หมวดหมู่
หน้าหลัก       ยินดีต้อนรับสู่มุสลิมไทย โพสต์
ค้นหา
หากมีคำค้นหลายตัว สามารถคั่นด้วย comma (,)
หน้าหลัก >> Muslimthai Focus
พิมพ์หน้านี้  |  ส่งให้เพื่อน
สรุปข่าววันนี้
พสกนิกรไทยพร้อมใจกันใส่เสื้อสีชมพู ร่วมลงนามถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตลอด 54 วันของการเปิดให้ลงนามถวายพระพร มีประชาชนร่วมลงนามแล้วกว่า 1 ล้านรายชื่อ
ที่ศาลาศิริราช 100 ปี โรงพยาบาลศิริราช วานนี้ พสกนิกรชาวไทยพร้อมใจกันใส่เสื้อสีชมพูเดินทางมาร่วมลงนามถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยประชาชนส่วนใหญ่ต่างแสดงความรู้สึกปลาบปลื้มที่ได้มาลงนามถวายพระพร ให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระพลานามัยที่แข็งแรง และขอให้ชาวไทยรักและสามัคคีกันในฐานะที่เป็นคนไทย เพื่อให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสบายพระราชหฤทัย สำหรับยอดลงนามถวายพระพร ตลอด 54 วันที่ผ่านมา มีกว่า 1 ล้านรายชื่อ
รัฐบาลไทยตอบโต้กัมพูชา หลังแจ้งให้เลขานุการเอก สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ ออกนอกประเทศกัมพูชา ภายใน 48 ชั่วโมง โดยไม่ชี้แจงเหตุผล
นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เมื่อเวลา 17.00 วานนี้ รัฐบาลกัมพูชาได้สั่งการให้ นายคำรบ ปาลวัฒน์วิไชย เลขานุการเอก สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ ออกนอกประเทศกัมพูชา ภายใน 48 ชั่วโมง โดยไม่ชี้แจงเหตุผล หลังจากนั้นกระทรวงการต่างประเทศของไทยก็ได้ยื่นความประสงค์ไปทางกัมพูชา ขอให้เลขานุการเอก สถานเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทย ออกนอกราชอาณาจักรไทย ภายใน 48 ชั่วโมงเช่นกัน ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียใจ เพราะทางการไทยได้พยายามหลีกเลียงไม่ไห้กระทบถึงความสัมพันธ์ แต่เมื่อกัมพูชามีมาตรการทางการทูตเช่นนี้ ทางการไทยก็จำเป็นต้องมีมาตรการทางการทูตเช่นเดียวกัน
นายปณิธาน วัฒนายากร กล่าวยืนยันว่า รัฐบาลพยายามที่จะรักษาความสัมพันธ์ทางการทูตให้อยู่ระดับใกล้เคียงกันของ 2 ประเทศ ในขณะนี้จึงยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปิดสถานทูตไทยในกรุงพนมเปญ เรื่องดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบให้สถานการณ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาตึงเครียด ไปมากกว่าเดิม เพราะทางการทูตถือเป็นเรื่องปกติสามารถดำเนินการได้ และสามารถหาทางออกเพื่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีต่อไปในอนาคต
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้ นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางกลับประเทศไทยทันที แม้จะอยู่ระหว่างเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีเอเปค ที่ประเทศสิงคโปร์ นายกษิตฯ กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดที่กัมพูชาก็ควรจบที่กัมพูชา ประเทศไทยไม่ได้ทำอะไรที่ไม่ถูกต้อง และรัฐบาลไม่โอนอ่อนกับเรื่องนี้ โดยจะต่อสู้ด้วยข้อเท็จจริง
ขณะที่ นายอภิสทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยืนยัน จะไม่ใช้แนวทางความรุนแรงตอบโต้กัมพูชา รัฐบาลได้วางแนวปฏิบัติเพื่อตอบโต้กัมพูชาแล้ว โดยจะใช้ความระมัดระวัง และจะเคารพกติกาตามหลักสากล เพื่อรักษาผลประโยชน์ศักดิ์ศรีของประเทศ และรักษาความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนบ้านที่ดี นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงกรณีที่ สมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ระบุว่า พร้อมส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณฯ กลับมาประเทศไทย แต่ไม่ใช่ในฐานะนักโทษ ว่า จะส่งกลับมาในฐานะใดก็ได้ แต่ขอให้เป็นไปตามที่ระบุไว้ในกฎหมาย
ด้าน นายธานี ทองภักดี รองอธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศ โดยกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย และสำนักงานอัยการสูงสุด กำลังพิจารณาร่วมกันกรณีที่รัฐบาลกัมพูชาปฏิเสธที่จะส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณฯ กลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย จากนี้จะต้องมีการพิจารณาทุกถ้อยคำว่า ทางการไทยสามารถชี้แจงหรือทำความเข้าใจกับกัมพูชาในประเด็นใดได้บ้าง ส่วนเงื่อนไขเวลาที่ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนที่ พ.ต.ท.ทักษิณฯ จะเดินทางออกจากกัมพูชา ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ และปัญหาที่เกิดขึ้น ก็ได้มีการชี้แจงให้สมาชิกอาเซียนรับทราบแล้ว
นายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 17 ที่ประเทศสิงคโปร์ หัวข้อสำคัญที่จะหารือคือการเติบโตที่ยั่งยืนหลังการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ และการเชื่อมโยงเพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของภูมิภาค
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มีกำหนดการเดินทางเข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 17 ที่ประเทศสิงคโปร์ ในวันนี้ (13 พ.ย.) โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การประชุมในปีนี้ได้รับความสนใจเป็นพิเศษเนื่องจากเกิดปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ โลก และเป็นที่คาดการณ์กันว่ากลุ่มเศรษฐกิจในเอเชีย-แปซิฟิก จะเป็นภูมิภาคที่จะนำเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวได้ โดยจะมีการหารือในหัวข้อที่สำคัญ คือ เรื่องการเติบโตที่ยั่งยืนและการทบทวนทิศทางของเศรษฐกิจโลกหลังการฟื้นตัว ทางเศรษฐกิจ การเชื่อมโยงและการรวมตัวในภูมิภาคเพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของ ภูมิภาค อีกทั้งเห็นว่าเป็นโอกาสดีที่จะได้พบปะกับนักธุรกิจชั้นนำของเอเปค เพื่อหารือแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือทางธุรกิจ และการเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาคต่อไป
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า นอกเหนือจากการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคแล้ว ยังมีการประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐอเมริกาด้วย เนื่องจากสหรัฐฯ ให้ความสนใจในการเข้ามามีบทบาทและร่วมมือกับอาเซียนให้แน่นแฟ้นขึ้น หัวข้อสำคัญที่จะมีการหารือคือ การขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ พร้อมกับเรื่องการมีบทบาทการแลกเปลี่ยนบุคลากรระหว่างกัน เพื่อให้สหรัฐฯ กับอาเซียนมีความใกล้ชิดต่อกัน นายกรัฐมนตรียืนยันว่า ปัญหาการกระทบกระทั่งกับประเทศเพื่อนบ้าน จะไม่เป็นอุปสรรคต่อการเดินหน้ากรอบความร่วมมือต่างๆ
อธิบดีอัยการคดีเศรษฐกิจ ยืนยัน ในสัปดาห์หน้าสามารถยื่นฟ้องคดี นายราเกซ สักเสนาได้
นายเศกสรรค์ บางสมบุญ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาสำนวนคดี นายราเกซ สักเสนา อดีตที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคาร กรุงเทพพาณิชย์การ จำกัด หรือ บีบีซี ที่ปล่อยเงินกู้ให้กับบริษัท ซิตี้เทรดดิ้ง จำกัด จำนวน 1,657 ล้านบาท โดยทุจริตว่า พนักงานสอบสวนได้ส่งบันทึกการแปลเอกสารภาษาอังกฤษเพิ่มเติม และบันทึกการแจ้งสิทธิในการต่อสู้คดีให้ นายราเกซฯ รับทราบ ซึ่งอัยการได้พิจารณาสำนวนแล้วเห็นว่า ข้อมูลเกี่ยวกับการยักยอกทรัพย์ บีบีซี ยังไม่ครบถ้วน จึงได้ประสานให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสรุปข้อมูลการยักยอกทรัพย์บีบีซี จำนวน 5 ครั้ง จากกรณีดังกล่าว / เพื่อนำส่งมาให้อัยการเพิ่มเติม คาดว่าในสัปดาห์หน้าจะได้รับสำนวนและพิจารณายื่นฟ้อง
กระทรวงวัฒนธรรม ดึงธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย แก้ปัญหาผู้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ถูกลอยแพ ที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย
นายธีระ สลักเพชร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า จากที่ผู้แทนชาวมุสลิมได้เข้าร้องเรียนต่อนายกรัฐมนตรี ให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาผู้แสวงบุญ 175 คน ที่ตกค้าง ไม่สามารถเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ ที่ประเทศซาอุดิอาระเบียได้ เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นจากกรณีห้างหุ้นส่วน โฮสนีเอกซ์เพรส แอนด์ ทัวร์ จำกัด ประสบปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงิน กระทรวงวัฒนธรรมได้หารือเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว โดยธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยยินดีให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ห้างหุ้น ส่วนดังกล่าว ซึ่งผู้แสวงบุญที่ตกค้างจะสามารถเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ได้ ในวันที่ 13 - 14 พฤศจิกายนนี้ เวลา 09.45 น. จึงขอให้ผู้แสวงบุญทุกคนคลายความกังวลในเรื่องดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม กระทรวงวัฒนธรรมจะเร่งสรุปปัญหาทั้งหมดในการจัดส่งผู้แสวงบุญไปประกอบพิธี ฮัจย์ เพื่อเป็นแนวทางการดำเนินการในปี 2553 โดยเฉพาะการคัดเลือกบริษัท หรือตัวแทนนำส่งผู้แสวงบุญที่มีความพร้อม
กระทรวงการต่างประเทศ และศูนย์เตรียมความพร้อมป้องกันภัยพิบัติแห่งเอเชีย จัดการประชุมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นระหว่างเจ้าหน้าที่อาวุโสที่รับผิดชอบด้าน การป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติ
การประชุมเพื่อเตรียมความพร้อมป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติ ระหว่าง กระทรวงการต่างประเทศ และศูนย์เตรียมความพร้อมป้องกันภัยพิบัติแห่งเอเชีย หรือ FEALAC ได้มีการหารือใน 4 หัวข้อหลัก คือ กลไกความร่วมมือที่มีอยู่ในปัจจุบันของภูมิภาคเอเชียตะวันออกและลาตินอเม ริกา / กลไกความร่วมมือด้านการป้องกันและบรรเทาโรคระบาดร้ายแรง และการลดผลกระทบภาวะฉุกเฉินที่มีต่อสุขภาพมนุษย์ กรณีศึกษาภัยพิบัติธรรมชาติรูปแบบต่างๆ / แนวทางการพัฒนาความร่วมมือระหว่างภูมิภาคเอเชียตะวันออกและลาตินอเมริกา และการรับมือกับภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
การประชุมครั้งนี้นี้จะช่วยยกระดับบทบาทของไทย ในด้านความร่วมมือ การป้องกัน บรรเทาภัยพิบัติในภูมิภาคเอเชีย และขยายการพัฒนาความร่วมมือไปยังสมาชิก FEALAC ซึ่งมีประเทศสมาชิกที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในด้านการป้องกันและ บรรเทาภัยพิบัติ ซึ่งมีความสำคัญต่อยุทธศาสตร์การเตรียมความพร้อมของไทย ในการรับมือกับภาวะฉุกเฉินที่เกิดจากภัยพิบัติ
ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร มั่นใจ สามารถดำเนินโครงการประกันรายได้เกษตรกรได้ตามเป้าหมาย หลังทำสัญญาประกันรายได้กับเกษตรกรแล้วกว่า 1,320,000 ราย และทยอยจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างราคาพืช 3 ชนิด ให้เกษตรกรรวมกว่า 28 ล้านบาท
นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. เปิดเผยความคืบหน้าโครงการประกันรายได้เกษตรกร เพื่อแก้ปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรกรตกต่ำแทนการรับจำนำ ตามนโยบายรัฐบาล ว่า มีเกษตรกรขึ้นทะเบียนและผ่านประชาคมแล้วเกือบ 4 ล้านรายทั่วประเทศ แบ่งเป็นเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 387,300 ราย มีการทำสัญญาประกันเรียบร้อยแล้ว 334,305 ราย ส่วนผู้ปลูกมันสำปะหลังจำนวน 428,831 ราย ทำสัญญาประกันแล้ว 255,191 ราย และเกษตรกรที่ปลูกข้าวเปลือกนาปีจำนวน 2,581,257 ราย ทำสัญญาประกันแล้ว 733,019 ราย รวมผู้ที่ทำสัญญาประกันรายได้กับ ธ.ก.ส. ทั้งหมด 1,322,515 ราย คิดเป็นร้อยละ 39 ของจำนวนเกษตรกรที่มาขึ้นทะเบียนทั้งหมด โดย ธ.ก.ส. อยู่ระหว่างเร่งดำเนินการจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างให้กับเกษตรกร ซึ่งขณะนี้มีเกษตรกรได้รับเงินชดเชยไปแล้ว 55,900 ราย รวมวงเงิน 823 ล้านบาท
สำหรับการดำเนินการขึ้นทะเบียนเกษตรกรสำหรับผู้ปลูกข้าวเปลือก นาปี ธ.ก.ส. ยังเปิดให้เกษตรกรสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้จนถึงวันที่ 15 พฤศจิกายนนี้ และจะทำสัญญาประกันให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 15 ธันวาคม ส่วนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และมันสำปะหลัง ขณะนี้ได้ปิดดำเนินการขึ้นทะเบียนแล้ว และจะทยอยโอนเงินค่าส่วนต่างให้ต่อไป
จังหวัดสกลนครพร้อมแล้วสำหรับการจัดกิจกรรม ร่วมร้องเพลงชาติไทย ตามโครงการ “ไทยสามัคคี ไทยเข้มแข็ง”
นายสมบัติ ตรีวัฒน์สุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร กล่าวว่า กิจกรรมร่วมร้องเพลงชาติไทย ตามโครงการ “ไทยสามัคคี ไทยเข้มแข็ง” ใน วันนี้ ซึ่งเป็นลำดับที่ 55 จะจัดงานบริเวณลานรวมใจไทสกล ตั้งแต่เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป โดยมีกิจกรรมที่น่าสนใจ ประกอบด้วย การแสดงรำมวยโบราณ การรำถวายพระพรเทิดไท้องค์ราชัน รำบายศรีสู่ขวัญไทยสามัคคี ไทยเข้มแข็ง และการแสดงชุดความสามัคคีคือพลัง คาดว่าจะมีชาวจังหวัดสกลนครเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 3 หมื่นคน
 
  เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง :-
 
  เนื้อหาที่คุณอาจกำลังค้นหา :-
บทความที่น่าสนใจ
สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์
340 ลาดพร้าว 112 วังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310
โทร 0-2514-0593 แฟ็กซ์ 0-2538-4215 Email : Webmaster@muslimthaipost.com
สารบัญเว็บไซต์ Muslimthaipost.com
SubDomain หน้าหลัก