หมวดหมู่
หน้าหลัก       ยินดีต้อนรับสู่มุสลิมไทย โพสต์
ค้นหา
หากมีคำค้นหลายตัว สามารถคั่นด้วย comma (,)
หน้าหลัก >> Muslimthai Focus
พิมพ์หน้านี้  |  ส่งให้เพื่อน
สังหารโหดมุสลิม 'บ้านไอร์ปาแย'

มุสลิมไทยดอทคอม
www.muslimthai.com

ความช่วยเหลือล้นหลาม บทสรุปคือความยุติธรรม...รัฐเยียวยาแก้ปัญหาถูกจุดหรือ?

จากวันที่ 8 มิถุนายน 2552 จนถึง ณ วันนี้  เป็นเวลากว่า 2 เดือน คนทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ยังคงติดตามให้ความสนใจ ความคืบหน้าของ คดีสังหารโหดชาวมุสลิมจำนวน 10 ศพ และบาดเจ็บอีก 14 ราย เหตุเกิดที่ มัสยิดอัล    ฟุรกอน ต.จวบ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ในขณะที่คนทั้งหมดกำลังละหมาดอยู่ในมัสยิด  ดังกล่าว
   
หลังเกิดเหตุ นอกจากความช่วยเหลือ  จากหน่วยงานของรัฐบาลที่เข้าไปเยียวยาประชาชน ในบ้านไอร์ปาแย ควบคู่กับการสืบสวนสอบสวนหาตัวคนร้ายของเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว ยังปรากฏว่า คนทั้งประเทศให้ความสนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะ องค์กรสิทธิมนุษยชน ทั้งในประเทศ และสากล เช่น ยูเอ็น และ องค์กรมุสลิมโลก หรือ โอไอซี เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่ในข่ายของการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างแท้จริง หลายองค์กรจึงออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการ สืบสวนหาข้อเท็จจริง เพื่อบอกให้สังคมได้รับทราบ และนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ ในขณะที่หน่วยงานของรัฐเองก็หวาดวิตกว่า หากไม่สามารถทำความจริงให้ปรากฏ กรณีฆ่าหมู่ที่มัสยิดอัลฟุรกอน อาจจะชักนำให้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ถูกนำพาไปสู่เวทีโลก ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกรัฐบาลไม่ต้องการให้เกิดขึ้น
   
ในขณะที่การสืบสวน สอบสวน หาสาเหตุการลงมืออย่างโหดเหี้ยม และกลุ่มผู้เป็นฆาตกร เดินไปอย่างเชื่องช้า เพราะพนักงานสอบสวนต้องใช้เวลา และหาหลักฐาน รวมทั้งผลพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์นั้น ในส่วนของความช่วยเหลือที่เรียกว่า “เยียวยา” จากภาครัฐ เพื่อบรรเทาความเสียหาย และคลี่คลายความ   “คับแค้น” ทางด้านจิตใจของผู้ได้รับผลกระทบ จากเหตุการณ์ในครั้งนี้ เป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยผู้เสียชีวิตจำนวน 10 ศพ ญาติได้รับเงินช่วยเหลือจากหน่วยงานต่าง ๆ เช่น เป็นเงินคนละ หกแสนกว่าบาท จนถึงสามแสนกว่าบาท ส่วนผู้บาดเจ็บได้รับตั้งแต่สามแสนกว่าบาทจนถึงสามหมื่น กว่าบาท พร้อมทั้งการช่วยเหลือบุตรให้ได้รับการศึกษาต่อจนถึงระดับปริญญาตรี รวมทั้งการให้ญาติของผู้เสียชีวิตครอบครัวละหนึ่งคน ได้เดินทางไปประกอบพิธี “ฮัจญ์” ที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย ซึ่ง เป็นการเยียวยาจาก ศอ.บต. เป็นต้น ซึ่งถือว่าเป็นความพึงพอใจในระดับหนึ่งของกลุ่มชาวบ้าน 24 ครอบครัว ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง
   
นอกจากนั้นหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีทหาร ตำรวจ และ ฝ่ายปกครอง เป็นแกนหลัก ได้ทุ่มงบประมาณเป็นจำนวนมาก เข้าไปพัฒนาพื้นที่บ้านไอร์ปาแย เช่น การส่งเสริมการกีฬาจากการก่อสร้างโรงเรียนตาดีกา ซื้ออุปกรณ์การศึกษาให้โรงเรียน สร้างรั้วมัสยิดที่เกิดเหตุ การส่งเสริมอาชีพ โครงการจ้างงาน และอื่น ๆ จาก ศอ.บต. ในขณะที่ กอ.รมน. และ ตำรวจ รับผิดชอบในเรื่องความปลอดภัย และความสงบในพื้นที่แต่ความคับข้องใจของคนในพื้นที่ยังไม่หมดไปกับการเยียวยาในครั้งนี้ เนื่องจากคดีสังหารหาคนทำผิดยังไม่คืบหน้า และยังไม่มีความชัดเจนว่า ฆาตกรเป็นใคร จนกระทั่ง พล.ต.ต.สุรชัย สืบสุข ผบก.ภ.จว.นราธิวาส ได้สรุปชัดเจนว่าประเด็น การสังหารโหดครั้งนี้ เกิดจากความคับแค้นของคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นคนไทยพุทธในพื้นที่ใกล้เคียง  ที่ถูกกระทำจากแนวร่วมขบวนการแบ่งแยกดินแดน เช่น การยิงครู การฆ่าตัดคอ โดยเฉพาะในพื้นที่บ้านป่าไผ่ ซึ่งเป็นชุมชนไทยพุทธ ที่อยู่ติดกับบ้านไอร์ปาแย นับตั้งแต่เกิดเหตุความไม่สงบขึ้น มีคนในหมู่บ้านถูกฆ่าตายไปแล้ว 28 คน บาดเจ็บ 35 คน และผลจากการสืบสวนสอบสวน
   
โดยเฉพาะหลักฐานจาก อาวุธปืน ที่ใช้ ทำให้เจ้าหน้าที่ออกหมายจับหนึ่งในผู้ก่อเหตุแล้วหนึ่งราย ซึ่งไม่ใช่แนวร่วม อาร์เคเค แต่เป็นคนไทยพุทธ ที่มีคดีอื่นติดตัวอยู่หลายคดี และไม่ได้เป็นคนใน บ้านป่าไผ่ ซึ่งคดีที่เกิดขึ้น จึงสรุปได้ว่า เป็นการโกรธแค้นส่วนตัวของกลุ่มคนร้ายกลุ่มนั้น ที่เห็นคนไทยพุทธถูกกระทำอย่างขบวนการแบ่งแยกดินแดนอย่างโหดร้าย จึงลงมือระบายความแค้น โดยลุแก่อำนาจ และไม่ได้คิดว่า หลังจากก่อเหตุ จะสร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติอย่างไร ส่วนคนร้ายที่ร่วมมือกันที่เหลือ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการสืบสวน สอบสวนต่อไป ซึ่งเชื่อว่า จะสามารถออกหมายจับได้หมด และจากความคืบหน้าของคดีที่เกิดขึ้น ได้สร้างความพอใจให้กับคนในพื้นที่ได้ในระดับหนึ่ง เนื่องจากคนในพื้นที่ เชื่อมั่น และ “ฟันธง” ไปก่อนหน้านี้แล้วว่า ผู้ที่เป็นฆาตกรเป็นใคร ดังนั้นเมื่อเจ้าหน้าที่   “กล้า” ที่จะทำคดีอย่างตรงไปตรงมา ไม่บิดเบือน สิ่งที่เกิดขึ้น คนในพื้นที่จึงรับได้
   
ดังนั้น ณ วันนี้  คดีที่เกิดขึ้นที่ บ้านไอร์ปาแย จึงนับได้ว่า ตำรวจ ทหาร และ ฝ่ายปกครอง ได้ร่วมมือกัน “สะสาง” ดับไฟแค้นในจิตใจของคนในพื้นที่ไปแล้วบางส่วน แม้จะยังไม่ “มอด” เสียทีเดียว แต่ถ้าหน่วยงานของรัฐทุกหน่วย ยึดหลักความ “ยุติธรรม” เป็นที่ตั้ง     “เงื่อนไข” ของความคับแค้น จะได้รับการคลี่คลายไปในที่สุด และแกนนำของขบวนการจะไม่สามารถใช้ “เงื่อนไข” ดังกล่าว ไปปลุกระดม ให้คนในพื้นที่เป็นปรปักษ์กับรัฐ จะไม่เกิดขึ้น
   
แต่สิ่งที่น่าสังเกตกรณีของ “ไอร์ปาแย” คือ การให้ความช่วยเหลือที่หลั่งไหลเข้าไปจน  “ล้นหลาม” หลังเกิดเหตุ รวมทั้งการรับปากในสิ่งต่าง ๆ อาจจะกลายเป็น “เงื่อนไข” ต่อเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต และอาจจะนำมาซึ่งข้อเปรียบเทียบของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่อื่น ๆ ที่ไม่ได้รับการ “เยียวยา” ชนิดแทบ “สำลัก” รวมทั้งการทุ่มงบพัฒนาพื้นที่ ภายหลังเกิดเหตุ ซึ่งอาจจะมีคำถามว่า ทำไม ก่อนหน้านี้ ทหาร และฝ่ายปกครอง จึงไม่รู้ว่าคนในพื้นที่ขาดแคลนอะไร และต้องการอะไร และหากไม่เกิดเหตุร้ายขึ้น หมู่บ้านนี้จะได้รับการ   “เหลียวแล” อย่างนี้หรือไม่ รวมทั้งสิ่งที่น่าวิตกคือ วิธีการที่ใช้เหมือนกับการใช้  “เงิน” ซื้อปัญหาและ ซื้อ “ใจ” ของคน มากกว่าใช้วิธีการของการสร้างความเข้าใจระหว่างกันซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาที่ถาวรกว่า และถ้าเป็นไปได้ ขออย่าใช้  “เงิน” เป็นที่ตั้งในการดับ “ไฟใต้” เพราะจะไม่มีความพอดี และสุดท้าย “ไฟ” จะมีการถูกจุดมากขึ้น
   
อย่างไรก็ตาม บทสรุปจาก “ไอร์ปาแย” ที่เห็นชัดเจนคือความจริง และความยุติธรรม เท่านั้น ที่จะ “เยียวยา” ความคับแค้นทางด้านจิตใจ และความเลวร้ายที่เกิดขึ้นได้อย่างได้ผล และเป็นวิธีการเอาชนะทางการเมืองกับขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่แท้จริง.

ไชยยงค์ มณีพิลึก

 
  เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง :-
 
  เนื้อหาที่คุณอาจกำลังค้นหา :-
บทความที่น่าสนใจ
สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์
340 ลาดพร้าว 112 วังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310
โทร 0-2514-0593 แฟ็กซ์ 0-2538-4215 Email : Webmaster@muslimthaipost.com

Warning: include(../../main/globalsitemap.php): failed to open stream: No such file or directory in /home/muslimpo/public_html/muslimthai/main/index.php on line 194

Warning: include(): Failed opening '../../main/globalsitemap.php' for inclusion (include_path='.:/usr/lib/php:/usr/local/lib/php') in /home/muslimpo/public_html/muslimthai/main/index.php on line 194