หมวดหมู่
หน้าหลัก       ยินดีต้อนรับสู่มุสลิมไทย โพสต์
ค้นหา
หากมีคำค้นหลายตัว สามารถคั่นด้วย comma (,)
หน้าหลัก >> M Southern
พิมพ์หน้านี้  |  ส่งให้เพื่อน
ระเบิดยะลา คาร์บอมบ์ ถึงโชเล่ย์บึ้ม.สัญญาณอันตรายไฟใต้ช่วงรอมฎอน

จาก“คาร์บอมบ์”ถึง“โชเล่ย์บึ้ม”...สัญญาณอันตรายไฟใต้ช่วงรอมฎอน     
สุเมธ ปานเพชร
โต๊ะข่าวภาคใต้  สถาบันอิศรา


          สถานการณ์ความไม่สงบในช่วงเดือนรอมฎอนของพี่น้องมุสลิมในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 22 ส.ค.เป็นมา ปรากฏว่าเกิดเหตุการณ์รุนแรงรูปแบบต่างๆ ถี่ยิบเหนือความคาดหมาย

          แม้ช่วงรอมฎอนจะมี “คลื่นความรุนแรง” และสถิติการก่อเหตุร้ายสูงขึ้นอยู่แล้วในแต่ละปี แต่ปีนี้ดูจะหนักเป็นพิเศษ...

          โดยเฉพาะเหตุการณ์ลอบวางระเบิดที่กระจายไปทั้งสามจังหวัดในห้วง 10 กว่าวันที่ผ่านมา เกิดขึ้นไปแล้วทั้งสิ้น 9 เหตุการณ์ แบ่งเป็นการลอบวางระเบิดแบบ “คาร์บอมบ์” (ที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าพยายามให้สื่อมวลชนเรียก บอมบ์ อิน คาร์) 2 ครั้ง คือเมื่อวันที่ 25 ส.ค.ที่ข้างร้านอาหารสวนกล้วย ในเขตเทศบาลเมืองนราธิวาส มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 42 ราย โดยคนร้ายใช้ระเบิดน้ำหนักมากถึง 50 กิโลกรัม บรรทุกไว้ในรถกระบะแล้วจุดชนวน

          อีกครั้งเพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนเมื่อวันที่ 4 ก.ย.ที่ผ่านมานี้เอง คือคาร์บอมบ์ที่บริเวณสี่แยกธนาคารนครหลวงไทย ย่านการค้าใจกลางเมืองยะลา แรงระเบิดทำให้ ตชด.พลีชีพ 1 นาย คือ ส.ต.ต.จตุพงษ์ หลามจันทรทึก และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 12 คน

          นอกจากคาร์บอมบ์แล้ว ก็ยังมี "มอเตอร์ไซค์บอมบ์" เกิดขึ้นอีก 3 เหตุการณ์ คือเมื่อวันที่ 1 ก.ย.2552 ที่ริมถนนสายกรงปินัง-สะเอ๊ะ ท้องที่หมู่ 3 บ้านกาดูโด๊ะ อ.กรงปินัง จ.ยะลา ขณะกำลังทหารหน่วยเฉพาะกิจยะลา 13 ขับรถผ่าน โชคดีไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ

          จากนั้นเมื่อวันที่ 2 ก.ย. เกิดเหตุมอเตอร์ไซค์บอมบ์ดักสังหารตำรวจชุดคุ้มครองครูของ สภ.กาบัง อ.กาบัง จ.ยะลา บนถนนสายมะนังดามา-บาละ ท้องที่บ้านบาซาตาแป หมู่ 8 ต.กาบัง แรงระเบิดทำให้รถตำรวจเสียหาย แต่ไม่มีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บเช่นกัน เพราะรถที่ใช้เป็นรถกันกระสุน


          อีกครั้งคือเมื่อวันที่ 3 ก.ย. แต่คราวนี้เป็น "รถจักรยานยนต์แบบพ่วงข้าง" หรือที่ในพื้นที่เรียกกันติดปากว่า “รถโชเล่ย์” คนร้ายนำระเบิดแสวงเครื่องบรรจุในถังแก๊สวางไว้ในรถพ่วงข้างนำไปจอดในย่านชุมชน ใกล้กับร้านขายอาหารตามสั่งภายในซอย 6 ถนนนาเกลือ ต.บานา อ.เมืองปัตตานี ก่อนจุดชนวนระเบิดทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บกว่า 30 ราย

          ก่อนเกิด “โชเล่ย์บอมบ์” คนร้ายยังทำ “ไปป์บอมบ์” หรือระเบิดที่บรรจุในท่อประปาตัดท่อน ซึ่งเป็นระเบิดเสียง ไปวางไว้ในร้านขายของชำใกล้ๆ กัน เพื่อล่อเจ้าหน้าที่ให้เข้าตรวจจุดเกิดเหตุ ก่อนจุดชนวน “โชเล่ย์บอมบ์” ซึ่งเป็นระเบิดที่หวังผลของจริงอีกด้วย

          นอกจาก "คาร์บอมบ์" กับ "มอเตอร์ไซค์บอมบ์" ยังมีเหตุลอบวางระเบิดในรูปแบบอื่นๆ โดยเฉพาะระเบิดฝังดินหรือวางไว้ตามริมถนนซึ่งกลุ่มก่อความไม่สงบถนัดมาก เกิดขึ้นในช่วงเดือนรอมฎอนปีนี้อีก 4 เหตุการณ์ คือเมื่อวันที่ 22 ส.ค. คนร้ายลอบวางระเบิดดักสังหารทหารพราน บนถนนสายปะแต–บาละ ท้องที่บ้านลือเน็ง หมู่ 2 ต.ปะแต อ.ยะหา จ.ยะลา ทำให้ทหารพรานได้รับบาดเจ็บ 2 นาย

          เวลาห่างกันประมาณ 1 ชั่วโมงในวันเดียวกัน ยังเกิดเหตุระเบิดดักสังหารรถกระบะของอาสาสมัครรักษาดินแดน (อส.) ประจำ อ.ยะหา จ.ยะลา บนถนนสายบ้านตันหยง–บ้านเตียง ท้องที่หมู่ 6 ต.บาโร๊ะ อ.ยะหา ทำให้ อส.เสียชีวิต 3 นาย บาดเจ็บอีก 4 นาย โดยที่ อ.ยะหา เป็นหนึ่งในสองอำเภอที่เพิ่งยกเลิกการใช้มาตรการเคอร์ฟิว (ห้ามออกนอกเคหะสถานในเวลาที่กำหนด) ด้วย

          ต่อมาวันที่ 1 ก.ย. เกิดเหตุระเบิดอีกจุดหนึ่งบนถนนสายสะเอ๊ะใน-ห้วยกระทิง ท้องที่หมู่ 4 ต.สะเอ๊ะ อ.กรงปินัง จ.ยะลา ขณะที่ชุดลาดตระเวนจากหน่วยเฉพาะกิจยะลา 13 กำลังขับรถหุ้มเกราะออกลาดตระเวน แรงระเบิดทำให้รถหุ้มเกราะเสียหาย แต่กำลังพลปลอดภัย

          และเมื่อเร็วๆ นี้เองคือเหตุระเบิดเมื่อวันที่ 3 ก.ย. ที่ริมทางหลวงหมายเลข 42 ปัตตานี–นราธิวาส ท้องที่หมู่ 2 บ้านกูแบบาเดาะ ต.ตะบิ้ง อ.สายบุรี จ.ปัตตานี เป็นระเบิดแบบกระตุกโดยผูกเส้นเอ็นไว้กับกระเป๋าสตางค์ที่ใส่แบงก์ปลอมหลอกเอาไว้ เมื่อหยิบกระเป๋าสตางค์ก็ตูมทันที แรงระเบิดทำให้มีผู้บาดเจ็บ 1 ราย เป็นคนงานของแขวงการทางสายบุรี จ.ปัตตานี

          แหล่งข่าวระดับสูงจากชุดเก็บกู้ทำลายล้างวัตถุระเบิดในพื้นที่ (ชุดอีโอดี) เผยว่า ในรอบ 10 กว่าวันที่ผ่านมา เกิดเหตุลอบวางระเบิดขึ้นหลายครั้ง และเป็นระเบิดที่มีขนาดใหญ่ มีอานุภาพทำลายล้างสูง ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก โดยเฉพาะระเบิดคาร์บอมบ์ ซึ่งมักจะพุ่งเป้าไปยังพื้นที่ชุมชนหรือย่านที่มีเจ้าหน้าที่และประชาชนอยู่กันเป็นจำนวนมาก เพื่อหวังผลทางจิตวิทยาและสร้างข่าวให้โด่งดัง อย่างเช่นกรณี "คาร์บอมบ์" ที่หน้าร้านอาหารสวนกล้วยใน จ.นราธิวาส และ "โชเล่ย์บอมบ์" หน้าร้านอาหารตามสั่งตอนเที่ยงวันกลางเมืองปัตตานี

          “หากพิจารณาเฉพาะระเบิดที่คนร้ายใช้ ยังถือว่าเป็นรูปแบบเดิมๆ อย่างที่เคยทำ แต่วิธีการต่างหากที่เปลี่ยนไป โดยค่อนข้างจะมีความรัดกุมและซับซ้อนมากยิ่งขึ้น อย่างระเบิดในพื้นที่ อ.สายบุรี เมื่อวันที่ 3 ก.ย. ซึ่งคนร้ายนำระเบิดแสวงเครื่องไปวางไว้ที่โคนต้นมะพร้าว และผูกเส้นเอ็นขนาดเล็กจากตัวจุดระเบิดไปยังกระเป๋าสตางค์ที่มีแบงก์ปลอมใส่เอาไว้ นั่นก็เป็นวิธีการใหม่ที่ไม่เคยพบมาก่อน”

          “ส่วนการเคลื่อนย้ายระเบิดเข้าไปในพื้นที่ชุมชนก็พบวิธีการที่น่าสนใจ อย่างเช่นระเบิดหน้าร้านอาหารตามสั่งกลางเมืองปัตตานี คนร้ายใช้รถโชเล่ย์เป็นพาหนะบรรทุกระเบิด โดยทำทีเหมือนเป็นพ่อค้าแม่ค้าที่ขับรถลักษณะนี้ในย่านการค้าอยู่แล้ว ทำให้ไม่ใครผิดสังเกต และสามารถเคลื่อนย้ายระเบิดขนาดใหญ่เข้าไปในย่านชุมชนได้สำเร็จ” แหล่งข่าว ระบุ


          อีกประเด็นหนึ่งนอกจากวิธีการที่เปลี่ยนไป คือรูปแบบการจุดชนวนระเบิดที่ 2 กรณีหลังกลางเมืองปัตตานี (โชเล่ย์บอมบ์) และยะลา (คาร์บอมบ์) ปรากฏว่าคนร้ายใช้ "วิทยุสื่อสาร" เป็นตัวจุดระเบิด หรือที่เรียกว่า “สไปเดอร์บอมบ์” ซึ่งความน่ากลัวอยู่ตรงที่หน่วยงานความมั่นคงยังไม่มีเครื่องตัดสัญญาณป้องกันการจุดชนวนประเภทนี้ และคนร้ายยังสามารถสั่งการได้จากระยะไกลมากตามกำลังส่งของวิทยุสื่อสารที่เป็นตัวสั่งระเบิด ทั้งยังสามารถควบคุมการจุดระเบิดได้พร้อมๆ กันจากเครื่องส่งตัวเดียวกันหรือตัวอื่นก็ได้ที่มีระยะกำลังส่งเท่ากันอีกด้วย

          นี่คือที่มาของการเรียกการจุดระเบิดวิธีนี้ว่า “SPIDER BOMB” โดยกลุ่มก่อความไม่สงบนำมาใช้เป็นครั้งแรกในเหตุการณ์ลอบวางระเบิด “คาร์บอมบ์” ที่ อ.ยะหา จ.ยะลา เมื่อวันที่ 17 ก.ค.ที่ผ่านมา ทำให้นายทหารยศนายพันระดับรองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจต้องสังเวยชีวิต

          แหล่งข่าวจากหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ ยังให้ข้อมูลว่า อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ลอบวางระเบิดครั้งใหญ่บ่อยครั้งในช่วงนี้ เนื่องจากในเดือนรอมฎอน คนร้ายสามารถเลือกกลุ่มเป้าหมายในการก่อเหตุได้ง่าย อย่างเหตุคาร์บอมบ์ หรือมอเตอร์ไซค์บอมบ์ที่คนร้ายพุ่งเป้ายังไปร้านอาหาร ก็เพราะชัดเจนว่าในช่วงกลางวันของเดือนรอมฎอน จะมีเพียงข้าราชการ เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง และประชาชนที่เป็นชาวไทยพุทธมาใช้บริการเท่านั้น เนื่องจากชาวไทยมุสลิมถือศีลอด การเลือกก่อเหตุในช่วงเวลาดังกล่าวจึงปิดโอกาสการเสียมวลชน เพราะมีพี่น้องมุสลิมตกเป็นเป้าน้อยมากหรือไม่มีเลย

          ที่น่าตกใจก็คือ เดือนรอมฎอนยังผ่านมาไม่ถึงครึ่งทาง แต่กลับเกิดเหตุร้ายชนิดถี่ยิบ ยิ่งไปกว่านั้นข้อมูลจากหน่วยข่าวในพื้นที่ยังพบความเคลื่อนไหวของกลุ่มก่อความไม่สงบที่พยายามเคลื่อนย้ายพาหนะบรรทุกระเบิด ทั้งประเภทคาร์บอมบ์ และมอเตอร์ไซค์บอมบ์เข้าไปในเขตเมือง เพื่อก่อเหตุอย่างต่อเนื่องต่อไปอีก โดยพุ่งเป้าไปในย่านชุมชน ร้านอาหาร และพื้นที่เศรษฐกิจเหมือนเคย

          ปฏิบัติการดังกล่าวนี้ตรงกันข้ามกับมุมวิเคราะห์ของฝ่ายความมั่นคงที่มองกันว่า กลุ่มก่อความไม่สงบใกล้สิ้นฤทธิ์ หลังจากไม่สามารถขยายผลความเสียหายจากเหตุการณ์กราดยิงในมัสยิดที่บ้านไอปาแย ต.จวบ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ได้ และกำลังถูกกดดันอย่างหนักจากโครงการหมู่บ้านเสริมสร้างสันติสุข (หมู่บ้าน 3 ส.) ที่ส่งทหารชุดพัฒนาสันติเข้าไปคุมพื้นที่สีแดง 217 หมู่บ้าน กับสารพัดโครงการพัฒนาที่ทุ่มงบประมาณอีก 18,000 ล้านซึ่งกำลังลงมาในพื้นที่

          เพราะเสียงระเบิดที่กัมปนาทถี่ยิบในห้วงนี้ คือเครื่องยืนยันความไม่สัมฤทธิ์ผลของงานมวลชนและงานพัฒนา ทั้งยังแสดงให้เห็นว่า “รัฐ” ยังไม่สามารถคุมพื้นที่ได้อย่างแท้จริง มีเพียงกลุ่มก่อความไม่สงบเท่านั้นที่ยังมีเสรีในการปฏิบัติ และเลือกเป้าได้ตามต้องการ...

          นี่คือสัญญาณอันตรายของไฟใต้ที่แม้จะก้าวขึ้นสู่ปีที่ 6 แล้ว แต่ก็ยังไม่เพลาความร้อนแรงลงเลย!

 

 

(อ่านประกอบ...แกะรอย "สไปเดอร์บอมบ์" วิทยุสื่อสารสั่งระเบิด! ในเว็บอิศรา)

 

 
  เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง :-
 
  เนื้อหาที่คุณอาจกำลังค้นหา :-
บทความที่น่าสนใจ
สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์
340 ลาดพร้าว 112 วังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310
โทร 0-2514-0593 แฟ็กซ์ 0-2538-4215 Email : Webmaster@muslimthaipost.com
สารบัญเว็บไซต์ Muslimthaipost.com
SubDomain หน้าหลัก