หมวดหมู่
หน้าหลัก       ยินดีต้อนรับสู่มุสลิมไทย โพสต์
ค้นหา
หากมีคำค้นหลายตัว สามารถคั่นด้วย comma (,)
หน้าหลัก >> M Movement
พิมพ์หน้านี้  |  ส่งให้เพื่อน
คำต่อคำ ผู้ประกอบการฮัจย์ เครียด! โดนจัดฉาก มัดมือ ยัดเยียดมติจ่าย 50,000บาท ทำฮัจย์ปีนี้

สำนักข่าวมุสลิมไทย คำต่อคำ ผู้ประกอบการฮัจย์ เครียด! โดนจัดฉาก มัดมือ ยัดเยียดมติจ่าย 50,000บาท ทำฮัจย์ปีนี้

        รมว.วัฒนธรรม + กรมการศาสนา เบี้ยวผู้ประกอบกิจการฮัจย์ในการแก้ปัญหาฮัจย์ของพี่น้องมุสลิมในประเทศไทย จัดฉาก สมรู้ร่วมคิดกับผู้ประกอบกิจการฮัจย์มาชนกัน

        ฮัจย์ไทยล้าหลังเมื่อเทียบกัมพูชา เขมร ฟิลิปปินส์และจีน ทั้งๆประเทศเหล่ามีชนมุสลิมอาศัยเป็นชนส่วนน้อย  เพราะวิสัยทัศน์ผู้บริหาร สับสนในการปฏิบัติหน้าที่

        ทุกฝ่ายมองกิจการฮัจย์แอบแฝงผลประโยชน์ ข้าราชการบางกระทรวงไม่กล้าดำเนินการ กลัวถูกกล่าวหาว่า มีอามิสสินจ้าง

        แหล่งข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2554 ณ อาคารรัฐสภา 2 ห้อง 209 ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ( ฯพณฯ นิพิฎฐ์  อินทรสมบัติ ) ในฐานะประธานกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์แห่งประเทศไทย ได้นัดประชุมคณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์แห่งประเทศไทย เพื่อรับฟังเหตุผลตัวแทนผู้ประกอบกิจการฮัจย์

 ผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหมด

       โดยสมาคมผู้ประกอบกิจการฮัจย์ภาคใต้ และภาคกลาง จำนวน 5 ท่าน ซึ่งการประชุมมีคณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์ฯมาประชุมครบจากตัวแทนกระทรวงต่างๆ ประกอบด้วย

- ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ในฐานะประธานในที่ประชุม 
- ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม 
- อดีบดีกรมการศาสนา ในฐานะ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมฯ 
- รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ( ท่านภานุ  อุทัยรัตน์ ) เลขาธิการ ศอ.บต. 
- ท่านกงสุลใหญ่ ประเทศไทย ประจำเมืองเจดดาห์ 
- ผู้ทรงคุณวุฒิ  และตัวแทนทุกกระทรวง ทบวง กรม ของคณะกรรมการฯ

     ส่วนฝ่ายผู้ประกอบกิจการฮัจย์ ประกอบด้วย
- นายกสมาคมผู้ประกอบกิจการฮัจย์ภาคใต้ 
- อุปนายกสมาคมฯใต้
- เลขาธิการสมาคมฯใต้ 
- อุปนายกสมาคมฯภาคกลาง
- และเลขาธิการสมาคมฯภาคกลาง

นายกฯมอบหมาย 15 มีค. เคลีย 3 ปมปัญหาใหญ่

    เมื่อได้เวลา 14.40 น. ประธานในที่ประชุมได้เปิดประชุมตามระเบียบวาระ และเมื่อถึงระเบียบวาระเพื่อพิจารณา รับฟังเหตุผลฝ่ายผู้ประกอบกิจการฮัจย์ ในเรื่องที่เกี่ยวกับการแก้ปัญหาฮัจย์ของพี่น้องมุสลิมในประเทศไทย ในเรื่องดังนี้ 

  1.การลงทะเบียนผู้แสวงบุญ ประจำปี 2554 ที่จะต้องใช้เงินค่าค้ำประกันการเดินทาง ท่านละ 50,000 บาท ให้กับกรมการศาสนา
  2. การเช่าที่พักในเทศกาลฮัจย์  ประจำปี 2554
  3. การขนส่งโดยสารผู้แสวงบุญชาวไทยมุสลิม ประจำปี 2554

       แหล่งข่าวรายงานว่า ใน 3 เรื่องดังกล่าวข้างต้น เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2554 ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ได้ประชุมหารือระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และได้บัญชามีข้อสรุปเบื้องต้นดังนี้

1. เรื่อง การเช่าที่พักสำหรับผู้แสวงบุญ ประจำปี 2554 ให้เป็นหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศ โดย ท่านกงสุลใหญ่ หรือ กงสุลฝ่ายกิจการฮัจย์
2. เรื่อง ลงทะเบียนผู้แสวงบุญ ประจำปี 2554 จะต้องใช้เงิน หรือ ไม่ใช้เงินจำนวนเท่าไร ให้เป็นไปตามมติของที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์ ฯ ในวันที่ 15 มีนาคม 2554 ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้นัดไว้
3. เรื่อง การขนส่งผู้แสวงบุญชาวไทยมุสลิม ประจำปี 2554 ให้เป็นความรับผิดชอบของ สายการบิน การบินไทย อย่างเดียว

     แต่เมื่อการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์แห่งประเทศ ในวันที่ 15 มีนาคม 2554 ณ อาคารรัฐสภา 2 เวลา 14.40-17.50 น กลับมามีการจัดฉากให้ผู้ประกอบกิจการฮัจย์มาชนกันและที่ประชุมมักจะมองว่า การดำเนินการที่เกี่ยวกับกิจการฮัจย์ทั้งหมดมีเรื่องที่ไม่โปร่งใสและสิ่งสกปรกมาปะปนกัน  ในส่วนระเบียบวาระที่เกี่ยวข้องกับตัวแทนผู้ประกอบกิจการฮัจย์ภาคใต้ 

     เมื่อได้เวลาทางประธานในที่ประชุม ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้อนุญาตให้ตัวแทนผู้ประกอบกิจการฮัจย์นำเสนอเหตุผลให้คณะกรรมการส่งเสริมฯพิจารณา ทางนายอิบรอเหม  อาดำ นายกสมาคมผู้ประกอบกิจการฮัจย์ภาคใต้ ได้นำเสนอข้อมูลเหตุผลต่างๆ และตัวแทนผู้ประกอบกิจการฮัจย์ที่เข้าร่วมประชุมมีการเสริมเหตุผลในทุกประเด็นพอสรุปดังนี้

  1. ทำไมท่านจุฬาราชมนตรี ไม่ได้เดินทางเป็นผู้นำคณะเจรจากับประเทศซาอุดีอาราเบีย ทั้งๆที่ท่านจุฬาราชมนตรี ตั้งใจจะเดินทางไปเพื่อเป็นการแก้ปัญหาในกิจการฮัจย์ของประเทศไทย และทำไมท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ไม่ได้เดินทางไปเองเพราะท่านเคยรับข้อเสนอและถ้าเป็นความตั้งใจของผู้ประกอบกิจการฮัจย์ ท่านยินดีจะเดินทางไปเอง

    มีคำตอบและคำพูดในที่ประชุม  สำหรับท่านจุฬาราชมนตรี เนื่องจากท่านมีตำแหน่งเป็นผู้นำสูงสุดทางศาสนาอิสลาม การไปเจรจาเกี่ยวกับฮัจย์ มิใช่เป็นการประชุมของผู้นำทางศาสนา  ท่านจุฬาราชมนตรีเป็นผู้เสมือนกับผ้าขาวไม่อยากให้ท่านไปปนเปื้อน และท่านรัฐมนตรีฯไม่อยากให้ทางซาอุดีอาราเบียมาตำหนิ ด่าว่า  ( ข้อสังเกตทำไมหลายๆฝ่ายมักจะมองว่าฮัจย์เป็นสิ่งที่ปนเปื้อนกับสิ่งที่ไม่ดีไม่งาม ) ในอดีตมีบุคคลในตำแหน่งรัฐมนตรีไปเจรจา เสนอแนะเกี่ยวกับกิจการฮัจย์ให้กับทางประเทศซาอุดีอาราเบีย

  2. ส่วนเงินค่าค้ำประกันการเดินทาง ในขณะนี้ถ้ามองถึงความจำเป็นเพื่อแก้ปัญหาบัญชีรายชื่อที่ไม่จริงไม่มีความหมาย เพราะยอดบัญชีรายชื่อผู้แสวงบุญกับยอดโควตาที่ได้รับการจัดสรรจากประเทศซาอุดีอาราเบียต่างกันมาก และการนำเงินค่าค้ำประกันในการเดินทางมาใช้ในการลงทะเบียน ยิ่งจะทำให้ผู้ประกอบกิจการฮัจย์เพิ่มรายชื่อไม่จริงเป็นจำนวนมากเพื่อต้องการได้ประโยชน์จากยอดตัดเปอร์เซ็นต์ที่เท่าๆกันทุกบริษัท ทางที่ดีทางกรมการศาสนาดำเนินการจัดการกับผู้ประกอบกิจการฮัจย์ที่ลงทะเบียนรายชื่อไม่จริงมากกว่า

  3. ยอดบัญชีรายชื่อและสำเนาหนังสือเดินทาง ที่ทางสมาคมผู้ประกอบกิจการฮัจย์ภาคใต้และภาคกลาง รวบรวมเบื้องต้น ณ วันที่ 12 มีนาคม 2554 มีจำนวน 20,666 คน ถ้าจะสมมุติฐานในจำนวนที่น่าจะเป็นจริงประมาณ 18,000-19,000 คน

      ในขณะที่จำนวนโควตาที่ได้รับการจัดสรรจากประเทศซาอุดีอาราเบีย จำนวน 13,000 คน ดังนั้นถ้าผู้แสวงบุญลงทะเบียน 13,000 คน กรมการศาสนาจะมีเงินฝากในบัญชี  650 ล้านบาท


เมื่อวันพุธ ที่  2 มีนาคม 2554 เวลา 10.45 น. 11.50 น. ณ สำนักจุฬาราชมนตรี

      แต่เนื่องจากผู้ที่จะเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ที่จะลงทะเบียนประมาณ 18,000-19,000 คน เงินในบัญชีกรมการศาสนา  เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 950 ล้านบาท เกือบ 1,000,000,000  บาท หนึ่งพันล้านบาท   ถามว่าทำไมกรมการศาสนา อาศัยมติของคณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์ฯ อยากจะได้เงินของชาวบ้านเหลือเกิน

    ทั้งที่รู้ว่าผู้ที่ลงทะเบียนทั้งหมดกับเงินคนละ 50,000 บาท ไม่สามารถที่จะมีรายชื่ออยู่ในจำนวนโควตาทั้งหมด ทำไมไม่คิดเพื่อให้หลักประกันกับผู้ที่ชำระเงินทุกรายบาง ซึ่งจะเป็นชนวนให้แซะห์ ( ผู้นำกลุ่ม ) หรือ ผู้ประกอบการฯจะทะเลาะกับชาวบ้านที่พวกเขาได้เก็บเงินมาคนละ 50,000 บาท แต่ไม่สามารถที่จะให้รายชื่อของชาวบ้านจัดอยู่ในโควตา กรมการศาสนา คณะกรรมการฯไม่ต้องรับผิดชอบอะไรทั้งสิ้น

    พวกเราจะต้องค่อยตอบคำถามให้สังคมและจะต้องเป็นจำเลยต่อสังคม ทำไมกรมการศาสนาไม่คิดรูปแบบอื่น ด้วยวิธีการหารือกับผู้ประกอบการฯในทิศทางที่จะเป็นไปได้ ถ้าไม่ใช่ผลประโยชน์อันมหาศาล เขาจะเรียกว่าอะไร  สาธารณชนจะต้องรับรู้ว่า การออกระเบียบ กฎเกณฑ์เพื่อสร้างความเดือดร้อนระหว่างหน่วยงานของราชการกับนิติบุคคลของภาคประชาชน

    ดังนั้น ผู้ประกอบการกิจการฮัจย์ จำนวน 43 ราย ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง และศาลได้นัดไต่ส่วน เพื่อเบิกความให้ถ้อยคำต่อศาลปกครองกลาง ในวันที่ 18 มีนาคม 2554 เวลา 14.00 น.


ภาพการประชุม เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2554

 กระบวนการสมคบคิด ให้ผู้ประกอบการชนกัน

      ส่วนผู้ประกอบกิจการฮัจย์ ที่เป็นฝ่ายสนับสนุนของคณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์ฯและกรมการศาสนา ซึ่งสมรู้ร่วมคิดจากประธานในที่ประชุม ได้พูดถึงการสนับสนุนว่า

     "ขณะนี้ทางผู้ประกอบกิจการฮัจย์ได้เก็บเงินจากชาวบ้านหมดแล้ว ถ้าไม่ลงทะเบียนกับกรมการศาสนา แสดงว่า ต้องการจะเก็บเงินใช้ไปในทางอื่นๆ"

      และกล่าวนายกสมาคมฯภาคใต้ ในฐานะประธานคณะกรรมการอิสลามจังหวัดสตูล ว่า

      "ประธานอิสลาม คนสตูลเลือกมาได้อย่างไร คนสตูลน่าจะปลดประธานอิสลามคนนี้"  เอาสมองส่วนไหนมาคิด  หลังจากพูดแล้วเดินหนีออกจากห้องประชุม โดยร้ายมารยาทไม่มีกาลเทศะ ในลักษณะดูถูกพี่น้องมุสลิมสตูล บังอาจมาสอนคนสตูล

      ประธานคณะกรรมการอิสลามจังหวัดสตูล ได้พูดให้ประธานที่ประชุม ว่า ท่านประธานคนนี้ เป็นอย่างงี้ทุกที พูดเสร็จหนีออกจากห้องประชุม

      ท่านประธานในที่ประชุม เข้าใจว่า เป็นคนสตูลด้วยกัน ประธานอิสลามสตูลตอบว่า ไม่ใช่ มันเป็นคนปัตตานี 

      ประธานฯให้คนแบบนี้เข้าที่ประชุมได้อย่างไร ? ไหนตกลงว่าให้ตัวแทนผู้ประกอบกิจการฮัจย์ ในนามสมาคมฯ เดิมทีจะอนุญาตเพียง 4 คน แต่ทางสมาคมฯต่อรองให้เป็น 5 คน ผมมาทั้งหมด 5 คน ตามกติกา

      และคนนี้มันโผล่ในที่ประชุมได้อย่างไร ? ประธานในที่ประชุม ตอบไม่ได้และไม่กล้าตอบ แสดงว่า สมรู้ร่วมคิดต้องการที่จะเบี้ยวผู้ประกอบกิจการฮัจย์ทั่วประเทศ และไม่สนใจที่จะแก้ปัญหา พยายามที่จะให้ผู้ประกอบกิจการฮัจย์เดือดร้อน

      ผู้ประกอบกิจการฮัจย์ อภิปรายสนับสนุนกรมการศาสนา ก็ไม่รู้เรื่องกฎหมาย ที่พูดว่า ผมกลัว ผมเก็บเงินจากชาวบ้านแล้วคนละ 50,000 บาท กลังชาวบ้านจะแจ้งความดำเนินคดี โดยไม่สำนึกว่า การเก็บเงินจากผู้ที่จะประสงค์เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ เป็นหน้าที่ของบริษัท ไม่ใช่เก็บแค่ 50,000 บาท แต่จะต้องเก็บให้ครบตามจำนวนราคาที่ตกลง อาทิ 150,000 บาท  เมื่อคุณเก็บครบแล้ว คุณไม่นำพาเขาไปประกอพิธีฮัจย์ นั้นแหละเขาจะได้แจ้งความคุณ ในข้อหา หลอกลวง ไม่ดำเนินการตามที่ตกลง ไม่รู้เรื่องแล้วไปพูดทำไม แต่ถ้าคุณนำเงินของชาวบ้านคนละ 50,000 บาท แล้ว คุณไม่ทำให้รายชื่อของพวกเขาอยู่ในโควตา คุณและแซะห์คุณ และทุกบริษัท แซะห์ ทุกคนเดือดร้อนทั้งประเทศ นี่หรือผลงานของคุณ ที่จะเอาหน้าสนับสนุนกรมการศาสนา ที่ลืมว่า ตัวเองจะต้องตกเป็นจำเลยของสังคม

  แหล่งข่าวรายงานว่า สุดท้ายแล้ว มติของคณะกรรมการส่งเสริมฯ มีมติเหมือนเดิม

    กรมการศาสนาเดินหน้าต้องการเงินของชาวบ้านอยู่ดี ยิ่งลงทะเบียนเป็นจำนวนมากเท่าไร จำนวนเงินจะได้เข้าบัญชีของกรมการศาสนามากเท่านั้น นี่คือ ผลงานชิ้นโบว์แดงของกิจการฮัจย์ไทย  ทุกฝ่ายจะมองเห็นว่า กิจการฮัจย์จะต้องปนเปื้อนกับสิ่งไม่โปร่งใส สิ่งสกปรก แต่เราผู้ประกอบกิจการฮัจยืและแซะห์ (ผู้นำกลุ่ม ) เราถือว่า เป็นงานที่มีเกียรติเจริญรอยทางของท่านนบีมูหัมหมัดและบรรดาซอหะบะฮ์  มีบางที่ไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของกรมการศาสนา แต่กรมการศาสนาไม่กล้าจัดการ ไม่กล้าลงโทษให้ถึงที่สุด สุดท้ายออกระเบียบ กฎเกณฑ์ให้อื่นที่ไม่ได้ทำความผิดเดือดร้อนไปทั่วประเทศไทย

  กิจการฮัจย์ไทย เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ ลาว  เขมร กัมพูชา  ฟิลิปปินส์ และจีน ทั้งๆประเทศเหล่านี้มีมุสลิมเป็นชนกลุ่มน้อย แต่ผู้บริหารของประเทศเขา จัดโครงสร้างการบริหารจัดการเกี่ยวกับกิจการฮัจย์ของพี่น้องมุสลิมโดย ท่านอะมีรุ้ลฮัจย์ มีอำนาจในการตัดสินใจและการดำเนินการกิจการฮัจย์  ดำเนินการกิจการฮัจย์ในมิติที่แสดงถึง การส่งเสริมกิจการฮัจย์ของพี่น้องมุสลิมให้นานาชาติรับรู้ สร้างมิติให้รู้จักกับพี่น้องมุสลิมทั่วโลกที่ได้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ในแต่ละปีให้ได้รู้จักเพื่อสร้างความสัมพันธ์ทางด่านขนบธรรมเนียม ประเพณีและการค้าระหว่างประเทศ

   ประเทศไทยเรามีผู้คนในประเทศบ่นกันว่า ทำไมปัญหาฮัจย์ของไทยมีปัญหาทุกปี รัฐบาลเขาสนใจที่จะแก้ปัญหาหรือไม่ หรือมอบให้กรมการศาสนาสร้างปัญหากันทุกปี ทะเลาะกับผู้ประกอบกิจการฮัจย์ แค่คิดจะลงทะเบียนผู้ที่จะเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ โดยไม่ต้องใช้ผลประโยชน์จากเงินทอง คิดไม่เป็น ถ้ามีประโยชน์คิดเป็น นี่คือ ธาตุแท้ของผู้บริหารเกี่ยวกับกิจการฮัจย์ไทย
                                                       -------------------------------------------------
  
 

 
  เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง :-
 
  เนื้อหาที่คุณอาจกำลังค้นหา :-
บทความที่น่าสนใจ
สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์
340 ลาดพร้าว 112 วังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310
โทร 0-2514-0593 แฟ็กซ์ 0-2538-4215 Email : Webmaster@muslimthaipost.com
สารบัญเว็บไซต์ Muslimthaipost.com
SubDomain หน้าหลัก