หมวดหมู่
หน้าหลัก       ยินดีต้อนรับสู่มุสลิมไทย โพสต์
ค้นหา
หากมีคำค้นหลายตัว สามารถคั่นด้วย comma (,)
หน้าหลัก >> Muslimthai Focus
พิมพ์หน้านี้  |  ส่งให้เพื่อน
จาก"ญาลันนันบารู"สู่"เอียะตีกัฟ"กอ.รมน.ภ.4ใช้ศาสนาสู้ยาเสพติด

มุสลิมดอทคอม
www.muslimthai.com

แนวทางในการแก้ปัญหาของ กอ.รมน.ภ.4 คือ โครงการ "ญาลันนันบารู" หรือ "ทางสายใหม่" ซึ่งได้ร่วมกับสำนักงาน ป.ป.ส. นำเยาวชนที่เคยตกเป็นทาสยาเสพติดเข้ารับการฝึกอบรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

 เป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้วย "กิจกรรมทางศาสนา" เพราะเชื่อว่า ความศรัทธาในศาสนาจะย้ำเตือนสติไม่ให้หวนเข้าไปข้องแวะกับยาเสพติดได้อย่างเด็ดขาด

 สำหรับในช่วง "เดือนรอมฎอน" ซึ่งปกติพี่น้องมุสลิมจะปฏิบัติศาสนกิจอย่างเคร่งครัดอยู่แล้ว กอ.รมน.ภ.4 จึงมุ่งต่อยอดความสำเร็จจากโครงการญาลันนันบารู

 โดยได้นำเยาวชนเข้าร่วมนำร่องโครงการ "รอมฎอน เดือนอันประเสริฐของเยาวชนญาลันนันบารู" หรือ โครงการ "อีฟตีกะฮ์" (10 วันสุดท้ายของเดือนรอมฎอน) เพื่อเน้นย้ำให้เยาวชนปฏิบัติตามหลักศาสนาที่ถูกต้องและช่วยขจัดความคิดที่จะยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด

 พล.ท.พิเชษฐ์ วิสัยจร แม่ทัพภาคที่ 4 ระบุว่า โครงการดังกล่าวจะเน้นการนำเยาวชนปฏิบัติตนตามหลักศาสนาเพื่อเข้าร่วมกิจกรรม "อีฟตีกะฮ์” หรือ 10 วันสุดท้ายของเดือนรอมฎอน ซึ่งเป็นห้วงเวลาสำคัญที่สุดของการถือศีลอด

 โครงการดังกล่าวเป็นการฝึกปฏิบัติตนให้ถูกต้องสมบูรณ์ตามหลักศาสนาอิสลาม เพื่อเดินเกมรุกทางด้านความคิด รุกทางการเมือง และเป็นการรุกทางด้านมวลชนพร้อมๆ กัน

 ทั้งนี้ หากทำได้ดี นอกจากจะทำให้เยาวชนมีความคิดที่หนักแน่นแล้ว ยังเป็นการขยาย "เครือข่ายแนวร่วม" ที่ให้ความร่วมมือกับภาครัฐให้ขยายตัวแพร่หลายออกไปอีก

 "โครงการนี้เราเน้นความสมัครใจ ไม่บังคับ แต่จะเน้นการอยากมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางศาสนาด้วยความสมัครใจและเต็มใจ เพราะผู้ที่เข้าร่วมจะต้องเชื่อและศรัทธา ประกอบกับมีความอดทนเข้มแข็งทั้งด้านจิตใจและร่างกาย" พล.ท.พิเชษฐ์กล่าว

 ด้าน พ.อ.สุวรรณ เชิดฉาย หัวหน้าชุดควบคุมการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด กอ.รมน.ภ.4 เน้นถึงความสำคัญของโครงการ ”อีฟตีกะฮ์” ว่าเป็นการเน้นการปฏิบัติตามศาสนกิจในมัสยิด ในห้วง 10 วันสุดท้ายของเดือนรอมฎอน

 ห้วงเวลาดังกล่าวถือว่าสำคัญมากสำหรับผู้ปฏิบัติตนในช่วงเดือนรอมฎอน โดยจะต้องพำนักอยู่ในมัสยิด และมีเจตนาปฏิบัติศาสนกิจต่ออัลลอฮ์เจ้าเพื่อปลดปล่อยตัวเองให้หลุดพ้นจากความสับสนวุ่นวาย และเป็นการขัดเกลาจิตใจให้บริสุทธิ์

 การดำเนินการในปีแรกตั้งเป้าให้มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมไม่น้อยกว่า 50 มัสยิด หรือประมาณ 800 คน

 พ.อ.สุวรรณระบุว่า กิจกรรมนี้ได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้นำศาสนา ประชาชน และเยาวชนญาลันนันบารูที่แสดงถึงความห่วงใยของรัฐต่อกิจกรรมทางศาสนาให้แก่เยาวชนผู้มีต้นทุนติดลบทางสังคมมาก่อน

 ปัจจุบันการทำอีฟตีกะฮ์ (การพำนักในมัสยิด) ในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีมัสยิดประมาณ 10 แห่งที่เน้นการปฏิบัติที่เคร่งครัด เช่น มัสยิดอิบาดุรเราะห์มาน บ้านปูยุด อ.เมือง จ.ปัตตานี หรือ มัสยิดศูนย์ดะห์วะฮฺยะลา ที่มีการจัดการอย่างเป็นระบบ ทั้งให้ความรู้ด้านวิชาการ การปฏิบัติศาสนกิจ และระบบสาธารณูปโภค ซึ่งในช่วงเวลานี้มัสยิดทั้งสองแห่งจะมีผู้เข้าร่วมปฏิบัติศาสนกิจคราวละไม่ต่ำกว่าหมื่นคน

 สำหรับกิจกรรม “อีฟตีกะฮ์” จะมีความเข้มข้นทั้งกลางวัน และกลางคืน โดยจะมีอยู่ 2 ช่วงที่สำคัญ คือ

 ละหมาดตะรอเวียะห์ ตั้งแต่เวลาประมาณ 19.30 -20.30 น. ซึ่งถูกบัญญัติให้ละหมาดรวมกันเป็นญะมาอะฮฺ (รวมกันที่มัสยิด)

 ละหมาดตะฮัจยุด ตั้งแต่เวลาประมาณ 02.00-04.30 น. ซึ่งไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ คนชรา จะไปละหมาดและปฏิบัติศาสนกิจในมัสยิดอีกครั้งหนึ่ง

 การละหมาดทั้งสองช่วงจะมีผู้คนมากที่สุดในคืนที่ 27 ของเดือนรอมฎอน และช่วงวันที่ 27-30 ของการถือศีลอดเป็นช่วงสำคัญที่มุสลิมถือเป็นวันสำคัญของการขอพร (ดุอา) ที่จะได้ผลบุญถึง 7 เท่า ซึ่งผู้เป็นหัวหน้าครอบครัว (ต้องเป็นเพศชาย) เป็นผู้นำในการปฏิบัติ

 พ.อ.สุวรรณ เชื่อมั่นว่า กิจกรรมนี้จะทำให้เยาวชนที่เคยหลงผิด และกลับใจเข้าร่วมโครงการได้มีโอกาสใกล้ชิดคำสอนขององค์ศาสดา และเข้าใจในความหมายของความประเสริฐของเดือนรอมฎอนอย่างถ่องแท้ โดยไม่คิดหวนกลับไปในเส้นทางเดิมที่เคยพลาดพลั้งมาแล้วอีก

สุพิชฌาย์ จันต๊ะปา

 
  เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง :-
 
  เนื้อหาที่คุณอาจกำลังค้นหา :-
บทความที่น่าสนใจ
สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์
340 ลาดพร้าว 112 วังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310
โทร 0-2514-0593 แฟ็กซ์ 0-2538-4215 Email : Webmaster@muslimthaipost.com
สารบัญเว็บไซต์ Muslimthaipost.com
SubDomain หน้าหลัก