หมวดหมู่
หน้าหลัก       ยินดีต้อนรับสู่มุสลิมไทย โพสต์
ค้นหา
หากมีคำค้นหลายตัว สามารถคั่นด้วย comma (,)
หน้าหลัก >> เรื่องจริงอยากรู้
พิมพ์หน้านี้  |  ส่งให้เพื่อน
มัสยิดไทย ในป่าพญาอินทรี

'มัสยิดไทย' ในป่าพญาอินทรี

 

อาคารชั้นเดียวสีอิฐริมถนนนอร์ทไซตรัส ในอาซูซาซิตี้ รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ไม่ใกล้ไม่ไกลกับมหานครลอสแอนเจลิส (แอลเอ) หลังนั้น หากมองเลยเข้าไปโดยไม่ได้สนใจอ่านป้ายขนาดใหญ่ด้านหน้า คงไม่มีใครรู้ว่าที่นี่คือ “มัสยิด”


 เพราะอาคารหลังนี้ไม่มี “โดม” และยอดพระจันทร์เสี้ยวกับดวงดาว อันเป็นสัญลักษณ์คุ้นตาของสถาปัตยกรรมแบบอาหรับที่สื่อถึงความเป็นอิสลาม

 ทว่าแม้จะเป็นเพียงอาคารหลังเล็กๆ ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า แต่บรรยากาศภายในก็ดูโล่งตาและโอ่โถงอยู่ในที..
 สิ่งที่สะดุดตาที่สุดเห็นจะเป็นข้อความบนป้ายริมถนนที่เขียนเอาไว้ว่า มัสยิดไทย อัล-ฟาติฮะห์ มัสยิดไทยแห่งแรกในอเมริกา” ซึ่ง อิหม่ามเราะห์มัต โพยม พยกุล สำทับเพิ่มเติมว่า เป็นมัสยิดไทยแห่งเดียวที่อยู่นอกราชอาณาจักรไทยด้วย

 มัสยิดไทยในอเมริกา

 

จากพุทธสู่มุสลิม...

 ความน่าอัศจรรย์ประการแรกที่ได้ยินจาก “อิหม่ามโพยม” ในวัยหลังเกษียณ และทุ่มเทแรงกายแรงใจดูแลมัสยิดแห่งนี้มาเกือบ 20 ปี ก็คือคำบอกเล่าที่ว่า แท้ที่จริงแล้วเขามาจากครอบครัวคนพุทธ และเป็นคนกรุงเทพฯ


 “พ่อกับแม่ผมเป็นพุทธ ผมมีพี่น้อง 6 คน เป็นชาย 3 คน หญิง 3 คน ผมเป็นลูกชายคนสุดท้อง ครอบครัวของผมอยู่ที่สี่พระยา ตอนที่ยังเล็กๆ ก็เรียนหนังสือในโรงเรียนจีนที่สุรวงศ์จนจบชั้น ป.4 จากนั้นก็ย้ายไปเรียนที่โรงเรียนอิสระนุกูลย่านบางรัก และโรงเรียนสันติราษฎร์บำรุงจนจบ ม.8 และเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมเป็นนักบาสเก็ตบอล เคยได้เสื้อสามารถพระราชทานจากในหลวง ปัจจุบันนี้ผมยังเก็บไว้อยู่”

อย่างไรก็ดี อิหม่ามโพยม ไม่ได้จบจากรั้วเหลืองแดง หากชีวิตพลิกผันเพราะน้องสาวชวนให้ไปเรียนต่อที่สหรัฐ ก่อนเหินฟ้าไปต่างแดนได้แต่งงานกับภรรยามุสลิมซึ่งเป็นคนแถวสี่พระยาด้วยกัน แต่การเข้ารับอิสลามของอิหม่ามโพยมไม่ได้เกิดจากการแต่งงานเหมือนคนพุทธที่ต้องเปลี่ยนศาสนาทั่วไป เพราะเขาเข้ารับอิสลามด้วยความศรัทธาตั้งแต่ก่อนหน้านั้นแล้ว

“ผมได้รู้จักกับแฟนมาก่อนหลายปี แฟนเป็นมุสลิม เห็นเขาถือศีลอดแล้วรู้สึกประทับใจ จึงตัดสินใจเข้ารับอิสลาม จากนั้นสามปีถึงให้แม่ไปขอ แล้วก็แต่งงานกัน”

ครอบครัวของอิหม่ามโพยมเป็นครอบครัวเล็กๆ มีด้วยกัน 4 คน คือตัวอิหม่าม ภรรยา และลูกสาว 2 คน ลูกสาวคนโตเกิดในประเทศไทย ส่วนคนเล็กเกิดที่สหรัฐ เมื่อบากบั่นมาตั้งรกรากถึงอเมริกา อิหม่ามโพยมก็ไม่ได้ทิ้งการเรียน แต่ยังศึกษาต่อจนจบถึงปริญญาโทด้านการเงิน และทำงานเหมือนคนอื่นๆ กระทั่งเกษียณออกมาเมื่อ 5 ปีที่แล้ว

 

 

เปิดม่านมัสยิดไทย

 บ้านของอิหม่ามโพยมที่อเมริกากลายเป็นศูนย์กลางของคนไทยมุสลิมในละแวกแอลเอซึ่งมีอยู่ไม่มากนักเมื่อกว่า 20 ปีก่อน


 “พวกเราแม้จะมีจำนวนน้อย แต่ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกคนจะมารวมกันที่บ้านของผม ละหมาดร่วมกัน ลูกหลานมากันเต็มหมด ต่อมาจึงได้พูดคุยกันและคิดว่าทำอย่างนี้ไปตลอดไม่ได้นะ ต้องหาสถานที่สร้างมัสยิด ตอนนั้นมัสยิดยังมีน้อย เวลาจะไปละหมาดวันอีด (วันเฉลิมฉลองในศาสนาอิสลาม) ก็ต้องเดินทางไปถึงศูนย์ใหญ่ที่แอลเอ จึงตกลงใจกันว่าจะต้องสร้างมัสยิดให้ได้”

 แต่การจะมีมัสยิดได้ต้องใช้เงินทุนทั้งสำหรับซื้อที่ดินและก่อสร้าง อิหม่ามโพยมจึงรับเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงกลับไประดมทุนที่เมืองไทย เดินสายปราศรัยขอการสนับสนุนตามมัสยิดต่างๆ และได้รับความช่วยเหลือจากอิหม่ามชื่อดังหลายท่าน เช่น อิหม่ามยาซีน อิหม่ามชาฟีอี นภากร เป็นต้น

 “เราก็เผยแพร่ข่าวสารว่าจะสร้างมัสยิดไทยแห่งแรกในอเมริกา คนก็รู้มากขึ้น จัดระดมทุนทั้งที่ประเทศไทยและที่อเมริกา ตอนนั้นมุสลิมไทยที่อเมริกามีมาประมาณ 200 คน มาจากต่างรัฐก็มี เราไม่ได้หาชุมชนเพื่อสร้างมัสยิด แต่เราสร้างมัสยิดเพื่อให้ชุมชนมา”

 ในที่สุด “มัสยิดไทย อัล-ฟาติฮะห์” ก็สำเร็จเสร็จสิ้น และทำหน้าที่เป็น “บ้านของพระเจ้า” ตามคติความเชื่อของอิสลามมานานปี ส่วนการประกาศตัวว่าเป็น “มัสยิดไทย” ก็เพื่อความภาคภูมิใจในความเป็นไทย หาใช่การขีดกรอบว่าเป็นมัสยิดของคนไทยเพียงชาติเดียวแต่อย่างใดไม่

 “การที่เราแสดงอัตลักษณ์ว่าเป็นมัสยิดไทยไม่ได้หมายความว่าต้อนรับแต่มุสลิมไทยเท่านั้น เพราะมัสยิดแห่งนี้มีพี่น้องมุสลิมจากทุกชาติทุกภาษามาละหมาดและประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ถือเป็นความภาคภูมิใจของพวกเราอย่างมาก เพราะปกติแล้วชาวไทยมุสลิมในต่างแดนต้องไปละหมาดที่มัสยิดของมุสลิมชาติอื่น และเท่าที่ทราบไม่มีมัสยิดของมุสลิมไทยเลยแม้แต่แห่งเดียวไม่ว่าจะในอเมริกาหรือประเทศไหนๆ ในโลก”

 

 

ความหมายที่มากกว่ามัสยิด

 อาคารสีอิฐแม้จะดูเล็กจากภายนอก แต่เมื่อผ่านเข้าไปด้านในกลับพบว่ามีหลายห้อง แน่นอนว่าห้องใหญ่ที่สุดคือห้องละหมาด มีบัลลังก์สำหรับอ่านคุตบะห์ (คำสอนของศาสดา) และห้องขนาดย่อมสำหรับสุภาพสตรี นอกจากนั้นยังมีห้องพักสำหรับผู้เดินทาง และหมู่คณะที่เดินทางมาจากประเทศไทย


 แต่ที่แปลกกว่ามัสยิดทั่วไปก็คือ ห้องด้านขวามือมองจากทางเข้าด้านหน้า เป็นห้องที่ประดับพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มีภาพและหนังสือเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจต่างๆ รวมถึงสมุดลงนามถวายพระพรในวโรกาสมหามงคล

“ผมต้องการอนุรักษ์ความเป็นไทย อยากให้โลกรู้จักประเทศไทยและรู้จักในหลวงของเรา” อิหม่ามโพยมให้เหตุผล
 มัสยิดแห่งนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เฉพาะสำหรับปฏิบัติศาสนกิจ แต่ยังช่วยเหลือดูแลชุมชนคนไทยทั้งในสหรัฐและคนไทยจากประเทศไทย ครั้งหนึ่งเคยมีทีมฟุตบอลไทยมาพัก ขณะที่อีกครั้งหนึ่งก็ออกหน้าช่วยคนไทยผู้ตกทุกข์ได้ยาก

 “เราเป็นมัสยิดที่จดทะเบียนถูกต้อง หลายปีมาแล้วเคยมีการบุกทลายโรงงานเถื่อนที่ใช้แรงงานผิดกฎหมายในลักษณะแรงงานทาส ซึ่งในกลุ่มแรงงานที่ได้รับความช่วยเหลือมีคนไทยอยู่ด้วยจำนวนหนึ่ง ปรากฏว่าทางสถานกงสุลติดต่อมา เพราะช่วยประกันตัวให้ไม่ได้ เนื่องจากไม่มีที่อยู่รองรับ จึงขอให้เราช่วย เพราะสมาคมต่างๆ ในสหรัฐต้องจดทะเบียนอย่างถูกต้องเท่านั้นถึงจะประกันตัวผู้ต้องหาได้”

“ตอนนั้นจำได้ว่ามีคนไทยรอรับความช่วยเหลืออยู่ถึง 16 คน เราก็ไปประกันให้ทั้งๆ ที่ทุกคนไม่ใช่มุสลิม แล้วก็ให้พักอยู่ในมัสยิด ดูแลเรื่องอาหารการกิน ต่อสู้ทางกฎหมาย จนกระทั่งคดีจบ”

 

 

อิหม่ามเราะห์มัต โพยม พยกุล

ป่าเถื่อนในแดนศิวิไลซ์

 อายุอานามของ “มัสยิดไทย อัล-ฟาติฮะห์” ต้องบอกว่าผ่านร้อนผ่านหนาวบนแผ่นดินอเมริกามาพอสมควร โดยเฉพาะช่วงหลังเหตุการณ์ 911 หรือการก่อวินาศกรรมครั้งมโหฬารที่สหรัฐตกเป็นเป้าหมาย ทั้งอาคารเวิลด์เทรด เซ็นเตอร์ และอาคารเพนตากอน (สำนักงานใหญ่กระทรวงกลาโหมสหรัฐ) เมื่อวันที่ 11 กันยายน ค.ศ.2001 (พ.ศ.2544) หรือเมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้ว ซึ่งทำให้อเมริกันชนส่วนใหญ่มองมุสลิมทุกผู้ทุกนามเป็น “ผู้ร้าย” และ “ศัตรู”

 “เราถูกรุกรานเยอะ ถูกกดดัน ถูกมือมืดใช้ปืนลูกซองยิง ถูกขว้างของเข้ามา ถึงขั้นบุกเข้ามาทุบกระจกมัสยิดก็ยังมี บางทีก็มีคนมาจอดรถขวางคนที่จะเข้า-ออกเพื่อทำศาสนกิจ ที่เบาหน่อยก็ตะโกนด่า เรียกเราว่าโอซามา บิน ลาเดน”

“ครั้งหนึ่งมีพวกคริสต์คลั่งศาสนาเกณฑ์คนมาแจกใบปลิวด้านหน้ามัสยิดเราเลย บอกว่าพระเยซูช่วยให้รอดจากไฟนรกได้ พูดตรงๆ คือมาหยาม มาสร้างความไม่พอใจ หวังจะให้เราตอบโต้ แต่เราไม่เคยตอบโต้ เรารู้ดีว่าฝั่งตรงข้ามมีคนถือกล้องรอถ่ายรูปเราอยู่ ถ้าเราตอบโต้ก็เข้าทางเขา ฉะนั้นเราไม่สนใจและไม่ตอบโต้ เวลาผ่านไปแม้เหตุการณ์ร้ายๆ จะน้อยลงเยอะ แต่ก็ยังมีอยู่บ้างประปราย” อิหม่ามโพยมเล่าความจริงบางด้านจากประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็น “แดนศิวิไลซ์”

 

 

ปัญหาชาติคือ “ขาดรัก”

 จากก่อการร้ายสากลมาถึงปัญหาก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย แม้อิหม่ามโพยมจะออกตัวว่าไม่ใช่มุสลิมสายเลือดมลายูจากดินแดนปลายสุดด้ามขวาน แต่เขาก็ทำกิจกรรมร่วมกับพี่น้องและองค์กรต่างๆ ในพื้นที่ไม่น้อย


 โดยเฉพาะการพาเด็กฮาฟิซ (เด็กที่เรียนท่องจำอัลกุรอาน) จากชายแดนใต้ปีละ 2 คนไปเปิดโลกทัศน์ที่มัสยิดไทย อัล-ฟาติฮะห์ สหรัฐอเมริกา ทำให้อิหม่ามโพยมมีมุมมองต่อปัญหาภาคใต้อย่างแหลมคม “ผมว่าภาคใต้ของเรามีปัญหาหลักๆ อยู่ 4 ข้อ คือ 1.ความด้อยพัฒนา ทำให้ประชาชนขาดแคลนรายได้ในการยังชีพ คนต้องมีอาชีพ จะได้มีรายได้ และไม่หมกมุ่น ไม่ถูกล้างสมอง เมื่อเศรษฐกิจไม่ดีทำให้กระทบหลายอย่าง เช่น เด็กไม่ได้ไปโรงเรียน ถูกนำพาไปที่อื่น เป็นต้น”


 “2.เป็นผลจากข้อหนึ่ง คือปัญหาด้านการศึกษา 3.ยังมีความเหลื่อมล้ำต่ำสูงเรื่องบริการสาธารณะของรัฐที่ให้กับมุสลิม บางรายยังถูกกลั่นแกล้งจากเจ้าหน้าที่ และ 4.เหตุการณ์กรือเซะ ตากใบ มีคนฝังใจเยอะ รัฐบาลต้องทำให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้พวกก่อการร้ายหรือมีเจตนาไม่ดีนำไปเป็นเงื่อนไขเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง”

 “ส่วนเรื่องการแบ่งแยกดินแดน ผมไม่เห็นด้วย จะเอาอะไรกัน เดี๋ยวก็ฆ่ากันเองอีก ฉะนั้นให้แก้ 4 ข้อที่บอกไปน่าจะดีกว่า ถ้าคนให้เกียรติซึ่งกันและกันก็จะไม่มีปัญหา เมื่อก่อนวัดกับหลังคามัสยิดเกยกันยังอยู่กันมาได้ ฉะนั้นความต่างทางศาสนาไม่ใช่สาเหตุ”

 อิหม่ามโพยม มองว่า รากเหง้าของปัญหาภาคใต้สะท้อนปัญหาใหญ่ของประเทศไทยด้วย นั่นคือภาวะของการ “ขาดความรัก” ทั้งรักซึ่งกันและกัน และรักบ้านเมือง

 “ผู้บริหารประเทศไม่ได้รักประเทศอย่างแท้จริง ทรัพยากรธรรมชาติบ้านเรามีเยอะมาก ขนาดโกงไปแล้ว ขายไปบ้างแล้วก็ยังไม่หมด แต่ประเทศเรากลับไม่เจริญเสียทีก็เพราะเราขาดความรัก ทั้งๆ ที่ศักยภาพของประเทศเราเป็นอันดับหนึ่งในอาเซียนได้ พวกที่สร้างความยุ่งเหยิงให้บ้านเมืองถือว่าไม่มีความรักต่อประเทศ ทำให้บ้านเมืองอลหม่าน เช่นเดียวกับทางใต้ ไปฆ่าคนบริสุทธิ์ ถือว่าไม่มีความรักเหมือนกัน ถึงได้รวมตัวกันย่ำยีประเทศจนถอยหลังลงคลองขนาดนี้”

 

 

แม้ตัวจากไปให้ชื่อ “ไทย” ยังอยู่

 “มัสยิดไทย อัล-ฟาติฮะห์” ทำหน้าที่อย่างซื่อตรงมาเนิ่นนานท่ามกลางชุมชนมุสลิมที่ใหญ่โตขึ้น กระทั่งปัจจุบันที่ทางเริ่มจะคับแคบ หลายๆ ครั้งมีคนมาละหมาดเป็นร้อยจนล้นออกไปด้านนอก ทำให้อิหม่ามโพยมตั้งใจระดมทุนสร้างมัสยิดแห่งใหม่ ซึ่งอาจเป็นความพยายามครั้งสุดท้ายในชีวิตของเขา


 “วันหนึ่งผมอาจจะต้องจากไป แต่สิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงไม่ได้คือป้ายด้านหน้ามัสยิดที่บอกว่าเป็นมัสยิดของคนไทย” 
 การระดมทุนสร้างมัสยิดแห่งใหม่ในฐานะที่เป็น “มัสยิดไทย” โดยไม่ได้ไปเร่ขอเงินใคร เป็นเรื่องยากไม่ต่างจากการรักษามัสยิดแห่งนี้ให้ดำรงอยู่

 “หลายคนที่เคยมาที่นี่ เขาถามว่ามัสยิดนี้อยู่ได้อย่างไร ผมบอกได้เลยว่ามัสยิดของเราอยู่ได้เพราะไม่มีค่าใช้จ่าย ผมทำเองหมดตั้งแต่ล้างส้วมจนถึงซ่อมหลังคา การสร้างมัสยิดแห่งใหม่ก็เหมือนกัน เราไม่ขอใคร แต่รับบริจาค เพราะอยากสร้างด้วยศรัทธาอย่างแท้จริง”

 “ผมมีอาคารพาณิชย์ 4 ชั้น 3 คูหา อยู่ที่ถนนพัฒนาการ ผมตัดสินใจขายตึกนี้เพื่อนำรายได้มาเป็นเงินก้นถุงส่วนหนึ่งในการสร้างมัสยิด เราไม่ต้องไปแบมือขอ คุณซื้อตึกนี้ก็ได้บุญและได้ตึกไปด้วย”

 อิหม่ามโพยม บอกว่า มัสยิดแห่งใหม่ต้องใช้เงินทุนในการก่อสร้างถึง 22 ล้านบาท เพราะตัวอาคารจะประกอบไปด้วยโรงเรียน สถานที่ละหมาด และอุปกรณ์ที่จำเป็นอื่นๆ  แม้ยากแต่เขาก็จะพยายามต่อไป และถึงไม่เคยได้รับการเหลียวแลจากรัฐบาลหรือหน่วยงานราชการของไทย แต่กระนั้นเขาก็คาดหวังว่าสักวันหนึ่งรัฐบาลไทยจะมีความตระหนักและใช้ประโยชน์จาก “มัสยิดอัล-ฟาติฮะห์” ให้สมกับเป็นมัสยิดไทยแห่งแรกและแห่งเดียวในต่างแดน

 “ผมอยากให้รัฐบาลไทยตระหนักว่านี่เป็นมัสยิดของเขานะ อยากให้จุฬาราชมนตรีมองเห็นความสำคัญ อาจจะส่งอิหม่ามจากประเทศไทยเดินทางมาที่นี่ หรือมาทำหน้าที่ที่นี่บ้าง เหมือนมาดูงาน จะได้แบ่งเบาภาระผม และเป็นสายใยเชื่อมถึงกัน เมื่อผมตายไปแล้วจะได้มีอิหม่ามดีๆ มาทำหน้าที่ประจำมัสยิดที่ยูเอสเอ”

 เป็นคำฝากสุดท้ายของอิหม่ามจากแดนไกล ณ มัสยิดไทยในอเมริกา...

 
  เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง :-
 
  เนื้อหาที่คุณอาจกำลังค้นหา :-
บทความที่น่าสนใจ
สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์
340 ลาดพร้าว 112 วังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310
โทร 0-2514-0593 แฟ็กซ์ 0-2538-4215 Email : Webmaster@muslimthaipost.com

Warning: include(../../main/globalsitemap.php): failed to open stream: No such file or directory in /home/muslimpo/public_html/muslimthai/main/index.php on line 194

Warning: include(): Failed opening '../../main/globalsitemap.php' for inclusion (include_path='.:/usr/lib/php:/usr/local/lib/php') in /home/muslimpo/public_html/muslimthai/main/index.php on line 194