หมวดหมู่
หน้าหลัก       ยินดีต้อนรับสู่มุสลิมไทย โพสต์
ค้นหา
หากมีคำค้นหลายตัว สามารถคั่นด้วย comma (,)
หน้าหลัก >> Muslimthai Focus
พิมพ์หน้านี้  |  ส่งให้เพื่อน
อภิอัครมหาเศรษฐีไทย...ในอันดับโลก


คำกล่าวทำนองว่า 'คนที่รวยอยู่แล้ว มักจะรวยยิ่งๆ ขึ้นไป' ย่อมไม่ใช่คำกล่าวเกินจริงนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อยกมาเทียบกับอันดับมหาเศรษฐีโลกประจำปี 2010 หรือ 2553 ที่จัดโดยนิตยสารฟอร์บส์ นิตยสารด้านธุรกิจและการเงินที่ทรงอิทธิพลยิ่งในสหรัฐอเมริกา ซึ่งแม้จะมองย้อนหลังไปนานปีกว่านั้น อภิอัครมหาเศรษฐี 3 อันดับแรกของโลก ก็ยังคงวนเวียนกันอยู่ที่หน้าเดิมๆ ไม่ต่างจากมหาเศรษฐีชาวไทยทั้ง 3 ตระกูลดัง ที่ยังคงครองตำแหน่ง 'มหาเศรษฐีโลก' ไว้อย่างเหนียวแน่น
       
       
       รวยระดับโลก
       

       แน่นอนว่า ชื่อของมหาเศรษฐีอย่าง 'บิลล์ เกตส์' และ'วอร์เรนต์ บัฟเฟตต์' ในโผของนิตยสารฟอร์บส์นั้น ไม่เพียงเป็นชื่อที่คุ้นหูคนไทย แต่ยังเป็นชื่อที่คนทั้งโลกจดจำได้ขึ้นใจ เพราะทั้งคู่ผลัดกันชิงตำแหน่งมหาเศรษฐีในระดับ 'ท็อปทรี' ของโลกอยู่เนืองๆ แม้การจัดอันดับของฟอร์บส์ครั้งล่าสุด ประจำปี 2010 นั้น ผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์อย่างบิลล์ เกตส์ แชมป์เก่าเมื่อปี 2009 ทั้งติดอันดับมหาเศรษฐีโลกมายาวนานนับทศวรรษ จะเสียตำแหน่งมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลก ให้แก่ 'คาร์ลอส สลิม เฮลู' เจ้าของบริษัทอเมริกาโมวิล บริษัทธุรกิจโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ของเม็กซิโก ที่มีทรัพย์สินในครอบครองเป็นจำนวนมหาศาลราว 53,500 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 1,712,000 ล้านบาท) ขณะที่ วอร์เรนต์ บัฟเฟตต์ อีกหนึ่งมหาเศรษฐีคนดังระดับโลก ร่วงจากอันดับ 2 ในปีที่แล้ว ไปอยู่อันดับ 3 ในปีนี้
       
       กระนั้น แม้ทั้งเจ้าพ่อไมโครซอฟท์อย่างบิลล์ เกตส์ และวอร์เรนต์ บัฟเฟตต์ ซีอีโอ บริษัทเบิร์กเชียร์ ฮาธาเวย์ นักลงทุนผู้ถือหุ้นใหญ่ในกว่า 60 บริษัทชั้นนำของโลก จะร่วงจากอันดับที่เคยครอง เสียแชมป์ให้กับเศรษฐีแดนจังโก้อย่างคาร์ลอส ก็นับว่าไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไรนัก เพราะเมื่อย้อนกลับไปมองในปีก่อนหน้านี้ ชื่อของคาร์ลอส สลิม เฮลู ก็ใช่ว่าจะโนเนม ตรงกันข้าม เขาเกาะติดอยู่ในกลุ่ม 'ท็อปทรี' ไล่บี้มากับบิลล์ เกตส์ และ บัฟเฟตต์ อย่างเหนียวแน่น เสมอต้นเสมอปลาย ด้วยทรัพย์สินมหาศาลที่ในบางปี สูงเฉียด 60,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 1,920,000 ล้านบาท) เลยก็ว่าได้
       
       และเพราะรายชื่อเดิมๆ หน้าเก่าๆ รวมถึงอันดับความรวยระดับโลกที่ไม่พลิกโผเหล่านี้ ว่าไปแล้ว จึงดูราวกับเป็นภาพสะท้อนของมหาเศรษฐีชาวไทยทั้ง 3 คน จาก 3 ตระกูลดัง อย่าง 'เฉลียว อยู่วิทยา' 'เจริญ สิริวัฒนภักดี' และ 'ธนินท์ เจียรวนนท์' ที่ล้วนแต่เป็นเศรษฐีชาวไทยหน้าเดิมๆ ซึ่งได้รับการจัดอันดับจากนิตยสารฟอร์บส์ ให้เป็นหนึ่งใน 'มหาเศรษฐีระดับโลก' ตลอดระยะเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปีที่ผ่านมา
       
       โดยในปีนี้ เฉลียว อยู่วิทยา ผู้ก่อตั้งเครื่องดื่มชูกำลัง กระทิงแดง ติดอันดับ 208 ส่วน เจริญ สิริวัฒนภักดี ผู้ก่อตั้งบริษัทไทยเบฟเวอเรจ ติดอันดับ 342 ขณะที่ ธนินท์ เจียรวนนท์ หรือ เจ้าสัวซีพี ติดอันดับ 463 จากเศรษฐีทั้งหมด 1,011 คน ที่ฟอร์บส์ยกให้เป็น 'ระดับโลก'

      
เฉลียว อยู่วิทยา            เจริญ สิริวัฒนภักดี                     ธนินท์ เจียรวนนท์         

       และเมื่อ 3 เจ้าสัวคนดังของฟากฟ้าเมืองไทย ได้รับการยกย่องให้เป็นเศรษฐีที่รวยล้นฟ้าติดอันดับโลกมานานหลายปีดีดัก จึงน่าจะลองมาทำความรู้จักกับทรัพย์สินและธุรกิจในครอบครองของผู้มีอันจะกินเหล่านี้ดูสักหน่อย
       
       เริ่มที่เศรษฐีอันดับ 1 ของไทย เฉลียว อยู่วิทยา เจ้าของทรัพย์สินไม่ต่ำกว่า 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 128,000 ล้านบาท) ผู้นี้ เป็นทั้งเจ้าของธุรกิจเครื่องดื่มกระทิงแดง ก่อนจะขยายธุรกิจเครื่องดื่มชูกำลังไปทั่วโลก โดยลงทุนร่วมกับ ดีทริช เมเทสซิทซ์ นักธุรกิจชาวออสเตรีย ก่อตั้งบริษัท Red Bull GmbH. ในออสเตรีย เพื่อผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มชูกำลังยี่ห้อเรด บลูในกว่า 70 ประเทศทั่วโลก นอกจากนี้ เฉลียว ยังเป็นหุ้นส่วนอุตสาหกรรมยา (T.C. Pharmaceuticals) และหุ้นส่วนโรงพยาบาลด้วย
       
       ส่วน เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี เจ้าของทรัพย์สิน 2,900 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 92,800 ล้านบาท) นั้น จากอดีตลูกพ่อค้าขายหอยทอด ปัจจุบันกลายเป็นเจ้าพ่ออุตสาหกรรมน้ำเมาแถวหน้าของไทย นั่งเก้าอี้ประธานกรรมการบริหารบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ทั้งได้ก่อตั้ง ทีซีซี กรุ๊ป เพื่อพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ห้างร้าน และที่พักมากมาย เช่น โรงแรมพลาซ่าแอทธินี ทั้งในกรุงเทพฯ นิวยอร์ก และสหรัฐอเมริกา รวมทั้งดิจิตอลเกตเวย์ และพันธุ์ทิพย์พลาซ่า
       
       และสำหรับ ธนินท์ เจียรวนนท์ เจ้าของทรัพย์สิน 2,100 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 67,200 ล้านบาท) ได้ผันตัวเองจากอดีตแคชเชียร์ร้านเจริญโภคภัณฑ์สู่การเป็นประธานกรรมการ และประธานกรรมการบริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพีกรุ๊ป) มีกลุ่มธุรกิจในเครือฯ กว่า 10 กลุ่ม เช่น กลุ่มธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหาร ,กลุ่มธุรกิจเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ยและเคมีเกษตร, กลุ่มธุรกิจโทรคมนาคม, กลุ่มธุรกิจยานยนต์และอุตสาหกรรมทั่วไป และกลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง รวมถึงร้านสะดวกซื้อที่มีอยู่ทั่วทุกหัวระแหงอย่าง 7-11
       
       
       รวยยิ่งๆ ขึ้นไป
       
       จากการพินิจพิจารณารายชื่อเศรษฐีระดับโลกอยู่หลายตลบ ก็พบว่า คนที่รวยอยู่แล้วนั้น นับวันก็ยิ่งจะรวยเข้าไปใหญ่ ส่วนคนที่จนก็มีแนวโน้มที่จะจนลงเรื่อยๆ ทำให้อดไม่ได้ที่จะเกิดข้อกังขากับระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเสรีว่าจริงหรือ? ที่ 'ทุกคนมีสิทธิในการแสวงหาทุนให้ตนเองเท่าเทียมกัน'
       
       ครั้นลองหยิบข้อสงสัยนั้น ไปเอ่ยถามกับนักเศรษฐศาสตร์อย่าง ศ.ดร.ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ได้รับคำตอบว่า
       “ระบบทุนนิยม มันมีปัจจัยที่ทำให้คนรวยยิ่งรวยขึ้น และอยู่ในสภาวะนั้นได้นานมากขึ้น”
       
       ปัจจัยที่ว่านั้น มีอะไรบ้าง?
       
       “อย่างแรกก็คือคนที่รวยกว่า เขามีกำลังในการที่จะไปลงทุนขยายการผลิตของตนเองได้เต็มที่กว่าคนที่มีน้อยกว่า ส่วนคนที่มีน้อยกว่านั้น ถึงแม้ว่าจะสามารถหาทรัพยากรมาลงทุนได้ด้วยการก่อหนี้ก็ตามแต่มันก็มีต้นทุนสูงกว่า ถ้าเทียบกับการลงทุนของคนที่มีทุนมากอยู่แล้ว โดยระบบมันเอื้อให้คนที่มีมากได้ประโยชน์มากกว่า เข้าทำนองมือใครยาวสาวได้สาวเอา”
       
       ส่วนประเด็นต่อมาก็คือ ในการจัดสรรผลประโยชน์นั้น ไม่ได้วนเวียนอยู่กับเรื่องของตลาดเสรีอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐด้วย
       
       “ในการทำธุรกิจ มันมีเรื่องของใบอนุญาต ใบสัมปทานซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้มันมีผลประโยชน์อยู่ในนั้นสูงมาก ฉะนั้นคนที่ได้ประโยชน์จากตรงนี้ก็จะได้รับผลตอบแทนที่สูง ซึ่งคนที่เข้าถึงข้อได้เปรียบตรงนี้ ก็จะมี 2 พวก คือคนรวย และคนที่มีอำนาจหรือใกล้ชิดศูนย์อำนาจ
       
       “ในสมัยก่อน ขนาดของธุรกิจมันยังไม่ใหญ่มาก แต่เดี๋ยวนี้มันกลายเป็นเรื่องของธุรกิจระดับประเทศ ระดับโลกแล้ว ดังนั้นผลประโยชน์ที่ติดมากับใบอนุญาตจึงมีมากมายมหาศาล ในสมัยก่อนถ้าใครได้ใบอนุญาตทำธนาคารก็รวยระดับหนึ่งแล้ว แต่ในสมัยนี้ถ้าใครได้สัมปทานโครงข่ายโทรคมนาคม ซึ่งมีผลประโยชน์ที่ใหญ่กว่ามากไปก็ยิ่งรวยขึ้นไป”
       
       มาถึงตรงนี้ก็เริ่มมองเห็นสาเหตุที่ว่า ทำไม? คนยิ่งรวยจึงยิ่งมีอำนาจ และยิ่งมีอำนาจก็ยิ่งรวย ตรงกันข้ามกับคนจน ที่อาจจะเข้าสู่สภาวะ 'จนดักดาน' ในที่สุด
       
       “ส่วนข้อที่สามคือ ในโลกสมัยใหม่มันมีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และส่งผลกับระบบทุนนิยมด้วย ตัวอย่างเช่น ในเรื่องของเทคโนโลยีชีวภาพ ที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์อเมริกาที่เป็นผู้คิดค้น มีรายได้ที่ดีมากขึ้น และมีโอกาสมากขึ้นตามมา
       
       “สรุปแล้ว ทุนนิยมเสรีมันมีเฉพาะบางส่วน ถ้าส่วนไหนเกี่ยวข้องกับรัฐก็ไม่เสรีร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว ในโลกนี้มันจึงเป็นการค้ากึ่งเสรีกึ่งผูกขาด”
       
       และเมื่อถามท่าน ศ.ดร.ตีรณ ต่อไปว่า แท้แล้วระบบทุนนิยมมันทำให้ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนมากขึ้นจริงไหม ก็ได้รับคำตอบกลับมาว่า 'จริง'
       
       “โดยเฉลี่ยแล้วระบบทุนนิยมทำให้ช่องว่างรายได้ระหว่างกลุ่มคนสองกลุ่มมีมากขึ้น นั่นอาจจะทำให้เกิดความขัดแย้งมากขึ้น แต่ก็ต้องดูกันอีกว่าขัดแย้งกันในลักษณะไหน ทุกวันนี้มันมีหลากหลายมากขึ้น ไม่ได้มีแค่คนงานในโรงงานกับเจ้าของโรงงานเพียงเท่านั้น ในตอนนี้ คนงานกับนายทุนอาจจะสานประโยชน์กันก็ได้”
       

       
       อดีตอภิมหาเศรษฐี..ที่ลืมไม่ลง
       

       แต่ไม่ว่าเศรษฐีไทยและเศรษฐีโลกในการจัดอันดับของฟอร์บส์ จะมีใครอยู่บ้าง ก็คงไม่มีเศรษฐีคนไหน ที่ได้รับการกล่าวขานถึงจากคนในสังคมได้เทียบเท่ากับนักโทษหนีคดีอย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ฟอร์บส์ เคยจัดอันดับให้เป็นมหาเศรษฐี อันดับที่ 16 ของไทย ในปี 2552 จากทั้งหมด 40 อันดับ
       
       นอกจากนั้น นิตยสาร Who is Who in Business and Finance ก็ระบุผลตรวจสอบข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในช่วงมิถุนายน ปี 2537 ว่า ทักษิณถือหุ้นชินวัตรคอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่นส์ หรือชินคอร์ป มูลค่า 19,485.35 ล้านบาท ส่วนคุณหญิงพจมาน ถือหุ้นชินคอร์ป มูลค่า 19,334.7 ล้านบาท ทำให้ทั้งคู่ติดโผคนรวยที่สุดในเมืองไทยอันดับที่ 2 และ 3 ตามลำดับในปีนั้น
       คำนวณดูแล้วทั้งคู่มีหุ้นรวมกันมูลค่า 38,820.05 ล้านบาท ต่างจากตัวเลขที่กล่าวอ้างไว้ในปี 2537 ช่วงที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ว่า มีทรัพย์สินอยู่กว่า 60,000 ล้านบาท
ด้วยเหตุฉะนี้เอง ทำให้ต่อมาเรื่องนี้กลายเป็นคดีซุกหุ้นที่ลือลั่นสนั่นปฐพี
       
       และเมื่อเดือนกันยายน ปี 2549 คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ทำรัฐประหาร ไม่เพียงส่งผลให้ทักษิณระหกระเหินไปอย่างไร้หลักแหล่ง เขายังถูกอายัดทรัพย์สินอย่างน้อย 1,520 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 48,640 ล้านบาท) อีกด้วย
       
       อย่างไรก็ดี แม้อดีตนายกฯ จะถูกอายัดทรัพย์ หลังถูกรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 แต่ทรัพย์สินของพ.ต.ท.ทักษิณ ก็ยังคงเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนไม่ต่ำกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3,200 ล้านบาท) ด้วยเหตุนี้ ในปี 2552 จึงยังได้รับการจัดอันดับจากฟอร์บส์ให้ร่ำรวยติดอันดับ 16 ของไทย
       
       กระทั่งถูกยึดทรัพย์สินไปกว่า 4.6 หมื่นล้านบาท ทักษิณจึงถูกเขี่ยออกจากอันดับเศรษฐีโลกและเศรษฐีไทย
       
       หนำซ้ำ จากการจัดอันดับ 48 มหาเศรษฐีใจบุญซึ่งช่วยเหลือสังคมด้านต่างๆ เช่น การศึกษา ศิลปวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม และศาสนา จาก 12 ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของนิตยสารฟอร์บส์ ก็ไม่ปรากฏชื่อของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แต่อย่างใด
       
       ซึ่งเป็นไปได้ว่า...ฟอร์บส์ คงไม่นับการโปรยเงินหนุนหลังให้การชุมนุมเคลื่อนไหวเพื่อโค่นล้มประเทศ เป็นหนึ่งในสาธารณประโยชน์ที่ควรค่าแก่การชื่นชม
       
       ..........
       

 
  เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง :-
 
  เนื้อหาที่คุณอาจกำลังค้นหา :-
บทความที่น่าสนใจ
สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์
340 ลาดพร้าว 112 วังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310
โทร 0-2514-0593 แฟ็กซ์ 0-2538-4215 Email : Webmaster@muslimthaipost.com

Warning: include(../../main/globalsitemap.php): failed to open stream: No such file or directory in /home/muslimpo/public_html/muslimthai/main/index.php on line 194

Warning: include(): Failed opening '../../main/globalsitemap.php' for inclusion (include_path='.:/usr/lib/php:/usr/local/lib/php') in /home/muslimpo/public_html/muslimthai/main/index.php on line 194