หมวดหมู่
หน้าหลัก       ยินดีต้อนรับสู่มุสลิมไทย โพสต์
ค้นหา
หากมีคำค้นหลายตัว สามารถคั่นด้วย comma (,)
หน้าหลัก >> Muslimthai Focus
พิมพ์หน้านี้  |  ส่งให้เพื่อน
ค่าเงินดอลล่าสหรัฐ หายนะที่กำลังคืบคลาน สหรัฐหนี้ท่วมหัว นับถอยหลังรอวันสิ้นเครดิต กับ โอกาสเงิน (จริงๆ)

สหรัฐหนี้ท่วมหัว นับถอยหลังรอวันสิ้นเครดิต กับ โอกาสเงิน (จริงๆ)

ขณะที่ทุกสายตากำลังจับจ้องไปที่สภาพเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่เริ่มได้รับผลกระทบจากวิกฤตอย่างเด่นชัดขึ้น หลังจากที่ตัวเลขส่งออกช่วงเดือน มี.ค. ลดลงครั้งแรกในรอบ 16 เดือน รวมถึงแนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนเพื่อหนีภาวะเงินเฟ้อและปัญหาฟองสบู่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์

สภาพการณ์ของมหาอำนาจเศรษฐกิจอันดับ 1 อย่างสหรัฐ ตกอยู่ในฐานะที่ย่ำแย่ลงเช่นกัน

อาจกล่าวได้ว่า ขณะนี้ระดับท็อป 3 ของเศรษฐกิจโลกตกอยู่ภาวะที่ปั่นป่วนอย่างยิ่ง แม้แต่จีนที่ “พยายาม” ชะลอการขยายตัวอย่างตั้งใจก็ตาม แต่โดยเนื้อแท้แล้วจีนยังพะวงหน้าพะวงหลังกับปัญหาฟองสบู่และเงินเฟ้อที่ยังยากจะแก้ตก

สิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่ง คือ เศรษฐกิจสหรัฐที่กำลังดีวันดีคืนกลับต้องมาเสี่ยงที่จะถูกบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงิน อย่าง S&P ลดความน่าเชื่อถือจากระดับสูงสุดที่ AAA

S&P ระบุว่า นี่เป็นเพียงคำขู่เท่านั้น โดยชี้ว่าโอกาสมีอยู่ที่สัดส่วน 1 ต่อ 3 ในช่วงเวลา 2 ปีต่อจากนี้ จนกว่าสมาชิกสภาคองเกรสจากพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันจะสามารถลงรอยกัน เพื่อหาหนทางลดภาวะงบประมาณขาดดุลที่สูงกว่า 11% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ตั้งแต่เมื่อปี 2009 จากที่เคยมีสัดส่วนอยู่ที่เพียง 2-5% ระหว่างปี 2003-2008

คาดว่าปีนี้สหรัฐจะขาดดุลสูงถึง 1.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

แม้จะเป็นเพียงคำขู่จากยักษ์ใหญ่ด้านเครดิตเรตติ้ง แต่เพียงพอแล้วที่จะทำให้นักลงทุนอกสั่นขวัญหาย เพราะหากสหรัฐสูญเสียอันดับสูงสุดด้านการลงทุนก็เท่ากับว่าประเทศตะวันตกจะหมดสิ้นปราการที่แข็งแกร่งที่สุด หลังจากที่นานาประเทศในยุโรปถูกหั่นระดับความน่าเชื่อถือเป็นว่าเล่น

แม้กระทั่งญี่ปุ่นยังตกเป็นเป้า “หั่น” โดยน้ำมือของ S&P โดยเมื่อเดือน ม.ค. ลดระดับของญี่ปุ่นลงมาอยู่ที่ระดับที่ 4 ที่ AA- นับเป็นครั้งแรกในรอบ 9 ปี ที่เครดิตของญี่ปุ่นปรับลง ด้วยปัจจัยปัญหาเดียวกับสหรัฐและยุโรปนั่นคือหนี้สาธารณะที่พอกพูนขึ้นจนไร้วี่แววลดน้อยถอยลง

โลกกำลังคืบคลานเข้าสู่ปากเหวอีกครั้ง จากที่กระเสือกกระสนไต่ขึ้นมาจากหุบเหวได้ไม่ถึง 3 ปี หลังผ่านพ้นวิกฤตการเงินโลก และภาวะเศรษฐกิจถดถอย

ปัจจัยลบที่กำลังก่อตัวขึ้นคล้ายคลึงกับเมื่อช่วงปี 2007-2008 อย่างยิ่ง เพราะแวดล้อมไปด้วยความล้มเหลวทางการเงิน และภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ยกเว้นแต่เพียงว่าความล้มเหลวทางการเงินมิได้เกิดขึ้นกับภาคเอกชน แต่เกิดขึ้นกับภาครัฐที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว นั่นคือญี่ปุ่นและยุโรป และภาวะขาดดุลมหาศาลของสหรัฐ ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวกำลังเกิดขึ้นกับญี่ป่นและจีน

มาบัดนี้หากมีการลดระดับ AAA จริง จนนักลงทุนผละหนีจากสหรัฐอีกครั้ง โลกอาจกลับไปเผชิญกับช่วงเวลาที่เลวร้ายอีก กลายเป็นภาวะเศรษฐกิจถดถอยซ้ำซ้อน อย่างที่หลายคนเคยหวาดกลัวกัน (หลังจากที่ความหวาดกลัวได้จางหายไปชั่วเวลาหนึ่งแล้ว)

ความหวาดกลัวนี้สะท้อนให้เห็นจากการที่นักลงทุนกว้านซื้อทองคำกันอย่างขนานใหญ่ จนล่าสุดระดับราคาทะลุหลัก 1,500 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์เป็นครั้งแรก ส่วนหนึ่งเป็นภาวะเงินเฟ้อที่รุนแรง

อีกส่วนหนึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า เป็นเพราะพันธบัตรของสหรัฐเริ่มเสื่อมมนต์ขลังลง

คำถามสำคัญก็คือ ในภาวะลูกผีลูกคนเช่นนี้ ควรแล้วหรือที่บริษัทเอกชนจะถือเอกสิทธิ์เข้ามาหั่นระดับความน่าเชื่อถือของมหาอำนาจเศรษฐกิจโลก

ที่ผ่านมาบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินมักถูกตำหนิจากรัฐบาลต่างๆ ว่า ตื่นตูมจนเกินกว่าเหตุ จนกลายเป็นการชี้นำนักลงทุนแบบผิดๆ ดังที่ล่าสุด กรีซ ไอร์แลนด์ โปรตุเกส และสเปนต่างตำหนิบริษัทเหล่านี้ว่า เป็นตัวการทำให้นักลงทุนลังเลที่จะซื้อพันธบัตร และยังผลให้ปัญหาหนี้สาธารณะในประเทศเหล่านี้ย่ำแย่ลง

กรณีของสหรัฐก็เช่นกัน ถึง S&P จะมีข้อแม้ว่าจะมีข้อตกลงร่วมกันทั้ง 2 พรรค เพื่อผ่านมาตรการลดภาวะขาดดุลได้ในที่สุดแล้วจะไม่มีการหั่นเครดิต แต่เดวิด เบียร์ส หัวหน้าฝ่ายการเงินสาธารณะในและระหว่างประเทศของ S&P กลับให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Bloomberg ในทำนองตรงกันข้ามว่า

“เราไม่ได้บอกว่าข้อตกลงจะเป็นไปไม่ได้ แต่เราแค่ไม่มั่นใจว่า ภายในเวลาที่กำหนดจะมีข้อตกลงที่น่าเชื่อถือ ไม่เฉพาะให้น่าเชื่อถือเท่านั้นแต่รวมถึงตลาดในระดับกว้างด้วย”

การกล่าวในลักษณะนี้แสดงให้เห็นว่า S&P (และบริษัทเครดิตเรตติ้งรายอื่นๆ) มักเผื่อใจไว้ทุกครั้งที่มีการวางเงื่อนไข ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ เพราะหากเกิด “อุบัติเหตุ” ขึ้นมา ไม่เฉพาะแค่บริษัทเหล่านี้จะสูญเสียความน่าเชื่อถือเท่านั้น แต่นักลงทุนที่เป็นลูกค้ายังอาจขาดทุนย่อยยับ

แม้จะน่ากังวลจนถึงขั้นตื่นตูม แต่แท้จริงแล้วสถานะทางการเงินการคลังของสหรัฐไม่สามารถสั่นคลอนได้อย่างง่ายดายเหมือนญี่ปุ่น หรือยุโรป ด้วยความที่สหรัฐมีปริมาณทองคำสำรองมากที่สุด จึงสามารถพิมพ์ธนบัตรได้ตามใจชอบ และด้วยสถานะเช่นนี้ จึงทำให้พันธบัตรสหรัฐหรือฐานะผู้กู้เงินของสหรัฐมีความน่าเชื่อถือมากที่สุดในโลกตามไปด้วย

ปัญหาอยู่ที่สหรัฐกำลังพิมพ์ธนบัตรตามใจชอบมากเกินไป หรืออัดฉีดสภาพคล่องมากเกินไป เนื่องจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 (QE2) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ผลในด้านบวก คือช่วยให้เศรษฐกิจมีความคล่องตัว พร้อมที่จะฟื้นตัวอีกครั้ง แต่ผลในด้านลบ คือก่อความเสี่ยงด้านเสถียรภาพต่อพันธบัตรสหรัฐ หรือนัยหนึ่งก็คือ ความน่าเชื่อถือทางการเงินของสหรัฐเอง

เฟดแก้ปัญหา 2 ทาง ด้วยการซื้อพันธบัตรเสียเอง แต่ก็ยังเป็นปัญหาอยู่ดีเพราะวิธี “อัฐยายซื้อขนมยาย” ในทำนองนี้อาจทำให้เฟดต้องอัดฉีดเงินไม่มีที่สิ้นสุด เพราะรับประกันไม่ได้ว่า เศรษฐกิจจะฟื้นตัวจริงหรือไม่ ดังที่มีผู้คาดเดาว่า ดีไม่ดีอาจต้องมีมาตรการ QE3 หรือกระทั่ง QE4 ติดตามมา

เท่ากับเป็นการอัดงบประมาณ เสริมความขาดดุล เพื่อเสี่ยงดวงว่าจะฟื้นตัวได้หรือไม่ จนสร้างฟองสบู่ขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว

ปัญหาที่ว่านี้เองที่นักลงทุนกังวล และ S&P รีบหยิบฉวยความกังวลนี้มาข่มขู่รัฐบาลสหรัฐ

ส่วนความไม่ลงรอยระหว่างพรรคการเมืองเพื่อหาหนทางลดภาวะขาดดุล ถือเป็นเงื่อนไขของการแก้ปัญหาโดยตรง หากการสร้างเงื่อนไขไม่สำเร็จย่อมกระทบไปถึงปัญหาโดยตรงให้รุนแรงยิ่งขึ้น ซึ่งล่าสุดกระทรวงการคลังสหรัฐแถลงว่าจะสามารถประกาศเพดานการกู้ยืมเงินของภาครัฐภายในวันที่ 16 พ.ค. เพื่อเปิดช่องให้สามารถกู้เงินฉุกเฉินได้ถึงวันที่ 8 ก.ค. ระหว่างที่พรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันยังเจรจาตกลงกันไม่ได้

วิธีการเฉพาะหน้าเช่นนี้อาจไม่ช่วยแก้ปัญหาในระยะยาว แต่อย่างน้อยช่วยพยุงความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้ในระดับหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับว่านักลงทุนและสาธารณชนจะเชื่อถือกับคำเตือน (หรือคำขู่) ของ S&P มากน้อยเพียงใด

เพราะสถานะของบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินล้วนแต่ตกต่ำลงไปมาก หลังจากคาดการณ์และให้คำแนะนำอย่างผิดๆ ถูกๆ จนนำไปสู่วิกฤตการเงินปี 2008 การคาดการณ์ใดๆ หรือการจัดอันดับความน่าเชื่อถือใดๆ ในระยะนี้ จึงควรพิจารณาให้ถี่ถ้วนก่อนที่จะเชื่อถืออย่างสนิทใจ

เรื่องนี้ อลัน ครูเกอร์ อดีตนักเศรษฐศาสตร์ประจำกระทรวงการคลังสหรัฐ กล่าวกับสำนักข่าว Bloomberg ว่า S&P ไม่มีข้อมูลที่เพียงพอเกี่ยวกับสถานะทางการเงินของสหรัฐ อีกทั้งยังมีประวัติการ “ฟันธง” ที่ไม่สู้ดีนัก

ไม่ว่าใครจะน่าเชื่อถือกว่ากัน สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ คือหนี้สินและภาวะขาดดุลของสหรัฐสูงจนน่าหวาดวิตกจริงๆ ถึงแม้จะไม่เสียระดับ AAA ภายในปีสองปีนี้ แต่อาจก่อให้เกิดความสั่นคลอนอย่างยากที่จะเยียวยา 

ช่วงนี้จึงเป็นโอกาส"เงิน"(จริงๆ):Silver Opportunity ที่ไม่ควรพลาด

โพสต์รูปภาพ



โอกาส"เงิน"(จริงๆ):Silver Opportunity


เงิน เงิน เงิน......ทำไม “เงิน” (Silver) ถึงไม่ใช่ “เงิน” (Money) 
เราเรียกสิ่งที่เราต้องการและแสวงหาว่า เงิน แต่กลับใช้กระดาษแทน “เงิน” 
เงิน (Money) ถูกเรียกว่าเงิน (Silver) สองอย่างนี้แค่ พ้องเสียง หรือมีอะไรมากกว่านั้น ? 

-หากว่าไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันทำไมเรียกเงินว่าเงิน

-หากว่าเกี่ยวข้องกันเลยเรียกว่าเงิน ทำไมในชีวิตจริง ถึงดูเหมือนมันเป็นของคนละอย่าง?

-หากว่าอ่านแล้วมึน ลองย้อนอ่านตั้งแต่ต้นใหม่ ช้าๆ :]

วันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่อง เงิน (Silver) กัน

........................................................................

ในอดีตเงิน(Silver) กับ เงิน(Money) คือของอย่างเดียวกันครับ 
เราใช้เงินพดด้วง ในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้า เงินทุกเม็ดทุกก้อนจะถูกตรวจสอบความบริสุทธิ์ 
ให้ได้มาตรฐานเดียวกัน เสร็จแล้วจะทำการ “ประทับตรา” 
จากทางราชการลงไป เป็นการยืนยันให้ดูน่าเชื่อถือ เราจึงเรียกระบบนี้ว่าระบบ “เงินตรา” 

ในบทความเรื่อง “เงินคืออะไร ?” คงจำกันได้ สิ่งที่ผ่านการคัดสรรว่าสมควรทำหน้าที่เงิน คือ 
กลุ่มโลหะมีค่า (Precious Metals)

ทองคำและเงิน (Gold and Silver) นั้นถูกใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่ เงินนั้นเปรียบไปก็เหมือนแบงค์ย่อย 
การซื้อขายสินค้าในชีวิตประจำวันที่มีราคาไม่สูงมากจึงใช้เงินมากกว่าทองคำ (ที่เปรียบเสมือนแบงค์ใหญ่) 
บทบาทและหน้าที่ของเงิน ในการเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน (Medium of exchange) 
ดูจะเด่นกว่าทองคำด้วยซ้ำไป จึงไม่น่าแปลกที่คนเราจะเรียกเงินที่ใช้ในชีวิตประจำวันบ่อยๆว่า “เงิน”(Money) 

แต่เมื่อระบบ ธนบัตรกระดาษ เข้ามามีบทบาท 
หน้าที่การเป็นแบงค์ย่อยของเงินก็ถูกแทนที่ แม้แต่ทองคำก็ยังถูกจับขังอยู่แต่ในเซฟ 

การจับจ่ายใช้สอย มีความคล่องตัวมากขึ้น ไม่ต้องพกทองคำหรือเงินหนักๆ 
จะใส่เลขราคาที่หน้าตั๋วเท่าไหร่ก็ใส่ได้ ไม่ว่าจะใบราคา 10-20 หรือแม้แต่ใบละ 1,000,000,000 
ระบบนี้เหมือนจะดี แต่หลังจากนั้นจนถึงวันนี้เกิดปัญหาอะไรขึ้นบ้างเราก็ได้พูดถึงกันไปแล้ว 
ทองคำและเงินจึงกลายสภาพเป็นแค่โลหะในความเข้าใจของคนทั่วไป 
ส่วนธนบัตรกระดาษ ถูกเข้าใจและได้รับการยกย่องว่าเป็น"เงิน"แทน 

“เงิน”(Silver)จากที่เคยได้รับการยกย่องอย่างสูงส่งว่าเป็น"เงิน"(Money) สมกับชื่อของมัน 
ปัจจุบันกลับถูกกลายสภาพให้เป็นแค่โลหะ จะมีค่าก็แค่ใช้ในอุตสาหกรรม หากจะพูดให้เป็นละครหน่อยก็ต้องบอกว่า 
จาก “เทพธิดาที่มีแต่คนเคยยกย่องเชิดชู ต้องตกอับกลายสภาพเป็นแค่ สาวโรงงานเท่านั้น”

เรื่องมันเศร้า......................................

แต่มันเหมาะสมและยุติธรรมแล้วหรือ ? ในภาวะที่ระบบเงินดอลล่าห์และธนบัตรกระดาษทุกสกุลกำลังเข้าสู่ช่วง วิกฤตศรัทธา 
เงินที่แท้จริงอย่าง “ทองคำ” เริ่มกลับมามีบทบาทและปรับมูลค่าของตัวเองให้สูงขึ้น 
หลายคนเริ่มให้ความสนใจหลายคนเริ่มพูดถึง หากว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับทองคำเป็นเช่นนี้แล้ว 
เงิน ซึ่งเปรียบเสมือนลูกพี่ลูกน้องกับทองคำล่ะ? จะมีบทบาทอย่างไร ? 

เรามาเจาะลึกกันครับ

:excl: ความลับ+ความจริง ข้อที่ 1 : ราคาของเงิน (Silver Price)

ราคาของเงินนั้น อยู่ประมาณ 30$ (หรือประมาณ 450 บาทต่อบาท) 
ในขณะที่ทองคำราคา 1400$ (บาทละ 20,000)

คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่า? 

ทำไมทองคำถึงแพงกว่าเงิน ?

บ่อยครั้งที่ผมถามคำถามนี้ คำตอบที่ผมมักจะได้รับก็คือ 

“เพราะทองหายากกว่าเงิน หรือไม่ก็ เพราะทองมีน้อยกว่าเงิน”

สูดลมหายใจเข้าลึกๆนะครับ หากสายตาของท่านเดินทางมาถึงบรรทัดนี้ 
โปรดอ่านอย่างช้าๆและตั้งใจ เพราะความจริงแล้ว บนโลกเราวันนี้

“เงินมีน้อยกว่าทองคำ!” (Silver rarer than Gold) นี่คือข้อเท็จจริง

ขอย้ำอีกรอบ “เงินมีน้อยกว่าทองคำ!” ครับ หากตอนนี้คุณมีคำถามผุดขึ้นในใจว่าแล้วถ้าอย่างนั้นมันเกิดบ้าอะไร ? 
ทำไม? ทองคำถึงแพงกว่าเงินมากขนาดนี้ เก็บความสงสัยไว้ก่อนนะครับ มาว่ากันต่อ 

ในอดีตนั้นยอมรับว่าปริมาณของเงินนั้นมีมากกว่าทองคำ แต่เนื่องจาก 95% ของเงินที่ขุดขึ้นมาได้นั้น 
ที่ผ่านมาถูกใช้แล้วสูญสลายหมดไปในอุตสาหกรรม ในขณะที่ทองคำนั้นคงอยู่ตลอดผ่านกาลเวลา 
สิ่งนี้ทำให้เงินเริ่มจะร่อยหลอ จนเข้าสู่ภาวะขาดแคลน

หากจะเทียบ ราคาของ ทองคำ:เงิน (Gold / Silver ratio) ณ. ขณะนี้นั้นจะอยู่ที่ประมาณ 45 : 1
หรือพูดง่ายๆว่า ทองคำแพงกว่าเงิน 45 เท่าตัวนั่นเอง

บอกว่าโลหะเงินมีน้อยกว่าทองคำ แต่ราคากลับถูกกว่า อย่างมาก ฟังดูขัดแย้งอย่างรุนแรง ??? 

งานนี้ต้องไล่ดูกันหน่อยครับ 


โพสต์รูปภาพ


กราฟนี้คือ กราฟสถิติอัตราส่วนของราคาทองคำต่อเงิน(Gold/Silver ratio)

-ในอดีตตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษเรา อัตราส่วนนี้คงที่อยู่ที่ระดับ 16:1 หลายร้อยปีครับ 
จนกระทั่งถึงปี 1892 อัตราส่วนก็เริ่มมีการแกว่งตัว สาเหตุที่ต้อง 16:1 นั่นเพราะปริมาณการผลิต Silver นั้นมากกว่า Gold 
อยู่ 10-16 เท่า จึงสมเหตุสมผลที่ราคาทองคำจะแพงกว่าเงิน 16 เท่า

-หลังจากนั้นราคาผันผวนอัตราส่วนปรับสูงขึ้นอย่างมาก มากถึง 40 : 1 แต่สุดท้ายก็ตกกลับมาหาความจริงคือ 16 : 1 

-ในปี1942 ประธานาธิบดีธีโอดอ รูสเวลต์ ประกาศใช้นโยบายยึดครองทองคำจาก
ประชาชนชาวอเมริกัน (Confiscated gold)แล้วนำมาปรับมูลค่าใหม่จาก 20$/oz ไปตรึงราคาไว้ที่ 35$/oz 
(ราคาทองคำจึงเพิ่มสูงขึ้น 75%)อัตราส่วนจึงเทคตัวขึ้นไปเกือบ 100:1 

-แต่หลังจากมีการประกาศใช้ระบบเบรตตัน อัตราส่วนก็ตกกลับมา 16:1 ดังเดิม 

-ปี1971 เมื่อนิกสัน ประกาศยกเลิก (Gold Standard) 
ตัดความสัมพันธ์ระหว่างทองคำกับดอลล่าห์ ราคาทองเริ่มปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง อัตราส่วนจึงปรับขึ้นไปอีกครั้งอยู่ที่ประมาณ 50 :1 
ในขณะเดียวกันกับที่ครอบครัวพี่น้องตระกูล Hunt เล็งเห็นโอกาสจากราคาเงินที่ยังไม่ขึ้นสูงเข้าซื้อสะสม Silver 
ในปริมาณมหาศาลทำให้ราคาของ Silver พุ่งสูงสุดทำสถิติถึง 52$/oz ราคาทองคำเองก็พุ่งทำสถิติสูงถึง 850$ 
อัตราส่วนจึงตกกลับมาอยู่ที่ 16:1 อีกครั้งในปี 1980 

-พอล วอค์เกอร์ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 20% ประกอบกับมีการประกาศใช้ กฎSilver Rule 7 
เพื่อเข้าควบคุมกับเทรดและสกัดการปั่นราคาเงินของพี่น้องตระกูล Hunt ทั้งกระทิงทองและเงินถูกน็อค 
แต่เงินนั้นโดนหนักกว่า อัตราส่วนจึงปรับสูงขึ้นไปอีกครั้งแตะระดับ 96:1 

-จากนั้นค่อยๆ ลดต่ำลงๆ จนมาถึงทุกวันนี้อยู่ที่ 45:1

คุ้นๆ มั๊ยครับ ?? หากจำเรื่อง Dow/gold ratio= 1:1 กันได้ 
การเคลื่อนไหวของกราฟ ผ่านกาลเวลามีลักษณะที่คล้ายคลึงกัน
หนำซ้ำ ทุกครั้งเวลาที่ Dow : Gold Ratio กลับมาสู่ระดับ 1:1 ยังเป็นปีเดียวกับที่ Gold Silver ratio กลับสู่ระดับ 16 : 1 อีกด้วย


.....ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่นอน 

นั่นเพราะเมื่อเวลาผ่านไป ใครก็ตามที่พยายามจะบิดเบือนราคา มันไม่สามารถที่จะหนีความจริงไปได้พ้น 
ถึงจุดนึง สินทรัพย์ทุกอย่างจะปรับมูลค่าของตัวเองเข้าสู่ ราคาที่แท้จริง ในอดีตนั้น
อัตราส่วนทองคำแพงกว่าเงิน 16 เท่า ถือเป็นค่าเฉลี่ย การที่อัตราส่วนอยู่ที่ระดับ 45 : 1 
ในขณะนี้จึงมองได้สองมุม

1.ราคาทองแพงเกินไป (Overvalue)

2.ราคาเงินถูกเกินไป (Undervalue)

ที่ผ่านมาผมได้อธิบายและแสดงให้คุณเห็นแล้วว่า ราคาทองคำไม่ได้แพงเกินมูลค่ามันเลย 
ลู่วิ่งของทองคำนั้นยังเหลือ Upside อีกมาก นั่นทำให้แท้จริงแล้ว ราคาของเงินต่างหากที่ถูกแสนถูก 
แต่ยังมีอะไรมากกว่านั้นครับ ตามกันต่อ

:excl: ความลับ+ความจริง ข้อที่ 2 : ปริมาณของเงิน (Silver Supply)
ปริมาณแร่เงินที่อยู่บนโลกของเรา ลดปริมาณลงอย่างรวดเร็ว จากกว่า 1 หมื่นล้านออนซ์ปี 1950 บัดนี้เหลือไม่ถึง พันล้านออนซ์ (ลดลงกว่า 10 เท่า) 
ในขณะที่ปริมาณทองคำปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 7 พันล้านออนซ์ นั่นทำให้ 
ปริมาณทองคำทุกวันนี้มีมากกว่าแร่เงินถึง 7 เท่า !!! 
การลดลงอย่างรวดเร็วของแร่เงินนั้นหากเทียบกับสัตว์ป่า คงต้องบอกว่า โลหะเงินมีโอกาสจะ “สูญพันธุ์” ในทศวรรษนี้กันเลยทีเดียว 

ด้วยความจริงข้อนี้ หากวันใดโลกเราหมุนกลับตาลปัตร ราคาเงินกลับมาสูงเทียบเท่ากับราคาทองคำหรือแม้แต่กระทั่งแพงกว่าทอง 
ผมก็จะไม่แปลกใจเลย เพราะ ความจริง มันเป็นอย่างนี้ แต่อย่าเพิ่งไปบอกต่อให้ใครฟังนะครับ เดี๋ยวเค้าจะว่าเราเพ้อๆ 
เอาเป็นว่า ด้วยปัจจัยพื้นฐานแบบนี้ เราก็พอจะรับรู้ได้ถึง “ราคาของเงินที่แสนจะต่ำเหลือเกิน” 

:excl: ความลับ+ความจริง ข้อที่ 3 : ประโยชน์ ของ แร่เงิน (Utility of Silver)

ในอดีตนั้นอย่างที่บอก ทองคำนั้นถือว่ามีบทบาทและทำหน้าที่เป็นเงินที่แท้จริง แต่ เงิน (Silver)ก็เช่นกัน 
หากจะมีข้อได้เปรียบกันก็ตรงที่ ทองคำนั้นไม่ทำปฏิกิริยากับอากาศ คงคุณค่าผ่านกาลเวลาในขณะที่เงินนั้น
จะออกเหลืองหม่นหรือดำ 

อย่างไรก็ตาม หากนำมาขัด(Polish)หรือชุบใหม่ 
เงิน ก็สามารถกลับมาสวยได้ดังเดิม หลักฐานคือ เหรียญเงินโบราญสมัยโรมัน ทุกวันนี้ก็ยังคงสภาพอยู่ได้ 
นั่นหมายความว่า ในฐานะ สื่อกลางในการแลกเปลี่ยนแล้ว เงิน(Silver)ทำหน้าที่ควบคู่กับทองคำไปได้ดีไม่น้อยหน้ากัน

ในขณะที่สิ่งที่เงินมี แต่ ทองคำไม่มีนั่นก็คือ ประโยชน์ใช้สอยในอุตสาหกรรม (Industrial Use) 
ในบทบาทนี้นั้น แร่เงิน วิ่งแซงทิ้งขาดทองคำแบบไม่เห็นฝุ่น 

รายละเอียดมีดังนี้ครับ 

เป็นโลหะที่เงาที่สุดในโลก : แร่เงินถูกใช้ฉาบด้านหลังกระจกเพราะความเงาแบบสุดๆ ของมัน 

เป็นโลหะตัวนำไฟฟ้า : เงินถูกใช้เป็นส่วนประกอบในการผลิต ไมโครเวฟ เครื่องซักผ้า 
เครื่องยนต์รถ เครื่องล้างจาน อุตสาหกรรมโทรทัศน์ แม้แต่ขณะที่ผมกำลังพิมพ์คีย์บอร์ดอยู่นี้ Silver ก็ยังแฝงตัวอยู่ใต้ปุ่มแต่ละปุ่ม
ที่ผมกดเพื่อทำหน้าที่เป็นตัวนำไฟฟ้า

เป็นโลหะที่ใช้ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย
 : ถูกใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญในการผลิตยา Antibiotic , 
สารละลายซิลเว่อร์ สามารถรักษาแผลไฟไหม้หรือติดเชื้อ ในขณะที่ซิลเว่อร์ไนเตรตใช้ล้างตาให้กับเด็กที่เพิ่งคลอด
นอกจากนั้นยังเป็นส่วนประกอบสำคัญในการทำน้ำดื่มให้บริสุทธิ์อีกด้วย

เป็นโลหะที่ใช้เป็นส่วนประกอบในเครื่องดนตรีบางชนิด:เช่น ฟลุต 

เป็นโลหะที่ใช้ในอุตสาหกรรมภาพถ่าย : ในภาพถ่ายใช้ซิลเว่อร์เป็นส่วนประกอบหลัก 
รูปถ่ายทุกใบที่เราไปรับมาจากร้านถ่ายรูป ไม่ว่าจะไปเที่ยวมาหรืองานสำคัญในโอกาสต่างๆ 
ล้วนมีซิลเว่อร์ทำหน้าที่ช่วยบันทึกความทรงจำไว้ให้ ไม่เว้นแต่ในการผลิตฟิลม์ภาพยนต์หรือฟิลม์ X-ray

เป็นโลหะที่ใช้ในอุตสาหกรรม เครื่องประดับ : ทองคำทำเครื่องประดับอะไรได้ เงินก็ทำได้เช่นกัน 
ไม่ว่าสร้อย แหวน ต่างหู กำไล นอกจากนั้น พวก เครื่องครัว (Table ware) เช่น ช้อน-ส้อม-ตะเกียบเงิน 
ก็ยังมีในรูปแบบของ ซิลเว่อร์ด้วย

เป็นโลหะที่ใช้ในสินค้าไอที : เครื่องมือไฮเทคไม่ว่าจะไอโฟน (Iphone) ไอแพด (Ipad) 
หรือ บีบี (Blackberry) คอมพิวเตอร์แผ่นซีดีหรือดีวีดี ล้วนมีส่วนประกอบของซิลเวอร์ อยู่ทั้งนั้น


เงินยังถูกใช้ในอุตสาหกรรมเสื้อผ้า แบตเตอร์รี่ เลเซอร์ และอื่นๆ อีกมากมาย 
ที่สำคัญเป็นโลหะที่ลักษณะเด่นเฉพาะตัว ไม่สามารถใช้โลหะชนิดอื่นมาทดแทนได้ 
นั่นทำให้เมื่อปริมาณแร่เงินขาดแคลนและราคาปรับตัวสูงขึ้น โรงงานอุตสาหกรรมก็ยังจำเป็นต้องซื้อเงินที่ราคาสูงอยู่ดี 
เพื่อให้ไลน์การผลิตสามารถดำเนินการต่อไปได้ 

ต่อให้ราคาเงินสูงขึ้นอีกเท่าตัว ผมเชื่อว่าภาคอุตสาหกรรมและเครื่องประดับนั้นไม่มีผลกระทบอะไรมากมายถึงกับต้องหาแร่ตัวอื่นมาแทน 
ซิลเวอร์ นั่นเพราะทุกวันนี้ ต้นทุนของการผลิตสินค้าและการคิดราคาขาย แทบจะไม่เกี่ยวข้องกับราคาของ ซิลเว่อร์ เลย 

ยกตัวอย่างเช่น Iphoe-Ipad ที่ขายแพง ไม่ได้แพงเพราะซิลเว่อร์ ซิลเว่อร์เป็นเพียงส่วนประกอบเล็กๆในตัวเครื่องเท่านั้น 
แหวนเพชรตัวเรือนเงินราคาเป็นแสน ก็ไม่ได้แพงเพราะ ตัวเรือนเงิน แต่แพง “เพชร” นั่นทำให้การปรับขึ้นราคาของ 
ซิลเว่อร์ กระทบภาคอุตสาหกรรมไม่มาก(ยกเว้นราคาจะพุ่งสูงเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้เยอะจริงๆ) 


:excl: ความลับ+ความจริง ข้อที่ 4
 : การบิดเบือนราคาของเงิน(Price Manipulation in Silver)

ด้วยเหตุและผล ข้่างต้นที่กล่าวมา ราคาที่"ต่ำ"ของเงินจึงเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้เลย นอกจากโดน"กด" เอาไว้
คงจำกันได้ว่าราคาทองคำนั้นโดน “กด” ราคาให้ต่ำกว่าความเป็นจริง ด้วยการเปิดสัญญา Short ปริมาณมหาศาลของทองคำกระดาษ 
เงินเอง ก็ไม้พ้นที่จะโดนด้วย เว้นเสียแต่ว่าโดนในปริมาณที่มหาศาลยิ่งกว่า 

แรกเริ่มเดิมทีนั้น บริษัท Bear Stearns ที่เชื่อว่าตกเป็นเครื่องมือของรัฐบาลอเมริกาเป็นผู้ถือครอง สัญญา Short นี้ไว้ 
เรื่องมาแดง + ความมาแตก เอาเมื่อ วิกฤตเศรษฐกิจในสหรัฐปี 2008 บริษัท Bear Stearns โดนหางเลข
ล้มละลายตามไปด้วย 

วันที่ Bear Stearns ล้มละลาย ตรงกับวันที่ราคา Silver พุ่งทะยานฟ้าแตะระดับสูงสุดที่ 21$/oz (สูงที่สุดในรอบยี่สิบปีพอดี)

จะว่า “บังเอิญ” ก็คงไม่ใช่ ควรจะเรียกว่า“บังอาจ” มากกว่า บริษัทเอกชนและสถาบันการเงินขนาดใหญ่
หลายแห่งเป็นเครื่องมือของรัฐในการกดและปั่นราคาสินค้าโภคภัณฑ์หลายตัว กระทำกันได้อย่างน่ารังเกียจ 

อาจจะเพราะด้วยเหตุนี้ รัฐบาลของสหรัฐในขณะนั้นจึงตัดสินใจ “อุ้ม” (Bail out) Bear Stearns แล้วให้ 
พี่ใหญ่อย่างบริษัท JP morgan เข้ามารับช่วงสัญญา Short ของ Silver เพื่อกดราคาต่อ

หากไม่ทำอย่างนี้ ธนาคารกลางของสหรัฐนั้นรู้ดีว่า การบีบสถานะช๊อต (Short squeeze) จะเกิดขึ้นกับตลาด Silver 
ราคาของเงินจะพุ่งสูงขึ้นกว่า 50$/oz ภายในเวลาเพียงข้ามคืน 
ถ้าเป็นอย่างนั้น ทุกอย่างจะดูผิดสังเกต และ เงินดอลล่าห์ของสหรัฐก็จะดูขาดความน่าเชื่อถือ 
เมื่อราคาของเงินที่แท้จริงมันฟ้องเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับตัวเอง 

ทุกวันนี้ราคาของเงินที่ระดับ 30$ นั้นต้องบอกว่าถูกซะยิ่งกว่าถูก สามสิบปีที่แล้ว
ราคาเงินทำสถิติ สูงสุดตลอดกาลที่ระดับ 52$ นั่นเท่ากับว่าราคา ณ ตอนนี้ ถูกกว่าเมื่อ 30 ปีที่แล้วซะอีก 
ลองมองไปรอบตัวคุณวันนี้ มีของอะไรบ้างที่ราคาถูกกว่าเมื่อ 30 ปี ที่แล้ว??? 
ผมเองหาไม่เจอ จะมีก็แต่ Silver เท่านั้นที่ราคายังถูกกดให้ต่ำ 

เมื่อเทียบกับราคาทองคำ ปรับตามอัตราเงินเฟ้อ (Inflation adjust) กันแล้ว
ถือว่าถูกกว่าเมื่อสามสิบปีก่อน แต่สำหรับเงินนั้นถูกกว่าโดยไม่ต้องปรับตามอัตราเงินเฟ้อเลยด้วยซ้ำ 
พูดง่ายๆว่า “ถูกกว่า (ตามที่ตา)เห็นๆ กันเลย”

ปริมาณสัญญาที่ Short แร่ silver เอาไว้นั้นมากกว่าสินค้าโภคภัณฑ์ตัวอื่นๆทั้งหมดเท่าที่มีในตลาด 
ราคาของมันจึงต่ำมากเหลือเกิน

โพสต์รูปภาพ

จากกราฟแสดงถึง จำนวนวันของการผลิต เพื่อที่จะชดเชยการเปิดสัญญา Short 
เอาไว้ของขาใหญ่เจ้าต่างๆจะพบว่า ซิลเว่อร์นั้นมีความเข้มข้น(Concentratation)ของการเปิดสัญญา Short 
มากที่สุดเหนือสินค้าโภคภัณฑ์ตัวอื่นๆ

(โดยจะต้องใช้เวลาการผลิต Silver ถึง 132 วันเพื่อ Cover Short จากขาใหญ่ 4 เจ้า
และ 174 วันสำหรับขาใหญ่อีก 8 เจ้าถึงจะสามารถมีปริมาณ Silver ส่งมอบได้พอกับที่เปิด Short เอาไว้) 

Mike Maloney ผู้เชี่ยวชาญทางด้านโลหะมีค่า ถึงกับเคยกล่าวไว้ว่า 

แร่เงินนั้นถูกซะยิ่งกว่าดิน “Silver cheaper than dirt” 


เหตุที่เป็นแบบนั้นก็เพราะ หากคุณ ขุดดินขึ้นมาขายคุณแทบจะไม่มีต้นทุน ขายเท่าไหร่คุณก็ยังพอมีกำไร 
แต่หากคุณต้องการจะขุดเงินขึ้นมาขาย ราคาขายตามราคาตลาดนั้นต่ำกว่าต้นทุนการขุด (Mining cost) 
นั่นทำให้คุณ “ขาดทุน” เมื่อมองในมุมนี้จะว่า เงินนั้นถูกซะยิ่งกว่าดินก็คงจะไม่ผิด

เป็นแบบนี้คุณอาจจะสงสัยว่าแล้ว เหมืองเค้าจะผลิต Silver กันมาทำไม ? 
ความจริงก็คือ บนโลกเราทุกวันนี้แทบจะไม่มีเหมืองไหนเลยที่ทำการผลิต Silver เพียงอย่างเดียว 
นั่นเพราะหากทำเช่นนั้นเค้าจะขาดทุน แต่ละเหมืองนั้น จะทำการขุดพวก ถ่านหิน ทองแดง สังกะสี แร่หลายๆอย่างเพื่อทำการจำหน่าย 
แต่ บังเอิ๊ญ มันติดเอา Silver ขึ้นมาด้วยเค้าก็จะทำการจำแนกขายทอดตลาดออกไป 
แต่ไม่ใช่แร่ที่เป็นรายได้หลักของเหมือง เมื่อเป็นเช่นนี้ ต้องขอขอบคุณพวกขาใหญ่ที่กดราคาตลาดของ Silver เอาไว้
ซะด้วยซ้ำทำให้เราได้มีโอกาส ซื้อในราคาที่ถูก ทำให้เราได้มีโอกาส เจอกับ โอกาสเงิน (จริงๆ)!!

หากผมนั้นสามารถเลือกลงทุนได้ในสินทรัพย์เพียงอย่างเดียว เท่านั้น สิ่งที่ผมจะเลือกลงทุน ไม่ใช่ อสังหาริมทรัพย์ 
ไม่ใช่หุ้นทุกตัวบนกระดาน SET แต่จะเป็น แร่เงิน (Silver) 

ปีที่ผ่านมาหากคุณตื่นเต้นกับราคาทองคำที่ขึ้นมาถึง 20% ผมอยากให้คุณลองย้อนกลับไปดูราคาเงิน 
จะพบว่าภายในปีเดียวกัน Silver ขึ้นถึง 100% !!!(จาก15$ มาเป็น 30$ ในวันนี้) 

นี่คือ “พระเอกตัวจริงของเรา” ที่วิ่งมาอย่างเงียบๆ 

สิบปีที่ผ่านมา ทองคำได้รับการยกย่องจากสำนักข่าว Bloomberg ว่าเป็น การลงทุนที่ดีที่สุดในทศวรรษ 
แต่สิบปีจากนี้ไปผมมีความเชื่อมั่นอย่างมากว่า จะเป็นทีของ Silver ที่จะได้รับตำแหน่งนี้

น่าเสียดายที่บ้านเราไม่มีการเทรดซิลเว่อร์ กันอย่างแพร่หลายเหมือนในต่างประเทศ 
น่าเสียดายที่บ้านเราไม่มีเงินแท่งหรือเหรียญเงินขายกันอย่างแพร่หลายเหมือนอย่างในจีนหรือสหรัฐอเมริกา 


แต่ก็ยังไม่หมดหวังเพราะบ้านเรามี “เงินเม็ด” (Silver Grain) 
ซึ่งเป็นเงินที่อยู่ในรูปเมล็ดพร้อมสำหรับการใช้งานในอุตสาหกรรมและการผลิตเครื่องประดับ 
หากคุณคิดอยากจะลงทุน คุณสามารถหาซื้อได้ แม้ตอนนี้สภาพคล่องยังไม่ค่อยดีเมื่อเทียบกับทองคำ 
แต่ผมเชื่อว่าต่อไปในอนาคตตลาดจะเปลี่ยนไปและความต้องการจะมากขึ้นๆๆ ทั้งจากภาคอุตสาหกรรมและการลงทุน 
พร้อมๆกับราคาที่สูงขึ้นเรื่อยๆ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน โอกาสทอง (จริงๆ) ครั้งที่ 1 ราคาทองคำขึ้นสูงทำสถิติ แต่ 
ราคาของเงินนั้นก็ขึ้นตามไปด้วยประวัติศาสตร์ดูเหมือนกำลังจะซ้ำรอย 

เราจะได้เห็น

:excl: อัตราส่วนของ Gold : Silver ratio กลับมาที่ระดับ 16 :1 อีกครั้ง(หรืออาจจะน้อยกว่านั้นตามปัจจัยพื้นฐานที่พูดไว้ข้างต้น) 

:excl: พร้อมๆกับที่ Dow : Gold Ratio ปรับมาเป็น 1:1 พร้อมๆกัน

ทองคำนั้นขึ้นแน่ๆ แต่สำหรับ เงินนั้น คงจะขึ้นมากกว่า (Outperform) 
วิกฤตเศรษฐกิจและการเงินที่กำลังจะเกิดขึ้น คู่พี่น้อง “ทองกับเงิน” (Gold and Silver)ที่ถือว่าเป็นเงินที่แท้จริง(Real Money) 
กำลังจะปรับมูลค่าตัวเอง และกลับมามีบทบาทสำคัญในโลกการเงินอีกครั้ง 

หากรู้อย่างนี้แล้ว คำถามคือ ไม่อยากจะซื้อเงินเก็บไว้บ้างเลยเหรอครับ ? นี่แหละครับคือ เงินแท้ๆ เงินที่ใครๆอ้างว่าเป็นพระเจ้า 
เงินที่หลายคนทำงานเพื่อมันและแสวงหา แท้จริงแล้ว น้อยคนเหลือเกินที่เคยได้สัมผัสกับ เงิน(Silver)ที่แท้จริง ให้สมกับชื่อของมัน 

โอกาสยังมีครับ การยืนเหนือราคา 30$/oz ได้อย่างมั่นคงของแร่เงิน เป็นสัญญาณที่บอกว่า 
ความสามารถในการกดราคาของ Jp morgan อ่อนกำลังลง และเมื่อวันใดที่เค้าไม่สามารถกดไว้ได้อีกต่อไป 
เมื่อนั้นแหละครับที่เราจะได้เห็น โอกาสของเงิน(จริงๆ) (Silver Opportunity)
 

ที่มา   โพสต์ทูเดย์ และ  Nexttonothing จาก thaigold.info

 
  เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง :-
 
  เนื้อหาที่คุณอาจกำลังค้นหา :-
    DB function failed with error number 2006
    MySQL server has gone away SQL=SELECT cn.catid, cn.chknew, cn.iconnew, cn.chkmakelink, cn.usefile, cn.catid, cn.id, cn.contentName FROM main1428_maincontent AS cn WHERE cn.catid = '19' and cn.published = '1' and UNIX_TIMESTAMP(cn.publishdate) <= UNIX_TIMESTAMP('2014-08-30 7:11:40') Order by Rand() LIMIT 0, 10
สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์
340 ลาดพร้าว 112 วังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310
โทร 0-2514-0593 แฟ็กซ์ 0-2538-4215 Email : Webmaster@muslimthaipost.com
สารบัญเว็บไซต์ Muslimthaipost.com
SubDomain หน้าหลัก