หมวดหมู่
หน้าหลัก       ยินดีต้อนรับสู่มุสลิมไทย โพสต์
ค้นหา
หากมีคำค้นหลายตัว สามารถคั่นด้วย comma (,)
หน้าหลัก >> Muslimthai Focus
พิมพ์หน้านี้  |  ส่งให้เพื่อน
นักลงทุนเผ่นหนีเบื่อการเมืองไทย

“นักธุรกิจ” ประสานเสียงกระตุ้น “มาร์ค” สลายม็อบแดงได้แล้ว ลั่นรัฐมีทำหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อย ครวญไม่มีอะไรเจ๊งไปกว่านี้อีกแล้ว ส่วน “ต่างชาติ” เบื่อกีฬาสีเมืองไทยเล่นไม่เลิก “อินโดฯ-เวียดนาม” เฮรับส้มหล่น ขณะที่ “บรรหาร” ออกโรงเตือนรัฐนาวารับผิดชอบ ถ้าสลายม็อบแล้วมีคนเจ็บ-ตาย ขู่ดัดหลัง “มาร์ค” หากไม่เร่งแก้ รธน. ตามโรดแม็บ ระบุอย่าให้เสียความรู้สึกซ้ำซาก “ชุมพล-หนั่น” เผยเจรจารอบสามดีกว่า ปัดนิ่ม ๆ “กสม.” เดินสายถกอดีตนายกฯ ฝ่าย “อานันท์” เมินหารือผ่านทีวี-วิทยุ ยันคำตอบต้องทำเพื่อ 65 ล้านคน ฟาก “กสม.” เปิดลายแทงเพิ่มชื่อ “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” แต่ไม่ใส่ “แม้ว” ในบัญชีแก้วิกฤติ ส่วน “สภาที่ปรึกษาฯ” โผล่เป็นคนกลางด้วยคน “ทปอ.” เตือนอาจารย์อย่าอ้างชื่อสถาบันโชว์กึ๋น ด้าน “กรณ์” ซัดเสื้อแดงข้ามประเทศ ส่วน “บขส.” เตรียมระดมรถขนเสื้อแดงกลับบ้าน

* “กสม.”หารือ“บิ๊กจิ๋ว”คนแรก
   
เมื่อวันที่ 7 เม.ย. ที่พรรคเพื่อ  ไทย คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่ง  ชาติ (กสม.)  นำโดยนางอมรา พงศาพิชญ์ ประธาน กสม. พร้อมด้วยนายไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์ นายปริญญา ศิริสารการ นพ.แท้จริง ศิริพานิช กรรมการ กสม. และ นพ.ชูชัย ศุภวงค์ เลขาธิการ กสม. นำกระเช้าดอกไม้มามอบให้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี และประธานพรรคเพื่อไทย จากนั้นได้ร่วมหารือเพื่อหาทางออกให้กับประเทศไทย โดยมี พล.ต. ศรชัย มนตริวัต ส.ส.สัดส่วน นายพีรพันธุ์ พาลุสุข ส.ส.ยโสธร และนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย เป็นตัวแทนพรรคเพื่อไทยร่วมหารือด้วย
   
 พล.อ.ชวลิต ปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดของการหารือ โดยระบุเพียงว่าได้ ขอให้ กสม. เข้าพบอดีตนายกฯ ทั้งหมด และ กสม. แจ้งว่าได้ติดต่อขอพูดคุยกับนาย สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ แล้วซึ่ง  นายสมชายได้ตอบตกลง

* เมินต่อสาย“แม้ว”แก้วิกฤติ
   
นางอมรา เปิดเผยภายหลังการหารือว่า พล.อ.ชวลิต ได้สะท้อนปัญหา อาทิ 1.นายกฯ ต้องเร่งสร้างประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขให้ได้ หากแก้ไม่ได้อาจนำพาบ้านเมืองไปสู่อนาธิปไตย 2.ควรหาคนกลาง เช่น นักวิชาการ มาร่วมหาทางออกระหว่างรัฐบาลและ นปช. เป็นต้น
   
นพ.ชูชัย เปิดเผยว่า พล.อ.ชวลิต ยอมรับว่าเป็นไปได้ยากที่จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในเวลานี้ แต่เรื่องเร่งด่วน คือ เงื่อนเวลาในการยุบสภาที่ต้องหาข้อยุติกันให้ได้ ต่อข้อถามว่า จะหารือกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ด้วยหรือไม่ นพ.ชูชัย กล่าวพร้อมกับหัวเราะว่า “ท่านคุยกับสังคมไทยทุกวันอยู่แล้ว เราไปคุยกับอดีตนายกฯ ท่านอื่นที่ยังไม่มีโอกาสได้เสนอความคิดเห็นบ้าง” และหลังจากนี้จะเดินสายพบผู้นำศาสนาทุกศาสนาและผู้นำชุมชนต่าง ๆ วันที่ 12 เม.ย.นี้ จะเข้าพบผู้นำศาสนาอิสลาม รวมถึงกำลังรอคำยืนยันจากนายอานันท์ ปันยารชุน ที่นัดไว้ในวันที่ 12 เม.ย. เช่นเดียวกัน ส่วนที่ตอบรับแล้ว คือ นายบรรหาร ศิลปอาชา และนายชวน หลีกภัย

*เย็นใจระดมความคิด1-2เดือน
   
“การเดินสายพบปะผู้นำต่าง ๆ จะใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือน ถือว่าเป็นเวลาไม่นาน เพราะปัญหาของประเทศเรื้อรังมานานแล้ว หากต้องการหาทางออกให้กับ ประเทศก็สามารถรอได้ ถ้าไม่เอาเรื่องของการเมืองอย่างยุบสภาเข้ามาเกี่ยวข้อง หลังรับฟังข้อเสนอจากผู้ใหญ่บ้านเมือง กสม. จะนำมาประมวล รวบรวมข้อเสนอแล้วเสนอต่อสาธารณะเป็นระยะ ๆ ส่วนการพูดคุยกับแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และรัฐบาลนั้น ทาง กสม. จะไปพูดคุยหลังจากที่ได้ประมวล ปัญหา รอให้ได้ข้อมูลจากกลุ่มต่าง ๆ จากสังคมก่อน” เลขาธิการ กสม. ระบุ 
   
นพ.ชูชัย กล่าวอีกว่า กสม. จะ ไม่เป็นคนกลางเจรจา แต่จะเป็นตัวเชื่อมระหว่างรัฐบาลและแกนนำ นปช. เพื่อไม่ให้ใช้ความรุนแรงในการนำมวลชน ซึ่งสังคมจะต้องเข้ามาช่วยดูแลในส่วนนี้ ตอนนี้สถานการณ์ยังพอรับได้แม้จะมีการละเมิดสิทธิบ้าง หากสามารถพ้นตรงนี้ไปได้จะพัฒนาประชาธิปไตยไปอีกขั้น

*“อานันท์”ลั่นไม่โต้วาทีหน้าจอ
   
ที่สยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกฯ กล่าวว่า ในหลักการแล้วไม่ขัดข้อง แต่ในขณะนี้ไม่รู้ว่าจะหารือเรื่องอะไรหรือ กสม. จะมาเล่าอะไรให้ฟัง เนื่องจากฐานะของตนไม่เหมือนอดีตนายกฯ อีก 3 คน ที่ยังเกี่ยว ข้องหรือมีพันธกิจทางการเมือง ส่วนตนเป็นคนธรรมดา ไม่มีบทบาททางการเมือง ซึ่งสถานการณ์ในขณะนี้โดยส่วนตัวมองว่า มีความห่วงใยว่าเหตุการณ์เลยเถิดไปหรือยัง ไม่รู้ว่ารัฐบาลทำอะไร อยากให้ปัญหาจบลงสงบ และตอบคำถามคน 65 ล้านคนได้ หากมีการเลือกตั้งก็ต้องเลือกตั้งโดยเสรี มีอิสระ เป็นไปด้วยความยุติธรรม ประเด็นในขณะนี้ไม่ได้อยู่ที่ยุบสภา แต่ใช้คำว่า ยุบสภา พร่ำเพรื่อ “แต่เมื่อถึงขึ้นหนึ่งต้องจับเข่าคุย กัน ไม่ใช่หารือคุยกันทางวิทยุหรือโทรทัศน์ประเด็นไม่ได้อยู่ที่สองฝ่าย แต่อยู่ที่ประชาชน65 ล้านคน”

*“นายหัว”ชี้รอดูหลังสงกรานต์
   
ที่รัฐสภา นายชวน หลีกภัย อดีตนายกฯ และประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ยอมรับว่า ได้รับการทาบทามจาก กสม. เมื่อวันที่ 5 เม.ย. แต่ยังไม่ทราบรายละเอียด ส่วนตัวไม่ขัดข้องที่จะเข้าร่วมหารือ แต่จะหาทางออกได้หรือไม่ต้องรอดูหลังสงกรานต์ ต่อข้อถามว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ จะผ่านวิกฤติ นี้ไปได้หรือไม่ นายชวน กล่าวว่า คิดว่านายกฯพยายามไม่ออกนอกทางของกฎหมาย ซึ่งเป็นเรื่องถูกต้อง จะเบาหรือหนักต้องอยู่ในกรอบกฎหมาย ทั้งนี้ตนไม่เห็นด้วยกับการยุบสภา
   
ขณะที่นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว. มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ว่า เป็นเรื่องดี เพราะคนเป็นอดีตนายกฯ มีประสบการณ์ในการบริหารประเทศมาก่อน เมื่อถามว่า หลายฝ่ายอยากให้รัฐบาลและกลุ่มคนเสื้อแดงมาพบกันคนละครึ่งทาง นายชวรัตน์ ตอบว่า ตนย้ำหลายครั้งแล้วว่าต้องคุยกัน

* ชพน.หนุนเจรจารอบสาม
   
นายชุมพล ศิลปอาชา รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวถึงกรณี กสม. เชิญอดีตนายกฯ 4 คนมาหารือเพื่อแก้ปัญหาสถาน การณ์การเมืองขณะนี้ว่า ส่วนตัวมองว่าการเจรจารอบที่สามระหว่างนายกฯ และแกนนำ นปช. น่าจะมีคุณค่าและได้ข้อยุติมากกว่า ส่วนการเชิญอดีตนายกฯ มาหารือน่าจะเป็นการแสดงความตื่นตัวทางการเมืองเท่านั้น อย่างไรก็ตามพรรคชาติไทยพัฒนายังคงยืนยันในจุดยืนที่อยากให้มีการยุบสภาในช่วงสิ้นปีและจัดเลือกตั้งใหม่ต้นปีหน้า แต่ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จก่อนยุบสภา
   
พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกฯ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวในเรื่องเดียวกันว่า ถ้ามีการเจรจากันรอบที่สามน่าจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น เพราะถ้าไม่พูดคุยกันก็เผชิญหน้ากันอยู่อย่างนี้ ซึ่งถ้าทั้งสองฝ่ายมีเจตนาที่ดีน่าจะพูดคุยกันได้ ส่วนผู้ที่จะมาทำหน้าที่ประสานงานให้เกิดการพูดคุยนั้นน่าจะเป็น พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย

*“เติ้ง”เหลืออดขู่ดัดหลัง“มาร์ค”
   
เย็นวันเดียวกัน ที่บ้านพักถนนจรัญสนิทวงศ์ นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกฯ และประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา แถลงว่า เป็นห่วงสถาน การณ์ที่เกิดขึ้น ถึงแม้รัฐบาลจะใช้มาตรการที่รุนแรงในการแก้ปัญหา แต่เชื่อว่าปัญหาจะไม่จบ เพราะอีกฝ่ายมีกำลังพอสมควร สิ่งที่จะช่วยให้รัฐบาลแก้ปัญหาได้ น่าจะเป็นการดำเนินการตามแผนที่รัฐบาลได้ประกาศว่าจะยุบสภาในเดือน ธ.ค. นี้ เริ่มจากการแก้ไข รัฐธรรมนูญปี 2550 ทั้ง 6 ประเด็น ตาม ข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คิดว่าขั้นตอนเหล่านี้อาจเสร็จได้ในเดือน พ.ย.
   
“ผมไม่มั่นใจว่ารัฐบาลจะจริงใจแก้ปัญหาหรือไม่ เพราะนายกฯ ให้สัมภาษณ์ว่าจะเชิญเสื้อเหลือง ฝ่ายนั้นฝ่ายนี้มา อย่างนี้มันแก้ไม่ได้ เป็นการหลอกกันมากกว่า ในฐานะผู้สังเกตการณ์ผมเสียความรู้สึก แก้แค่ 2 มาตราก็เสียความรู้สึกมาแล้ว อย่าให้เสียความรู้สึกไปมากกว่านี้เลย ไม่จำเป็นต้องอยู่ครบเทอม เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็อยู่ไม่ไหว แต่น่าจะเดินหน้าให้สังคมมากกว่า ควรจะทำให้พรรคร่วมมั่นใจว่ารัฐบาลจะทำอย่าง จริงใจ หากไม่ทำพรรคชาติไทยพัฒนาอาจจะคิดอะไรสักอย่างหนึ่ง คงพิจารณาอะไรสักอย่าง” อดีตนายกฯ ระบุ 

*รัฐต้องรับผิดถ้ามีคนเจ็บ-ตาย
   
นายบรรหาร กล่าวต่อว่า รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อสลายม็อบ และปิดสถานีโทรทัศน์พีเพิลแชแนล ก็ต้องระวังไม่ให้มีคนบาดเจ็บล้มตายเหมือนเหตุ การณ์วันที่ 7 ต.ค. 2551 มิฉะนั้นคนสั่งการจะต้องรับผิดชอบ และหากจะปิดสถานีโทรทัศน์ต้องทำเสมอภาค อย่าใช้สองมาตรฐาน ถ้ามี 10 ช่อง ก็ต้องปิดทั้งหมด
   
ต่อข้อถามว่า ให้สัมภาษณ์เหมือน กับว่าเหลืออดแล้ว อดีตนายกฯ กล่าวว่า “แนวโน้มน่าจะเป็นไปได้ แต่ยังมีอีกนิดหนึ่งแต่อยู่ที่ความอดทน ผมอยากเรียนว่าคำพูดคนสำคัญ จะทำอะไรสำเร็จก็อยู่ที่คำพูดคน จะทำก็ต้องทำ ไม่ทำก็ไม่ทำ อย่าวนไปวนมาอย่างนี้ผมไม่ชอบ เพราะผมเป็นคนตรงไปตรงมา” และอยากบอกตรง ๆ ว่า การจะ  มีรัฐบาลต้องมาจากระบอบประชาธิปไตย ประชาชนต้องเป็นผู้เลือก ถ้าพรรคไหนได้เสียงข้างมาก พรรคนั้นก็จัดตั้งรัฐบาล ส่วนที่ กสม. จะขอเข้าพบนั้นได้แจ้งไปว่าให้รอดูหลังสงกรานต์ อย่างไรก็ดียังมองไม่เห็นว่ามีใครเป็นกลางเลย

*“พผ.”ให้ดึง“แม้ว”ร่วมด้วย
   
นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รมว.อุตสาห กรรม ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จะมาร่วมหารือหรือไม่ เพราะเป็นคนให้พวกเสื้อแดงออกมาแสดงบทบาทอยู่ในขณะนี้แล้วเวทีนี้จะไม่มี พ.ต.ท.ทักษิณ ได้อย่างไร ทั้งนี้กระบวนการแก้ไขต้องใช้รัฐสภาดำเนินการ อย่าเอากระบวนการนอกสภามาผสมโรง ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าพรรคเพื่อแผ่นดินยังมีไมตรีกับพรรคเพื่อไทยนั้น ตนยืนยันว่าพรรคเพื่อแผ่นดินมีนโยบายที่ชัดเจนคือการสร้างความสมานฉันท์
   
ด้านนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. แถลงว่า ข้อเสนอของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ที่จะมี  การหารือกับอดีตนายกฯทั้ง 4 คนเพื่อช่วยกันหาทางออกให้กับประเทศไทยว่า เป็นสัญญาณที่ดี และเห็นด้วยกับ กสม. ที่จะมีการดำเนินการเพื่อคลี่คลายปัญหาอย่างสันติวิธี นปช. พร้อมจะรับฟัง แต่จะดำเนินการตามหรือไม่นั้น แกนนำ นปช. จะมีการหารือกันอีกครั้ง

*สภาที่ปรึกษาฯขอเป็นคนกลาง
   
สำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ นายโอภาส เตพละกุล ประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เปิดเผยว่า ขอเสนอตัวให้ใช้สภาที่ปรึกษาฯ เป็นเวทีกลางในการเจรจาหลายฝ่ายเพื่อแก้ปัญหาวิกฤติการเมืองที่เกิดขึ้น โดยเสนอให้ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มทั้งรัฐบาล แกนนำ นปช. กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ภาคสังคม หอการค้า ที่ได้รับผลกระทบเข้ามาหารือเพื่อยุติความขัดแย้ง  “เวทีนี้ไม่ได้ขัดต่อแนวทางของคณะกรรม การ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่เสนอให้อดีต 4 นายกฯ มาหารือแก้ปัญหา แต่จะเปิดอีกส่วนที่เปิดกว้างให้ทุกฝ่ายเข้าร่วมว่า ควรจะหาทางยุติอย่างไร เช่น หากมีการยุบสภาจะใช้กรอบเวลาใดที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้สร้างความเสียหายต่อสังคม การค้า จุดยืนของกลุ่ม และประโยชน์ของประเทศชาติไปกว่านี้”

*“ทปอ.”ขอตั้งหลักแสดงจุดยืน
   
ขณะเดียวกัน ศ.ดร.ประสาท สืบค้า ประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เปิดเผยว่า ทปอ.จะเรียกประชุมวิสามัญเพื่อแสดงจุดยืนต่อสถานการณ์ทางการเมือง โดยจะเรียกร้องให้กำหนดท่าทีของ สังคมด้วยการนำความสงบสุขของบ้านเมืองเป็นที่ตั้ง การแสดงจุดยืนของ ทปอ. เป็นการดำเนินการอิสระไม่ได้เป็นไปตามคำสั่งของรัฐบาลหรือสีใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งนี้แม้มหา วิทยาลัยทุกแห่งจะให้อิสระแก่นักวิชาการในการแสดงความคิดเห็น แต่อย่านำหรือลากสถาบันการศึกษาเข้าไปเกี่ยวข้อง รวมทั้งถ้าพูดอะไรที่เป็นเท็จจะต้องรับผิดชอบต่อคำพูด  ของตัวเองด้วย

*“กรณ์”โบ้ยเสื้อแดงทำไทยปิ๋ว
   
วันเดียวกัน นายกรณ์ จาติกวณิช  รมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ระหว่างเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (เออีเอ็ม) ที่ประเทศเวียดนามว่า การที่ธนาคารโลกปรับ ตัวเลขจีดีพีของไทยใหม่ จาก 3.5% เป็น 6.2% อาจเป็นการพิจารณาจากข้อมูลก่อนมีเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง อย่างไรก็ตามตนได้ชี้แจงถึงสถานการณ์การชุมนุมกับสื่อ ต่างประเทศว่า สุดท้ายรัฐบาลต้องบังคับใช้กฎหมาย เพราะกลุ่มเสื้อแดงไม่มีเจตนาที่ จะเจรจาหาทางออก แต่รัฐบาลจะยึดหลักกฎหมาย และใช้แนวทางไม่ให้เกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินมากที่สุด ซึ่งทุกคนก็เข้าใจ และมองว่ารัฐบาลอดทนต่อแรงกดดันกับทุกฝ่ายอย่างเหมาะสมแล้ว
   
รมว.คลัง กล่าวว่า ขณะนี้ไทยยังไม่ได้ลงนามจัดตั้งกองทุนริเริ่มเชียงใหม่ ที่ยังไม่ได้ผ่านสภา เพราะสภาถูกปิดล้อม ซึ่งอาจทำให้ส่งผลกระทบต่อการเสนอตัวจัดตั้งสำนักงานกองทุนในประเทศไทยด้วย และประเทศสมาชิกต่างกังวลกับปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้นในประเทศไทย จึงอาจทำให้ไทยเสียเปรียบสิงคโปร์ที่เป็นคู่แข่งได้

*“เอกชน”กระตุ้นรัฐสลายม็อบ
   
นายธนิต โสรัตน์ รักษาการรองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ภาคเอกชนเห็นด้วยที่รัฐบาลจะต่ออายุ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรออกไป เพราะสถานการณ์ความวุ่นวายยังไม่จบและไม่มีทีท่าว่าจะมีทางออก นับวันความรุนแรงยิ่งขยายวงกว้างออกไปจากเดิมที่เคยชุมนุมอยู่ที่บริเวณราชดำเนินก็ขยายออกไปจัดจุดศูนย์กลาง ทางเศรษฐกิจของประเทศ เช่น แยกราชประสงค์ สีลม และการต่ออายุ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ออกไปถือว่าจำเป็น เพราะเป็นเครื่องมือที่ใช้จัดการกลุ่มผู้ชุมนุม
   
“ยอมรับว่าขณะนี้เลยจุดที่จะพูดว่าเกิดความเสียหายต่อด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวแค่ไหนแล้ว เพราะตอนนี้ความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว ความรุนแรงมีมากขึ้นและรัฐบาลไม่กล้าใช้ความรุนแรงในการสลายม็อบเพราะกลัวว่าจะคุมสถานการณ์ไม่ได้ หากเกิดความรุนแรงขึ้นก็จะกลายเป็นเงื่อนไขขึ้นมาอีก” รักษาการรองประธาน ส.อ.ท. กล่าว

*ท่องเที่ยวกระอักยาวถึงปลายปี
   
ที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นายเจริญ วังอนานนท์ โฆษก  สหพันธ์สมาคมท่องเที่ยวไทย (เฟตต้า) เปิดเผยภายหลังประชุมร่วมกับนายสุรพล เศวตเศรณี ผู้ว่าการ ททท. ว่า การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ขยายวงกว้างมากขึ้น อาจกระทบการท่องเที่ยวลุกลามในระยะยาวไปจนถึงเดือน พ.ค. และต่อเนื่องไปถึงช่วงที่ไม่ใช่ฤดูกาลท่องเที่ยว หรือโลว์ซีซั่น ล่าสุดพบว่ายอดจองการท่องเที่ยวล่วงหน้าหยุดชะงักหมดแล้ว ทำให้เชื่อว่าทั้งปี 2553 ยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติคงไม่ถึง 15-15.5 ล้านคน ตามที่รัฐตั้งเป้าไว้
   
“ตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เดินทางมา  ผ่านสมาชิกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) ต้นเดือน เม.ย.นี้ พบว่าลดลงต่ำ  สุดในรอบ 3 ปี เฉลี่ยเข้าประเทศ 3-4 พันคนต่อวัน ลดลงมากกว่า 50% ต่อวัน ปัญหานี้กระทบผู้ประกอบการท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่เริ่มเรียกร้องขอให้เฟตต้าช่วยเจรจาภาครัฐให้ยืดระยะเวลาชำระเงินกู้ออกไปอีก จากเดิมที่ต้องชำระในวันที่ 1 มิ.ย.นี้ เพราะจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงช่วงสงกรานต์อาจกระทบต่อการเงินในอนาคตได้” โฆษกเฟตต้า ระบุ 

*10โรงแรมเจ๊งกว่า200ล้านบาท
   
ที่ตึกช้าง นายประกิจ ชินอมรพงษ์ นายกสมาคมโรงแรมไทย กล่าวในงานสัมมนา “อนาคตท่องเที่ยวไทยกับความเชื่อมั่นของภาคเอกชน” ว่า ได้โทรศัพท์สอบถามผู้บริหารโรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ และได้รับคำตอบว่าโรงแรมดังกล่าวไม่ได้ปิด เพราะได้รับผลกระทบจากการชุมนุมปิดแยกราชประสงค์ แต่ยอมรับว่ามีการปิดห้องอาหารบางห้องเท่านั้น เนื่องจากมีผู้เข้าพักเหลืออยู่ไม่มาก ส่วนลูกค้าที่เตรียมจะมาเข้าพักนั้นก็ได้แจ้งว่าอาจมีความไม่สะดวกในการเดินทาง และถ้าต้องการย้ายโรงแรมก็ยินดีที่จะจัดการให้
   
นายกสมาคมโรงแรมไทย กล่าวต่อว่า ไม่ได้มีเพียงโรงแรมในย่านราชประสงค์ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม แม้แต่โรงแรมใกล้เคียงรวม 10 แห่งในย่านราชดำริ ปทุมวัน และประตูน้ำ ล้วนได้รับผลกระทบไปด้วย แต่ละแห่งสูญเสียรายได้วันละ 3-5 ล้านบาท เหตุการณ์ปิดย่านราชประสงค์ผ่านมาจนถึงวันที่ 7 เม.ย. เสียรายได้ไปแล้วไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท

*“ห้างดัง”ชิมลางเปิดรับทรัพย์
   
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์การค้าย่านราชประสงค์ ไม่ว่าจะเป็น ศูนย์การค้าเซ็น ทรัลเวิลด์, ห้างเกษร, สยามพารากอน,สยามเซ็นเตอร์ และห้างค้าปลีก บิ๊กซี ยังคงปิดบริการต่อเนื่องเป็นวันที่ห้า มีการประเมินมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นจากการปิดศูนย์การค้า และโรงแรมในบริเวณดังกล่าวเป็นเวลา 5 วันตั้งแต่วันที่ 3-7 เม.ย. มีมาก กว่า 5 พันล้านบาท เฉลี่ยวันละไม่ต่ำกว่า 1 พันล้านบาท และผู้บริหารยังไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าจะกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งเมื่อใด เพราะต้องพิจารณาปัจจัยแวดล้อมที่เกิดขึ้นเป็นรายวัน อย่างไรก็ดีศูนย์การค้า สยามดิสคัฟเวอรี่ และห้างเซ็นทรัล ชิดลม ได้เปิดให้บริการวันที่ 7 เม.ย. เป็นวันแรก

*หวั่นลากเศรษฐกิจถอยหลัง4ปี
   
น.ส.วิริยา วรกิตติคุณ นายกสมาคมวิจัยการตลาดแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองในขณะนี้อาจฉุดให้ความเชื่อมั่นของคนไทยและคนกรุง เทพฯ ลดลงใกล้เคียงกับเหตุการณ์ในเดือนเม.ย. 2552 และช่วงรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวกว่าที่ความเชื่อมั่นจะกลับคืนมาต้องใช้เวลา 1 ปี แต่ครั้งนี้หากเหตุการณ์ยังยืดเยื้ออาจทำให้ความเชื่อมั่นของไทยต้องใช้เวลาถึง 2 ปีจึงจะฟื้นกลับมา และ ภาคธุรกิจอาจถอยหลังไปอีก 4 ปี ขณะที่  ผลการวิจัยไทยวิว ครั้งที่ 13 ซึ่งสมาคมฯ จัดทำขึ้นเมื่อวันที่ 26 ก.พ.-5 มี.ค. ที่ผ่านมา ด้วยการสำรวจความคิดเห็นของคนกรุงเทพฯ จำนวน 500 คน กับสถานการณ์โดยรวมที่เกิดขึ้นในขณะนี้ พบว่า คนกรุงเทพฯ 35% กังวลในเรื่องปัญหาสุขภาพ, 34% กังวลภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ, 27% กังวลความไม่มั่นคงทางการเมือง และ 27% มีเงินไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพและการใช้จ่ายในด้านต่าง ๆ

* “ต่างชาติ”เซ็งเบนเข็มหนีไทย
   
นายเจฟฟรีย์ ลองเฟลโลว์ ที่ปรึกษา ด้านการลงทุน บริษัทกาลิเลโอ แอสเซท เมเนจเมนท์ กล่าวในการสัมมนา “ทางออกประเทศไทยจากภาวะวิกฤติ” ว่า ขณะนี้ประเทศไทยไม่ได้น่าสนใจในสายตาของนักลงทุนต่างชาติอีกต่อไป และหากจะหาคนเข้ามาลงทุนใหม่คงยาก แต่ถ้าเข้ามาซื้อขายยังพอมีบ้าง เพราะขณะนี้มีหลายประเทศที่น่าสนใจกว่า เช่น อินโดนีเซีย เวียดนาม ที่มีความพร้อมด้านทรัพยากร และมีความซับซ้อนทางการเมืองน้อยกว่าไทย แต่เชื่อว่าหากการชุมนุมไม่เกิดความรุนแรง เศรษฐกิจ ไทยยังเติบโตต่อไปได้อยู่
   
ที่ปรึกษาการลงทุนต่างชาติ กล่าวด้วยว่า สำหรับแนวทางแก้ไขต้องให้กลุ่มคนชั้นกลางเข้ามามีบทบาทรับผิดชอบต่อสังคมกว่าที่เป็นอยู่ เพราะที่ผ่านมามีการเพิกเฉยจนทำให้สังคมเกิดปัญหา เริ่มจากการเสียภาษีอย่างถูกต้อง หรือช่วยตรวจสอบการกระทำของกลุ่มคนผู้มีอำนาจ หรือมีฐานะร่ำรวยว่ามีอะไรที่ทำไม่ถูกต้องหรือไม่ เพราะตอนนี้สังคมชนชั้นกลางห่วงแต่ประโยชน์ ส่วนตัว เช่น ฝากลูกเข้าโรงเรียนดี ๆ จนลืมประโยชน์ส่วนรวม

* บขส.ขน“แดง”กลับ ตจว. ฟรี
   
ที่กระทรวงคมนาคม นายสุชาติ โชคชัยวัฒนากร รมช.คมนาคม เปิดเผยว่าได้สั่งการให้ บขส. จัดเตรียมรถ บขส. เพื่อรับ-ส่งประชาชนกลับต่างจังหวัด และหากกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงจะกลับต่างจังหวัดด้วยก็สามารถติดต่อที่สำนักงานสาขาของ บขส. ได้ เช่น สถานีหมอชิต ตลิ่งชัน เอกมัย  เพื่อเจ้าหน้าที่ บขส. จะจัดรถไปรับยังจุดที่ชุมนุมเพื่อขนคนกลับบ้าน โดยไม่เสียค่าตั๋วหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ
   
นายนเรศ บุญเปี่ยม ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายการเดินรถ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) กล่าวว่า จากสถานการณ์การเคลื่อนไหวของผู้ชุมนุมเสื้อแดงที่เดินทางไปปิดล้อมรัฐสภาและสถานีไทยคม ถนน  รัตนาธิเบศร์ นั้น ขสมก. ได้จัดรถเสริมกว่า 27 เส้นทางเพื่อให้บริการประชาชนตามสถานการณ์ โดยเขตการเดินรถที่ได้รับผลกระทบต้องปรับเปลี่ยนประกอบด้วย เขตการเดินรถที่ 5 และ เขตการเดินรถที่ 7

* “เฟตต้า”แนะรัฐใช้ ก.ม. จริงจัง
   
นายเจริญ วังอนานนท์ โฆษกสหพันธ์สมาคมท่องเที่ยวไทย (เฟตต้า) ให้สัมภาษณ์อีกครั้งภายหลังรัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงว่า รัฐบาลจะทำอะไรตอนนี้ก็ทำไปเลย เพราะไม่มีอะไรเจ๊งไปกว่านี้อีกแล้ว ประเทศไทยขณะนี้เหมือนไม่ใช่นิติรัฐ ไม่มีรัฐบาล ไม่มี ส.ส. ใครมีกองกำลังส่วนตัวก็ออกมาเรียกร้องได้ทันที อย่างไรก็ตามเมื่อรัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงแล้วต้องบังคับใช้จริงด้วย เพราะระบอบประชาธิปไตยมีรัฐบาลคอยดูแลสถานการณ์บ้านเมือง รัฐบาลก็ต้องทำหน้าที่ด้วย ไม่ใช่มัวแต่อ้างว่าเป็นคนไทยด้วยกัน เนื่องจากสถานการณ์ขณะนี้เลยเถิดไปแล้ว หากรัฐบาลทำถูกกฎหมายก็ไม่ต้องกลัว
   
นายอภิชาติ สังฆอารีย์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเฟตต้า กล่าวเช่นเดียวกันว่า เห็นด้วยที่รัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง แต่อยู่ที่เมื่อประกาศแล้วจะทำอะไรหรือเปล่า และหากรัฐบาลดำเนินการขอให้จัดการผู้ชุมนุมตามหลักสากล เริ่มจากการเจรจาแล้วค่อยผลักดันด้วยกระบอง น้ำ และแก๊สน้ำตา จะเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ และหลังจากการจัดการเสร็จแล้วก็ต้องให้ผู้ที่เกี่ยวข้องจริง ๆ มาเจรจากัน

* “ททท.”ลุ้นคำเตือน“ทัวริสต์”
   
นายประกิตติ์ พิริยะเกียรติ รองผู้ว่าการ ททท. ในฐานะโฆษกศูนย์อำนวยการ ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว (ศอช.) กล่าวว่า ได้เพิ่มข้อมูลในเว็บไซต์ ททท. และ แจ้งสำนักงาน ททท. 26 แห่งทั่วโลกว่า ประเทศไทยได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินแล้ว อย่างไรก็ดีวันที่ 8 เม.ย. คงต้องติดตามว่ารัฐบาลประเทศต่าง ๆ จะประกาศแนะนำการเดินทางกับนักท่องเที่ยวอย่างไร
   
ขณะที่นายวิชิต ประกอบโกศล นายกสมาคมผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวสัมพันธ์ไทย-จีน กล่าวว่า ต้องรอลุ้นรัฐบาลจีนว่า หลังจากนี้จะยกระดับประกาศเตือน นักท่องเที่ยวจีนมาไทยหรือไม่ หากยกระดับเชื่อว่าคนจีนจะเลื่อนเดินทางมาเที่ยวไทยช่วงสงกรานต์นี้ จากเดิมที่เหลือเที่ยวบินเหมาลำหรือชาร์เตอร์ไฟลต์ แค่ 20 เที่ยวบิน สุดท้ายอาจจะแทบไม่มีเลยก็ได้.

 
  เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง :-
 
  เนื้อหาที่คุณอาจกำลังค้นหา :-
บทความที่น่าสนใจ
สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์
340 ลาดพร้าว 112 วังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310
โทร 0-2514-0593 แฟ็กซ์ 0-2538-4215 Email : Webmaster@muslimthaipost.com
สารบัญเว็บไซต์ Muslimthaipost.com
SubDomain หน้าหลัก