หมวดหมู่
หน้าหลัก       ยินดีต้อนรับสู่มุสลิมไทย โพสต์
ค้นหา
หากมีคำค้นหลายตัว สามารถคั่นด้วย comma (,)
หน้าหลัก >> M Muslimah
พิมพ์หน้านี้  |  ส่งให้เพื่อน
ราณี...สตรีมุสลิมในประวัติศาสตร์

ภาพวาดเจ้านครหญิง 4 พระองค์แห่งนครรัฐปตานี (วาดโดย ประดิษฐ์ พูลสารกิจ)

เรื่อง ราวแต่โบราณของอดีตผู้ปกครองหญิงในดินแดนภาคพื้นสมุทรของอุษาคเนย์นั้นปราก ฎอยู่ในบันทึกของพ่อค้าและนักเดินทางชาวตะวันตกจำนวนมาก  ด้วย บุรุษนักแสวงโชคเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ต้องผูกสัมพันธ์ สยบยอมต่อสตรีที่มีอำนาจอยู่เหนือดินแดนที่พวกเขาดั้นด้นเดินทางข้ามน้ำข้าม ทะเลมาแสวงโชค. บันทึกของพวกเขายังสะท้อนภาพและบทบาทอันมีพลังของสตรีต่างชนชั้นที่พวกเขาพบเจอในนครรัฐต่างๆ บนเส้นทางการเดินเรือ ..จาก ท่าเรือ ตลาดร้านค้า จนถึงพระราชวัง เรื่องราวของสตรีเหล่านี้ที่ถูกบันทึกไว้เต็มไปด้วยสีสันอันหลากหลายและชวน ติดตาม ทั้งเรื่องราวของ

-            สี่ราตูผู้ครองนครรัฐปตานียาวนานกว่าหนึ่งศตวรรษ

-            เรื่องของสุลต่านหญิง (sultanah) คนแรกของอุษาคเนย์

-            เรื่องของราชินีม่ายผู้ทรงอิทธิพลแห่งนครจัมบี

-            เรื่องของหญิงสามัญที่ขึ้นครองบังลังก์นครบันเต็น

-            เรื่องของสตรีใน “สวนรัก” และชายาสุลต่านผู้ถูกเรียกว่า “นางโสเภณีบูกิส”

-            เรื่องของ “มิดะ”ในสังคมมุสลิม

-            เรื่องราวของ “เมียชั่วคราว”ในสังคมท่าเรือที่นครปตานี ฯลฯ

บทบาทของสตรีอีกหลายคนในสังคมมุสลิม ถูกบันทึกชื่อไว้ในพงศาวดารราชวงศ์ ตำนานพื้นถิ่น บ้างก็ถูกสะท้อนผ่านบทกวี เฉกเช่นเรื่องราวของ “นางโสเภณีผู้ต้องคำสาบ” แห่งอาเจะห์. เรื่อง ที่ถูกเล่าขานผ่านกาลเวลามาหลายร้อยปีเหล่านี้ บางเรื่องอาจถูกกร่อนเซาะไปพร้อมกาลเวลา หลายเรื่องยังคงปรากฎเป็นหลักฐานให้เล่าขานสืบต่อ 

ราตูมาศ: พระชนนีผู้ทรงอิทธิพลเหนือสองนครา

เจ้าหญิงแห่งปาเล็มบัง (Palembang) นามว่า ราตูมาศ (Ratu Mas) ซึ่งต่อมาได้เป็นราชินีของนครจัมบี (Jambi) และกลายเป็นพระชนนีหลวงผู้ทรงอิทธิพลภายหลังที่พระสวามีสิ้นพระชนม์ เมื่อ พ.. 2173 (..1630)

ช่วงต้นของคริสตศตวรรษที่ 17 นครจัมบีได้ชื่อว่าเป็นเมืองท่าที่มั่งคั่งแห่งเกาะสุมาตรา ที่เป็นรองเพียงนครอาเจะห์เท่านั้น. ปีพุทธศักราช 2179 (..1636) มีบันทึกว่า ผู้ปกครองของปาเล็มบังได้ทำการตกลงกับผู้แทนการค้าของบริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลันดา (Dutch East India Company / Vereenigde Oost-Indische Compagnie –VOC) ว่า “จัมบีและปาเล็มบังนั้นเป็นหนึ่งเดียวกัน”

ช่วงนั้นเป็นยุคทองของการค้าขายพริกไทย  ขณะที่เจ้านครผู้เป็นโอรสของราตูมาศ ทรงมีภาระกับราชการแผ่นดินด้านการเมืองการทหาร  ราตูมาศดำรงบทบาทเป็นองค์อุปถัมภ์ของพ่อค้าดัชต์และอังกฤษ และทรงมีอิทธิพลในกิจการต่างๆ ของทั้งจัมบีและปาเล็มบัง ตราบจนสวรรคตในปี พ..2208 (..1665)

            บันทึก ของพ่อค้าชาวตะวันตกเล่าว่า ราตูมาศ ใช้อำนาจควบคุมการส่งออกสินค้าและราคาสินค้าต่างๆ และพระนางยังดำเนินนโยบายการค้าต่างประเทศอย่างชาญฉลาดกับพ่อค้าชาวตะวันตก แบบที่ทำให้พ่อค้าเหล่านั้นต้องยื่นอุทธรณ์ร้องทุกข์ เช่น กรณีที่ทางพ่อค้าชาวอังกฤษอุทธรณ์ว่า การที่พวกเขาเสียเปรียบพ่อค้าท้องถิ่นชาวมุสลิม เพราะไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้เครดิตในการซื้อขายพริกไทยได้

           

          ที่เมืองมะตะรัม (Mataram) มีบันทึกพ่อค้านักเดินทางและตำนานเมืองซึ่งกล่าวถึงพระชนนีหลวง 2 พระองค์ คือ ราตูปากูบูวานา พระชนนีของสุลต่านอามังกุรัตที่ 4 และราตูอามังกุรัต ชายาของสุลต่านอามังกุรัตที่ 4 ผู้เป็นพระมารดาของสุลต่านปากูบูวานาที่ 2 กับบทบาทที่ทำให้ผู้แทนการค้าของบริษัท VOC ต้องนับสองพระนางรวมอยู่ในกลุ่มบุคคลผู้ทรงอิทธิพลในการเมืองของราชสำนักมะตะรัมระหว่าง พุทธศักราช 2266-2284 (..1723-1741)

พงศาวดารของชวานั้น ยกย่องชื่นชมบทบาทของบรรดาราชินีม่ายที่กลายเป็น “พระชนนีหลวง” ว่า “เป็นผู้นำที่วิเศษยิ่งของโลกที่สร้างผู้ปกครองและเฝ้าดูแลชีวิตและงานของพวกเขา”

ราตู ไซรีฟา ฟาติมะห์: หญิงสามัญผู้ครองบังลังก์นครบันเต็น

เอกสารของบริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลันดา (VOC) เกี่ยวกับนครบันเต็น (Banten) ในศตวรรษที่ 18 กล่าวถึงธิดาของนักปราชญ์ชาวอาหรับ ที่ได้แต่งงานกับเจ้าผู้ครองนครและได้รับการสถาปนาเป็น ราตู ไซรีฟา ฟาติมะห์ (Ratu Syariafah Fatimah).  บันทึกของ VOC เล่า ว่า ราตูไซรีฟา ยุยงให้ฝ่ายดัชต์บั่นทอนพระราชอำนาจของเจ้าผู้ครองนคร เพื่อที่นางจะควบคุมอำนาจสูงสุดเหนือบังลังก์ และเมื่อพระสวามีสิ้นพระชนม์ในปี พ.. 2293 (..1750) รา ตูไซรีฟาขึ้นครองบังลังก์ ทรงใช้อำนาจเบ็ดเสร็จบริหารราชการแผ่นดินทั้งการเมืองและการค้า จนเกิดการทำรัฐประหารต่อต้านพระราชอำนาจ และทางฝ่ายดัชต์ก็ถอนการสนับสนุนพระนาง ราตูไซรีฟาพ่ายแพ้และถูกเนรเทศไปจากนคร

อย่าง ไรก็ตาม การต่อต้านราตูไซรีฟานั้น มิได้มีสาเหตุจากการไม่ยอมรับผู้นำที่เป็นสตรี แต่เกิดจากการตัดสินใจทางการเมืองที่ผิดพลาดของนาง กอปรกับการถอนการสนับสนุนของฝ่ายดัชต์

ราตู อาเก็ง เตอเกิลราชา: นักรบ และนายทุน

            William Dampier (*) นักสำรวจชาวอังกฤษที่เป็นทั้งกัปตันเรือ และโจรสลัด เดินทางมาถึงมินดาเนา (Mindanao) และชวา (Java) ในช่วงปลายศตวรรษที่17 บันทึกถึงความกล้าหาญของสตรีสองนางไว้ คนแรกเป็นภรรยาของผู้ปกครองชาวมุสลิมบนเกาะทางตอนใต้ของมินดาเนา เขาเรียกสตรีนางนี้ว่า “ราชินีนักรบ” เพราะนางเคียงคู่สามีในการออกรบทุกครั้ง

 

สตรีอีกนางหนึ่งที่ Dampier บันทึกไว้ว่า มีวีรกรรมกล้าหาญคล้ายๆ กันนั้น คือ ราตู อาเก็ง เตอเกิลราชา (Ratu Ageng Tegelraja) เป็นชายาคนโปรดของ สุลต่านฮาเม็งกูบูวานาที่ 2 (Hamengkubuwana II) แห่งชวา. บันทึกในจดหมายเหตุย็อกยาการ์ตากล่าวว่า ก่อนมาเป็นพระชายานั้น ราตูอาเก็งเคยเป็นหัวหน้าการ์ดหญิงของราชสำนักย็อกยาการ์ตา (Yogyakarta). ลาภ ยศและผลประโยชน์จากการเป็นชายาคนโปรดของสุลต่าน ทำให้ราตูอาเก็งกลายเป็นเจ้าที่ดินรายใหญ่ และเป็นเจ้าของกิจการค้าข้าวและผ้าบาติก ที่มีพ่อค้ากระทำการแทนในนามของนาง

ที่มา : ราณี...สตรีมุสลิมในประวัติศาสตร์ : จากท่าเรือโบราณ ถึงวังหลวง

 

 

 

 

 

 

 

 
  เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง :-
 
  เนื้อหาที่คุณอาจกำลังค้นหา :-
บทความที่น่าสนใจ
สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์
340 ลาดพร้าว 112 วังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310
โทร 0-2514-0593 แฟ็กซ์ 0-2538-4215 Email : Webmaster@muslimthaipost.com

Warning: include(../../main/globalsitemap.php): failed to open stream: No such file or directory in /home/muslimpo/public_html/muslimthai/main/index.php on line 194

Warning: include(): Failed opening '../../main/globalsitemap.php' for inclusion (include_path='.:/usr/lib/php:/usr/local/lib/php') in /home/muslimpo/public_html/muslimthai/main/index.php on line 194