หมวดหมู่
หน้าหลัก       ยินดีต้อนรับสู่มุสลิมไทย โพสต์
ค้นหา
หากมีคำค้นหลายตัว สามารถคั่นด้วย comma (,)
หน้าหลัก >> Muslimthai Focus
พิมพ์หน้านี้  |  ส่งให้เพื่อน
นักต่อสู้-มุสลิมฮิปฮอป-วีรชน-ทหาร ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้

เปิดอัตลักษณ์และมุมมองของ "นักต่อสู้-มุสลิมฮิปฮอป-วีรชน-ทหาร" ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2554 มีงานสัมนาการเสนอรายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการมุสลิมชายแดนใต้กับรัฐไทย: ความ "ไม่มั่นคง" และความเปลี่ยนแปลงจากมุมมองทางการเมือง เรื่องเขตแดนและการเมืองวัฒนธรรม (ชาตินิยม) ที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์กรมหาชน)

 


ในงานนี้ อาจารย์แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้นำเสนอผลการศึกษาในหัวข้อ "ขบวนการต่อสู้ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้: นักต่อสู้ที่ไม่ใช้ความรุนแรง" ซึ่งสรุปได้ว่า มุมมองของเด็กมุสลิมที่ได้ถ่ายทอดออกมานั้น การกระทำของเด็กมุสลิม มีหลักการปฏิบัติที่สอดคล้องกับบริบททางการเมือง ในเหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คำถามก็คือว่า เกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงมีการต่อสู้ หรือมีการรวมตัวกันใช้ยุทธวิธีเพื่อก่อเหตุรุนแรง จากการสัมภาษณ์เด็กมุสลิมของอาจารย์แพร ทำให้ทราบว่าตั้งแต่การศึกษาในโรงเรียนประถม อัตลักษณ์หรือความเป็นตัวตนของเขาได้รับการดูถูก ทำให้เขาคิดว่า เขาไม่ทันสมัย จะพูดหรือทำอะไรก็ผิด มากกว่านั้นคือพูดไทยไม่ได้ ไม่สามารถแต่งกายอย่างที่เขาอยากแต่งไปโรงเรียน และครูมักจะต่อว่าเป็นไอ้แขกบ้าง ทำให้เกิดประสบการณ์ที่ไม่ดีต่อเด็กมุสลิมเหล่านั้น

 


เมื่อเข้าไปเรียนในโรงเรียนเอกชนที่สอนศาสนาอิสลาม เด็กเหล่านี้ถูกชักจูงให้เข้าสมาชิกของขบวนการก่อการร้าย โดยคัดเอาเด็กที่มีความเป็นไทยน้อย หรือไม่มีความเป็นไทยเลย อีกทั้งมีอุดมการณ์ชัดเจน ยิ่งเด็กที่มีประสบการณ์จากการที่ญาติพี่น้องถูกฆ่าตาย ก็จะยิ่งทำให้เกิดการชักชวนได้ง่าย เพราะเข้าใจว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นผู้ฆ่า แต่ทั้งนี้เป็นการปลุกให้เด็กเหล่านั้นมีจิตวิญญาณร่วม เสมือนเป็นการทำให้ขุ่นเพื่อให้เกิดอคติ จากนั้นจะทำให้ร้อนโดยการปลุกอุดมการณ์เรื่องเชื้อชาติ ศาสนา ก่อนที่จะทำให้พร้อมต่อสู้เพื่อนำไปสู้การก่อการร้าย ท้ายที่สุดก็ยากที่จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

 


เมื่อระยะเวลาผ่านไป กลุ่มเด็กมุสลิมเหล่านี้ได้มีโอกาสเรียนหนังสือในระดับอุดมศึกษา ทำให้กาลเวลาและประสบการณ์ของเขา เลือกที่จะไม่ใช้ความรุนแรง ทั้งๆ ที่เขาเคยจับปืน อาวุธ และยืนอยู่บนถนนของกลุ่มก่อการร้ายมาก่อน เหตุผลก็คือว่า พื้นที่ สังคมได้เปิดมุมมองของเด็กเหล่านั้น ส่วนอุดมการณ์ที่เป็นอยู่ก่อนหน้านี้เขาค้นพบว่า ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ อีกอย่างหนึ่งก็คือว่า ศาสนาอิสลามไม่ได้สอนให้เขาใช้ความรุนแรงด้วย ทำให้เขาได้เรียนรู้ถึงความไม่ยุติธรรม

 


ทั้งหมดนี้สามารถสรุปได้ว่า สถานศึกษาเป็นตัวสร้างประสบการณ์ ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจ และเป็นตัวปลุกอุดมการณ์เพื่อนำไปสู่กลุ่มก่อการร้าย ส่วนศาสนาได้เป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้ ขณะเดียวกันก็เป็นตัวหยุดความรุนแรงได้ แต่วีรบุรุษและพื้นที่แสดงออกเป็นแรงจูงใจ และใช้เป็นข้อต่อรองที่จะตัดสินใจว่าไม่ใช้ความรุนแรง

 


อาจารย์ซากีย์ พิทักษ์คุมพล จากสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้ทำการศึกษาเรื่อง "วัฒนธรรมเยาวชนกับความเป็นมุสลิมในสังคมสมัยใหม่: ศึกษากรณีเยาวชนมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้" ได้เล่าถึงการศึกษาผ่านมุมมองของมุสลิมที่เป็นวัยรุ่นว่า จากการได้สัมผัสและพูดคุยนั้น เด็กมุสลิมยังไม่เป็นที่รู้จักของคนภายนอก ซึ่งการนิยามและการอธิบายบทบาทของเยาวชนมุสลิมในแต่ละพื้นที่มักจะแตกต่างกัน มากกว่านั้นก็คือเยาวชนมุสลิมในแต่ละพื้นที่มีมุมมองที่แตกต่างกันด้วย

 


สิ่งที่น่าสนใจก็คือว่า เด็กมุสลิมที่เป็นฮิปฮอป ทอม กระเทย พยายามที่จะเข้าใจและเผยแพร่ศาสนาที่เป็นตัวตนของเขา บางครั้งก็ทำให้เห็นว่าเขาเองดำรงสภาพได้อย่างไร แต่ขณะเดียวกันเขาเหล่านั้นก็รู้ว่าสังคมเป็นอย่างไร สุดท้ายแล้วการแสดงออกของเขากลับเป็นแรงกดดันให้พ่อแม่บังคับ แล้วรู้สึกอึดอัดในการเป็นตัวของตัวเอง เด็กมุสลิมที่เป็นเพศที่สามยังเล่าว่า แม้เขาจะมีสภาพจิตใจเป็นเช่นนั้น เขายังไม่คิดถึงขั้นผ่าตัดแปลงเพศ แม้เขาอยากจะทำก็ตาม อย่างมากก็แค่มีผมยาว และมีนมเหมือนผู้หญิงเท่านั้น

 


ในบางพื้นที่เขามีความรู้สึกว่า เขาเองต้องดำรงอยู่ในหลักศาสนา ถึงจะเป็นในอย่างที่เขาต้องการ แต่กรอบความคิด คำสอนต่างๆ ได้เป็นกรอบครอบเขาไว้ ซึ่งในพื้นที่ที่เป็นมุสลิมอย่างเคร่งครัด ก็ทำให้เยาวชนมุสลิมขาดพื้นที่ในการแสดงออก เมื่อได้มาอยู่ในพื้นที่ที่สามารถแสดงออกได้ เขาก็พยายามหากลุ่มคนเพื่อทำให้เกิดการยอมรับ แต่อย่างไรก็ตามเยาวชนมุสลิมก็มีลิมิต (ขีดจำกัด) ด้วยเช่นกัน

 


ด้านนางสาวปรางทิพย์ ดาวเรือง ผู้สื่อข่าวและนักวิจัยอิสระ ได้นำเสนอผลการศึกษาในหัวข้อ "วีรบุรุษ-วีรสตรีในประวัติศาสตร์ชาตินิยมไทยในความขัดแย้งจังหวัดชายแดนภาคใต้ยุคใหม่" โดยได้หยิบยก ครูจูหลิง ปงกันมูล, ร.ต.ต.กฤตติกุล บุญลือ (หมวดตี้ ) และจ่าเพียร หรือ พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา มาเป็นกรณีศึกษา โดยผู้วิจัยมองว่าทำไมสังคมถึงมีคนเรียกร้องให้เป็นวุรบุรุษ วีรสตรี ที่เกิดขึ้นใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และพยายามค้นหาว่ากระบวนการเกิดวีรบุรุษ วีรสตรีในสายตาของประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ยุคใหม่ว่าเป็นอย่างไร และสิ่งที่วิเคราะห์ต่อก็คือ เรื่องราวที่สังคมมองสะท้อนถึงอุดมคติของรัฐและสังคม ว่าสะท้อนอย่างไรว่าภายหลังการเสียชีวิตของวีรบุรุษและวีรสตรีเหล่านั้นไปแล้ว

 


ส่วนสาเหตุการนำครูจูหลิง หมวดตี้ และจ่าเพียร มาเป็นกรณีศึกษา ก็เพราะว่า โอกาสในการเข้าถึงข้อมูลที่มีแพร่หลาย และถูกรายงานผ่านสื่อมวลชนจำนวนมาก ทั้งนี้ฐานะของวีรชนหรือวีรสตรีทั้ง 3 ท่านนั้นแสดงออกได้อย่างชัดเจน กล่าวคือ การเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ ก่อนหน้านี้หรือภายหลังยุค พ.ต.ท.ทักษิณ สถานการณ์ อำนาจการตัดสินใจตกอยู่ที่ฝ่ายความมั่นคง แต่เหตุการณ์ทางการเมืองกลับดึงความสนใจมากกว่า แต่ปัจจัยต่างๆ ทั้งทางการเมือง ความรุนแรงในพื้นที่ ทำให้เกิดวีรชนขึ้นมา

 


จากลักษณะร่วมก็คือว่า ทั้ง 3 คน ได้เป็นตัวแทนของประชาชน เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น ได้มีการเชิดชูแล้วทำให้ทั้ง 3 คนเปลี่ยนไปจากอุดมคติบนใบหน้าไปเป็นการได้รับการยกย่อง รัฐก็ยกย่องด้วยพิธีกรรมต่างๆ โดยได้รับแรงสนับสนุนจากสื่อ และสื่อก็นำเสนอในมุมมองที่แปลกใหม่ สะท้อนปัญหา จนท้ายที่สุดมีการสถาปนาวีรบุรุษ วีรสตรีขึ้นมา


 

ขณะที่ผลการศึกษาในหัวข้อ "การปฏิบัติงานของทหาร: เรื่องเล่าของทหาร 3 กองทัพ" ซึ่งประกอบด้วยทหารชุดปฏิบัติงาน หน่วยเฉพาะกิจ และอาสาสมัครทหารพรานนั้น นางสาวจันทรารัตน์ จันทรา ผู้ทำการศึกษาในหัวข้อดังกล่าว ได้เล่าผ่านมุมมองของทหาร 8 นายที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ใน 3 จังหวัดชายได้ภาคใต้ว่า มีปัจจัยอยู่ 3 เรื่องที่ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ เรื่องแรก เป็นด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ของทหาร ได้เป็นกรอบกำหนดทิศทางในการลงพื้นที่ของทหารภายใต้ความรุนแรง ที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ในการป้องปราม หาข่าวก่อการร้าย มวลชนสัมพันธ์ หรือแม้กระทั่งการเปลี่ยนบุคลิกเพื่อทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ยอมรับ ทั้งนี้ยังมีเงื่อนไขที่อาจก่อให้เกิดความรุนแรงขึ้นได้ เช่น การต่อสู้เพื่อให้เกิดการยอมรับเรื่องอัตลักษณ์ เชื้อชาติ ซึ่งสร้างความลำบากใจให้กับทหารไม่น้อย

 


ปัจจัยต่อมาก็คือ อุดมการณ์ เพราะว่าการส่งเสริมกิจกรรมต่างๆ หรือบุคลิกในการปฏิบัติงาน อุดมการณ์จะเป็นตัวกำหนดทั้งสิ้น ทหารเรียนรู้อุดมการณ์ที่จะสู้รบ ถูกปลูกฝังในเรื่องของระเบียบวินัย ชาติ ศาสนา กษัตริย์ ฉะนั้นการแสดงออกของชาวบ้านในพื้นที่ที่เป็นมุสลิม ได้กระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ กล่าวคือ ทหารหวาดระแวง และสงสัยในการแสดงออกของชาวมุสลิม แต่ได้พยายามเข้าไปแก้ไขโดยเอาวัฒนธรรมหลักเข้าไปใส่ เช่นการไหว้  หรือทำให้เห็นว่าผู้หญิงหลังแต่งงานสามารถทำอะไรได้บ้าง

 


ขณะที่ประสบการณ์ของทหารก็ถือเป็นอีกปัจจัยหนึ่ง เนื่อกจากต้องพบปะกับชาวบ้าน การเคารพนายและไม่มีอำนาจต่อรองคำสั่งจึงเป็นเรื่องสำคัญและเกิดความอึดอัด อาจจะทำให้ผลงานที่ทำออกมาได้ไม่ดีนัก กรณีชู้สาวก็เป็นอีกเรื่องที่มักจะมีปัญหา เพราะทหารไม่ได้เป็นคนสร้างฝ่ายเดียว และยังไม่เข้าใจถึงวัฒนธรรมด้วย อีกทั้งเครื่องแบบยังเป็นที่ดึงดูดความสนใจด้วย ทั้งนี้การดื่มสุราก็ยอมรับว่ามีจริง แต่ส่วนหนึ่งก็เพื่อความผ่อนคลายแต่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้บังคับบัญชา ซึ่งทั้ง 3 ปัจจัยล้วนแล้วส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ทั้งสิ้น

 
  เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง :-
 
  เนื้อหาที่คุณอาจกำลังค้นหา :-
บทความที่น่าสนใจ
สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์
340 ลาดพร้าว 112 วังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310
โทร 0-2514-0593 แฟ็กซ์ 0-2538-4215 Email : Webmaster@muslimthaipost.com
สารบัญเว็บไซต์ Muslimthaipost.com
SubDomain หน้าหลัก