หมวดหมู่
หน้าหลัก       ยินดีต้อนรับสู่มุสลิมไทย โพสต์
ค้นหา
หากมีคำค้นหลายตัว สามารถคั่นด้วย comma (,)
หน้าหลัก >> Muslimthai Focus
พิมพ์หน้านี้  |  ส่งให้เพื่อน
อภิสิทธิ์ ตอกย้ำศก.ฟื้นทุกด้าน/ลุยแจกเบี้ยผู้พิการ ปชช. ยุล้างหนี้โหด

เมื่อวันที่ 22 พ.ย.52 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงแนวโน้มของเศรษฐกิจไทยว่า ในวันที่ 23 พ.ย.นี้ ทางสำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) จะแถลงตัวเลขทางเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 3 อย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยติดลบมากในช่วงต้นปีถึงร้อยละ 7.1 และ 3 เดือนถัดมาก็ติดลบอยู่ที่ร้อยละ 4.8 ก็เป็นที่คาดหมายว่าในไตรมาสที่ 3 นี้เศรษฐกิจยังติดลบ นั่นคือช่วงเดือนก.ค.-ส.ค.-ก.ย. แต่มั่นใจกันตามสมควรว่าตัวเลขติดลบนี้น่าจะเป็นตัวเลขที่ติดลบน้อยลงกว่าในไตรมาสที่ 2 ไตรมาสที่ 1 และถ้าเทียบระหว่างไตรมาสกับไตรมาสก็จะเป็นบวก          

                   “ดูจากตัวเลขเศรษฐกิจรายเดือน และตัวเลขที่มาถึงเดือนต.ค.ในขณะนี้ รัฐบาลมีความมั่นใจว่าเศรษฐกิจจะกลับมาขยายตัวเป็นบวกอย่างแน่นอนในไตรมาสสุดท้าย และขณะนี้หลายฝ่ายก็มีการคาดคะเนถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจในปีหน้าก็คาดว่าอยู่ที่ร้อยละ 3 ถึงร้อยละ 3.5 ซึ่งน่าจะเป็นไปได้”

                นายกฯ กล่าวอีกว่า เพื่อให้เห็นถึงการคลี่คลาย ในเรื่องของปัญหาวิกฤตทางเศรษฐกิจมีตัวเลข 4 ตัวที่มีความสำคัญ ตัวเลขแรกคือปัญหาการว่างงาน ที่เมื่อต้นปีนี้การว่างงานอยู่ที่ร้อยละ 2.4 มีตัวเลขคนว่างงานถึงประมาณ 800,000 คน และกังวลว่าจะเกินล้านคน แต่ล่าสุดตัวเลขการว่างงานเหลือเพียงร้อยละ 1.2 คือประมาณ 450,000-460,000 คน แสดงให้เห็นถึงการคลี่คลายปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจว่าเราได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้ว

                สำหรับตัวเลขที่ 2 คือการใช้กำลังการผลิต ซึ่งเดือนก.พ.เป็นจุดต่ำสุด แต่ปัจจุบัน ตัวเลขของการใช้อัตรากำลังการผลิตจะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 65 ซึ่งถือว่าสูงขึ้นมาพอสมควร และถ้าหากว่าเศรษฐกิจมีการขยายตัวฟื้นตัวต่อไปอย่างต่อเนื่องภาวะการใช้กำลังการผลิตก็จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ และน่าจะนำไปสู่การลงทุนใหม่ที่จะเกิดขึ้นได้ต่อไปในอนาคต       

                นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ส่วนตัวเลขการท่องเที่ยว ซึ่งติดลบมาในช่วงประมาณ 8 เดือนแรกของปีนี้ และช่วงต้นปี ติดลบมากถึงร้อยละ 20 หรือมากกว่านั้น แต่ช่วงเดือน ก.ย.และ ต.ค. ตัวเลขของนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ17 หรือเกือบร้อยละ 20 ใน 2 เดือน และคาดหมายว่าเดือนนี้และเดือนหน้า จะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เป้าของนักท่องเที่ยวที่ตั้งไว้ 14 ล้านคน ยังสามารถเป็นไปได้

                “สุดท้ายคือเรื่องของการส่งออก ที่ติดลบมาโดยตลอด แต่ก็เริ่มที่จะติดลบน้อยลงในเดือน ต.ค.นี้ ที่ติดลบเพียงร้อยละ 3 และในเดือน พ.ย.-ธ.ค.เชื่อว่าจะกลับมาเป็นบวกได้เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น ตัวเลขเหล่านี้น่าจะทำให้เรามองเห็นว่าเศรษฐกิจขณะนี้ฟื้นตัวขึ้นมาอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตามในแง่ของการบริหารเศรษฐกิจนั้น รัฐบาลจะต้องเดินหน้าต่อในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะว่ายังมีความเปราะบางอยู่ในแง่ของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ยังมีปัจจัยที่เข้ามาเกี่ยวข้องเช่น เรื่องของราคาน้ำมัน และรวมไปถึงปัจจัยอื่นๆ ซึ่งอาจจะมากระทบกับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจได้”       

                ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงการดำเนินการของรัฐบาล เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบด้วยว่า ปัญหาหนี้นอกระบบเป็นความทุกข์ของพี่น้องคนไทยจำนวนมาก อาจจะเรียกได้ว่านับล้านคน สิ่งที่รัฐบาลกำลังดำเนินการคือ เปิดโอกาสให้โอนหนี้นอกระบบทั้งหมดเข้ามาสู่ระบบ เราก็ใช้คำว่า “โอนหนี้เข้าระบบ เพื่อพบชีวิตใหม่” ขณะนี้สิ่งที่จะเริ่มต้นคือว่าในเดือนธ.ค.นี้ ใครที่เป็นหนี้นอกระบบจำนวนไม่เกิน 2 แสนบาท และเป็นหนี้มาก่อนเมื่อวันที่ 19 พ.ย.นั้น สามารถที่จะมาขึ้นทะเบียนที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารออมสิน 2 ธนาคารนี้จะเอาข้อมูลทั้งหลายมาพิจารณาในช่วงเดือนม.ค.ปีหน้า จากนั้นจะประมวลให้เรียบร้อยและนำไปสู่การเจรจา ซึ่งจะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเจรจาระหว่างเจ้าหนี้ ลูกหนี้ และธนาคาที่จะรับเงินรับโอนหนี้เข้าสู่ระบบ นอกจาก ธ.ก.ส.และออมสินแล้ว ก็จะมีทั้งธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ธนาคารกรุงไทย และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ก็จะเข้ามาช่วยในการรับหนี้ตรงนี้เข้ามา

                นายกฯยังกล่าวถึงการช่วยเหลือคนพิการด้วยว่า รัฐบาลกำลังเดินหน้าช่วยเหลือในเดือนธ.ค.นี้เช่นเดียวกัน โดยจะเปิดลงทะเบียนคนพิการ ซึ่งมีเป้าหมายว่าเราจะสามารถจ่ายเบี้ยคนพิการให้กับคนพิการทุกคนครบถ้วนได้ ในเดือนเม.ย.53 เป็นต้นไป

                วันเดียวกัน สวนดุสิตโพล เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาน เรื่อง คิดอย่างไรกับการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบของรัฐบาล โดยพบว่าประชาชนร้อยละ 63.46 เห็นด้วยกับโครงการนี้ เพราะเชื่อว่า จะสามารถช่วยปลดหนี้ให้ประชาชน ร้อยละ 20.64 ไม่แน่ใจโครงการ เพราะอาจมีการสวมสิทธิ์เป็นหนี้นอกระบบ เพื่อให้ได้รับความช่วยเหลือ

 ร้อยละ 15.90 ไม่เห็นด้วยกับโครงการนี้ เพราะยิ่งสร้างหนี้ให้ประเทศ และไม่ค่อยมั่นใจกับการแก้ปัญหาของรัฐบาลร้อยละ 29.16 ไม่ค่อยมั่นใจ ส่วน ร้อยละ 17.57 มั่นใจว่าสามารถแก้ไขปัญหาได้แน่นอน เพราะเป็นการช่วยเหลือประชาชนที่แท้จริง         นอกจากนี้ ประชาชน ร้อยละ 62.67 เป็นหนี้นอกระบบ เพราะจำเป็นต้องใช้เงิน ส่วนสาเหตุที่ทำให้ประชาชนเป็นหนี้นอกระบบ เกิดจากเศรษฐกิจไม่ดี ร้อยละ 44.97 รองลงมา คือ เงินขาดมือ ตามด้วยภาระที่ต้องรับผิดชอบมากขึ้น เงินเดือน รายได้ ไม่พอใช้จ่าย ขณะที่ร้อยละ 13.03 เป็นหนี้นอกระบบ เพราะไม่มีเครดิตที่จะขอกู้กับธนาคารได้

                ขณะที่เอแบคโพลสำรวจในหัวเรื่องเดียวกัน พบว่ากลุ่มตัวอย่างร้อยละ 80.3 ต้องการโอนหนี้ตามมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้นอกระบบของรัฐบาล ขณะที่ร้อยละ 58.2 ยังไม่ทราบข่าวสาร เรื่องวงเงินสูงสุดที่ธนาคารจะปล่อยกู้ไปใช้หนี้นอกระบบ ส่วนร้อยละ 74.3 ทราบข่าวการปราบปรามกลุ่มคนที่ปล่อยหนี้นอกระบบ                     ร้อยละ 92 ของเจ้าหนี้เงินกู้นอกระบบเห็นว่า มาตรการของรัฐบาลส่งผลกระทบต่อการปล่อยกู้ ร้อยละ 54.5 ของเจ้าหนี้เงินกู้นอกระบบ ยังไม่ลดอัตราดอกเบี้ย หลังรัฐบาลออกมาตราช่วยเหลือลูกหนี้ ร้อยละ 87.8 เห็นด้วยกับรัฐบาลในการประกาศสงครามกวาดล้างการทุจริตคอร์รัปชั่น และร้อยละ 75.6 เห็นด้วยกับ นายกรัฐมนตรีในการเป็นประธานรณรงค์การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นด้วยตัวเอง

 
  เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง :-
 
  เนื้อหาที่คุณอาจกำลังค้นหา :-
บทความที่น่าสนใจ
สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์
340 ลาดพร้าว 112 วังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310
โทร 0-2514-0593 แฟ็กซ์ 0-2538-4215 Email : Webmaster@muslimthaipost.com
สารบัญเว็บไซต์ Muslimthaipost.com
SubDomain หน้าหลัก