หมวดหมู่
หน้าหลัก       ยินดีต้อนรับสู่มุสลิมไทย โพสต์
ค้นหา
หากมีคำค้นหลายตัว สามารถคั่นด้วย comma (,)
หน้าหลัก >> Muslimthai Focus
พิมพ์หน้านี้  |  ส่งให้เพื่อน
นับหนึ่งคณะกรรมาธิการสิทธิฯอาเซียน...ย้อนดูปัญหาละเมิดสิทธิที่ชายแดนใต้

แม้ผู้นำอาเซียนทั้ง 10 ประเทศจะพร้อมใจกันรับรองร่างแถลงการณ์ปฏิญญาชะอำ-หัวหิน ว่าด้วยการจัดตั้ง "คณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน" อย่าง เป็นทางการ เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านสิทธิมนุษยชนในภูมิภาคนี้ อันเป็นผลจากการประชุมสุดยอดอาเซียนที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ แต่หลายฝ่ายก็ยังคงตั้งคำถามถึงรูปธรรมที่จะเกิดขึ้น เนื่องจากในอาเซียนเองมีปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนอยู่อย่างกว้างขวาง 

          บทวิเคราะห์จากสำนักข่าวต่างประเทศ ระบุว่า ปฏิญญาชะอำ-หัวหิน ว่าด้วยการจัดตั้งคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน อย่างเป็นทางการ ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากถึงข้อบกพร่องของคณะกรรมาธิการชุดนี้ที่ขาดความ เป็นอิสระจากรัฐบาลของชาติสมาชิกทั้ง 10 ชาติ รวมถึงพม่าที่มีปัญหาด้านสิทธิมนุษยชน และชาติอื่นๆ อย่างกัมพูชา ลาว และ เวียดนาม

          นอกจากนี้ รัฐบาลประเทศต่างๆ ยังได้แต่งตั้งตัวแทนของตนเข้าไปเป็นคณะกรรมาธิการ ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า คณะกรรมาธิการชุดนี้จะมีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน เพราะไม่มีอำนาจเข้าไปแทรกแซงการละเมิดสิทธิมนุษยชนในชาติสมาชิก และมีหน้าที่เพียงส่งเสริมความเข้าใจในประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชนเท่านั้น ซึ่งที่ผ่านมาอาเซียนก็ถูกวิจารณ์อย่างหนักกรณีที่ไม่เข้าไปจัดการปัญหา เรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะการไม่สามารถโน้มน้าวให้พม่าปล่อยตัว นางอองซาน ซูจี ผู้นำฝ่ายค้านของพม่าได้

          มีรายงานด้วยว่า ก่อนการรับรองร่างแถลงการณ์ เมื่อวันที่ 23 ต.ค.2552 ผู้แทนภาคประชาสังคม 6 ใน 10 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา พม่า ลาว สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ บรูไน ได้ถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าร่วมการพบปะกันอย่างไม่เป็นทางการระหว่างผู้นำอา เซียนกับตัวแทนภาคประชาสังคม ขณะที่ผู้แทนภาคประชาสังคมจากอีก 4 ประเทศที่เหลือ คือ ไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย และมาเลเซีย สามารถเข้าพบได้ จึงทำให้ตัวแทนภาคประชาสังคมทั้ง 10 ประเทศหารือกันเป็นการด่วน และได้ประกาศ "วอล์คเอาท์" ไม่ร่วมพบปะกับผู้นำ  เนื่องจากรับไม่ได้และรู้สึกไม่พอใจที่ผู้แทนภาคประชาสังคมของ 6 ประเทศถูกจำกัดสิทธิ

          มีรายงานด้วยว่า ผู้แทนภาคประชาสังคมจากประเทศสิงคโปร์ พม่า และบรูไน เป็นบุคคลที่รัฐบาลของประเทศนั้นๆ คัดเลือกมาเอง ทำให้ภาคประชาชนไม่พอใจ เนื่องจากภาคประชาชนของประเทศเหล่านั้นก็มีการคัดเลือกบุคคลขึ้นมาเป็นผู้ แทนแล้ว นอกจากนี้ ในกำหนดการพบปะกัน ยังเป็นลักษณะเปิดโอกาสให้ผู้นำอาเซียนเข้าร่วมหรือไม่ก็ได้ ขึ้นอยู่กับความสะดวกของผู้นำเอง 

          กรณีดังกล่าวยิ่งทำให้เกิดข้อวิจารณ์ว่า กลไกแก้ไขปัญหาสิทธิมนุษยชนที่อาเซียนกำลังตั้งขึ้น จะสามารถปฏิบัติให้มีผลเป็นรูปธรรมได้อย่างไร 

 

"เอ็นจีโอมุสลิมอาเซียน"จี้สางปมละเมิดสิทธิชายแดนใต้

asean11.jpg

          ก่อน การประชุมอาเซียนจะเริ่มขึ้น องค์กรเอกชนมุสลิมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวม 40 องค์กร ได้ประชุมร่วมกันเพื่อเรียกร้องให้อาเซียนเร่งแก้ไขปัญหาความแย้งและความ รุนแรงในพม่า ไทย และฟิลิปปินส์ ทั้งเตรียมยื่นข้อเรียกร้องต่อที่ประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน 

          ทั้งนี้ องค์กรเอกชนมุสลิมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ "เอ็นจีโออาเซียน" จากประเทศไทย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และกัมพูชา ได้ประชุมร่วมกันที่ศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย ในกรุงเทพฯ และได้ข้อสรุปให้ชาติอาเซียนเร่งแก้ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมทั้งสร้างสันติภาพในภูมิภาค 

          “ในประเทศพม่า ชนกลุ่มน้อยโรฮิงญา และชนกลุ่มน้อยอื่นๆ ยังไม่ได้รับการยอมรับจากรัฐบาลพม่าว่าเป็นพลเมือง ทำให้มีปัญหาผู้อพยพไปยังหลายประเทศในภูมิภาค ทั้งไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและทำลายศักดิ์ศรีความ เป็นมนุษย์ ส่วนประเทศไทยก็มีปัญหาความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนของเจ้าหน้าที่รัฐต่อประชาชนด้วย รวมทั้งบนเกาะมินดาเนาทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์ ก็มีการใช้ความรุนแรงจากภาครัฐเช่นเดียวกัน เอ็นจีโออาเซียนจึงขอเรียกร้องให้อาเซียนผลักดันให้มีการแก้ไขปัญหาที่เกิด ขึ้นใน 3 ประเทศอย่างเร่งด่วน ด้วยสินติวิธี เพื่อให้เกิดสันติภาพขึ้นในภูมิภาค” แถลงการณ์ ระบุ

 

เร่งทำรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนไทยเสนอยูเอ็น

asean22.jpg

          สถานการณ์ ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ซึ่งมีการประกาศใช้กฎหมายพิเศษ และมีข้อร้องเรียนเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน ได้รับความสนใจจากองค์กรระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง และประเทศไทยเองก็มีพันธกรณีต้องปฏิบัติตามกติกาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน หลายฉบับที่ไทยให้สัตยาบันเอาไว้ รวมทั้งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ซึ่งรัฐบาลไทยจะต้องจัดทำรายงานเสนอต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชา ชาติด้วย

          เมื่อเร็วๆ นี้ คณะที่ปรึกษาการจัดทำรายงานประเทศไทยตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิ พลเมืองและสิทธิทางการเมือง ฉบับที่ 2 นำโดย นางอังคณา นีละไพจิตร ประธานคณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ เพิ่งลงพื้นที่ จ.ปัตตานี เพื่อจัดสัมมนากลุ่มย่อยรับฟังความคิดเห็นจากกลุ่มฝ่ายต่างๆ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมี น.ส.รื่นวดี สุวรรณมงคล รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม เป็นประธานการสัมมนา ทั้งนี้เพื่อรวบรวมความคิดเห็นจากทุกฝ่ายจัดทำเป็นรายงานเสนอต่อคณะรัฐมนตรี และรายงานต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติต่อไป

          ประเทศไทยได้ลงนามเป็นภาคีในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิ ทางการเมือง (ICCPR) เมื่อวันที่ 29 ต.ค.2539 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 29 ม.ค.2550 หลังจากนั้นประเทศไทยได้เสนอรายงานฉบับแรกต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสห ประชาชาติ เมื่อปี 2547 และคณะผู้แทนไทยได้เดินทางไปรายงานด้วยวาจา ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อเดือน ก.ค.2548 โดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติได้ตั้งประเด็นข้อกังวลและข้อเสนอ แนะรวม 18 ประเด็นต่อรายงานฉบับแรกของประเทศไทย เพื่อให้รัฐบาลไทยตอบคำถามและชี้แจงในรายงานฉบับที่สองที่กำลังจัดทำดัง กล่าว

          สำหรับการจัดทำรายงานฉบับที่ 2 นั้น คณะที่ปรึกษาการจัดทำรายงานฯได้ยึดหลักการสำคัญคือ ให้ภาครัฐและภาคประชาชน  องค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรด้านสิทธิมนุษยชน ภาควิชาการ และสื่อมวลชนได้มีส่วนร่วมในการให้ข้อมูลความจริง ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ เพื่อให้ได้สาระที่ครอบคลุมและตรงกับสถานการณ์ความเป็นจริงมากที่สุด พร้อมสะท้อนความเป็นจริงโดยไม่ปิดบัง เพื่อให้เห็นถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและนำไปสู่การแก้ไขปัญหา

          ในรายงานฯมี 3 หัวข้อหลัก คือชี้แจงข้อกังวลและข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ การรายงานความก้าวหน้าทั้งทางกฎหมายและแนวทางปฏิบัติ และการวิเคราะห์เพื่อให้เห็นพัฒนาการและความพยายามในการดำเนินการตามกติกา ระหว่างประเทศ รวมทั้งในบริบทของสังคมไทย

 

ห่วงปมคุ้มครองพยาน-ฝ่ายมั่นคงแจง"บัญชีดำ-พ.ร.ก."

          ใน เวทีสัมมนารับฟังความคิดเห็นที่ จ.ปัตตานี มีผู้แสดงความห่วงใยในหลายประเด็น เช่น ประเด็นการคุ้มครองพยาน ซึ่งแม้จะมีพระราชบัญญัติคุ้มครองพยาน พ.ศ.2546 แต่ในทางปฏิบัติยังทำได้ไม่เต็มที่ ไม่ครอบคลุม รวมถึงการคุ้มครองให้ความปลอดภัยพยานและผู้แจ้งเบาะแสในสามจังหวัดชายแดนภาค ใต้

          ส่วนข้อกังวลในประเด็นที่มีการเสนอให้รัฐบาลไทยยกเลิกการบังใช้พระราชกำหนด การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 หรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯบางส่วน เพราะมีเนื้อหาเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่รัฐละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยไม่ต้องรับ ผิด และมีการจัดทำ "บัญชีดำ" สำหรับผู้ต้องสงสัยเป็นแนวร่วมก่อความไม่สงบ โดยใช้ข้อมูลจากแหล่งข่าวที่ไม่น่าเชื่อถือนั้น ประเด็นนี้ ตัวแทนจากหน่วยงานความมั่นคงชี้แจงในวงสัมมนาว่า กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐละเมิดสิทธิ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นการกระทำของบุคคล ซึ่งที่ผ่านมาหน่วยงานความมั่นคงได้จัดทำคู่มือการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และกำชับให้เจ้าหน้าที่ทุกนายปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ใครฝ่าฝืนจะต้องรับโทษ  

          ในตอนท้ายของการสัมมนา นางจิราพร บุนนาค อดีตรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ กล่าวสรุปว่า รายงานฉบับนี้เป็นรายงานของประชาชนคนไทยทุกคน ไม่ใช่รายงานของรัฐบาล และมีความครอบคลุมทุกมิติ เป็นการเขียนโดยปราศจากอคติ และมองไปข้างหน้าอย่างเป็นธรรม จึงอยากให้ประชาชนเข้าใจให้ตรงกันว่า ประเด็นความมั่นคงเป็นเรื่องของคนไทยทุกคน และทุกฝ่ายก็อยากให้มีการนำเสนอเรื่องดีๆ ไปสุ่เวทีระดับชาติ แต่ทั้งนี้จะต้องไม่มีการโกหกหรือปิดบัง เพราะจะมีรายงานเงา หรือ Shadow Report ของภาคประชาชนเสนอควบคู่ไปด้วยแน่นอน

 

ศ.วิทิต ชี้ "ยูเอ็น-โอไอซี" จับตาไทย

vitit121.jpg

          ถัด จากเวทีดังกล่าว ก็มีการจัดเสวนาในหัวข้อ “สิทธิมนุษยชนและความมั่นคงของรัฐในสถานการณ์ความขัดแย้ง กับแนวทางการใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงภายในฯ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้" ที่โรงแรมซี.เอส.ปัตตานี  ซึ่งจัดโดยสมาคมยุวมุสลิมแห่งประเทศไทย  และมูลนิธิผสานวัฒนธรรม  ด้วยความร่วมมือของมูลนิธิคอนราด 

          ไฮไลท์ของการเสวนาอยูที่วิทยากรรับเชิญจากกรุงเทพฯ ศ.วิทิต มันตาภรณ์  อาจารย์ประจำภาควิชากฎหมายระหว่างประเทศ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เจ้าของรางวัลยูเนสโกเพื่อการศึกษาด้านสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2547

          ศ.วิทิต กล่าวถึงท่าทีของยูเอ็น (องค์การสหประชาชาติ) และ โอไอซี (องค์การการประชุมอิสลาม) ต่อปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ทั้งสององค์กรทราบสถานการณ์ในภาคใต้เป็นอย่างดี แต่ยังให้โอกาสไทยในการแก้ไขปัญหา ซึ่งจริงๆ แล้วยูเอ็นสามารถเข้ามาแทรกแซงได้ตามข้อตกลงระหว่างประเทศที่ไทยร่วมลงนาม เอาไว้

          "เมื่อเร็วๆ นี้มีข่าวว่าทั้งสององค์กรจะเข้ามาตั้งสำนักงานในพื้นที่ชายแดนใต้ แต่เท่าที่ผมทราบยังไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรชัดเจน แต่ต้องเข้าใจว่าถึงไม่มีสำนักงาน ทั้งยูเอ็นและโอไอซี ก็สามารถทำงานได้อยู่แล้ว เพราะจะมีผู้แทนคอยดูแลและเก็บข้อมูลอยู่ตลอด"

 

"การเมืองนำการทหาร" ต้องเป็นการเมืองของประชาชน

          ศ.วิทิต ยังเห็นว่า ข้อเสนอให้แก้ไขปัญหาภาคใต้โดยใช้นโยบาย "การเมืองนำการทหาร" เป็นเรื่องดี แต่ต้องเพิ่มเติมว่า การเมืองตรงนี้ต้องเป็นการเมืองที่มีประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วม ไม่ใช่การเมืองที่มีแต่ชนชั้นนำ ส่วนการใช้กฎหมายพิเศษในพื้นที่ เห็นว่าเฉพาะบทบัญญัติในกฎหมายอาญาปกติ ก็น่าจะดูแลสถานการณ์ได้แล้ว 

          "ผมอยากให้ดูตัวอย่างการแก้ปัญหาขบวนการไออาร์เอ (กองทัพกู้ชาติไอริช) ของรัฐบาลอังกฤษ เขาแก้ปัญหาโดยไม่ใช้กฎหมายพิเศษ คือใช้กฎหมายอาญาธรรมดา แล้วถ้ารัฐจะบอกว่าการใช้กฎหมายพิเศษจะเลือกใช้เฉพาะส่วนที่เป็นบวกนั้น ถามว่าเป็นบวกกับใคร เพราะเนื้อหากฎหมายส่วนใหญ่เป็นบวกกับเจ้าหน้าที่รัฐ มันทำให้เจ้าหน้าที่สะดวกในการทำงาน แต่หากมองถึงผลกระทบย่อมส่งผลระยะยาวต่อพื้นที่มากกว่า" นักสิทธิมนุษยชนชื่อดัง กล่าว

 

จี้อัยการถ่วงดุลพนักงานสอบสวนตั้งข้อหารุนแรงเกินจริง

          เมื่อ เร็วๆ นี้ มูลนิธิผสานวัฒนธรรมและองค์กรเครือข่ายได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้อัยการ แสดงบทบาทถ่วงดุลการตั้งข้อหาของพนักงานสอบสวน โดยยกกรณีตัวอย่างของ นายซานูตี ดอเลาะ และ นายซอบรี หะยี ที่ได้ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่ออัยการจังหวัดปัตตานี หลังตกเป็นผู้ต้องหาคดีความมั่นคงอย่างไม่เป็นธรรม 

          ทั้งสองเป็นผู้ต้องหาคดีหมายเลขดำที่ พ.584/2552 โดยพนักงานสอบสวน สภ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ได้ตั้งข้อกล่าวหาในความผิดฐาน “ร่วมกันฆ่าและพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ และต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต พกพาอาวุธปืนไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มี เหตุอันสมควร ยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดในหมู่บ้านที่ชุมชนโดยใช่เหตุ โดยผิดกฎหมาย เป็นอั่งยี่หรือซ่องโจร และร่วมกันสะสมกำลังพลเพื่อกระทำการก่อการร้าย”

          คดีนี้พนักงานสอบสวนมีความเห็นควรสั่งฟ้อง และส่งสำนวนให้พนักงานอัยการจังหวัดปัตตานีเมื่อวันที่ 16 ต.ค.2552 และคดีอยู่ระหว่างการขอฝากขังผู้ต้องหาครั้งที่ 5 ถูกควบคุมตัวกว่า 60 วันที่เรือนจำจังหวัดปัตตานี ก่อนหน้านี้ถูกควบคุมตัวตามอำนาจกฎอัยการศึก และ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มากกว่า 30 วัน

          เหตุการณ์ที่นำมาสู่การจับกุมและตั้งข้อหาดังกล่าว เกิดขึ้นที่บ้านคลองช้าง ต.นาเกตุ อ.โคกโพธิ์ เมื่อวันที่ 26 ก.ค.2552 มีการยิงปะทะและจับกุมตัวบุคคลต้องสงสัยก่อเหตุความไม่สงบในพื้นที่ ซึ่งก็คือ นายซอบรี หะยี และนายซานูตี ดอเลาะ 

          จากพฤติการณ์ของทั้งสองตามที่องค์กรภาคประชาสังคมลงพื้นที่เข้าไปเก็บข้อมูล น่าเชื่อว่าบุคคลทั้งคู่ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับเหตุยิงปะทะและสถานการณ์ความ ไม่สงบในพื้นที่ จึงเห็นว่าการตั้งข้อกล่าวหาของพนักงานสอบสวนเป็นข้อหาที่รุนแรงเกินกว่า พยานหลักฐานที่ปรากฏและได้มา จึงสนับสนุนให้ทั้งสองร้องขอความเป็นธรรมจากอัยการ

          นายสมชาย หอมละออ ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม กล่าวว่า อยากให้อัยการซึ่งเป็นองค์กรหนึ่งในกระบวนการยุติธรรม ทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจของพนักงานสอบสวนอย่างเคร่งครัดและเป็น ธรรม เนื่องจากที่ผ่านมาในสถานการณ์ความขัดแย้ง ทำให้มีการจับกุมควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยคดีความมั่นคงและคดีอาญาเป็นจำนวนมาก และมีจำนวนหนึ่งถูกฟ้องดำเนินคดีด้วยข้อหาที่ไม่เป็นธรรมและเป็นการตั้งข้อ หาหนักเกินไป เช่น การก่อการร้าย อั้งยี่ซ่องโจร โดยไม่มีหลักฐานที่หนักแน่นเพียงพอ จนทำให้ผู้ต้องหาคดีความมั่นคงล้นคุก ซ้ำยังไม่สามารถประกันตัวได้ การดำเนินคดีโดยปราศจากหลักฐานทำให้ศาลพิพากษายกฟ้องคดีเหล่านี้กว่า 30% ทำให้คนในพื้นที่รู้สึกว่ารัฐใช้กระบวนการยุติธรรมมากลั่นแกล้ง และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้รัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาความรุนแรงในจังหวัด ชายแดนภาคใต้ได้

          "องค์กรสิทธิมนุษยชนสงสัยว่า การฟ้องร้องดำเนินคดีผู้ต้องหาในสามจังหวัดภาคใต้ เกิดจากแนวคิดของเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมที่ว่า ขังผู้ต้องหาไว้ให้นานที่สุดแม้ไม่มีหลักฐานเพียงพอ เพื่อไม่ให้ออกไปก่อเหตุใช่หรือไม่ ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาระบุชัด ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าเป็นผู้กระทำผิดจริง ดังนั้นเพื่อเรียกสร้างความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมกลับคืนมา อัยการจึงควรมีบทบาทในการกลั่นกรองคดี ตลอดจนถ่วงดุลการตั้งข้อหาของพนักงานสอบสวนให้มีความเป็นธรรมอย่างแท้จริง เพราะคดีที่อยู่ในความรับผิดชอบของศูนย์ทนายความมุสลิมที่มีการตั้งข้อหา ความมั่นคง เช่น อั้งยี่ ซ่องโจร ก่อการร้าย ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องทั้งสิ้น" นายสมชาย ระบุ 

 
  เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง :-
 
  เนื้อหาที่คุณอาจกำลังค้นหา :-
บทความที่น่าสนใจ
สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์
340 ลาดพร้าว 112 วังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310
โทร 0-2514-0593 แฟ็กซ์ 0-2538-4215 Email : Webmaster@muslimthaipost.com

Warning: include(../../main/globalsitemap.php): failed to open stream: No such file or directory in /home/muslimpo/public_html/muslimthai/main/index.php on line 194

Warning: include(): Failed opening '../../main/globalsitemap.php' for inclusion (include_path='.:/usr/lib/php:/usr/local/lib/php') in /home/muslimpo/public_html/muslimthai/main/index.php on line 194