสนาอิสลามที่วงแรพวงนี้แต่งเพลงหมิ่นหยาม เป็นศาสนาที่สอนให้มนุษย์รู้จักเป้าหมายของชีวิต และสอนวิธีการที่จะนำสู่เป้าหมายนั้นด้วย ทั้งเป้าหมายและวิธีการของอิสลามมีความสอดคล้องกับธรรมชาติของมนุษย์ ทั้งในแง่สรีระ จิตใจ และจิตวิญญาณ ผู้เขียนขอยกตัวอย่างเรื่องการละหมาดเรื่องเดียวมาชี้ให้เห็นถึง    ดุลยภาพที่คนเราจะได้รับ เมื่อปฏิบัติศาสนกิจข้อนี้อย่างเคร่งครัดและเข้าใจจริง

      ถือกันว่าละหมาดคือการเข้าเฝ้าอัลลอฮ์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ผู้ทรงรังสรรค์ชีวิตและสรรพสิ่งทั้งมวล การเชื่อมั่นในพระองค์คือที่มาแห่งวิถีชีวิตที่ผสมผสานระหว่างการใช้สติปัญญากับความศรัทธาต่อมิติเร้นลับอย่างลงตัว

     อย่างวงอิลสลิคหรือดีเจเอฟก่อนหน้านี้ที่เคยพูดถึงอัลลอฮ์ในเชิงหมิ่นแคลนว่า หากพระองค์ดำรงอยู่จริง หรือมีฤทธานุภาพจริง ก็คงจะมาหักคอตนไปแล้ว เพราะตนกำลังสบประมาทพระองค์อยู่นี่ไง คนอย่างนี้นอกจากการเต้นไปตามจังหวะเพลงและจังหวะอารมณ์แล้ว ก็คงไม่เคยได้สัมผัสว่าความสุขทางจิตวิญญาณของคนเรามีความหมายและความสำคัญอย่างไร

     ในโลกที่ผู้คนหมกมุ่นกับวัตถุและความบันเทิง สิ่งที่พวกเขาคิดและเชื่อมักจำกัดอยู่แต่เฉพาะสิ่งที่สามารถสัมผัสรู้เห็นได้ในทันทีทันใดเท่านั้น ขาดความละเอียดลึกซึ้ง และมองอะไรในระยะยาวไม่เป็น          

    คนเหล่านี้จึงมักทุ่มเทกับการเสาะหาความสุขเฉพาะหน้าอันวูบวาบฉาบฉวย ไม่สามารถอดทนรอความสุขในระยะยาวได้ การเพรียกหาเหตุการณ์ที่จะทำให้ตนมองเห็นพระเจ้าได้ในทันที จึงมักเกิดขึ้นจากคนพวกนี้เสมอ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ซึ่งถ้าพวกเขาใช้ความคิดให้ละเอียดถี่ถ้วนมากกว่านี้ ก็ไม่จำเป็นต้องเรียกหาหลักฐานอะไรที่ไกลตัวออกไปเลย เพราะตัวตนของคนเราทุกคนนับเป็นหลักฐานอย่างดีที่บ่งบอกถึงพลังอำนาจอันลึกซึ้ง ยิ่งใหญ่ไร้ขีดจำกัด และเป็นพลังอำนาจที่บันดาลให้เกิดชีวิตและสรรพสิ่งขึ้นมา

     ตัวตนของมนุษย์นับเป็นประดิษฐกรรมอันลึกซึ้ง ละเอียดอ่อน ซับซ้อน และงดงาม เมื่อพินิจ      ประดิษฐกรรมชิ้นนี้ ทั้งในมิติกายภาพและจิตภาพแล้ว ผู้รักในเหตุผลทั้งหลาย ไม่อาจคิดได้ว่านั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นมาโดยความบังเอิญทางธรรมชาติ เพราะความบังเอิญย่อมไม่อาจสรรสร้างสิ่งที่เป็นระบบอันซับซ้อนได้ ไม่นับระบบที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวตนของมนุษย์ เช่น โลกและจักรวาลอันเวิ้งว้างกว้างไกลสุดจินตนาการ ซึ่งทุกภาคส่วนล้วนสัมพันธ์เชื่อมโยงกันอยู่อย่างน่าอัศจรรย์ ตั้งแต่สิ่งที่เล็กที่สุด เช่น อะตอม ไปจนถึงสิ่งที่ใหญ่ที่สุด เช่น ดวงอาทิตย์ ยิ่งเรียนรู้โลกมากขึ้น เราก็จะยิ่งสัมผัสได้ถึงพลังอำนาจที่ควบคุมทุกสรรพสิ่งอยู่ เป็นพลังอำนาจที่มนุษย์เราไม่อาจเล็ดรอดหลบหนีไปไหนได้เลย มีเพียงสิ่งเดียวที่เราสัมผัสได้ว่าเรามีอิสระ คือ เจตนารมณ์ในการดำรงชีวิตของเราเอง


      ทุกคนมีสิทธิที่จะคิด จะฝัน และมีสิทธิที่จะเลือกเฟ้นทางเดินของตนเอง โดยไม่มีอะไรมาบีบบังคับ แม้กระทั่งเมื่อคนส่วนใหญ่เลือกที่จะคิดและเดินไปตามแนวทางของการปฏิเสธพลังอำนาจดังกล่าว โดยเห็นว่าโลกเกิดขึ้นมาด้วยความบังเอิญทางธรรมชาติ ไม่มีอำนาจอะไรมาดลบันดาลทั้งสิ้น ผู้ปฏิเสธเหล่านี้ รวมทั้งวงอิลสลิคเอง ก็ยังสามารถที่จะคงอยู่ บริโภคปัจจัยในการดำรงชีวิต และกระทำการต่าง ๆ อันดูแคลนพลังอำนาจที่รังสรรค์ตนเองขึ้นมาได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนว่าพลังอำนาจนั้นไม่ได้บีบบังคับในเรื่องเจตนารมณ์ แต่เป็นพลังที่เปี่ยมด้วยความเมตตาปรานีต่อสรรพชีวิต การวางบทบัญญัติต่าง ๆ ไว้ เพื่อให้มนุษย์ใช้เป็นวิถีการดำรงชีพ ก็เป็นสิ่งที่บ่งชี้ความเมตตาปรานีดังกล่าว เพราะมีเพียงพระองค์ที่สามารถกำหนดกฎเกณฑ์อันสอดคล้องกับธรรมชาติของมนุษย์และจักรวาลได้ ขณะที่กฎเกณฑ์ที่มนุษย์คิดค้นขึ้น ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่ามีข้อจำกัดและจุดอ่อนมากมาย ตามข้อจำกัดในการคิดของมนุษย์นั่นเอง

      เราจึงรู้จักพระเจ้าได้ด้วยปัญญา ด้วยการรู้จักใช้เหตุผล ด้วยการพินิจสรรพสิ่งที่สามารถสัมผัสได้ และไม่ควรด่วนปฏิเสธพระเจ้า เพียงเพราะเราไม่สามารถใช้ประสาทสัมผัสที่มีไปพิสูจน์พระองค์ได้

ทั้งนี้ โลกเรามีหลายสิ่งหลายอย่างที่เราสัมผัสไม่ได้ แต่เรารู้ว่ามันดำรงชีพอยู่ เช่น

          เชื้อโรคในอากาศ น้ำ และในดิน เชื้อโรคซึ่งเล็กมากจนมองไม่เห็นด้วยตา ดำรงชีพอยู่ได้ด้วยอะไร ?  ทั้งที่มันมีขนาดเล็กเช่นนั้น แต่เหตุใดเราจึงควบคุมมันไม่ได้ ? มนุษย์ที่คิดว่าตนเองยิ่งใหญ่ ตายไปเพราะเชื้อโรคอันเร้นลับนี้กี่คนแล้ว ?

          ในเมื่อเชื่อว่าเชื้อโรคดำรงอยู่ ทั้งที่ไม่เคยเห็น แต่เพราะพิสูจน์ได้จากอาการป่วยของคนเจ็บ แล้วไฉนโลกอันกว้างใหญ่ไพศาล และเต็มไปด้วยระบบอันซับซ้อนลึกซึ้งสุดหยั่งคาด จึงไม่สามารถเป็นบทพิสูจน์ถึงการดำรงอยู่ และพลังอำนาจอันไร้ขอบเขตขององค์พระผู้เป็นเจ้า ?

         อย่าถามอย่างคนปัญญาอ่อนว่า หากพระองค์ดำรงอยู่จริง แล้วทำไมไม่ปรากฏพระองค์ให้เราแลเห็น เพราะถ้าปรากฏพระองค์ให้เราแลเห็นเสียแล้ว เจตนารมณ์เสรีที่ทรงให้ไว้ อีกทั้งสติปัญญาที่     ทรงสร้างให้เป็นเครื่องมือในการคิดหาเหตุผล จะมีประโยชน์อันใดอีก โลกก็ย่อมมีแต่คนดีผู้ศรัทธาในพระองค์  และกลายเป็นคนไม่มีค่า เพราะไม่มีคนชั่วให้เปรียบเทียบ

      ลัทธิบริโภคนิยมทำให้คนเราละเลยการใช้ความคิด วิจารณญาณ แต่กลับกลายเป็นเหยื่อวาทกรรม     วัตถุนิยมได้ง่ายและมีจิตใจหยาบช้าสามานย์ เห็นได้จากสภาพสังคมปัจจุบัน ซึ่งผู้คนหมกมุ่นกับวัตถุและความบันเทิง จนถึงขั้นขาดแคลนคุณธรรมน้ำใจหล่อเลี้ยง ทุกอย่างต้องแข่งขัน และแย่งชิงชัยชนะ จนสังคมเต็มไปด้วยการเอารัดเอาเปรียบ การทรยศหักหลัง ข่มเหงรังแกซึ่งกันและกัน ชัยชนะวัดกันที่วัตถุและกำลัง     จนกลายเป็นสังคมสัตว์ป่าที่ผู้แข็งแรงกว่าพร้อมจะขย้ำผู้อ่อนแอกว่าเป็นเหยื่อ เพื่อความอยู่รอด ความมีหน้ามีตา และตอบสนองตัณหาของตน

     แน่นอนที่สุดในสภาพเช่นว่านี้ ผู้คนจะมีความเครียดสูง แต่กลับไม่มีสิ่งใดให้ยึดเหนี่ยวพึ่งพิงได้อย่างแท้จริง นอกจากหันไปดูหนัง ฟังเพลง ชอปปิ้ง และเฮฮาปาร์ตี้อย่างไร้สาระแก่นสาร อันเป็นสิ่งที่  นักมานุษยวิทยา เช่น เฮอร์เบอร์ต มาคูเซอ เรียกว่า Time out of life หรือ ช่วงเวลาที่แตกต่างของชีวิต ซึ่งเป็นการช่วยเสริมให้ลัทธิบริโภคนิยมยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้น

      การบริโภคที่มุ่งตอบสนองอารมณ์ความต้องการเป็นหลัก ขยายพื้นที่กิเลสตัณหาให้กว้างขวางขึ้น ขณะเดียวกับที่ลดทอนพื้นที่สติปัญญาลงไป เทคโนโลยีที่ช่วยให้สมประสงค์เร็วขึ้น หล่อหลอมให้เกิดวิถีชีวิตอันมีแต่ความเร่งร้อน รวดเร็ว ไม่มีเวลาสำหรับการหาความสงบให้ชีวิต ซึ่งสามารถเห็นได้จากจังหวะดนตรีในปัจจุบันที่สะท้อนจังหวะชีวิตของผู้คนได้เป็นอย่างดี จากความเนิบช้าและละเมียดละไมในอดีต กลายเป็นความเร่าร้อน รุนแรง เกรี้ยวกราด แต่ไร้สาระแก่นสาร มุ่งตอบสนองอารมณ์ความรู้สึกอันขึ้งเครียดให้คลายความเบื่อหน่าย    ลงไป

      จังหวะชีวิตทำนองนี้ย่อมเห็นศาสนาเป็นเรื่องเล็กน้อย ไร้ความสำคัญ เช่นที่อิลสลิคมองอิสลาม สดับเสียง  อะซานเป็นเสียงเห่าหอนของสุนัข และเห็นการละหมาดเป็นสิ่งไร้สาระ  หรือไม่ก็เห็นเป็นเรื่องน่ากลัวไปเลย

      เช่นที่โลกตะวันตก ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดบริโภคนิยมพยายามให้คนทั้งหลายกลัวอิสลาม ทั้ง ๆ ที่อิสลามเพียงแต่เรียกร้องให้ใช้ความคิด สติปัญญา กำกับอารมณ์ความรู้สึก และสร้างวิถีชีวิตที่สมดุลระหว่างความต้องการทางกายภาพกับจิตภาพ โดยมีทวิปัจจัยหนุนนำ คือ ปัญญาและคำวิวรณ์

      ทาสบริโภคนิยมอย่างอิลสลิค ย่อมไม่มีอะไรช่วยให้หลุดพ้นจากความเป็นทาสได้ เพราะจิตใจยึดโยงอยู่กับสิ่งที่อยู่เบื้องต่ำ ถ้าจะก้าวให้พ้นหล่มความเป็นทาส ก็ต้องกู้จิตใจให้สูงขึ้น แต่จิตใจเป็นเรื่องลึกและยากแท้หยั่งถึง ไม่มีอะไรยกให้สูงได้ แม้แต่ความคิดและเหตุผลของมนุษย์ที่มีข้อจำกัดมากมาย

      ด้วยเหตุนี้ มุสลิมจึงอาศัยคำวิวรณ์แห่งพระเจ้ามาเป็นประทีบส่องทางในการยกระดับจิตใจ คำวิวรณ์ดังกล่าวบัญญัติให้การละหมาดเป็นกลไกสำคัญในการขัดเกลาจิตใจ มิให้ตกเป็นทาสความโลภหลงต่าง ๆ การละหมาดคือการมอบกายถวายใจแด่อัลลอฮ์พระผู้เป็นเจ้า ผู้ทรงดำรงพระองค์อยู่เหนือวัตถุและสรรพสิ่งทั้งมวล ไม่ทรงพึ่งพาวัตถุ แต่วัตถุทั้งหลายเกิดขึ้นและดำรงอยู่ได้ด้วยอำนาจแห่งพระองค์ ทรงเป็นองค์รวมของความดีงามทั้งหลาย และทรงเป็นปลายทางแห่งความรัก ความหวัง และความเกรงกลัวพร้อมสรรพ

       การละหมาดทุกวันช่วยให้คุณค่าเหล่านี้ถูกผลิตซ้ำขึ้นในจิตใจของผู้ปฏิบัติทุกวัน ส่งผลให้จิตใจฝักใฝ่ต่อพระเจ้าและความดีงามมากกว่าจะหมกมุ่น ติดยึดอยู่กับวัตถุและความบันเทิงฉาบฉวยทั้งหลาย วิถีอันเกิดจากการละหมาดอย่างตระหนักรู้และเข้าใจ คือวิถีของคนที่มิได้ปฏิเสธวัตถุ หากแต่แสวงหาวัตถุเพื่อใช้มันเป็นเครื่องมือนำสู่ความดีงามตามพระบัญชาของอัลลอฮ์เจ้า เสพความงามและความเริงรมย์พอประมาณ ให้ชีวิตดำรงอยู่อย่างมีสีสันความงามตามสามัญสำนึก ไม่แห้งแล้งแข็งกร้าวจนเกินไปนัก แต่ไม่มีวันนำวัตถุมาเป็นเป้าหมาย และไม่มีทางนำความบันเทิงมาเป็นแก่นแกนหลักของชีวิต

     ในโลกของบริโภคนิยม การผลิตซ้ำค่านิยมเป็นเรื่องจำเป็นยิ่งยวด การผลิตซ้ำนี้กระทำผ่านการโฆษณาสินค้าและบริการต่าง ๆ อย่างเข้มข้นต่อเนื่อง จนสามารถสร้างค่านิยมติดยึดวัตถุได้อย่างแน่นแฟ้น และดูเหมือนจะไม่มีศาสนาใดสามารถต้านทานกระแสบริโภคนิยมนี้ได้ ยกเว้นอิสลาม ซึ่งมีเครื่องมือสำคัญคือการละหมาดนี้เอง เพราะละหมาดเป็นศาสนกิจที่ถูกกำหนดให้ปฏิบัติทุกวัน วันละ 5 ครั้งเป็นอย่างน้อย เสียงอะซานที่เตือนให้ละหมาด จึงเป็นสัญญาณให้เกิดการตื่นตัว เตรียมการสู่ปฏิบัติการผลิตซ้ำคุณค่าแบบอิสลาม เช่นเดียวกับที่เสียงโฆษณาในระบบทุนนิยมตอกย้ำและสร้างความตื่นตัวในหมู่ผู้บริโภคอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ต่างกันเพียงแต่ขณะที่ปฏิบัติการบริโภคนิยมทำลายคุณค่าความเป็นมนุษย์และทำลายสิ่งแวดล้อมจนแหลกยับเยิน 

ปฏิบัติการละหมาด  ช่วยให้ก้าวข้ามความสุขฉาบฉวย เพื่อเดินไปสู่เป้าหมายอันสูงส่งได้ เป็นเป้าหมายที่ดำรงคุณค่าความเป็นมนุษย์ และผลักดันให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างรู้ค่า ทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะเสียงอะซานและความศรัทธาที่ถูกผลิตซ้ำผ่านการละหมาดทุกวันนี่เอง

     ด้วยเหตุนี้ มุสลิมจึงละเลยละหมาดมิได้ มุสลิมคนใดดูดายเรื่องการละหมาด ย่อมไม่อาจถือว่าเป็นมุสลิมที่แท้ เพราะเมื่อไม่มีการผลิตซ้ำศรัทธาต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า คน ๆ นั้นย่อมสมาทานค่านิยมเทิดทูนความสุขทางโลกได้ง่าย ๆ กลายเป็นเหยื่อทุนนิยมที่ดิ้นรนขวนขวายเพียงเพื่อหาความสุขเฉพาะหน้า ละเลยความสุขในปรภพ และจะสูญเสียอัตลักษณ์มุสลิมไปในที่สุด ซึ่งเราก็เห็นกันอยู่กลาดเกลื่อนในปัจจุบัน

     ละหมาดทรงความสำคัญกับมุสลิมดังนี้เอง ศาสนทูตมุฮัมหมัด (ขอความสุขสวัสดิ์จงบังเกิดแก่ท่าน)      ผู้รับคำบัญชามาจากอัลลอฮ์พระผู้เป็นเจ้าจึงได้กล่าวเตือนมุสลิมทั้งหลายเอาไว้ ใจความว่า “ถ้าพวกท่านเห็นมัสยิด หรือได้ยินเสียงอะซานดังจากที่ใด ก็จงอย่าฆ่าใครที่นั่น”

     นั่นเพราะเสียงอะซานและละหมาด บ่งชี้ถึงเสรีภาพในระดับหนึ่ง ซึ่งช่วยให้มุสลิมดำรงอัตลักษณ์ของตนเองไว้ได้ ผ่านระบบการผลิตซ้ำคุณค่าและความศรัทธาต่อพระเจ้าได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่คำสั่งไม่ให้ฆ่าใคร บ่งชี้ว่าเสรีภาพในระดับที่มุสลิมสามารถสร้างมัสยิด ส่งเสียงอะซาน และดำรงไว้ซึ่งการละหมาดได้ ถือเป็นการเพียงพอแล้วที่มุสลิมผู้ซึ่งอาศัยอยู่ที่นั่นจะต้องตระหนักว่าตนเองต้องรักษาไว้ซึ่งสันติภาพและความร่มเย็นในสังคมนั้น

     สังคมไทยเป็นสังคมที่มุสลิมได้ใช้ประโยชน์จากเสรีภาพดังว่ามาช้านาน เพียงแต่การเปิดประเทศโดยไร้ภูมิคุ้มกันทางจิตวิญญาณ ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นสวรรค์แห่งหนึ่งของลัทธิบริโภคนิยม และผลักดันให้คนไทยยิ่งออกห่างจากสัจธรรมของศาสนามากขึ้น

      ผู้เขียนเชื่อว่าอิลสลิคที่ดูหมิ่นอิสลามนั้น เอาเข้าจริงเขาก็คงไม่ได้ศรัทธาต่อพุทธศาสนาหรือศาสนาอะไรทั้งสิ้น เขาเป็นเพียงหนึ่งในเหยื่อของบริโภคนิยมที่น่าสมเพช และควรให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอิสลามแก่เขามากขึ้น ดีกว่าการออกฟัตวากระตุ้นให้คนไปฆ่าแกงเขา โดยที่ตัวเขาไม่เคยรู้ว่าอิสลามคืออะไร

     ยิ่งไปกว่านั้น ต้องยอมรับว่าวิถีชีวิตของมุสลิมบางกลุ่มก็สร้างภาพอันบิดเบี้ยวแก่อิสลามได้เช่นกัน      อิลสลิคเองอาจเคยสัมผัสภาพอันบิดเบี้ยวนั้นมาแล้ว ดังที่เขาระบุในบทเพลงตอนหนึ่งเกี่ยวกับการเอาพี่เอาน้องทำเมีย เรื่องทำนองนี้เขาควรได้รับการชี้แจงให้เข้าใจว่านั่นเป็นเพียงวิถีชีวิตเฉพาะของคนบางกลุ่ม ซึ่งแม้จะได้ชื่อว่าเป็นมุสลิม

      แต่มีปัจจัยหลายอย่างที่ครอบงำความคิดและมีอิทธิพลเหนือศาสนาอิสลาม เช่น เชื้อชาตินิยม เป็นต้น ส่งผลให้แง่มุมชีวิตบางด้านผิดเพี้ยนเบี่ยงเบนไปจากหลักธรรมคำสอนของอิสลาม ซึ่งก็เป็นสภาพเดียวกับที่ศาสนิกชนอื่น ๆ ในสังคมนี้เป็นกัน เมื่อตกอยู่ใต้อิทธิพลของวัตถุนิยมที่สอนให้มองชีวิตอย่างแยกส่วน และปล่อยให้วิถีบริโภคนิยมเข้ามาบงการชีวิต เราจะเห็นศาสนาและการใช้ปัญญาแยกแยะดีชั่วถูกลดทอนบทบาทลงไปเรื่อย ๆ  กระทั่งสังคมเต็มไปด้วยคนที่เบื่อหน่ายความดี หลีกหนีกฎเกณฑ์ แต่พร้อมกระโจนลงสู่กิจกรรมอันสร้างความหฤหรรษ์ทางอารมณ์ได้ทุกเมื่อ เราจึงมีสถานที่ให้คนสมสู่กันอย่างผิดศีลธรรมอยู่      กลาดเกลื่อน มียาเสพติดให้เสพอย่างแพร่หลาย มีหนังเอกซ์หนังอาร์ให้ดูกันอย่างมากมาย และก็มีเพลงหมิ่นศาสนา/ศีลธรรมจรรยาอย่างเพลงของอิลสลิคให้ฟังกันจนชินหู

       เราอาจต้องพบเจอคนแบบอิลสลิคอีกมากในอนาคต ตราบเท่าที่สังคมยังดำเนินไปในแนวทางบริโภคนิยม และผู้คนยังเสพสุขอันฉาบฉวย โดยไม่คิดถึงผลพวงที่จะติดตามมาหลังชั่วโมงแห่งความหฤหรรษ์ผ่านเลยไปเช่นทุกวันนี้ ความกราดเกรี้ยวเอากับผู้ที่ดูหมิ่นอิสลาม โดยไม่มีการชี้แจงทำความเข้าใจ อาจส่งผลในเชิงลบต่อมุสลิมมากกว่าผลดีด้วยซ้ำ เราจึงไม่ควรปล่อยให้อารมณ์โกรธแค้นครอบงำ จนไปตอบโต้ผู้ท้าทายพระเจ้าอย่างขาดเหตุผล เพราะในสภาพการณ์ที่เป็นอยู่ เรามีหน้าที่อธิบายให้คนที่ตลอดชีวิตได้ตกเป็นทาสของ         ลัทธิบริโภคนิยมจนไม่ลืมหูลืมตา ได้ตื่นรู้ขึ้นบ้าง ส่วนการตอบแทนการกระทำอันหยาบช้าของพวกเขา   เป็นเรื่องที่พระองค์จะทรงจัดการเอง

    นั่นเพราะอัลลอฮ์ได้ทรงตรัสเอาไว้ในพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน ซูรอฮ์อัลมุมินูน อายะฮ์ที่ 95 ความว่า “จงตอบโต้ความชั่วร้ายด้วยสิ่งที่ดีกว่า แท้จริงพระเจ้าทรงรู้ดียิ่งว่าพวกเขาได้พรรณนาอะไรเอาไว้” - www.muslimthai.com
 

 
  เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง :-
 
  เนื้อหาที่คุณอาจกำลังค้นหา :-
บทความที่น่าสนใจ
สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์
340 ลาดพร้าว 112 วังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310
โทร 0-2514-0593 แฟ็กซ์ 0-2538-4215 Email : Webmaster@muslimthaipost.com
สารบัญเว็บไซต์ Muslimthaipost.com
SubDomain หน้าหลัก