หมวดหมู่
หน้าหลัก       ยินดีต้อนรับสู่มุสลิมไทย โพสต์
ค้นหา
หากมีคำค้นหลายตัว สามารถคั่นด้วย comma (,)
หน้าหลัก >> Muslimthai Focus
พิมพ์หน้านี้  |  ส่งให้เพื่อน
สินค้าดาหน้าขึ้นมหาโหดเม.ย.นี้คนไทยกระอักแน่

“สงกรานต์ ไทยปี 54” เริ่มต้นขึ้นแล้ว คนไทยกว่า 60 ล้านคนทั่วประเทศ หัวใจชุ่มช่ำกับเทศกาลสงกรานต์ ช่วยคลายร้อน และความเศร้าใจกับภัยพิบัติแผ่นดินไหวและสึนามิในประเทศญี่ปุ่น รวมถึงภัยพิบัติน้ำท่วมในภาคใต้ของไทยไปได้ระดับหนึ่ง  แต่เมื่อเทศกาลผ่านพ้นไป ถึงเวลาที่คนไทยทั้งประเทศต้องหันมารับมือกับโลกแห่งความจริง กับ “เทศกาล สินค้าอุปโภคบริโภค พาเหรดปรับขึ้นราคาครั้งใหญ่” ที่จ่ออยู่แบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ !!!

กลุ่มสินค้าจำเป็นขึ้นราคายกแผง

โดยกลุ่มสินค้า 4 อรหันต์ ได้แก่ น้ำมันถั่วเหลือง นมสดพร้อมดื่ม ปุ๋ยเคมี และเหล็ก ซึ่งเป็นสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันทั้งหมด ขอขึ้นราคาตามต้นทุนที่สูงไปแล้ว และได้รับการอนุมัติปรับขึ้นราคาไปแล้ว 2 ชนิด คือ น้ำมันถั่วเหลือง และนมสดพร้อมดื่ม ขณะที่ ปุ๋ยเคมี และเหล็ก เตรียมจ่อคิวปรับราคาขึ้นในไม่ช้าเช่นกัน 

เริ่มจาก “น้ำมันถั่วเหลือง” ที่ขึ้นราคาแบบเขย่าขวัญ มาอยู่ที่ขวดละ 55 บาท ในขนาดบรรจุ 1 ลิตร จากเดิมมีราคา 46 บาท เรียกว่าปรับเพิ่ม 9 บาทต่อขวดทันที แถมราคานี้จะยืนอยู่เพียง 3 เดือนเท่านั้น หลังจากนี้รัฐจะมีการพิจารณาต้นทุนใหม่อีกรอบ หากขึ้นราคาอีกก็ยังไม่รู้เลยว่า รัฐจะอนุมัติให้ขึ้นราคาอีกเท่าไหร่

เหตุผลหลักที่ทำให้ถั่วเหลืองต้องขึ้นราคา มาจากราคาน้ำมันถั่วเหลืองบรรจุขวด ได้รับผลกระทบจากต้นทุนการผลิตสูงขึ้นจริง โดยเมล็ดถั่วเหลืองนำเข้า ขึ้นจาก 14.86 บาท/กก. มาเป็น 17.31 บาท/กก. และน้ำมันถั่วเหลือง 1 ลิตร ต้องใช้เมล็ดถั่วเหลืองถึง 5.87 กก. ทำให้มีต้นทุนเพิ่มขึ้นเฉลี่ยขวดละ 14.09 บาท/ขวด และต้องจำหน่ายในราคา 60 บาท/ขวดเท่ากับต้นทุน ที่สำคัญเมื่อเปรียบเทียบราคาน้ำมันถั่วเหลืองกับประเทศเพื่อนบ้าน ราคาน้ำมันถั่วเหลืองของไทยยังจำหน่ายถูกกว่า เช่น ในประเทศเวียดนามจำหน่ายขวดละ 60 บาท กัมพูชา 64 บาท ลาว 76 บาท และฟิลิปปินส์ 90 บาท ซึ่งหลังจากการปรับขึ้นราคาแล้ว บรรดาผู้ผลิตยืนยันว่าจะเร่งผลิต ไม่ให้เกิดปัญหาสินค้าขาดแคลน แต่ทั้งนี้ เท่าที่สำรวจหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย เริ่มเกิดปัญหาน้ำมันถั่วเหลืองขาดตลาดแล้ว ใครกันหนอก่อปัญหากักตุนสินค้ารอบใหม่?

นมทุกชนิดเฮโลปรับขึ้น

ต่อมาสินค้า “นมสดพร้อมดื่ม” ก็ขึ้นราคาเช่นกัน ทั้ง นมสดพาสเจอไรซ์ ยูเอชที และ สเตอริไลส์ ที่ขึ้นราคา เฉลี่ยตั้งแต่ 0.25-8.50 บาท/ขนาด โดยนมสดพาสเจอไรซ์ ยูเอสที และสเตอริไลส์ ที่ให้ปรับขึ้นราคา ได้แก่ ขนาด 110-200 ซีซี รสจืดและรสปรุงแต่งปรับขึ้น 25 สตางค์ ขนาด 225-350 ปรับขึ้น 50 สตางค์ ขนาด 400-450 ซีซี ปรับขึ้น 75 สตางค์ ขนาด 800-830 ซีซี ปรับขึ้น 1.50 บาท ขนาด 946-1,000 ซีซี ปรับขึ้น โดยรสจืดปรับขึ้น 1.50 บาท รสปรุงแต่งปรับขึ้น 1.75 บาท และขนาด 2,000-5,000 ซีซี รสจืดปรับขึ้น 3.50-8.00 บาท และรสปรุงแต่งปรับขึ้น 3.50-8.50 บาท

ปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ขึ้นราคามาจาก ครม. อนุมัติปรับราคาน้ำนมดิบให้กับเกษตรกรจาก 17 บาท/กก. เป็น 18 บาท/กก. เมื่อเร็ว ๆ นี้ และเมื่อรวมกับการอนุมัติปรับขึ้นราคาน้ำนมดิบ 50 สตางค์ ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ทำให้ต้นทุนน้ำนมดิบปรับราคารวมกันแล้ว 1.50 บาท/กก. ถือว่าต้นทุนนมสูงขึ้นจริง จนที่ประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาราคาผลิตภัณฑ์นม มีมติให้ปรับขึ้นราคาเรียบร้อย และเป็นการขึ้นราคาครั้งแรกในรอบ 2-3 ปีของอุตสาหกรรมนมไทย มูลค่ารวมมากกว่า 45,000 ล้านบาท

จ่อคิวขึ้นราคาอีกกระบุงโกย


ส่วนอีก 2 สินค้าที่กำลังรอเวลาขึ้นราคา คือ “ปุ๋ยเคมี” โดยผู้ประกอบการได้ยื่นหนังสือขอปรับราคาเฉลี่ย 8-10% ซึ่งมีแนวโน้มที่ภาครัฐจะอนุมัติขึ้นราคาแน่นอน แต่คงไม่มากเท่าตามที่ผู้ประกอบการยื่นหนังสือขอมา เพื่อไม่ให้เกษตรกรเดือดร้อนไปมากกว่านี้ เนื่องจากกลุ่มผู้ผลิตปุ๋ยรายใหญ่ ได้ออกมาส่งสัญญาณกันตั้งแต่ 2 เดือนที่แล้ว ว่ามีปัญหาต้นทุนการผลิตสูงจริง เพราะต้นทุนแม่ปุ๋ยยูเรียปรับขึ้นมาก จนทำให้ผู้ผลิตต้องขาดทุนตันละ 500-2,500 บาท และบางพื้นที่สถานการณ์ปุ๋ยเริ่มขาดแคลนอย่างหนัก จนมีราคาแพงสุดขีด โดยเฉพาะการจำหน่ายปุ๋ยเคมีในจังหวัดต่าง ๆ ที่ร้านค้าปลีกหลายรายจำหน่ายสูงกว่าในราคาควบคุม

ขณะที่ “เหล็ก” เตรียมขยับราคาใหม่เช่นกัน เป็นผลมาจากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ทำให้ราคาวัสดุก่อสร้าง และเหล็กในตลาดโลกปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว จนราคาขายปลีกเหล็กในประเทศปรับเพิ่มขึ้นด้วย ประกอบกับน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นทำให้ต้นทุนการ ขนส่งเหล็กเพิ่มขึ้น ถือเป็นแรงกดดันมากเพียงพอต่อการให้กระทรวงพาณิชย์ปรับขึ้นราคาเหล็กในเร็ว ๆ นี้ หลังจากไม่มีการปรับราคามาตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่จะมากน้อยขนาดไหน ในไม่ช้าได้รู้พร้อมกัน

น้ำตาลทรายขมอีกแล้ว

“น้ำตาลทราย” เป็นสินค้าพิเศษ และเป็นเรื่องแปลกหลายข้อของการบริหารภาครัฐบาลชุดนี้ ข้อแรกประเทศไทยสามารถปลูกอ้อยและผลิตน้ำตาลเพื่อส่งออกมากอันดับสองของโลก รองจากบราซิล ที่สำคัญมีผลผลิตล้นเหลือไม่ขาดแคลน แต่ทำไมคนไทยกลับต้องอด ๆ อยาก ๆ กินน้ำตาลแพง หาซื้อลำบาก ข้อต่อมา เมื่อก่อนเข้าใจอยู่ว่าราคาอ้อยตกต่ำ รัฐบาลจึงจัดให้มีการแทรกแซงโดยให้ประชาชนผู้บริโภคยอมซื้อน้ำตาลแพงกว่าคน ทั่วโลก เพื่อนำเงินไปช่วยชาวไร่อ้อย แต่ในวันนี้กลับกัน ราคาอ้อย น้ำตาลในตลาดโลกพุ่งปรู๊ดปร๊าด ตอนนี้ชาวบ้านก็ลำบาก แต่ประชาชนกลับต้องนำเงิน กก.ละ 5 บาท ไปจ่ายชดเชยช่วยเหลือชาวไร่อ้อยอีก

และที่เลวร้ายไปกว่านั้น รัฐบาลยังเตรียมให้กระทรวงพาณิชย์ ขึ้นราคาค่าบรรจุถุงอีก กก.ละ 1.40 บาท ทำให้ราคาน้ำตาลทรายจะพุ่งขึ้นไปอีก โดยราคาในกรุงเทพฯและปริมณฑลจะมีราคา  25 บาทต่อกิโลกรัม คนชอบทานของหวาน และร้านขนม ไปจนถึงเครื่องดื่ม เห็นทีต้องกุมขมับกันยกใหญ่ ซึ่งคาดว่า มีโอกาสได้เห็นผู้ประกอบธุรกิจเครื่องดื่มน้ำอัดลมในประเทศ ยื่นเรื่องขอขึ้นราคาตามชัวร์!

ลงท้ายสินค้าบริโภคที่ขึ้นราคาแบบช็อกคนไทยทั้งประเทศไปก่อนหน้านี้กับ “น้ำมันปาล์ม” ขึ้นราคาแบบกู่ไม่กลับถึง 47 บาทต่อขวดในขนาด 1 ลิตร ต้องบอกว่าเป็นการบริหารจัดการของรัฐบาลชนิด “ห่วยขั้นเทพ” เพราะตอนนี้ ราคาผลปาล์มลดจาก กก.ละ 10 บาท เหลือ 4 บาท แต่คณะกรรมการนโยบายปาล์มแห่งชาติ นำโดย “สุเทพ เทือกสุบรรณ” รองนายกรัฐมนตรี ยังสั่งตรึงราคาขายปลีกน้ำมันปาล์ม 47 บาทต่อไปอีก 3 เดือน ทั้งที่ต้นทุนลด 2 เท่า และราคาขายควรต้องลดลงต่ำกว่า 40 บาทด้วย แต่ไฉนขึ้นแล้วไม่ยอมลง ทำเอาชาวบ้านมึนงงแบบไม่รู้จะไปถามใคร? ทำไมเวลาขึ้นมากขนาดนี้ 9 บาท แต่ทำไมเวลาลงกลับลงไม่ได้ ใครได้กำไรอันมหาศาลเช่นนี้ เกษตรกรฝากถามมา? อยากช่วยเกษตรกรหรือช่วยใครกันแน่?

เรียกว่าสินค้าอุปโภคและบริโภค ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวัน ขึ้นราคามหาโหด กระชากอารมณ์ และทำให้อยากลบเลือนภาพที่รัฐบาลประกาศนโยบายดูแลค่าครองชีพประชาชน ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ และขึ้นเงินเดือนไปทันที เพราะเมื่อบวกลบ คูณหารแล้ว เงินเดือนขึ้น ยังไม่สามารถชดเชยกับราคาสินค้าที่ขึ้นสูงมากได้

“จึงขอคอนเฟิร์ม ฟันธง แนวโน้มราคาสินค้านับจากบัดนี้ไป มีโอกาสจุดพลุแพงขึ้นยกแผงแน่ หลังจากสินค้า 4-5 รายการที่ปรับขึ้นไปแล้ว และมีแนวโน้มขึ้นราคา ล้วนเป็นสินค้าต้นทาง ที่มีผลต่อต้นทุนสินค้าอื่นอีกมาก ดังนั้น สินค้าอื่น ๆ เช่น อาหารสำเร็จรูป ขนม ที่จำเป็นต้องกินต้องใช้ อาจจะมีการขึ้นราคาได้ต่อทันที เพราะไม่ต้องขออนุญาตกระทรวงพาณิชย์ เพียงแต่แจ้งให้ทราบถึงการประกาศราคาใหม่เท่านั้น”

สินค้าอุปโภคบริโภคกัดฟันตรึงราคา


เมื่อไล่เรียงไปกับ ค่ายยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคในประเทศ พร้อมใจประกาศข่าวดีให้อุ่นใจเล็กน้อย ร่วมใจตรึงราคาแม้ต้นทุนพุ่งหนัก เพราะทุกบริษัทห่วงว่าหากปรับขึ้นราคาไปแล้ว จะซ้ำเติมประชาชนให้เดือดร้อนจากค่าครองชีพแพงอีกรอบ!

นอกจากนี้ ยังมีเสียงกระซิบแว่ว ๆ มาว่า “กระทรวงพาณิชย์” คอยตรวจสอบและโทรฯมาถามผู้ผลิตสินค้าตลอดเวลาจะปรับขึ้นราคาหรือไม่ เพราะไม่อยากให้ขึ้นราคา หวั่นกระทบประชาชนเดือดร้อน เจอเสียงตามสายมาขนาดนี้ เอกชนก็ต้องประกาศไม่ขอขึ้นราคาต่อไป แม้สิ้นสุดมาตรการตรึงราคาสินค้าของกระทรวงพาณิชย์ ตั้งแต่วันที่ 31 มี.ค.ที่ผ่านมาก็ตาม

เริ่มจากค่าย “สหพัฒน์”  ที่เป็นบริษัทผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ของประเทศ ยืนยันว่า บริษัทจะขอตรึงราคาสินค้าไปจนถึงกลางปีนี้ แม้ว่ามาตรการตรึงราคาสินค้าของกระทรวงพาณิชย์จะสิ้นสุดไปแล้ว เพราะสามารถแบกรับภาระต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นได้ และต้องการช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนในยุคราคาน้ำมันแพง ส่วนจะตรึงราคาต่อเนื่องนานเพียงใดต้องพิจารณาต้นทุนวัตถุดิบอีกครั้งในช่วง ปลายไตรมาส 2 หากสินค้ารายการใดมีต้นทุนเพิ่มขึ้น ก็คงต้องปรับราคาขึ้นตาม โดยสินค้าที่คาดว่าจะขึ้นราคา จะเป็นกลุ่มสินค้าที่ใช้ซักล้าง ชำระล้างทำความสะอาด เนื่องจากวัตถุดิบที่เป็นผลพลอยได้จากน้ำมันปรับขึ้นราคาตามไปด้วย แม้บริษัทจะสต๊อกวัตถุดิบไว้ก็ตามแต่ก็ไม่เพียงพอ

สอดคล้องกับ “ยูนิลีเวอร์” ระบุว่า  สินค้าอุปโภคบริโภคในเครือยูนิลีเวอร์ทั้งหมดไม่ได้ยื่นหนังสือขอปรับราคาไป ที่กรมการค้าภายในแต่อย่างใด แต่บริษัทยังจะตรึงราคาสินค้าต่อเนื่อง และไม่มีแผนปรับขึ้นราคาขาย โดยแนวทางรับมือต้นทุนที่สูงขึ้นจะใช้แผนบริหารจัดการต้นทุนภายในองค์กร

ส่วนกลุ่มสินค้าที่บริษัทได้ขอปรับราคามีเพียง สบู่ เพราะได้รับผลกระทบจากปัญหาต้นทุนวัตถุดิบหลักที่ใช้ผลิตสบู่ คือ น้ำมันปาล์ม โดยราคาที่ขอปรับขึ้นครั้งนี้อยู่ในระดับที่ต่ำมาก จึงมั่นใจว่าจะไม่กระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค

รวมถึง “โอสถสภา” ยืนยันในทิศทางเดียวกัน ไม่มีแผนยื่นหนังสือไปที่กระทรวงพาณิชย์ เพื่อขอปรับขึ้นราคาสินค้าอุปโภคบริโภค และสินค้ากลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้า ในเครือโอสถสภา ทั้งหมด เพราะต้องการตรึงราคาขายไว้ในระดับเท่าเดิม และได้ปรับกลยุทธ์ใหม่ด้วยการเน้นพัฒนาสินค้าสู่กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

มาม่า ยันไม่ขยับราคา

ถือเป็นข่าวดีที่บริษัทยักษ์ใหญ่ทุกราย พร้อมใจไม่ขึ้นราคา รวมถึง “มาม่า” ขวัญใจชาวรากหญ้าไปจนถึงมนุษย์กินเงินเดือน “สุชัย รัตนเจียเจริญ” กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ไทย เพรซิเด้นท์ ฟู้ด จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและทำตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แบรนด์ มาม่า กล่าวว่า บริษัทจะขอตรึงราคาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มาม่า ออกไปให้นานที่สุด แม้ว่าบริษัทจะได้รับผลกระทบจากปัญหาต้นทุนวัตถุดิบผลิตสินค้าที่ขึ้นราคา แล้ว 10%

“ปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้นบริษัทยอมรับว่า มีผลให้ยอดขายของบริษัทเติบโตได้ดีอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากยอดขายในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมาเติบโต 8% ซึ่งอาจจะมีผลจากลูกค้าบางส่วนเจอปัญหาราคาสินค้าที่สูงขึ้นมาก จึงหันมาซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาทานมากขึ้น เพราะจนถึงขณะนี้ บริษัทยังไม่ได้ปรับราคาขายสินค้าขึ้นแต่อย่างใด โดยปัจจุบันราคาจำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่าแบบซอง อยู่ที่ 6 บาท และแบบถ้วย ราคา 13 บาท แถมมี แบบถ้วยยี่ห้อซื่อสัตย์ ราคา 12 บาท และแบบซองยี่ห้อ ซื่อสัตย์ ราคา 5 บาทด้วย”

จับตากลยุทธ์ขึ้นราคาทางอ้อม

แม้ทุกค่ายจะประกาศพร้อมใจไม่ขึ้นราคา แต่แหล่งข่าวระดับสูง จากบริษัทสินค้าอุปโภคบริโภคยักษ์ใหญ่ เผยออกมาว่า อาจจะได้เห็นเกมพลิกแพลงขึ้นราคาอีกเยอะ ทั้งการออกสินค้าใหม่ บรรจุภัณฑ์ (แพ็กเกจจิ้ง) ใหม่ สินค้ารสชาติใหม่ และเปิดตัวสินค้านวัตกรรมใหม่สู่ตลาด ที่หากเอกชนใช้วิธีนี้หมด ก็ไม่มีความจำเป็นที่ต้องยื่นเรื่องไปที่กรมการค้าภายในขอปรับราคาขาย แต่เพียงแจ้งไปที่กรมการค้าภายใน และบอกว่า เป็นสินค้าใหม่ที่ต้องกำหนดราคาขายใหม่ก็สามารถขึ้นราคาขายได้แล้ว ซึ่งที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าบริษัทต่าง ๆ ได้เปิดตัวสินค้าชนิดใหม่ ๆ ออกสู่ตลาดจำนวนมาก แถมมาพร้อมกับการขึ้นราคาขายใหม่ โดยอ้างว่าเป็นสินค้านวัตกรรมใหม่ โดยที่ผู้บริโภคต้องจำใจกลืนเลือดซื้อสินค้าแบบไม่มีทางปฏิเสธได้

ขณะเดียวกัน เอกชนยังใช้วิธีแก้เกมคุมเข้มราคาขายสินค้า ด้วยการปรับลดกำลังการผลิตสินค้าในโรงงานลง เพราะผลิตไปแล้วไม่คุ้มทุน หรือหันไปใช้วิธีสต๊อกสินค้าไว้ในที่เก็บลับ เพื่อให้มีสินค้าออกสู่ตลาดน้อยลง จนเกิดปัญหาขาดตลาดและรัฐจำใจต้องอนุมัติให้ขึ้นราคาในที่สุด

ถึงเวลาแล้วหรือยัง? ที่หน่วยงานภาครัฐและกรมการค้าภายใน จะมีวิธีดูแลราคาสินค้า ที่ทำให้คนไทยอุ่นใจได้ หรือหากอนุญาตให้ขึ้นราคา ก็มาจากต้นทุนที่สูงขึ้นอย่างแท้จริง เพื่อไม่ให้เอกชนเจ้าของสินค้าเดือดร้อนขายของแล้วขาดทุน แต่ในทางกลับกัน หากเวลาใดที่ต้นทุนผลิตสินค้า ปรับราคาลงแบบถูกแสนถูก ก็ควรมีบริษัทที่ประกาศตัวขอลดราคาสินค้า เพราะไม่อยากได้กำไรสูงเกินควร วินาทีนั้น คงได้เสียงปรบมือของคนไทยทั้งประเทศดังกระหึ่ม! เพราะจะได้ใจคนไทย แบบไม่ต้องใช้เงินสร้างแบรนด์แม้แต่บาทเดียว

คนไทยจะได้มีโอกาสได้เห็นหรือไม่ คงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามต่อไป หรือปรับมา ท่องคาถา ทำใจไว้รับมือสินค้าแพงดีที่สุด!.

........................

ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ให้ความเห็นว่า ปัญหาค่าครองชีพ น้ำมันเชื้อเพลิง และสินค้าที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นการบริโภค และกำลังซื้อของประชาชน โดยตัวเลขดัชนีใน 2 เดือนหลัง ตั้งแต่ ก.พ.-มี.ค. ประชาชนส่วนใหญ่ให้น้ำหนักความกังวลต่อปัญหาสินค้าแพงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการขึ้นราคาน้ำมันปาล์มลิตรละ 9 บาท รวมถึงผลกระทบต่อราคาสินค้าอื่น ๆ ได้ทำให้คนเริ่มชะลอการใช้จ่าย และทำให้ความต้องการซื้อบ้าน รถยนต์ การท่องเที่ยว รวมถึงลงทุนทำธุรกิจของตัวเอง ซบเซาลงไปด้วย

ยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ มองว่า กระทรวงฯ ยังคงสามารถดูแลราคาสินค้าให้อยู่ในระดับเหมาะสม เห็นได้จากตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป หรือเงินเฟ้อไตรมาสแรกปรับตัวขึ้นเพียง 3.01% ใกล้เคียงกับเป้าหมาย และหักปากกาเซียนกูรูเศรษฐกิจที่คาดการณ์เงินเฟ้อเดือนมี.ค. จะพุ่งกระฉูด แสดงถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพ อีกทั้งเมื่อเทียบกับเงินเฟ้อประเทศอื่นในอาเซียนส่วนใหญ่สูงกว่าไทยแทบทั้ง สิ้น ส่วนสินค้าที่ปรับราคาขึ้นอย่างน้ำมันปาล์ม นมสดพร้อมดื่ม ก็มีการปรับตามต้นทุนที่แท้จริง ไม่ได้มีการฉวยขึ้นราคาจนทำให้ประชาชนเดือดร้อน

สุวิทย์ กิ่งแก้ว รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ซีพี ออลล์  ในฐานะนายกสมาคมพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกทุนไทย (สพท.) เปิดเผยว่า ในเดือน เม.ย.นี้คาดว่าราคาสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการอุปโภคบริโภค ทั้งสบู่ แชมพู และผงซักฟอก จะปรับขึ้นราคาอีก 25% ตามราคาน้ำมันปาล์มในประเทศที่ขึ้นราคาเป็น 47 บาทต่อลิตรแล้ว เนื่องจากกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคดังกล่าวใช้วัตถุดิบหลักจากน้ำมันปาล์ม จึงต้องปรับขึ้นราคาตามไปด้วย
 
  เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง :-
 
  เนื้อหาที่คุณอาจกำลังค้นหา :-
บทความที่น่าสนใจ
สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์
340 ลาดพร้าว 112 วังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310
โทร 0-2514-0593 แฟ็กซ์ 0-2538-4215 Email : Webmaster@muslimthaipost.com
สารบัญเว็บไซต์ Muslimthaipost.com
SubDomain หน้าหลัก