หมวดหมู่
หน้าหลัก       ยินดีต้อนรับสู่มุสลิมไทย โพสต์
ค้นหา
หากมีคำค้นหลายตัว สามารถคั่นด้วย comma (,)
หน้าหลัก >> Muslimthai Focus
พิมพ์หน้านี้  |  ส่งให้เพื่อน
เสียงเตือนกระหึ่ม! นโยบาย "ยิ่งลักษณ์" "ปรับค่าแรง300-ป.ตรี1.5หมื่น"

เสียงเตือนกระหึ่ม! นโยบาย "ยิ่งลักษณ์"  "ปรับค่าแรง300-ป.ตรี1.5หมื่น"

หมายเหตุ - เป็นความเห็นผู้ประกอบการภาคเอกชนและนักวิชาการ เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม ต่อแนวทางนโยบายของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรี และพรรคเพื่อไทย ในการปรับเพิ่มค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำเป็น 300 บาททั่วประเทศ และเงินเดือนขั้นต่ำระดับปริญญาตรีเริ่มต้นที่ 15,000 บาท

นายบุญชัย โชควัฒนา

ประธานกรรมการบริหาร

บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด(มหาชน)

ไม่เห็นด้วยกับนโยบายปรับเพิ่มค่าแรงงานขั้นต่ำเป็น 300 บาท เพราะปรับเพิ่มขึ้นเร็วเกินไป ซึ่งจะมีผลกระทบสูงมากกับภาคธุรกิจ การลงทุน ค่าครองชีพ ตลอดจนยังส่งผลให้ราคาสินค้าปรับเพิ่มขึ้นและทำให้มีปัญหาเรื่องเงินเฟ้อตามมาในที่สุด

ทั้งนี้ ในพื้นที่ต่างจังหวัด ขณะนี้มีค่าแรงขั้นต่ำประมาณ 100 บาท ส่วนในกรุงเทพฯค่าแรงขั้นต่ำประมาณ 200 บาท หากปรับค่าแรงขั้นต่ำเพิ่มขึ้นมาเป็น 300 บาท เท่ากับว่าค่าแรงปรับเพิ่มขึ้นมาหลายสิบเปอร์เซ็นต์ และตามหลักควรปรับเพิ่มขึ้นเป็นขั้นตอนเช่นปีละ 6% หากคำนวณจากอายุรัฐบาลที่อยู่ครั้งละ 4 ปีเท่ากับค่าแรงจะปรับเพิ่มขึ้นมา 24% หากใช้แนวทางนี้ ภาคธุรกิจปรับตัวได้

ไม่ใช่ปรับขึ้นแบบพรวดพราด เพราะผู้ประกอบการจะปรับตัวไม่ทัน ต้นทุนสินค้าจะแพงขึ้น โรงงานที่เคยกำไรจะขาดทุนและคิดว่าผู้ประกอบการไม่ว่าจะในนามของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) หรือสภาหอการค้าไทยไม่เห็นด้วยกับนโยบายนี้

"รัฐบาลควรถามความเห็นของผู้ประกอบการ ทั้ง ส.อ.ท. และสภาหอฯก่อนว่าเห็นอย่างไร หากทำประเทศจะเจ๊ง แนวทางที่ถูกต้องควรเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนแบบเป็นขั้นตอน สินค้าจะได้ไม่ขึ้นราคา"

นายชัยรัตน์ ธรรมพีร

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

บริษัท พรีบิลท์ จำกัด (มหาชน)

รัฐควรทยอยปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท พร้อมกับการลดภาษีเงินได้นิติบุคคล เพื่อลดผลกระทบและให้เกิดการปรับตัวทั้งในภาคธุรกิจและภาคเศรษฐกิจโดยรวม นอกจากนี้รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขปัญหาค่าครองชีพ โดยการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าอุปโภคบริโภคให้มีความเหมาะสม ควบคู่กันด้วย

ผลกระทบจากนโยบายการประกาศขึ้นค่าแรง ส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับราคาขึ้นรอค่าแรงใหม่ล่วงหน้าแล้ว ส่วนในภาคธุรกิจรับเหมาก่อสร้างและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์น่าจะได้รับผลกระทบ เนื่องจากแรงงานเป็นปัจจัยหลักของภาคก่อสร้าง ซึ่งจะส่งผลต่อราคาค่าก่อสร้าง ราคาขายของบ้านจัดสรร และคอนโดมิเนียม จะต้องปรับราคาเพิ่มขึ้น

คาดว่าจะทำให้ผู้ประกอบการจะต้องหันไปพึ่งพาเทคโนโลยีที่ใช้ในการก่อสร้างเพิ่มมากขึ้น เพื่อต้องการลดต้นทุนค่าแรง

นายอัทธ์ พิศาลวานิช

ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ

มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

การปรับขึ้นค่าแรงจะเป็นปัจจัยลบมากที่สุดต่อการส่งออกไทย มากกว่านโยบายค่าบาทแข็ง เพราะการเพิ่มค่าแรงจะทำให้การส่งออกสินค้าไทยในปี 2555 ชะลอตัว ลดศักยภาพการแข่งขันของผู้ส่งออก เนื่องจากไปเพิ่มภาระต้นทุนและต้องเพิ่มราคาสินค้า ทำให้แข่งขันกับสินค้าประเทศคู่แข่ง เช่น เวียดนาม จีน ลำบากมากขึ้น

ทั้งนี้ การปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท และปรับค่าแรงงานระดับปริญญาตรี 15,000 บาท จะทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกโดยรวมเพิ่ม 28% แยกเป็นภาคการผลิตเพิ่ม 31.52% และภาคบริการเพิ่ม 26.51%

กลุ่มสินค้าที่มีต้นทุนค่าแรงงานเพิ่มขึ้นมากสุด คือ อาหาร เครื่องดื่ม ยาสูบ เพิ่มขึ้น 35.02% รองลงมาสิ่งทอ และเครื่องแต่งกาย 34.45% และกระดาษ ผลิตภัณฑ์จากกระดาษ และการพิมพ์ 22.39%

แต่หากแยกเป็นการปรับค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท จากปัจจุบัน 215 บาทเท่ากับเพิ่มขึ้น 39.5% มีผลต่อต้นทุนการผลิตเพิ่ม 22.29% แยกเป็นภาคผลิต 29.61% ภาคบริการ 19.19% กลุ่มที่ต้นทุนเพิ่มขึ้นมากสุด คือ สิ่งทอและเครื่องแต่งกาย 32.97% อาหาร เครื่องดื่ม ยาสูบ 34.24% และกระดาษ ผลิตภัณฑ์กระดาษและการพิมพ์ 26.97%

หากแยกเป็นปรับเพิ่มค่าแรงปริญญาตรี 15,000 บาท จากปัจจุบัน 11,028 บาท มีผลต้นทุนเพิ่ม 5.71% โดยภาคการผลิตเพิ่ม 1.91% ภาคบริการเพิ่ม 7.32% กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากสุด คือ กระดาษ ผลิตภัณฑ์จากกระดาษ และการพิมพ์ 5.44% สิ่งทอและเครื่องแต่งกาย 1.48% และอาหาร เครื่องดื่ม ยาสูบ 0.78%

"เพื่อไม่ให้กระทบต่อการส่งออก รัฐบาลควรทยอยปรับขึ้นค่าแรงงานและต้องทำให้สอดคล้องกับการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับภาคแรงงาน เพื่อให้ผู้ผลิตสินค้าปรับตัวได้ โดยกลุ่มที่คาดว่าจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้เร็วเป็นกลุ่มอาหาร สิ่งทอ และเครื่องใช้ไฟฟ้า"

นายกิตติพล ปราโมช ณ อยุธยา

นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย

กรรมการผู้จัดการ บริษัท สัมมากร จำกัด (มหาชน)

ยังไม่ทราบรายละเอียดว่าค่าแรงที่จะเพิ่มเป็น 300 บาทนั้นจะปรับขึ้นในลักษณะอย่างไร ทีเดียวหรือไม่หรือจะให้เฉพาะแรงงานประเภทไหน อย่างไร แต่หากปรับเพิ่มขึ้นทันที 300 บาท ก็จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนของผู้ประกอบการแน่นอน

ทั้งนี้ ในส่วนของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะได้จะรับผลกระทบเป็น 2 เด้งคือทั้งจากค่ารับเหมาที่เพิ่มขึ้น และจากราคาวัสดุก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นจากค่าแรงงานอีกส่วนหนึ่งด้วย แม้ว่าทางรัฐบาลใหม่จะบอกว่ามีการลดภาษีนิติบุคคลให้ แต่ในการจะลดภาษีได้นั้นบริษัทต้องมีกำไรก่อน ดังนั้น จึงมองว่าไม่ได้อะไรจากตรงนี้

ค่าแรงที่พรรคเพื่อไทยประกาศนั้น หากขึ้นทีเดียวก็มากถึง 30% และเมื่อบวกกับค่าวัสดุอื่นๆ แล้ว ส่งผลให้ต้นทุนอสังหาฯเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 10% ดังนั้น เมื่อผู้รับเหมาเสนอราคามา เราก็ต้องดูด้วยว่ารับได้หรือไม่ และหากรับได้แล้วไปปรับราคาขายเพิ่มเป็น 10-20% ตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้นตลาดหรือผู้บริโภคจะรับได้หรือไม่

"ดังนั้น หากต้องการปรับค่าแรงขึ้นจริงๆ ก็ควรค่อยๆ ทยอยปรับขึ้น หรืออาจจะปรับขึ้นไปเป็นโซนๆ ไปจะดีกว่า"

นายธำรง ปัญญาสกุลวงศ์

นายกสมาคมอาคารชุดไทย

หากค่าแรงปรับเพิ่มทุกธุรกิจจะได้รับผลกระทบเหมือนกันหมด แต่ภาคอสังหาจะหนักสุด เพราะโดน 2 เด้งทั้งจากราคารับเหมาและจากราคาวัสดุก่อสร้างที่ปรับเพิ่มขึ้นจากค่าแรงงขั้นต่ำ ดังนั้น 3 สมาคมอสังหาฯ ทั้งสมาคมอาคารชุดไทย สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร และสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทยจะหารือกัน เพื่อทำหนังสือหรือออกเป็นแถลงการณ์ถึงรัฐบาลให้ชะลอการปรับขึ้นหรือค่อยๆ ปรับขึ้นไปภายใน 2 ปี เอกชนรับได้ แต่อย่าปรับครั้งเดียว เพราะหากปรับครั้งเดียวผู้ประกอบการก็จะต้องผลักภาระไปที่ผู้บริโภคทั้งหมด

อุตสาหกรรมก่อสร้างนั้นเป็นอุตสาหกรรมที่ต้องใช้แรงงานเป็นจำนวนมาก จึงหลีกหนีไม่พ้นที่จะต้องใช้แรงงานต่างด้าว ดังนั้นการปรับค่าแรงดังกล่าวแรงงานต่างด้าวก็จะมีส่วนรับเงินตรงนี้ไปด้วย แม้ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรี จะระบุว่าให้เฉพาะแรงงานไทยเท่านั้น แต่ในข้อเท็จจริงนั้นไม่ได้เป็นอย่างนั้น

ขณะนี้ยังไม่เหมาะที่จะปรับค่าแรงไปถึง 300 บาท เพราะเศรษฐกิจก็ยังไม่ดีนัก ควรจะค่อยเป็นค่อยไปจะดีกว่า เพราะไม่เพียงแต่ค่าแรงขั้นต่ำ แต่ลามไปถึงมนุษย์เงินเดือนด้วย เพราะมีการระบุว่าหากจบปริญญาตรีใหม่ได้เงิน 15,000 บาทต่อเดือน ทั้งที่ยังไม่มีฝีมืออะไรเลย

"ดังนั้น คนที่ทำงานมานานแล้ว มีเงินเดือนสูงกว่านักศึกษาจบใหม่ไม่มากนัก ก็คงจะต้องขอปรับค่าแรงหรือเงินเดือนด้วยเหมือนกัน ดังนั้น ภาคแรงงานต้องมีความปั่นป่วนแน่นอน สุดท้ายอาจะต้องมีการปลดคนออก"

นายพลพัฒ กรรณสูต

กรรมการผู้จัดการ บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน)

นายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยฯ

หากปรับค่าแรงขึ้น 300 บาท จริง กระทบกับผู้รับเหมาแน่นอน โดยเฉพาะงานที่รับไปแล้ว ซึ่งหากเป็นงานภาครัฐก็พอที่จะบรรเทาเบาบางจากเรื่องค่าเคได้ แต่หากเป็นงานเอกชนก็คงจะลำบากที่จะทำอะไรได้ นอกจากการทุน ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นผู้รับเหมาก็จะทิ้งงาน สุดท้ายแล้วก็จะล้มหายตายจากไปจากวงการก่อสร้าง

งานใหม่ที่จะรับเข้ามา เมื่อคิดค่างานจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นแล้วนำเสนอไปยังเจ้าของงาน เจ้าของงานจะรับได้หรือไม่ก็เป็นเรื่องที่ยากลำบากในการที่จะคาดเดา ดังนั้น ทางออกของเรื่องนี้คือรัฐบาลควรค่อยๆ ปรับขึ้นค่าแรง อย่าปรับขึ้นทีเดียว 300 บาท เพราะเท่ากับว่าค่าแรงเพิ่มขึ้นอีก 30% เพราะไม่เช่นนั้นภาคอุตสาหกรรมก่อสร้างจะล้มหายตายจากไปจากอุตสาหกรรมแน่นอน

"ดังนั้น ทางสมาคมจะมีการหารือกับสมาชิก"

ที่มา  : มติชน

 
  เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง :-
 
  เนื้อหาที่คุณอาจกำลังค้นหา :-
บทความที่น่าสนใจ
สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์
340 ลาดพร้าว 112 วังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310
โทร 0-2514-0593 แฟ็กซ์ 0-2538-4215 Email : Webmaster@muslimthaipost.com

Warning: include(../../main/globalsitemap.php): failed to open stream: No such file or directory in /home/muslimpo/public_html/muslimthai/main/index.php on line 194

Warning: include(): Failed opening '../../main/globalsitemap.php' for inclusion (include_path='.:/usr/lib/php:/usr/local/lib/php') in /home/muslimpo/public_html/muslimthai/main/index.php on line 194