หมวดหมู่
หน้าหลัก       ยินดีต้อนรับสู่มุสลิมไทย โพสต์
ค้นหา
หากมีคำค้นหลายตัว สามารถคั่นด้วย comma (,)
หน้าหลัก >> Muslimthai Focus
พิมพ์หน้านี้  |  ส่งให้เพื่อน
หายนะมวลรวมประชาชาติ หากรัฐบาลในอนาคตยังคิดใช้เงินภาษีประชาชนแบบสิ้นคิดเช่นการหาเสียงทุกวันนี้ !!

หายนะมวลรวมประชาชาติ

ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์ ปัญหาวิกฤติหนี้สาธารณะของกรีซ กำลังจะกลายเป็นมะเร็งร้ายที่รักษาไม่หาย แม้ว่าก่อนหน้านี้ กลุ่มสหภาพยุโรป ( EU ) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ( IMF ) ได้ช่วยเหลือทางการเงินแก่รัฐบาลกรีซ
       
       แต่สถานการณ์ล่าสุดมีแนวโน้มว่า กรีซอาจจะต้องถึงขั้นล้มละลาย ไม่สามารถชำระหนี้ธนาคารของกลุ่มประเทศยุโรปได้ นั่นหมายความว่า ผลกระทบทางการเงินจะลุกลามไปสู่ประเทศอื่นๆ ในยุโรป
       
       ประเด็นสำคัญคือ สถานะของหนี้สาธารณะของกรีซ ไม่ได้กระเตื้องขึ้นตั้งแต่เดือน พ.ค.ปีที่แล้ว แต่กลับย่ำแย่ลง จากตัวเลขประเมินที่ 142.8 % ของสัดส่วน GDP ในอีกไม่นานคาดว่าหนี้สาธารณะของกรีซอาจจะสูงถึง 175 %
       
       ทั้ง Standard & Poor และ Fitch Ratings ประเมินว่า กรีซ จะต้องปรับโครงสร้างหนี้เพื่อบรรเทาปัญหาทางการเงินให้เบาบางลง
       
       โดยในปัจจุบันอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินของกรีซอยู่ที่ CCC
       
       ในที่สุดแล้ว กรีซอาจต้องถอนตัวจากกลุ่มยูโรโซน จนทำให้ฝรั่งเศสและเยอรมนี อาจจะต้องใช้มาตรการฉุกเฉินช่วยเหลือสถาบันการเงินที่ลงทุนตราสารหนี้กรีซในช่วงที่ผ่านมา เพื่อป้องกันโดมิโนของวิกฤตการเงินในยุโรปเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในสหรัฐ
       
       ประเทศที่เป็นเจ้าหนี้ของกรีซ เรียงตามลำดับปริมาณหนี้สิน ประกอบด้วย อันดับ 1 คือ ฝรั่งเศส มีหนี้สินทั้งภาครัฐและเอกชนที่กรีซติดค้างอยู่ถึง 56,740 ล้านเหรียญสหรัฐ เยอรมนีเป็นเจ้าหนี้ 33,974 ล้านเหรียญสหรัฐ อิตาลีเป็นเจ้าหนี้ 4,085 ล้านเหรียญสหรัฐ อังกฤษเป็นเจ้าหนี้ 14,060 ล้านเหรียญสหรัฐ สหรัฐที่ 7,318 ล้านเหรียญสหรัฐ และญี่ปุ่น 1,631 ล้านเหรียญสหรัฐ
       
       ประเทศล้วนเหล่านี้ล้วนกำลังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศทั้งสิ้น
       
       นั่นทำให้กลุ่มสหภาพยุโรปมีความเห็นที่แตกต่างกันในการช่วยเหลือกรีซ เพราะการพยุงฐานะทางการเงินกรีซ จะทำให้ประเทศในกลุ่มยุโรปย่ำแย่ตามไปด้วย
       
       หลายประเทศเห็นว่า ไม่ควรให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่กรีซต่อไป
       
       Moody's บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินระดับโลก ประกาศจะลดอันดับความน่าเชื่อถือของธนาคารสัญชาติฝรั่งเศสถึง 3 แห่ง ได้แก่ Credit Agricole, BNP Paribas และ Societe Generale เนื่องจากธนาคารทั้งสามมีส่วนเกี่ยวข้องกับการลงทุนตราสารหนี้ของกรีซ ซึ่งมีแนวโน้มว่า กรีซจะไม่สามารถชำระเงินได้
       
       ทั้งนี้ ธนาคารทั้งสามแห่งเพิ่งฟื้นตัวจากวิกฤตการณ์ทางการเงิน 2551 แล้วจะต้องเผชิญกับวิกฤติหนี้สาธารณะของกรีซอีก อาจจะทำให้สถาบันการเงินในยุโรปถึงกับล้มละลายได้
       
       อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การเมืองของกรีซ ก็ยังซ้ำเติมปัญหาหนี้สาธารณะให้รุนแรงมากขึ้นกว่าเดิม เมื่อสหภาพยุโรป และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ กำหนดให้มีการทำข้อตกลงทางการเงินกับไอเอ็มเอฟ และสหภาพยุโรป เหมือนกับข้อตกลงที่ไทยทำไอเอ็มเอฟ ก่อนหน้านี้
       
       โดยกำหนดให้วันที่ 3 กรกฎาคม นี้เป็นวันสุดท้ายของการทำข้อตกลง
       
       แต่ปัญหาการเมืองภายในประเทศ ทำให้ความไม่แน่นอนเกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะปัญหาระหว่างรัฐสภากับรัฐบาล และปัญหาการประท้วงภายในประเทศจนกรีซ เกือบจะกลายเป็นประเทศอัมพาต
       
       ล่าสุด นายกรัฐมนตรี จอร์เก ปาปันดรู ต้องเผชิญกับญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งหากไม่ผ่านญัตติดังกล่าว จะทำให้ตำแหน่งผู้นำประเทศอาจตกเป็นของ อันโตนิส ซามารัส ผู้นำพรรค New Democracy พรรคฝ่ายค้านที่ใหญ่ที่สุด
       
       โดยเฉพาะเงื่อนไขของไอเอ็มเอฟ เกี่ยวกับการรัดเข็มขัดทางการคลัง และการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ
       
       เงื่อนไขในลักษณะเดียวกับที่ไทยเคยเผชิญมาก่อน แต่ประชาชนชาวกรีซไม่ยอมรับการรัดเข็มขัดครั้งนี้
       
       เมื่อเปรียบเทียบกับนโยบายด้านเศรษฐกิจของพรรคการเมืองต่างๆ ที่กำลังหาเสียงอยู่ในเวลานี้ ดูเหมือนว่า สถานการณ์กลับตรงกันข้าม
       
       รัฐบาลกรีซ จะต้องประหยัด และรัดเข็มขัดทุกอย่าง
       
       รัฐบาลไทยในอนาคตเตรียมจะใช้จ่ายอย่างมันมือ
       
       ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ หรือกรุงเทพโพล เปิดเผยผลสำรวจในหัวข้อ “เปรียบเทียบนโยบายหาเสียงสองพรรคใหญ่ พรรคใดเป็นต่อ ? ทำได้ทำไม่ได้ ? ” โดยสำรวจความเห็นจากนักเศรษฐศาสตร์ที่ทำงานในหน่วยงานการวิเคราะห์ วิจัยเศรษฐกิจระดับชั้นนำของประเทศ  26 หน่วยงาน จำนวน 73 คน
       
       ผลการสำรวจพบว่า เมื่อนักเศรษฐศาสตร์ประเมินนโยบายหาเสียงเชิงเปรียบเทียบ หรือนโยบายที่มีความคล้ายคลึงกัน ระหว่างพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย นักเศรษฐศาสตร์ให้นโยบายของพรรคประชาธิปัตย์เหนือกว่าพรรคเพื่อไทย 7 นโยบาย พรรคเพื่อไทยเหนือกว่าพรรคประชาธิปัตย์ 1 นโยบาย  คือ นโยบายปราบยาเสพติดให้หมดไปใน 12 เดือน
       
       เมื่อถามว่า การนำนโยบายไปสู่ภาคปฏิบัติ นโยบายใดทำได้ นโยบายใดทำไม่ได้ พบว่า  นโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ 9 นโยบาย มี 7 นโยบาย ที่นักเศรษฐศาสตร์เชื่อว่า ทำได้จริง 
       
       โดยนโยบายที่นักเศรษฐศาสตร์ไม่เชื่อว่าทำได้ คือ การจัดการปัญหายาเสพติดเด็ดขาด จัดตั้งกองกำลังพิเศษ 2,500 นาย และขยายบรอดแบนด์แห่งชาติ 3 จี อินเทอร์เน็ตชุมชนสู่ทุกตำบลทั่วประเทศใน 4 ปี 
       
       ขณะที่พรรคเพื่อไทย จาก 9 นโยบาย มี 5 นโยบาย ที่เชื่อว่าทำได้จริง
       
       นโยบายที่นักเศรษฐศาสตร์ไม่เชื่อว่าทำได้ คือ เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท ปราบยาเสพติดให้หมดใน 12 เดือน ทำรถไฟความเร็วสูงไปเชียงใหม่ โคราช ระยอง และขยายแอร์พอร์ตลิงก์ไปฉะเชิงเทรา  ชลบุรี พัทยา นโยบายขยายรถไฟฟ้าให้ครบ 10 สาย แต่ละสายเก็บ 20 บาท
       
       ผลสำรวจระบุอีกว่า นโยบายที่นักเศรษฐศาสตร์มองว่า เป็นนโยบายที่ดีที่สุด และสามารถทำได้จริงมี 2 นโยบาย คือ นโยบายเชื่อม กทม.และปริมณฑล  ( นนทบุรี-ปทุมธานี-สมุทรปราการ ) ด้วยรถไฟฟ้าระยะทาง 166 กม. ภายใน 5 ปี และนโยบายจัดให้มีบำนาญประชาชนหลังอายุ 60 ปี โดยรัฐร่วมสมทบในกองทุนการออมแห่งชาติ ของพรรคประชาธิปัตย์ 
       
       ส่วนนโยบายที่นักเศรษฐศาสตร์มองว่า แย่มากที่สุด และไม่สามารถทำได้จริง คือ นโยบายบัตรสินเชื่อเกษตรกร หรือเครดิตชาวนา และโครงการรับจำนำข้าวเปลือกเกวียนละ 15,000 บาท ข้าวหอมมะลิ เกวียนละ 20,000 บาท ของพรรคเพื่อไทย 
       
       ประเมินกันว่า ทั้งบัตรเครดิตชาวนา จะสร้างภาระหนี้ให้กับชาวนาอย่างไม่รู้จักจบสิ้น และโครงการจำนำข้าวเปลือกนั้น สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจให้ประเทศโดยรวมอย่างมหาศาล
       
       หรือที่ภาษาทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่า Deadweight Loss ( ประโยชน์สาบสูญ ) นั่นเอง ที่สำคัญ ยังทำให้เกิดการคอร์รัปชันอย่างเป็นขบวนการจำนวนมาก นั่นจึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมหัวคะแนนบางพรรคถึงตีอกชกลมด้วยความดีใจ
       
       ขณะที่สังคมไทยกำลังเดินเข้าสู่สังคมการตรวจสอบ และสังคมคุณธรรมอย่างค่อยเป็นค่อยไป
       
       ปรากฏการณ์ที่สื่อ เพื่อน ญาติ และคนที่ไม่รู้จัก ช่วยเหลือ “หมอมุก” เพื่อให้ได้รับความเป็นธรรมจากการกระทำของนายทหารบางคน เป็นปรากฏการณ์ที่บ่งบอกแนวโน้มของสังคมไทยได้ดี
       
       ทั้งนี้ พ.ต.พญ.หทัยพร อิ่มวิทยา หรือ หมอมุก อายุ 34 ปี แพทย์ประจำคลินิกผู้สูงอายุ รพ.พระมงกุฎเกล้า บุตรสาว พญ.พรรณกร อิ่มวิทยา อดีตอาจารย์หมอ รพ.ศิริราช ถูกชายนิรนาม ตั้งใจขับรถเก๋งนิสสัน ซันนี่ นีโอ สีทอง ทะเบียน วค 1355 กรุงเทพฯ ซึ่งถูกระบุว่าเป็นของกรมยุทธบริการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย พุ่งชนอย่างจัง จนกระเด็นไปไกลถึง 30 เมตร และทำให้กลายเป็นเจ้าหญิงนินทราในปัจจุบัน
       
       ต่อมา พ.อ.ศักดิ์สิทธิ์ ภู่กลั่น ผอ.กองกลาง สำนักงานปลัดบัญชีทหาร บก.กองทัพไทย เข้ามอบตัวพร้อมกับอ้างว่า เป็นคนขับรถเก๋งคันดังกล่าว แต่หมอมุกกระโดดขึ้นมาชนรถเอง หลังมีปากเสียงกันเรื่องที่จอดรถ
       
       คำให้การของ พ.อ.ศักดิ์สิทธิ์ มีข้อพิรุธมากมาย
       
       โดยเฉพาะคำให้การเกือบทั้งหมด ขัดกับภาพวงจรปิดที่คนขับรถพยายามฆ่าหมอมุกโดยเจตนา
       ประเด็นสำคัญคือ ต้องขอขอบคุณภาพจากวงจรปิด ชาวบ้านผู้เห็นเหตุการณ์ และโซเชียลมีเดีย ที่ทำให้ความจริงปรากฏแก่สายตาสังคมไทย
       
       มิเช่นนั้นคดีดังกล่าวอาจะเงียบหายไปจากแฟ้มของตำรวจ
       
       มีรายงานข่าวว่า ได้มีโทรศัพท์จากประชาชนชาวบ้าน โทรศัพท์เข้ามาสอบถามตำรวจที่ สน.พญาไท ถึงความคืบหน้าของคดีหมอมุกเป็นจำนวนมาก มีทั้งโทรมาให้กำลังใจหมอ และมีทั้งโทรมาสอบถาม ต่อว่า พ.อ.ศักดิ์สิทธิ์ บางรายถึงขนาดจะเดินทางมาดูหน้า พ.อ.ศักดิ์สิทธิ์ ด้วยตาตัวเอง บางรายขอให้ตำรวจทำคดีอย่างตรงไปตรงมา ไม่เกรงกลัวอิทธิพลของใคร
       
       ในวันที่ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โปรดเกล้าฯให้ท่านผู้หญิงฉัตรแก้ว นันทาภิวัฒน์ นางสนองพระโอษฐ์ฯ เป็นผู้แทนพระองค์  อันเชิญแจกันดอกไม้พระราชทาน พร้อมกระเช้าเครื่องใช้ พระราชทานให้ พ.ต.พญ.หทัยพร อิ่มวิทยา หรือหมอมุก  โดยมี พญ.พรรณกร อิ่มวิทยา มารดา เป็นผู้รับมอบแทน จากนั้นท่านผู้หญิงฉัตรแก้ว ได้เข้าเยี่ยมและสอบถามอาการจากแพทย์เจ้าของไข้หมอมุก ประมาณ 20 นาที ก่อนเดินทางกลับ
       
       แม้กระทั่งแพทยสภายังได้เดินทางไปเยี่ยม โดย ศ.คลีนิก นพ.อำนาจ กุสลานันท์ นายกแพทยสภา พร้อมคณะเดินทางเข้าเยี่ยมอาการของ พ.ต.พญ.หทัยพร พร้อมกับบอกกับนักข่าวว่า แพทยสภาจะติดตามดำเนินการด้วยการทำหนังสือนำไปยื่นให้กับ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบช.น. กองพิสูจน์หลักฐานไล่ลงมาจนถึงพนักงานสอบสวนเจ้าของคดี จะมีการยื่นหนังสือและเดินทางไปพบด้วยตัวเองโดยจะทำทั้งสองอย่าง เพื่อให้ทางตำรวจดูแลและให้ความเป็นธรรมกับหมอมุกอย่างเต็มที่
       
       สังคมคุณธรรมที่พึงปรารถนายังสามารถพบได้จากปรากฏการณ์ติดตามการดำเนินคดี ผู้ต้องหาขับรถเก๋งซีวิค จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 9 ราย
       
       โดยเมื่อวันที่ 22 มิ.ย.ที่ผ่าน พนักงานอัยการฝ่ายคดีเยาวชนและครอบครัว 1 ได้พิจารณาสำนวนการสอบสวนเพิ่มเติมทั้งหมดของพนักงานสอบสวน สน.วิภาวดี อย่างละเอียดรอบครอบแล้ว แล้ว จึงมีความเห็นสั่งฟ้อง น.ส.หญิง (นามสมมติ) อายุ 17 ปี ผู้ต้องหาที่ขับรถเก๋งฮอนด้า ซีวิค เฉี่ยวชนท้ายรถตู้โดยสาร บนทางด่วนโทลเวย์ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 9 ราย และบาดเจ็บจำนวนมาก เมื่อคืนวันที่ 28 ธ.ค.53 รวม 2 ข้อหาในความผิดฐานขับรถยนต์โดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ได้รับอันตรายต่อร่างกายบาดเจ็บสาหัส ทรัพย์สินเสียหาย และข้อหาใช้โทรศัพท์ขณะขับรถยนต์
       
       หลังจากยื่นฟ้อง น.ส.หญิง แล้ว อัยการก็จะแจ้งให้ญาติของผู้เสียหายที่เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บได้ทราบ ซึ่งหากประสงค์จะยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายก็สามารถยื่นฟ้องต่อศาลเยาวชนฯเพิ่มเติมได้ในส่วนของความเสียหายทางแพ่ง
       
       แต่สังคมคุณธรรมกำลังจะมาพร้อมกับหายนะมวลรวมประชาชาติ หากรัฐบาลในอนาคตยังคิดใช้เงินภาษีประชาชนแบบสิ้นคิดเช่นการหาเสียงทุกวันนี้ !!

 
  เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง :-
 
  เนื้อหาที่คุณอาจกำลังค้นหา :-
บทความที่น่าสนใจ
สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์
340 ลาดพร้าว 112 วังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310
โทร 0-2514-0593 แฟ็กซ์ 0-2538-4215 Email : Webmaster@muslimthaipost.com

Warning: include(../../main/globalsitemap.php): failed to open stream: No such file or directory in /home/muslimpo/public_html/muslimthai/main/index.php on line 194

Warning: include(): Failed opening '../../main/globalsitemap.php' for inclusion (include_path='.:/usr/lib/php:/usr/local/lib/php') in /home/muslimpo/public_html/muslimthai/main/index.php on line 194