หมวดหมู่
หน้าหลัก       ยินดีต้อนรับสู่มุสลิมไทย โพสต์
ค้นหา
หากมีคำค้นหลายตัว สามารถคั่นด้วย comma (,)
หน้าหลัก >> M Movement
พิมพ์หน้านี้  |  ส่งให้เพื่อน
ผู้ประกอบกิจการฮัจย์ไม่เอากรมการศาสนา หันมาพึ่งสำนักจุฬาฯ เครดิตดีกว่าในสายตาซาอุดี้

กิจการฮัจย์ของพี่น้องมุสลิมไทยผู้ประกอบกิจการฮัจย์ไม่เอากรมการศาสนา
หันมาพึ่งสำนักจุฬาราชมนตรี เครดิตดีกว่าในสายตาประเทศซาอุดีอาราเบีย

        เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2554 ณ โรงแรมโฆษิต หาดใหญ่ มีการประชุมของผู้ประกอบกิจการฮัจย์ร่วมถึงผู้นำกลุ่ม (แซะห์ ) ประมาณ 250 คน ซึ่งอยู่ห่างกับโรงแรมพีบี แกรนด์ ทาว์เวอร์ ที่ทางกรมการศาสนา จะจัดประชุมผู้ประกอบกิจการฮัจย์ทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 26-27 กุมภาพันธ์ 2554 ประมาณ 400 เมตร ในการจัดประชุมที่โรงแรมโฆษิต เพื่อจะแสดงออกคัดค้านมติของคณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2554 ที่ได้มีมติให้ลงทะเบียนผู้แสวงบุญ ประจำปี 2554  พร้อมชำระเงินให้กรมการศาสนาคนละ 50,000 บาท ภายในระยะเวลา 1 เดือน ทางผู้นำกลุ่ม ( แซะห์ ) และผู้ประกอบกิจการฮัจย์ จะต้องหาเงินให้กรมการศาสนา เป็นจำนวนเงิน 650 ล้าน โดยทางกรมการศาสนา ไม่คำนึงถึงความเดือดร้อน ความลำบากของผู้ปฏิบัติงาน และเมื่อชาวบ้านที่จะเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ ได้ชำระเงินแล้วคนละ 50,000 บาท ไม่มีหลักประกันที่จะยืนยันว่า บุคคลผู้นั้น จะมีรายชื่อในจำนวนโควต้าที่ถูกจัดสรร  ฝ่ายกรมการศาสนา ไม่สนใจที่แก้ปัญหาด้วยวิธีอื่น อาทิ การเตรียมคณะบุคคลเพื่อไปต่อรองจำนวนโควต้ากับประเทศซาอุดีอาราเบีย  ฯพณฯจุฬาราชมนตรี มีความตั้งใจจะเดินทางไปเป็นคณะตัวแทนรัฐบาลไทย ทางกรมการศาสนายังไม่เห็นความสำคัญในความตั้งใจของท่าน 

        สาเหตุทั้งปวงมาจาก มาตรา 11 ( 1 ) , ( 2 ) แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมกิจการฮัจย์ ที่ให้อำนาจแก่คณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์ฯ ในการที่จะกำหนดระเบียบ ข้อบังคับ เงื่อนไข หรือมาตรการใดๆในการควบคุมกิจการ ในวรรคต่อมา ระเบียบ ข้อบังคับ เงื่อนไข หรือมาตรการตาม ( 2 ) เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษา แล้วให้ใช้บังคับได้ และสามารถลงโทษผู้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามฯ ตามมาตรา 17 ทั้งนั้น ปัจจุบันผู้ประกอบกิจการฮัจย์กำลังคัดค้านกับกรมการศาสนาในภารกิจต่างๆตามกฎหมาย ผ่านศาลปกครอง ที่ถุกอำนาจรัฐรังแกและมีมติที่ขัดกับกฎหมายที่ตนเองกำหนด อาทิ การไปเช่าบ้านพัก ทำไมกรมการศาสนาจะขอมอบอำนาจจากผู้ประกอบกิจการฮัจย์ หรือ การไปวางมัดจำ หรือ สำรองที่นั่งเครื่องบิน จะต้องขอให้ผู้ประกอบกิจการฮัจย์มอบอำนาจหรือยินยอมให้อธิบดีกรมการศาสนา ทั้งหมดทั้งปวงถ้าผู้ประกอบกกิจการฮัจย์ไม่มอบอำนาจให้กับทางกรมการศาสนาไม่มีอำนาจในการที่จะดำเนินการแทน แถมยังทำหนังสือยินยอมเพื่อมัดตัวผู้ประกอบกิจการฮัจย์ ทั้งหมดนี้เป็นเพราะกลุ่มข้าราชการบางหน่วยงานคิดจะปกครองประชาชน โดยไม่ให้เกียรติประชาชนผู้มีหน้าที่นำพาผู้แสวงบุญชาวไทย ซึ่งพี่น้องมุสลิมที่อาศัยอยู่ในประเทศประเทศไทย ถึงแม้ว่าเขาเป็นกลุ่มน้อย แต่เขาเป็นคนส่วนใหญ่ในภูมิภาคภาคใต้ตอนล่าง สิ่งเหล่านี้รัฐน่าจะเข้าใจในความรู้สึก นึกคิดของพวกเขาบาง   ทั้งๆมติของคณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์ฯไปขัดกับระเบียบของคณะกรรมการส่งเสริมฯ ว่าด้วย การควบคุมกิจการการรับจัดบริการขนส่งในกิจการฮัจย์ ข้อ 14 ผู้รับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบกิจการการรับจัดบริการขนส่งในกิจการฮัจย์จะต้องจัดหาอาหารและที่พักที่เหมาะสม ปลอดภัย และสะดวกต่อการคมนาคมและการปฏิบัติศาสนกิจให้แก่ผู้ไปประกอบพิธีฮัจย์ตั้งแต่เดินทางจากภูมิลำเนาจนกว่าจะเดินทางกลับภูมิลำเนา ( ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นกฎหมายที่บังคับใช้แล้ว )   ทั้งๆในอดีตที่ผ่านมา ก่อนปี พ.ศ.2552 การลงทะเบียนผู้แสวงบุญของพี่น้องมุสลิมไม่มีการเงินมาเกี่ยวข้อง แต่พอหลังๆหลายฝ่ายมองเห็นผลประโยชน์จำนวนมหาศาลนี้ 

        เมื่อปีที่ผ่านมา ( ปี 2553 ) ทางกรมการศาสนา ได้เสนอผ่านคณะกรรมการส่งเสริมฯและมีมติไม่ให้ลงทะเบียนเพิ่มเติม ทั้งๆที่จำนวนโควตาผู้แสวงบุญยังคงเหลือ ทำให้เกิดปัญหาการออกวีซ่าในระบบ ( ของกรมการศาสนา ) และนอกระบบ ( โดยผู้ประกอบกิจการฮัจย์พยายามเอง ) 

        และตลอดระยเวลาที่ผ่านมา จะมีการให้ร้าย ภาพลักษณ์ ภาพพจน์ที่ไม่ดีกับผู้ประกอบกิจการฮัจย์และผู้นำกลุ่ม (แซะห์ ) เป็นบุคคลที่หากินกับผู้ที่จะไปแสวงบุญ  หลอกลวงชาวบ้าน  แสวงหาประโยชน์จากชาวบ้าน  จนสังคมมองบุคคลเหล่านี้ในภาพที่ลบมากๆ  โดยที่ไม่ได้คำนึงถึงว่า ภารกิจของแซะห์หนักหนาขนาดไหน เริ่มตั้งแต่จะต้องดูแลพี่น้อง ชาวบ้านไปทำหนังสือเดินทาง นำชาวบ้านไปอบรม ไปฉีดวัคซีน ให้ความร่วมมือกับหน่วยงานราชการทุกหน่วยงาน  เมื่อจะเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ ญาติๆพี่น้องมอบความไว้ใจ ที่จะต้องดูแลตลอดระยะเวลาของการไปประกอบพิธีฮัจย์ ทั้งสถานที่พักอาศัย อาหารการกิน  เจ็บไข้ไม่สบายจะต้องนำส่งโรงพยาบาลของหน่วยพยาบาลไทยและโรงพยาบาลของรัฐ ประเทศซาอุดีอาราเบีย จะต้องดำเนินการหาฮุจญาตให้พบเมื่อพลัดหลง ทุกอย่าง ทุกเรื่องเมื่อรับความไว้วางใจจากญาติพี่น้องของฮุจญาตจะต้องดูแลเขา ดุจดังญาติพี่น้อง บางรายยิ่งกว่าญาติพี่น้อง และทางหน่วยงานราชการบุคคลที่เกี่ยวข้อง ผู้หลักผู้ใหญ่ในประเทศนี้ เคยมองถึงความสำคัญในหน้าที่ความรับผิดชอบของพวกเขาหรือไม่ การที่เขาจะได้รับค่าตอบแทนเล็กๆน้อยๆหลังจากบริการ ดูแลฮุจญาตแล้ว พวกเขาทำผิดตรงไหน เขาไปหลอกชาวบ้านเมื่อไร เพราะสิ่งเหล่านี้พิสูจน์ได้จากความรู้สึกของผู้ที่ไปแสวงบุญส่วนใหญ่

        บรรดาแซะห์ ( ผู้นำกลุ่ม  ) เหล่านี้เป็นบุคคลที่มีความสำคัญ เพราะเขาได้นำพาพี่น้องมุสลิมในประเทศไทยไปประกอบพิธีฮัจย์ ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลที่มีความตั้งใจจะกลับเนื้อ กลับตัวจากการประพฤติที่ไม่ดีที่ผ่านมา ในปีหนึ่งๆเป็นจำนวนเท่าไร และบุคคลที่เขาได้ไปประกอบพิธีฮัจย์มาแล้ว พวกเขาพร้อมที่จะกลับมาเป็นคนดีของสังคม เป็นครอบครัวตัวอย่างโดยนำคุณค่า ปรัชญาของการทำฮัจย์มาบูรณาการในการดำเนินชีวิต ถามว่า รัฐบาลได้มองความสำคัญเหล่านี้หรือไม่ ทางหน่วยงานราชการได้ช่วยเหลือพวกเขาอะไรบ้าง ถ้ามีก็บัตรประจำตัวผู้นำกลุ่มแผ่นเล็กๆที่บ่งบอกว่า พวกเขาได้ผ่านการอบรมเป็นผู้นำกลุ่มตามระเบียบของคณะกรรมการส่งเสริม ฯ แถมยังไปกำหนดอายุของผู้นำกลุ่ม (แซะห์ ) ว่าจะต้องไม่เกิน 60 ปี ทั้งๆบางท่านเป็นผู้อาวุโส ผู้ที่มีความรู้ ประสบการณ์ที่จะเป็นผู้แนะนำฮุจญาต โดยไม่คำนึงถึงว่า แซะห์ ( ผู้นำกลุ่ม ) บางท่านยังมีสุขภาพแข็งแรง และถ้ามีผู้ประกอบกิจการฮัจย์บางราย แซะห์บางราย ประพฤติตัวไม่ถูกต้องไม่เป็นตามที่กฎหมายกำหนด ทำไมกรมการศาสนาและคณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์ไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายให้ถึงที่สุด  ดังนั้นในที่ประชุมของผู้ประกอบกิจการฮัจย์และผู้นำกลุ่ม เมื่อวันที่ 25-27 กุมภาพันธ์ 2554 ณ โรงแรมโฆษิต หาดใหญ่ ได้สรุปข้อคัดค้านและเรียกร้องดังนี้.-

        1. ให้โยกย้ายข้าราชการระดับหัวหน้าฝ่ายประสานงานกิจการอิสลาม กองศาสนูปถัมภ์ กรมการศาสนา คือ นายอนุชา  หะระหนี ไม่ต้องมาเกี่ยวข้องกับกิจการฮัจย์อีกต่อไป เพราะเป็นผู้ที่สรุปปัญหากิจการฮัจย์ ร่างกฎเกณฑ์ หลักเกณฑ์ต่างๆเพื่อเสนอที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมฯ ใบสมัครผู้แสวงบุญ หนังสือมอบอำนาจทั่วไป  หนังสือยินยอม  และให้มีมติที่แปลกๆ ที่ขัดกับกฎหมายแม่บท และทำให้ผู้นำกลุ่มและผู้ประกอบกิจการฮัจย์เดือดร้อนในการปฏิบัติหน้าที่

        2. มีการลงนามสัตยาบัน ไม่ลงทะเบียนออนไลน์ของกรมการศาสนา ระหว่างวันที่ 16-25 มีนาคม 2554

        3. คัดค้านมติคณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์ฯ ให้ใช้เงินเป็นการค้ำประกันการเดินทางคนละ 50,000 บาท เพราะไม่มีหลักประกันว่า ผู้ชำระเงินทุกท่านจะมีสิทธิ์อยู่ในโควต้าของผู้แสวงบุญประจำปี 2554

        4. การบริหารจัดการของกรมการศาสนา ในยุคนี้ เกี่ยวกับกิจการฮัจย์ทำให้ผู้คนมองผู้นำกลุ่มและผู้ประกอบกกิจการฮัจย์ในภาพลักษณ์ที่ไม่ดีและไม่ให้เกียรติในจิตอาสาของผู้นำกลุ่มและผู้ประกอบกิจการฮัจย์ที่ทำหน้าที่ช่วยเหลือประเทศชาติ และนำพี่น้องมุสลิมตัวแทนของประเทศไทยไปประกอบพิธีฮัจย์ในฐานะแขกอันมีเกียรติของพระเจ้า

        5. กรมการศาสนา ไม่ให้ความสำคัญในความตั้งใจของท่านจุฬาราชมนตรี ซึ่งอาสาจะเป็นคณะบุคคลตัวแทนรัฐบาลไทยที่จะเดินทางไปเจรจากับหน่วยงานต่างๆของประเทศซาอุดีอาราเบีย เพื่อเตรียมการเทศกาลฮัจย์ ประจำปี 2554

        6. ผู้ประกอบกิจการฮัจย์ มีมติเอกฉันท์จะยุติการดำเนินการในกิจการฮัจย์ ในปี 2554 กับกรมการศาสนา และจะร้องทุกข์เพื่อดำเนินการกิจการฮัจย์ในปีนี้กับสำนักจุฬาราชมนตรี ด้วยการสนับสนุนของสถานทูตซาอุดีอาราเบีย ประจำประเทศไทย

        7. ผู้ประกอบกิจการฮัจย์ จำนวน 50 ราย ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อให้ไต่สวน พิจารณาในการคุ้มครองมติของคณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์ฯ ในวันจันทร์  ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2554  ที่ศาลปกครอง กรุงเทพฯ

        8. ผู้ประกอบกิจการฮัจย์  ผู้นำกลุ่ม (แซะห์ ) และผู้ที่ประสงค์จะเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ จะนัดชุมนุมใหญ่ที่กรุงเทพฯ ในเดือนมีนาคม 2554
-----------------

 
  เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง :-
 
  เนื้อหาที่คุณอาจกำลังค้นหา :-
บทความที่น่าสนใจ
สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์
340 ลาดพร้าว 112 วังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310
โทร 0-2514-0593 แฟ็กซ์ 0-2538-4215 Email : Webmaster@muslimthaipost.com

Warning: include(../../main/globalsitemap.php): failed to open stream: No such file or directory in /home/muslimpo/public_html/muslimthai/main/index.php on line 194

Warning: include(): Failed opening '../../main/globalsitemap.php' for inclusion (include_path='.:/usr/lib/php:/usr/local/lib/php') in /home/muslimpo/public_html/muslimthai/main/index.php on line 194