หมวดหมู่
หน้าหลัก       ยินดีต้อนรับสู่มุสลิมไทย โพสต์
ค้นหา
หากมีคำค้นหลายตัว สามารถคั่นด้วย comma (,)
หน้าหลัก >> Who´s who
พิมพ์หน้านี้  |  ส่งให้เพื่อน
รางวัลซีไรต์ ไม่มีหญิงสาวในบทกวี ซะการีย์ยา ความภูมิใจของมุสลิมไทย

นับตั้งแต่มีการมอบรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์แห่งอาเซียน หรือที่รู้จักกันในนามของรางวัลซีไรต์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 ไล่เรียงมาจนถึงปัจจุบัน ยังมิเคยปรากฏว่า มีผลงานบทกวีไร้ฉันทลักษณ์เล่มใดคว้ารางวัลซีไรต์สาขากวีนิพนธ์ไปครองได้เลย (‘มือนั้นสีขาว’ ของ ศักดิ์ศิริ มีสมสืบ นั้นอาจจะดูคล้ายกับงานไร้ฉันทลักษณ์ แต่ก็ยังนับว่ามีฉันทลักษณ์อยู่ดี)
        
       
       แต่เมื่อหลังสิ้นเสียงประกาศผลรางวัลซีไรต์สาขากวีนิพนธ์ในปี 2553 ที่ประกาศมอบรางวัลให้กับกวีชื่อเรียกยากนาม ซะการีย์ยา อมตยา และผลงานหนังสือ ‘ไม่มีหญิงสาวในบทกวี’ ของเขา ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการกวีนิพนธ์ไทยก็ได้เริ่มต้นขึ้น เพราะ ‘ไม่มีหญิงสาวในบทกวี’ คือบทกวีไร้ฉันทลักษณ์เล่มแรกของประเทศที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้

ซะการีย์ยา
       
       ซะการีย์ยา อมตยา คือใคร?
         
       
       แม้ประเทศไทยของเราจะมีกวีอยู่เพียงหยิบมือหนึ่ง แต่ชื่อของ ซะการีย์ยา อมตยา ก็ยังถือได้ว่าเป็นชื่อที่คนทั่วไปไม่คุ้นเคยอยู่ดี กวีคนนี้ ได้ถือกำเนิดอยู่ใต้เงื้อมเงาของเทือกเขาบูโด ในจังหวัดนราธิวาส และเติบโตมาในโรงเรียนสอนศาสนา ที่บ้านของเขา ใช้ภาษามาลายุเป็นหลัก เขาบอกว่า เขาเพิ่งมาเรียนรู้ภาษาไทย ก็เมื่อได้เข้ามาเรียนชั้นประถมฯ นี่เอง
       
       และผลพวงจากการเรียนรู้ภาษาไทยของเขา ก็ทำให้เขาได้ค้นพบโลกของการอ่าน แต่กระนั้นมันก็ยังไม่ได้นำพาเขาสู่โลกของการเขียนแต่อย่างใด
       
       “ตอนนั้นผมก็อ่านหมด อ่านปทานานุกรม อ่านการ์ตูน แต่พอตอน ป.4 เรามาเจอหนังสือเรื่อง แผ่นดินนี้เราจอง ของ ริชาร์ด โพเวล ที่แปลโดยเทศภักดิ์ นิยมเหตุ เราก็อ่านแล้วชอบมาก นั่นน่าจะเป็นนิยายเล่มแรกที่เราอ่านมั้ง นอกจากนั้น ก็จะเป็นการอ่านพวกตำนาน หรือเทพปกรณัมกรีก แต่พอเราเข้ามาเรียนโรงเรียนมัธยมฯ ที่เป็นโรงเรียนสอนศาสนา เวลาในการอ่านของเราก็ลดน้อยลง เพราะเช้าเราต้องเรียนศาสนา บ่ายก็เรียนปกติ ช่วงนั้น ถึงขั้นหนีเรียนมาเข้าห้องสมุดก็มี เพราะที่นั่นมันมีหนังสือเยอะ”
       
       กระทั่งเขาได้เข้ามาเรียนมัธยมฯ ปลายเขาก็ได้รู้จักกับสิ่งที่เรียกว่ากวีนิพนธ์เป็นครั้งแรก
       
       “ผมก็เริ่มอ่านพวกนิตยสารการเมืองรายสัปดาห์ เริ่มเห็นบทกวีในหน้านิตยสารเหล่านั้น แต่เราก็ยังไม่ได้อยากเขียนเท่าไร อ่านแต่เรื่องการเมืองด้วยซ้ำ”
       
       หลังจากผ่านพ้นชีวิตวัยมัธยม ซะการีย์ยา ก็ได้เข้ามาเป็นลูกพ่อขุน ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง แต่เรียนอยู่ได้ไม่เท่าไหร่ เขาก็ตัดสินใจไปเมืองนอก เพราะการไปศึกษาต่อยังต่างประเทศนั้น เป็นความฝันของเขามาตั้งแต่เด็กแล้ว ทว่า ประเทศที่เขาไป กลับไม่ใช่อังกฤษ หรืออเมริกา ดังที่ทุกคนใฝ่ฝัน หากแต่เป็นอินเดีย ประเทศที่ถือได้ว่ายากจนเป็นอันดับต้นๆ ของโลกต่างหาก
       
       “เราฝันอยากไปเมืองนอกนะ เมื่อก่อนเราอยากไปเรียนที่รัสเซีย คือตอนเด็กๆ เรารู้ว่ามันมีทุนเปเรสทรอยกาอยู่ แต่ตอนที่เราจบ ม.6 นี่ รัสเซียมันล่มสลายไปแล้ว ทุนก็เลยไม่ได้มีการให้ ตอนนั้นไม่ได้รู้เรื่องซ้ายหรือขวาอะไรนะ คิดแต่ว่า ประเทศเขาใหญ่ น่าจะมีอะไรให้ค้นหา แต่สุดท้ายเราก็ต้องมาเรียนนิติฯ รามฯ ตามเพื่อนๆ เรียนได้อยู่ 2 เทอม เราก็หยุดเพื่อที่จะไปอินเดีย
        
       
       “พอดีเราไปรู้จักกับพี่คนหนึ่ง ซึ่งไปเรียนที่นั่นกลับมา ทำให้เรารู้ว่าค่าใช้จ่ายมันถูก เราก็เลยไป เพื่อเติมเต็มความฝันของเราที่อยากไปต่างประเทศ เราก็ไปเรียนด้านอิสลาสมศาสตร์ ภาษาและวรรณคดีอาหรับ ซึ่งเป็นหลักสูตรบูรณาการ ที่วิทยาลัยในเมืองลัคเนา ซึ่งเป็นเมืองหลวงของแคว้นอุตรประเทศ”
       
       และที่อินเดียนี้เอง ที่เป็นผืนแผ่นดินที่ ซะการีย์ยา หยั่งรากของความเป็นกวีลงไปและเติบโต
       
       “จริงๆ แล้ว ที่บ้านผมพูดมาลายู ดังนั้นผมจึงต้องเรียนภาษาอาหรับเพิ่ม แต่เราก็ยังไม่เก่ง ทำให้เรียนไม่ค่อยรู้เรื่อง ทีนี้ในห้องเรียน เราก็เลยเริ่มเขียนระบายนู่นเขียนนี่ลงในสมุด แทนที่จะเป็นการเลคเชอร์ แต่เรายังไม่รู้หรอกว่า สิ่งที่เราเขียนนั้นคืออะไร ใช่ฟรี เวิร์ด (บทกวีไร้ฉันทลักษณ์) หรือเปล่า แต่เราก็กลายเป็นคนติดสมุดบันทึกไป พอเราเข้าปีที่ 3 เราก็เริ่มเรียนเนื้อหาวรรณกรรม ซึ่งทำให้เราชอบวรรณกรรมขึ้นมา ส่วนการเขียนมันเริ่มต้นจากการระบาย แล้วก็เขียนมาเรื่อย”
       
       ชีวิตกวี
        
       
       หลังจากจบการศึกษาและกลับมายังประเทศไทย ซะการีย์ยา ก็เริ่มต้นชีวิตการเป็นกวีอย่างจริงจัง โดยการเขียนบทกวีไปลงยังเว็บบอร์ดต่างๆ และเลี้ยงชีพตนเองด้วยการแปลบทกวีต่างประเทศลงในหนังสือพิมพ์ และเขียนงานของตนเองเรื่อยมา และมีการรวมเล่มผลงานของตนในรูปแบบทำมือ เพื่อส่งประกวด ซึ่งนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้ามาสู่แวดวงของนักเขียนไทย
       
       “พอดีมีการจัดงานอินดี้ บุ๊ก แฟร์ ขึ้น ผมก็เอางานที่ผมมีมาทำรวมเล่มเพื่อส่งประกวด งานนี้ทำให้เรารู้จักกับนักเขียนคนอื่นๆ ที่เราเคยคุยผ่านโลกไซเบอร์มานาน หลังจากนั้น ผมก็ลองส่งไปสนามจริง ครั้งแรกที่ได้ลงในนิตยสารก็เป็นที่เนชั่นสุดสัปดาห์ น่าจะเป็นปี 47 - 48
       
       “ส่วนเรื่องของการใช้ชีวิตนั้น ช่วงแรกที่บ้านก็ยังช่วยเราอยู่ แต่หลังเราก็พยายามจะอยู่ด้วยตัวเอง ก็อยู่ได้ยากนะ แต่เราก็มุ่งมั่นว่าจะใช้ชีวิตแบบนี้เวลาไปงานต่างๆ พี่ที่อยู่ในแวดวงก็จะคอยถามเราว่า เช (ชื่อเล่นของซะการีย์ยา) มีตังค์กลับบ้านหรือเปล่า เราก็ตอบไปตรงๆ ว่าไม่มี เขาก็ให้ค่ารถกลับบ้านเรามา มีคนแบ่งปันหนังสือดีๆ ให้เราอ่าน แบ่งปันเพลงดีๆ ให้เราฟัง แต่ก็มีบางครั้งที่เราไม่อยากรบกวนใคร ถ้าเราไม่มีเงินกลับบ้าน เราก็จะนอนที่สนามหลวงนั่นเลย”
       
       จะเห็นได้ว่า การที่คนคนหนึ่งจะมาใช้ชีวิตแบบกวีนั้น นอกจากเรื่องของปากท้องที่เป็นปัญหาหลัก ปัญหาเรื่องของเป้าหมายและคุณค่าในชีวิต ก็เป็นอีกเรื่องที่เป็นอุปสรรคที่ต้องข้ามผ่าน
       
       “เราจะต้องขบถกับค่านิยม พูดกันตรงๆ กวีก็เหมือนกับคนที่ไม่มีงานทำ เขียนงานก็ไม่ใช่ว่าจะมีรายได้ที่ดี พอเลี้ยงชีพ แต่ที่เราข้ามผ่านตรงนั้นมาได้ ก็อาจจะเป็นเพราะประสบการณ์จากอินเดีย คือที่นั่นคนเขาลำบากกว่าเรามาก ความยากจนของเรานี่ยังถือว่าน้อยถ้าเทียบกับเขา แล้วเราก็ตัดสินใจแล้วว่าเราจะอยู่กับสิ่งที่เรารัก คือบทกวีมันก็เลี้ยงเราอยู่บ้าง แต่แน่นอนว่ามันไม่ได้ทำให้เรารวย หรือมีเงินใช้จ่ายได้เท่าคนอื่น”
       
       แต่สุดท้าย ซะการีย์ยา ก็ข้ามผ่านความยากลำบากตรงนั้นมาได้ เพราะความเชื่อมั่นในวิถีของความเป็นกวี และได้รับผลตอบแทนจากความรักที่เขามีให้กับถ้อยคำ เป็นรางวัลซีไรต์ประจำปี 2553
       
       จากกวีไร้ชื่อสู่กวีซีไรท์
       
       
       ตลอดชีวิตกวีที่ผ่านมาของ ซะการีย์ยา เขาไม่เคยคิดเลยว่า เขาจะได้มายืนตรงจุดนี้ จากกวีจนๆ ไร้ชื่อเสียงก็ลายเป็นกวีที่มีแต่คนพูดถึง
       
       “มันเป็นเรื่อง 1 ในล้านนะ เราไม่ได้หวังกับมัน เพราะมันเป็นเรื่องยาก ในบ้านเราคนเขียนบทกวีก็มีเยอะ แต่ถ้าเราได้รางวัลมาแล้ว เราก็ไม่ได้จะปฏิเสธมัน คือถ้าเราเขียนเพราะอยากได้รางวัล มันก็ถือว่าเราตายไปแล้ว แต่ที่ผ่านมา ผมเขียนเพื่อตัวเองมากกว่า ถ้าใครมาถามว่ากำลังทำงานเพื่อสังคมอยู่หรือเปล่า ผมก็จะตอบว่าไม่ แต่ถ้ามันจะดีหรือมีคุณค่าอยู่บ้าง มันก็อยู่ในตัวเรานี่แหละ และก็แสดงผ่านบทกวีออกมาอย่างไม่ดัดจริต”
       
       นับแต่วันนี้ไป กวีที่ชื่อซะการีย์ยา ก็จะไม่ใช่กวีที่ไร้ชื่อเสียงอีกต่อไป เพราะผลงาน ‘ไม่มีหญิงสาวในบทกวี’ ก็ได้ประกาศตัวถึงชัยชนะแห่งความพยายามของเขาแล้ว
       อีกทั้งยังประกาศให้เห็นถึงที่อยู่ที่ยืนของบทกวีไร้ฉันทลักษณ์ในประเทศไทยอีกทางหนึ่งด้วย
Source: www.manager.co.th
       .........
       เรื่อง : เอกชาติ ใจเพชร
       ภาพ : วรวิทย์ พานิชนันท์

 
  เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง :-
 
  เนื้อหาที่คุณอาจกำลังค้นหา :-
บทความที่น่าสนใจ
สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์
340 ลาดพร้าว 112 วังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310
โทร 0-2514-0593 แฟ็กซ์ 0-2538-4215 Email : Webmaster@muslimthaipost.com

Warning: include(../../main/globalsitemap.php): failed to open stream: No such file or directory in /home/muslimpo/public_html/muslimthai/main/index.php on line 194

Warning: include(): Failed opening '../../main/globalsitemap.php' for inclusion (include_path='.:/usr/lib/php:/usr/local/lib/php') in /home/muslimpo/public_html/muslimthai/main/index.php on line 194