หมวดหมู่
หน้าหลัก       ยินดีต้อนรับสู่มุสลิมไทย โพสต์
ค้นหา
หากมีคำค้นหลายตัว สามารถคั่นด้วย comma (,)
หน้าหลัก >> M Muslimah
พิมพ์หน้านี้  |  ส่งให้เพื่อน
คุณแม่ มุสลีมะห์ ทั้งหลายคุณรู้ดีเรื่องอาหารการกินดีแค่ไหน สยองขวัญยิ่งกว่าหนังสยองขวัญเรื่องใด1/2
คุณแม่ มุสลีมะห์ ทั้งหลายคุณรู้ดีเรื่องอาหารการกินดีแค่ไหน

ในโลกปัจจุบัน ใครมีสารสนเทศอยู่ในมือคือผู้มีอำนาจ เห็นจะไม่เกินจริง ปัจจุบันมนุษย์สามารถทำเรื่องดำเป็นขาว ขาวเป็นดำ เรื่องจริงเป็นเท็จ เรื่องเท็จเป็นจริง

เนื่องจากหลายวันที่ผ่านมาถูกบังคับให้กินนม ให้กินยาอยู่บ่อยครั้ง ทั้งที่เราไม่ได้เป็นอะไรมาก แค่ไม่สบายนิดหน่อยๆ แต่ที่บ้านชอบบังคับให้กินยาดักไว้ก่อน แต่ความคิดส่วนตัวเชื่อมั่นในความมหัศจรรย์ที่อัลลอฮ์สร้าง ร่างกายจะขับพิษ ขับเชื้อโรคออกมาด้วยกลไกและระบบต่างๆที่มีอยู่ จะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับร่างกายของแต่ละคน อยากนำเสนอเรื่องหนึ่งให้ทุกคนได้อ่าน

"สยองขวัญยิ่งกว่าหนังสยองขวัญเรื่องใด"
- เดอะ ฮอลลีวูด รีพอร์เตอร์-
มี การพูดกันมากว่าหลายทศวรรษแล้วว่า ธุรกิจการผลิตอาหารในสหรัฐอเมริกานั้น เต็มไปด้วยความฉ้อฉล มันถูกกำหนดและวางกรอบโดย “ตัวเงิน” เป็นสำคัญ เพราะฉะนั้นบริษัทผลิตอาหารเกือบทุกบริษัทจึงให้ความสำคัญกับ “ปริมาณ” มากกว่า “คุณภาพ” แต่ที่น่ากลัวไปกว่านั้น พวกเขายังคำนึงถึง “กำไร” มากกว่า “ความปลอดภัย” ของผู้บริโภค

แต่ Food, Inc. จะไม่ได้บอกกล่าวแค่ว่า อาหารที่เรารับประทานกันอยู่นั้น ไม่ปลอดภัยเพียงอย่างเดียว หากแต่มันยังตั้งอยู่บนความเอารัดเอาเปรียบ ความเห็นแก่ตัว ยังรวมไปถึงการกระทำที่ผิดศีลธรรม โดยที่เราๆ ท่านๆ อาจไม่รู้ตัว
 
ความยาว : 94 นาที

แนว : สารคดี
กำกับ: โรเบิร์ต เคนเนอ
ติด 1 ใน 5 สารคดียอดเยี่ยมบนเวทีออสการ์ปีล่าสุด เมื่อสวรรค์ของนักกิน เปลี่ยนเป็น "นรกบนดิน" ในพริบตา!
 
เรื่อง ย่อ
Food, Inc. กลายเป็นสารคดีที่ "อื้อฉาว" ที่สุดในรอบปี 2009 ที่ผ่านมา นอกเหนือจากแรงกระเพื่อมในหมู่คนดูที่วิพากษ์วิจารณ์สิ่งที่หนังนำเสนออย่าง เผ็ดร้อน เสียงสนับสนุนจากนักโภชนาการอาหาร นักเศรษฐศาสตร์ และการฟ้องร้องใหญ่โตของบริษัทผลิตอาหาร กว่า 5 ราย ก็กลายเป็นแรงหนุนสำคัญให้ Food, Inc. เป็นหนังสารคดีที่ "ทุกคน" ควรเข้ามาชมร่วมกันโดยพร้อมหน้า
เนื่องจากผู้กำกับ โรเบิร์ต เคนเนอร์ กำลังจะพาคุณเข้าไปสัมผัสเบื้องลึกเบื้องหลังของธุรกิจอาหาร (ทั้งเนื้อสัตว์ พืชผักผลไม้) แบบเจาะลึก ลึกขนาดที่เห็นความฟอนเฟะ ไม่น่าอภิรมย์ และชวนให้น้ำย่อยหายไปง่าย ๆ
มี การพูดกันมากว่าหลายทศวรรษแล้วว่า ธุรกิจการผลิตอาหารในสหรัฐอเมริกานั้น เต็มไปด้วยความฉ้อฉล มันถูกกำหนดและวางกรอบโดย "ตัวเงิน" เป็นสำคัญ เพราะฉะนั้นบริษัทผลิตอาหารเกือบทุกบริษัทจึงให้ความสำคัญกับ "ปริมาณ" มากกว่า "คุณภาพ" แต่ที่น่ากลัวไปกว่านั้น พวกเขายังคำนึงถึง "กำไร" มากกว่า "ความปลอดภัย" ของผู้บริโภค
แต่ Food, Inc. จะไม่ได้บอกกล่าวแค่ว่า อาหาร ที่เรารับประทานกันอยู่นั้น ไม่ปลอดภัยเพียงอย่างเดียว หากแต่มันยังตั้งอยู่บนความเอารัดเอาเปรียบ ความเห็นแก่ตัว ยังรวมไปถึงการกระทำที่ผิดศีลธรรม โดยที่เรา ๆ ท่าน ๆ อาจไม่รู้ตัว
เกร็ด ภาพยนตร์

สารคดีเรื่องนี้จะมีผู้บรรยายหลัก ๆ อยู่ 2 คน หนึ่งคือ เอริค ชลอสเซอร์ นักเขียนเจ้าของหนังสือขายดี Fast Food Nation (ริชาร์ด ลิงคเลเตอร์ เคยนำไปสร้างเป็นหนังเมื่อ 4 ปีก่อน) และสองคือ ไมเคิล พอลลัน นักข่าวและนักเคลื่อนไหวว่าด้วยธุรกิจอาหารที่ไม่เป็นธรรม ทั้งชลอสเซอร์, พอลลัน หรือแม้แต่ผู้กำกับโรเบิร์ต เคนเนอร์ ไม่มีใครเป็นมังสะวิรัติ เพราะฉะนั้นการวิพากษ์วัฒนธรรมการบริโภคเนื้อสัตว์อย่างเผ็ดร้อนในหนังจึง เกิดขึ้นโดยปราศจากอคติใด ๆ ทั้งสิ้น
 
โรเบิร์ต เคนเนอร์ ผู้กำกับของสารคดีเรื่องนี้ เกิดในปี 1971 เข้าวงการด้วยการทำหน้าที่ผู้ช่วยตากล้องในหนังหลายเรื่อง แต่ตัวเขากลับสนใจการทำหนังสารคดีมากกว่า จึงหันเหเข้าไปทำรายการและหนังสารคดีที่ออกฉายทางโทรทัศน์ เขาเคยได้รับรางวัลเอมมี่จากสารคดีชุด The American Experience ในปี 2005 สำหรับ Food, Inc. นั้นเป็นสารคดีที่ออกฉายทางโรงภาพยนตร์เรื่องแรกของเคนเนอร์ และพูดได้ว่าเป็นการเริ่มต้นที่ประสบความสำเร็จอย่างไม่คาดคิด
 
Food, Inc. เป็นหนังสารคดีขวัญใจนักวิจารณ์ มันได้คะแนนบวกจากเว็บไซต์ Rotten Tomatoes ถึง 97% และจากเว็บไซต์ที่รวบรวมผลของนักวิจารณ์อย่าง Metacritic ถึง 80 เต็ม 100 โดยนักวิจารณ์ส่วนหนึ่งให้ความเห็นว่า Food, Inc. เป็นหนังที่เปิดข้อมูลที่เชื่อมั่นว่าไม่มีใครเคยรู้มาก่อนเกี่ยวกับธุรกิจ อาหาร มันเป็นหนังสารคดีที่ทั้งตื่นเต้น น่ากลัว แบบเดียวกับที่คุณรู้สึกขณะนั่งดูหนังสยองขวัญ, นักวิจารณ์อีกส่วนหนึ่งให้ความเห็นว่า Food, Inc. เป็นหนังที่ทุกคน "ควร" เข้าไปดู เพราะนี่คือข้อเท็จจริงที่ประชาคมโลกควรได้มีโอกาสรับรู้ ว่าทุกวันนี้เรากำลังบริโภคอะไรกันอยู่
 
มีบริษัทผลิตอาหาร 5-6 บริษัทที่ยื่นฟ้องโรเบิร์ต เคนเนอร์ว่า นำเอาข้อมูลที่บิดเบือนไปเผยแพร่ และมีการหมิ่นประมาทบริษัทเหล่านั้น แต่ตัวเคนเนอร์แก้ต่างว่า ตนไม่ได้บิดเบือนข้อมูลใด ๆ และหนังสารคดีเรื่อง Food, Inc. ไม่ได้ทำไปเพื่อต้องการดิสเครดิตใคร เขาเพียงแต่ต้องการความโปร่งใสเท่านั้นเอง
 
Food, Inc. ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ปีล่าสุดในสาขาภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยม ก่อนหน้านี้หนังได้คว้ารางวัลสารคดียอดเยี่ยมมาจาก สมาคมนักวิจารณ์ทางวิทยุและโทรทัศน์ และยังได้เข้าชิงรางวัลสารคดียอดเยี่ยมกว่า 20 สถาบัน

เชิญพบกับ... " The Super Cow "


วันนี้คุณดื่มนมแล้วหรือยัง ".....อีกหนึ่ง Agenda โดยกลุ่ม NWO

คนไทยถูกบริษัทขายนมปลูกฝังความคิดว่านมวัวเป็นอาหารที่สุดเลิศ เด็กน้อยจะแข็งแรงตัวสูงและฉลาด ต้องดื่มนมวัว อืม…โฆษณาล่าสุดที่นึกได้ คือ “ไม่เสียแรงเปล่า ที่เราดื่มนม” เด็กผู้หญิงน่ารักท่าทางแข็งแรง สะพายเป้ไว้ข้างหลังเดินขึ้นเนินด้วยความคล่องแคล่ว เจอเด็กผู้ชายกำลังลากเป้ขึ้นเนิน แล้วเด็กผู้หญิงก็เอาเป้เด็กผู้ชายมาสะพายข้างหน้าเดินขึ้นเนินพร้อม 2 เป้ ด้วยความแคล่วคล่องว่องไว……..และจบด้วย….. “ไม่เสียแรงเปล่า ที่เราดื่มนม” นี่มันเทคนิคการโฆษณา เทคนิคทางการตลาดชัดๆ แน่จริงเอางานวิจัยมาว่ากันสิ…
บรรพบุรุษของไทยแต่โบราณไม่ได้เลี้ยงลูกด้วยนมวัว แต่ใช้น้ำจากอกแม่เลี้ยงดูจนเติบใหญ่ (….ค่าน้ำนมแม่นี้ จะมีอะไรเปรียบเหมือน…) มากกว่า 30 ปี ที่คนไทยโดนหลอกจะด้วยตั้งใจ ไม่ตั้งใจ หรือรู้เท่าไม่ถึงการ ทำให้คนไทยส่วนใหญ่เชื่อว่า นมวัวคืออาหารจำเป็นสำหรับเด็กทุกคนจะขาดเสียไม่ได้
ไม่จริงหรอก ก็แค่โปรตีนกะแคลเซียมในนม อาหารไทยๆของเราอย่างอื่นก็มี น่องไก่ 1 ชิ้นมีโปรตีนมากกว่านม 1 กล่อง ไข่ไก่ 1 ฟองหรือนมถั่วเหลือง 1 กล่อง ก็มีโปรตีนพอๆกับนมวัว 1 กล่อง แคลเซียมในปลาเล็กปลาน้อย กุ้งแห้ง กุ้งเสียบ มีมากกว่านมเป็น 10 เท่า
ประมาณ พ.ศ.2500 มูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ เอาหางนมวัวมาบริจาคให้เด็กไทยสมัยนั้น นัยว่าฝรั่งสงสารเด็กไทยที่มีปัญหาขาดสารอาหาร แต่จริงๆคือการระบายหางนมที่ฝรั่งช้อนเอาเนยไปกินหมดแล้ว แทนที่เขาจะเอาหางนมไปทิ้งทะเล ก็บริจาคให้เด็กไทยกินจะได้ดูเป็นการกุศล แต่มีวาระซ้อนเร้นคือการอ่อยเหยื่อ?
ศ.นพ.เสม พริ้งพวงแก้ว อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข เล่าว่า ในสมัยนั้นเด็กไทยที่ดื่มนมวัวบริจาคพากันท้องเสียหมด เพราะว่าเด็กไทยไม่คุ้นเคยกับน้ำตาลและโปรตีนในนม นั่นคือ เด็กไทยแพ้นมวัว แต่เรื่องดังกล่าวถูกมองว่าไม่ใช่ปัญหา ก็ให้เด็กค่อยๆชินกับนมวัวทีละนิดจนดูเหมือนเด็กจะดื่มนมได้ การบริจาคครั้งนั้นจึงเป็นการเปิดทางให้ฝรั่งขายนมวัวให้กับเมืองไทยนั่นเอง***
 
***John D. Rockyfeller ประธานมูลนิธิร๊ํอกกี้เฟลเลอร์ เป็นหนึ่งในผู้นำระดับสูงของกลุ่ม NWO ในสายธุรกิจอาหาร การแพทย์ และเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง FED
จากการศึกษาของรพ.จุฬาลงกรณ์ และ รพ.เจริญกรุงประชารักษ์ พบว่า ถ้าเทียบอัตราแพ้นมวัวเฉพาะในเด็กทารกกับทารกด้วยกันเองจะพบว่า ตัวเลขของอาการแพ้นมวัวมีมากถึง 50% ของทารกที่ดื่มนมวัว
แบลงก้า-มาเรียและคณะ พบว่า เด็กทารกที่มีคนในครอบครัวมีประวัติภูมิแพ้ หากดื่มนมวัวจะมีอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคภูมิแพ้ 20% แต่ถ้าดื่มนมแม่แต่เพียงอย่างเดียว อัตราเสี่ยงต่อภูมิแพ้จะมีเพียง 0.5-1.5% เท่านั้น ในอังกฤษ มีการศึกษาในเด็ก 1,456 คน พบว่าหากเด็กดื่มนมแม่นานกว่า 3 เดือน เด็กจะป่วยด้วยโรคหอบหืด 10.3% หากดื่มนมแม่น้อยกว่านั้นจะเกิดหอบหืด 17.1%
มีงานวิจัยหลายสิบ ชิ้นตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ทั่วโลกยืนยันเรื่องการดื่มนม ส่งผลต่อโรคภูมิแพ้ รวมทั้งงานวิจัยของ ศ.นพ.สุขสวัสดิ์ เพ็ญสุวรรณ คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี ท่านทดลองให้พลทหารไทยดื่มนม แล้วส่องกล้องดูลำไส้ ปรากฏว่าพลทหารเหล่านั้น ต่างมีเยื่อเมือกลำไส้บวมหมดทั้ง 100% ของกลุ่มผู้รับการทดลอง
ถึงตอนนี้ท่านคงตั้งคำถามว่าอะไรในนมวัว ที่ทำให้เด็กแพ้ มีอย่างน้อย 2 อย่าง คือ
1.โปรตีนในนมชื่อว่า เบต้าแล็กโตโกลบูลิน
2.น้ำตาลในนมที่เรียกว่า แล็กโตส
เบต้าแล็กโตโกลบูลิน เป็นโปรตีนที่มีในนมวัว แต่ไม่มีในนมแม่ เนื่องจากโปรตีนในนมวัวตัวนี้เป็นโปรตีนขนาดเล็กจึงสามารถถูกดูดซึมเข้าไปใน กระแสเลือดของร่างกายได้ทั้งสาย โดยไม่ต้องย่อยให้เป็นกรดอะมิโนเสียก่อนแบบที่เราเคยเข้าใจ สมัยก่อนเราคิดว่าโปรตีนอะไรก็ตามจะไม่เข้าไปทั้งสายเต็มรูป นั่นคือโปรตีนทั้งหลายหากจะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายก็จะต้องถูกน้ำย่อยทำให้ แตกตัวออกเป็นกรดอะมิโนก่อน แต่ปัจจุบันความเชื่อนี้เปลี่ยนไปแล้ว

เมื่อ นักวิทยาศาสตร์มีความรู้มากขึ้น เขาก็รู้ว่าโปรตีนบางชนิดมีขนาดเล็ก เช่น โปรตีนในนม กระทั่งโปรตีนที่เป็นเอนไซม์บางตัวสามารถถูกดูดซึมเข้าไปในร่างกายโดยคงรูป ไว้เช่นเดิม ดังนั้น โปรตีนในนมวัวจึงเข้าไปเป็นโปรตีนแปลกปลอมในร่างกาย และหากโปรตีนแปลกปลอมอย่างเบต้าแล็กโตโกลบูลินในน้ำนมวัวเกิดเข้าไปในร่าง กายแล้วร่างกายก็จะโต้ตอบโดยมีปฏิกิริยาของภูมิแพ้
การที่แพ้น้ำตาลในนมวัว ที่แพ้เพราะแล็กโตส ข้อเท็จจริงแล็กโตส เป็น น้ำตาลในนมของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกประเภท ในน้ำนมคนก็มีน้ำตาลนี้ถูกย่อยโดยเอนไซม์แล็กเตส ได้เป็นกลูโคสและกาแล็กโตส ร่างกายเราใช้น้ำตาลแล็กโตสไม่ได้แต่ใช้ น้ำตาลกลูโคสและกาแล็กโตสได้ ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมรวมถึงคนเรา เมื่อเกิดมาใหม่ๆ ทารกต้องดื่มนมเป็นหลัก ธรรมชาติก็ให้น้ำย่อยมาย่อยนมในลำไส้ แต่เมื่อเด็กโตขึ้นหรือสัตว์โตขึ้น เอนไซม์แล็กเตสก็จะหายไป และจะหายไปหมดเมื่อเด็กอายุประมาณ 2 ปี นี่คือสัญญาณทางธรรมชาติที่บอกว่า เด็กควรงดดื่มนมได้แล้วเมื่ออายุมากกว่า 2 ปี ท่านเคยเห็นสัตว์ที่โตแล้วอะไรบ้างที่ดื่มนม นอกจากมนุษย์
แล้วนมวัวสัมพันธ์กับโรคภูมิแพ้อย่างไร ก่อนอื่นต้องรู้ก่อนว่าร่างกายของเรามีวิธีจัดการกับโปรตีนแปลกปลอมหรือสาร ก่อภูมิแพ้ต่างๆอย่างไร ร่างกายเราจะนำอิมมูโนโกลบูลินหรือสารที่ทำหน้าที่ต้านทานชนิดหนึ่ง ไปจับกับสารแปลกปลอมเอาไว้ ซึ่งอิมมูโนโกลบูลินที่ร่างกายใช้กำราบสารแปลกปลอมคือ IgA
หากเด็กดื่มนมวัวเข้า ไป ร่างกายจะเอา IgA ไปจับกับโปรตีนจากนมวัวสายนี้เอาไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้โปรตีนแปลกปลอมรุกล้ำเข้าไปในร่างกายแล้วก่อให้เกิด ปฏิกิริยาภูมิแแพ้ที่อาจจะเป็นอันตรายได้ หากดื่มนมวัวเป็นประจำและดื่มเป็นจำนวนมาก ร่างกายก็จะเปลือง IgA มาก และเมื่อ IgA ถูกขนไปเรียงรายตลอดความยาวของลำไส้ IgA ที่อยู่แถวเนื้อเยื่ออ่อนของทางเดินหายใจและผิวหนังก็จะมีน้อยกว่าปกติ จนไม่อาจต้านทานโปรตีนแปลกปลอมอื่นที่อาจเข้าสู่ร่างกายทางนี้ได้ ยิ่งถ้าเป็นภูมิแพ้โดยกรรมพันธุ์อยู่แล้ว จะมี IgA ในร่างกายน้อยกว่าชาวบ้านเค้าก็เสร็จกันสิ ความเสี่ยงของอาการแพ้อากาศและผื่นแพ้ที่ผิวหนังก็มากขึ้นตามไปด้วย
ผมเป็นเภสัชกรที่รักษาผู้ป่วยด้วยยาร่วมกับวิธีการทางธรรมชาติบำบัด ขอเล่าตัวอย่างผู้ป่วยที่ผมให้เลิกดื่มนมแล้วโรคภัยหายไป 3 ตัวอย่าง (ความจริงขอโม้ว่า…ตัวอย่างผู้ป่วยที่หายขาดจากโรคเรื้อรังต่างๆมีอีกเพียบ )
กรณีที่ 1 เด็กชาย 2.5 ปี เป็นโรคหอบหืดเรื้อรัง รักษาที่รพ.ใหญ่แห่งหนึ่งแต่อาการไม่ดีขึ้นจนเด็กต้องกินยาขยายหลอดลมแทบทุก วัน เนื่องจากมักมีอาการหอบตอนกลางคืนแทบทุกคืน พ่อเด็กเป็นเพื่อนบ้านกัน มาถามผมว่าทำไงดีหมอ ผมบอกว่าให้ลองเลิกดื่มนมผงสิ ตอนแรกไม่เชื่อ แต่อาการเด็กน่าเป็นห่วงจึงกลับมาหาผมใหม่ ผมจึงบอกไปว่าลองทดลองเลิกดื่มนมวัวดูสัก 1 อาทิตย์ดูก็ได้ ระหว่างนี้ก็ให้กินน้ำเต้าหู้แทนนมสิ ปัจจุบันเด็กคนนี้หายขาดจากโรคหอบหืดแล้ว
กรณีที่ 2 เด็กชาย 8 ปี เป็นโรคภูมแพ้เรื้อรังแสดงออกทางระบบทางเดินหายใจ การเจริญเติบโตช้ากว่าปกติ แพทย์ที่ตรวจรักษาประจำบอกว่าต้องดื่มนมวันละ 3 แก้วทุกวัน แม่เด็กเป็นคนไข้ประจำของร้านยาผม วันนั้นเล่าเรื่องปัญหาสุขภาพของลูกชายคนเล็กให้ผมฟัง ผมบอกว่าก็ให้ลูกเลิกดื่มนมสิ..โตตั้ง 8 ขวบแล้วไม่ต้องดื่มแล้วก็อธิบายเหมือนกับข้อเขียนข้างต้นนี้แหละ แม่เด็กเชื่อ ปัจจุบันน้องคนนี้ไม่มีปัญหาโรคภูมิแพ้และการเจริญเติบโตปกติทันเพื่อนรุ่น เดียวกันแล้ว
กรณีที่ 3 ผู้หญิงวัยทำงาน อายุไม่น่าเกิน 27 ปี มีปัญหา คัดจมูกเรื้อรัง ผมซักประวัติพบว่าเธอดื่มนมแทบทุกวัน ผมให้เลิกดื่มนมร่วมกับการรักษาด้วยวิธีธรรมชาติบำบัดและศาสตร์แพทย์แผนจีน บางอย่าง
ปัจจุบันเธอหายขาดจากอาการคัดจมูกเรื้อรังแล้ว

"นม....ปลอดโรคหรือเพิ่มโรค" ไม่ทราบว่าทราบกันหรือยังหรือว่าต้องการเอานมนั้นมาเป็นปัญหาเรื่องได้กิน กัน หรือเรื่องจะคอรัปชั่นก็ไม่ทราบครับ นมในที่นี้ไม่ได้หมายความนมจากเต้าของท่านนะครับ แต่คือนมจากนมวัว นมสัตว์ครับ นมสัตว์ เป็นนมที่มีพิษมหาศาลเลย นมที่ท่านดื่มได้และใกล้เคียงกับนมของมนุษย์มากที่สุดคือ นมแพะ นมแกะที่เลี้ยงตามธรรมชาติ แต่ถ้าเอามาเลี้ยงตามที่เขาเลี้ยงกันทุกวันนี้ ทานไม่ได้ครับ สารพิษมหาศาล ยิ่งนมวัวนี่มีอะไรเกิดขึ้นครับ ฮอร์โมน เห็นไหมฮะ สารกระตุ้นมีครบหมด พวกปฏิชีวนะติดมาหมดครับ
ทุกวันนี้พวกท่านทาน นมทั้งหลายนั้นมะเร็งกันสลอนเลยครับ อย่าโกรธนะครับท่านที่เป็นมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งปากมดลูกอย่าโกรธนะครับ นมพวกนั้นช่วยให้ท่านเป็นมะเร็งได้ง่ายมากเลยครับ ทานแต่ละทีมีทั้งเนื้อทั้งนม เสร็จเลยครับติดเข้าไป ไม่ใช่แค่ฮอร์โมน ปฏิชีวนะ มีสิ่งต่างๆเยอะแยะติดเข้าไปในนั้น
ประมาณ พ.ศ.2500 มูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ เอาหางนมวัวมาบริจาคให้เด็กไทยสมัยนั้น นัยว่าฝรั่งสงสารเด็กไทยที่มีปัญหาขาดสารอาหาร แต่จริงๆคือการระบายหางนมที่ฝรั่งช้อนเอาเนยไปกินหมดแล้ว แทนที่เขาจะเอาหางนมไปทิ้งทะเล ก็บริจาคให้เด็กไทยกินจะได้ดูเป็นการกุศล แต่มีวาระซ้อนเร้นคือการอ่อยเหยื่อ? ศ.นพ.เสม พริ้งพวงแก้ว อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข เล่าว่า ในสมัยนั้นเด็กไทยที่ดื่มนมวัวบริจาคพากันท้องเสียหมด เพราะว่าเด็กไทยไม่คุ้นเคยกับน้ำตาลและโปรตีนในนม นั่นคือ เด็กไทยแพ้นมวัว แต่เรื่องดังกล่าวถูกมองว่าไม่ใช่ปัญหา ก็ให้เด็กค่อยๆชินกับนมวัวทีละนิดจนดูเหมือนเด็กจะดื่มนมได้ การบริจาคครั้งนั้นจึงเป็น การเปิดทางให้ฝรั่งขายนมวัวให้กับเมืองไทยนั่นเอง***
คำบรรยายโดย คุณหมอ อารีย์ วชิรมโน 

I'm about to tell you to stop all dairy consumption, so here are some facts that will hopefully make that easier for you:

Cows' milk contains viruses, pus, bacteria, powerful growth hormones, allergy-producing proteins, antibiotics, pesticides and dioxin, a dangerous chemical known to cause cancer.

Even organic cow's milk contains 59 different hormones, as milk is nature's way of delivering hormones to newborns, whether they are human or not. This means that mothers' milk from any mammal, including cows, goats and humans, is not healthy in adulthood. Cows only begin to produce milk when they have a calf, so their milk is intended and formulated for calves.


******************John D. Rockyfeller ประธานมูลนิธิร๊อกกี้เฟลเลอร์ เป็นหนึ่งในผู้นำระดับสูงของกลุ่ม NWO ในสายธุรกิจอาหาร การแพทย์ และเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง FED

สำคัญที่สุดในนมนะฮะ โปรตีนในนมวัวมันมีโปรตีนสูงมากโดยเฉพาะ "โปรตีนเคซีน" (ใช้เป็นส่วนประกอบของกาวติดไม้)ในนมวัว มันมีสูงมาก สูงกว่านมมนุษย์ถึง 4 เท่า นอกจากมีโปรตีนสูงแล้วยังมีแคลเซียมสูง มนุษย์เราไม่มีเอนไซม์ที่จะมาย่อยโปรตีนจากนมวัวที่มันมีมากมหาศาลนี้ได้ เพราะฉะนั้นพอเด็กทานเข้าไปท้องจะเสีย แล้วทีนี้นมวัวคนชอบให้ทานเพราะอะไร เพราะว่าโปรตีนกับแคลเซียมทำให้ร่างกายเจริญเติบโตเร็ว แต่นั้นคือสัตว์ครับ สัตว์มันต้องโตเร็ว
แต่เราเป็นมนุษย์ ในนมมนุษย์นั้นโปรตีนมีน้อยเป็นพวกโกโบรลิน แคลเซียมก็มีน้อย แต่มีฟอสฟอรัสสูง ฟอสฟอรัสในนมคนมันต้องเอามาพัฒนาสมองและระบบประสาท ซึ่งมีสูงกว่านมวัว เพราะว่ามนุษย์เราเนี่ย ต้องพัฒนาสมองหรือระบบประสาทก่อนที่จะมาพัฒนาการความเจริญเติบโตของร่างกาย โดยพัฒนาร่างกายไปช้าๆ เจริญเติบโตไปเรื่อยๆ แต่สัตว์มีสมองหรือประสาทเติบโตช้า เพราะมีฟอสฟอรัสน้อยแต่ร่างกายเติบโตเร็ว
ทีนี้พวกมนุษย์ทั้งหลาย พวกเราทั้งหลาย อย่างพวกหมอหมาอย่างผมเนี่ย เรียนมาผิดอยากโตเร็วนะต้องกินนมเป็นไงครับ โตแต่ตัวแต่สมองเป็นไงครับ
เห็นไหมเด็กทุกวันนี้ทำไมการวิจัยบอกว่าไอคิวต่ำ แต่ตัวเท่ายักษ์ ตัวใหญ่ก็บอกว่าเด็กเจริญเติบโตดีสนับสนุนให้กินนม คอรัปชั่นเรื่องนมยังไม่พอ ยังเอาสารพิษมาให้ลูกหลานกินกันอีก
นี่แหละครับผมจะบอกให้ถ้าจะทานนม ทานเถอะครับนมถั่วเหลือง ท่านจะเอาอะไรแคลเซียมก็มีและโปรตีนคุณภาพจากนมถั่วเหลืองมีครบ ท่านไม่ต้องเอาโปรตีนจากสัตว์ ซึ่งมีทั้งฮอร์โมนและสารพิษ เห็นไหมครับ มีใครเคยคิดบ้างไหมครับ ไม่มีเลย
เพราะฉะนั้น วันนี้ผมต้องขอโทษครูบาอาจารย์ ซึ่งเป็นหมอเหมือนกับผมทุกคนด้วยครับ เพราะผมใช้คำพูดค่อนข้างรุนแรง แต่ผมไม่ได้ด่าอาจารย์นะครับ คือผมด่าทั้งหมดรวมทั้งตัวผม เพราะผมก็โง่เหมือนกัน เมื่อก่อนนี้ เอะอะก็กิน เนื้อ นม ไข่ อยู่นั่นแหละครับ โง่จนมะเร็งรับประทานไปเลย นี่นับว่ายังโชคดีกลับตัวทัน
บทความแปล โดย หมอแดง ดิ อโรคยา :
ทำไมหญิงชาวจีนจึงไม่ค่อยเป็นมะเร็งเต้านม
โดย Prof. Jane Plant, PhD, CBE

"ทำไมฉันจึงมั่นใจว่าการเลิกดื่ม นมนั้น จะเป็นหนทางที่จะต่อสู้กับมะเร็งเต้านม" จากข้อความที่ตัดตอนมา จาก "ชะตาชีวิตของคุณอยู่ในกำมือของคุณเอง" ฉันไม่มีทางเลือกอื่นใด....


*********************************************

นม....ฉันได้ค้นพบแล้วว่ามันเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เป็น "ภูมิแพ้" มากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ของประชากรทั่วโลกไม่สามารถย่อยน้ำตาล แลคโตส ซึ่งผู้เชี่ยวชาญทางโภชนาการมีความเชื่อว่านั่นเป็นปัญหาอย่างยิ่งสำหรับ ผู้ใหญ่ทั่วๆไปและไม่ใช่ปัญหาของความไม่สมบูรณ์ของสารอาหารในนม

บางทีธรรมชาติคงพยายามบอกเราว่าเรากำลังกิน อาหารที่ไม่ถูต้องอยู่ในตอนแรก ก่อนที่ฉันจะเป็นมะเร็งเต้านม ฉันกินอาหารผลิตภัณฑ์นมมาก อย่างเช่น Skimmed milk (นมที่สกัดเอาไขมันออกแล้ว) Low-fat cheese and Yoghurt (ชีสส์ และโยเกิร์ตไขมันต่ำ) กินเนิ้อวัวไม่ติดมันสับละเอียด ฉันเข้าใจว่ามันดีซึ่งเป็นพื้นฐานของผลิตภัณฑ์นม ฉันได้รับคีโมเป็น ครั้งที่ 5 ในการบำบัดมะเร็งเต้านม และได้กินโยเกิร์ตจากธรรมชาติเพื่อจะ ได้เสริมในการย่อยและเพิ่มจำนวนแบคทีเรียที่ดีในกระเพาะอาหารและลำไส้


ประมาณ พ.ศ.2500 มูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ เอาหางนมวัวมาบริจาคให้เด็กไทยสมัยนั้น นัยว่าฝรั่งสงสารเด็กไทยที่มีปัญหาขาดสารอาหาร แต่จริงๆคือการระบายหางนมที่ฝรั่งช้อนเอาเนยไปกินหมดแล้ว แทนที่เขาจะเอาหางนมไปทิ้งทะเล ก็บริจาคให้เด็กไทยกินจะได้ดูเป็นการกุศล แต่มีวาระซ้อนเร้นคือการอ่อยเหยื่อ? ศ.นพ.เสม พริ้งพวงแก้ว อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข เล่าว่า ในสมัยนั้นเด็กไทยที่ดื่มนมวัวบริจาคพากันท้องเสียหมด เพราะว่าเด็กไทยไม่คุ้นเคยกับน้ำตาลและโปรตีนในนม นั่นคือ เด็กไทยแพ้นมวัว แต่เรื่องดังกล่าวถูกมองว่าไม่ใช่ปัญหา ก็ให้เด็กค่อยๆชินกับนมวัวทีละนิดจนดูเหมือนเด็กจะดื่มนมได้ การบริจาคครั้งนั้นจึงเป็น การเปิดทางให้ฝรั่งขายนมวัวให้กับเมืองไทยนั่นเอง***

***John D. Rockyfeller ประธานมูลนิธิร๊ํอกกี้เฟลเลอร์ เป็นหนึ่งในผู้นำระดับสูงของกลุ่ม NWO ในสายธุรกิจอาหาร การแพทย์ และเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง FED
แต่ เมื่อไม่นานมานี้ ฉันได้พบข้อมูลว่า ในปี พ.ศ.2532 Dr.Daniel Cramer แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาด ได้ศึกษาวิจัยสุภาพสตรี 100 คน ที่เป็นมะเร็งรังไข่ และได้พบว่าเธอเหล่านั้นกินโยเกิร์ตเป็นเรื่องปกติ
เป็นไปตามที่ Peter สามีฉันเคยบอกไว้ จึงได้ตัดสินใจที่จะไม่กินโยเกิร์ตและผลิตภัณฑ์นมอีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็น ชีส เนย นม โยเกิร์ต และผลิตภัณฑ์อาหารที่มีส่วนผสมของนม เก็บมันทิ้งลงถังขยะหมดเลย

มันช่างน่าประหลาดใจเสียจริงว่า มีผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมมากมายเสียจริงๆ น้ำซุปสำเร็จรูปข้นๆ ก็มีส่วนผสมของนม ขนมปังกรอบ เค็ก เนยเทียมที่ทำจากน้ำมันพืชยี่ห้อดังๆ ล้วนมีส่วนประกอบของนม ฉันจะกระตือลือล้นและพยายามที่จะอ่านเจ้าฉลากแผ่น เล็กๆ ที่แสดงส่วนประกอบของสินค้าติดไว้

ถึงจุดนี้ฉันได้พยายาม หมั่นสำรวจตรวจสอบดูความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับเจ้ามะเร็งเต้านมของฉัน ด้วย ปากกาขาโค้ง(เหมือนวงเวียน) เพื่อวัดดูเส้นผ่าศูนย์กลางและความกว้างของ ก้อนมะเร็งเพื่อขจัดข้อสงสัยและหรือเป็นการสนับสนุนคำวินิจฉัยหรือ ข้อวิจารย์ของหมอและพยาบาลเมื่อฉันไปพบเพื่อจะได้ความจริงที่ถูกต้องแน่ นอนมากที่สุด

 
  เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง :-
 
  เนื้อหาที่คุณอาจกำลังค้นหา :-
บทความที่น่าสนใจ
สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์
340 ลาดพร้าว 112 วังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310
โทร 0-2514-0593 แฟ็กซ์ 0-2538-4215 Email : Webmaster@muslimthaipost.com

Warning: include(../../main/globalsitemap.php): failed to open stream: No such file or directory in /home/muslimpo/public_html/muslimthai/main/index.php on line 194

Warning: include(): Failed opening '../../main/globalsitemap.php' for inclusion (include_path='.:/usr/lib/php:/usr/local/lib/php') in /home/muslimpo/public_html/muslimthai/main/index.php on line 194