หมวดหมู่
หน้าหลัก       ยินดีต้อนรับสู่มุสลิมไทย โพสต์
ค้นหา
หากมีคำค้นหลายตัว สามารถคั่นด้วย comma (,)
หน้าหลัก >> Muslimthai Focus
พิมพ์หน้านี้  |  ส่งให้เพื่อน
จาก โฆษณา tmb เกาะปันหยี ชม ทีมฟุตบอลเกาะปันหยี ล่องเรือชม เกาะปันหยี เพลินวิถีชีวิตบ้านกลางน้ำ

ล่องเรือชม'เกาะปันหยี'เพลินวิถีชีวิตบ้านกลางน้ำ

 

"แต่เราก็ยังไม่มีสนามหญ้าเล่นอยู่ดี”คงจำเสียงแหบ ๆ สำเนียงใต้ของเด็กนักฟุตบอลแห่งเกาะปันหยีกันได้จากโฆษณาที่กำลังฮือฮาอยู่ในขณะนี้...ทำเอาหลายคนที่ได้ชมถึงกับน้ำตาซึมกันเลยทีเดียว
   
เกาะแห่งนี้จะสวยงามปานใด? แล้วพวกเด็ก ๆ นักเตะทั้งหลายเหล่านี้เขาเล่นบอลกันที่ไหน? ชีวิตของผู้คนบนเกาะจะเป็นอย่างไร? อย่ามัวนั่งนึกภาพอยู่เลย...ไปพิสูจน์ให้เห็นกับตากันดีกว่า...
   
การเดินทางไปเกาะปันหยีครั้งนี้มีธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เป็นหัวหน้าทีม ต้องอาศัยเรือเป็นพาหนะเพื่อไปยังเกาะ โดยสามารถเหมาเรือหรือติดต่อบริษัทนำเที่ยวได้ที่ท่าเรือบ้านท่าด่าน อำเภอเมืองพังงา หรือท่าเรือสุระกุล อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงาก็ได้ จากท่าเรือถ้าเป็นเรือสปีดโบ๊ต จะใช้เวลาประมาณ 20 นาที แต่ถ้าเป็นเรือหางยาวอาจใช้เวลามากกว่าคือประมาณ 30-40 นาทีก็จะถึงเกาะ
   
มากันพร้อมแล้วก็จัดแจงลงเรือ...ใครไม่กลัวแดด กลัวลม ตีตั๋วจองด้านหน้าของเรือได้เลย เมื่อเรือแล่นไปได้สักพักก็จะได้พบกับป่าโกงกางที่เขียวชอุ่ม  วันนั้นท้องฟ้าแจ่มใสพอสมควร แสงแดดที่ส่องกระทบกับผิวน้ำทะเลเป็นประกายไปทั่วผืนน้ำ ทำให้อารมณ์ที่ร้อน ๆ อยู่ กลับเย็นขึ้นมาได้
    
แต่ก่อนที่จะไปถึงเกาะปันหยี ระหว่างทางที่เรือแล่นไปนั้น พี่คนขับเรือชี้ให้ดูเขาลูกหนึ่งแล้วบอกว่าเขาลูกนี้มีชื่อว่า “เขาหมาจู” เป็นภูเขาหินมีลักษณะคล้ายรูปสุนัขกำลังหมอบ โดยจะเห็นส่วนหัว ส่วนลำตัวและหางที่มีลักษณะเป็นพวง (ช่างจินตนาการ
จริง ๆ ) เมื่อได้ยินพี่เขาบอกแล้วต้องรีบมองทันที เพราะถ้าเรือแล่นเลยออกมามุมที่เห็นจะผิดเพี้ยนไปอาจทำให้รู้สึกค้านกับสิ่งที่พี่เขาบอกได้ว่า...ไม่เห็นจะเหมือนเลย!!??
    
จากนั้นไม่นาน พี่คนขับเรือก็ชี้ชวนให้ดูอะไรบางอย่างอีก เมื่อเรือล่องเข้าไปใกล้ ๆ แนวเขาลูกหนึ่งที่มีลักษณะเป็นแนวหน้าผา ทุกคนในเรือก็พยายามมองดูกันใหญ่ว่ามีอะไร แล้วก็เห็นเป็นภาพเขียนโบราณ โดยที่เพิงผานี้จะมีภาพเขียนสีเป็นรูปต่าง ๆ เช่น ปลา นก เรือ คน ลิง ด้วยเหตุนี้เขาลูกนี้จึงได้ชื่อว่า “เขาเขียน” ซึ่งทางกรมศิลปากรเคยมาสำรวจ และทดสอบแล้ว ปรากฏว่า ภาพเขียนโบราณนี้มีอายุประมาณ 3,000 ปีมาแล้ว โดยสันนิษฐานกันว่า พื้นที่บริเวณแถบนี้น่าจะเป็นที่หลบพายุของเรือสินค้าในสมัยก่อนแล้วคนที่มาหลบพายุก็ได้เขียนภาพเหล่านี้ไว้
   
ตื่นตาตื่นใจกับธรรมชาติไปเพลิน ๆ ก็มาถึงเกาะปันหยีกันแล้ว ด้านหน้าของท่าเทียบเรือมีน้อง ๆ นักเตะรุ่นใหม่ตัวน้อยและพี่ ๆรุ่นเก๋า มายืนต้อนรับกันพร้อมหน้าพร้อมตา
   
เกาะปันหยีแห่งนี้ ตั้งอยู่ที่ตำบลเกาะปันหยี อำเภอเมือง จังหวัดพังงา เป็นที่ตั้งของหมู่บ้านชาวประมง ที่ก่อสร้างบ้านเรือนบนพื้นที่น้ำทะเลท่วมถึง โดยจะยกระดับบ้านให้พ้นจากการขึ้น–ลง ของน้ำทะเล ซึ่งบ้านจะตั้งเรียงรายอยู่ด้านหน้าของเกาะที่มีลักษณะเป็นหน้าผาหินปูนแทบทั้งหมด
   
แต่บนเกาะปันหยีก็ยังมีพื้นดินอยู่บ้าง แต่ก็เพียงน้อยนิด เพราะพื้นดินส่วนนี้มีไว้สร้างเป็นมัสยิดและกุโบร์ (สุสานที่ฝังศพ) ซึ่งจะอยู่บริเวณด้านหลังของเกาะ
   
ชาวบ้านบนเกาะปันหยีส่วนใหญ่หรือทั้งหมดเลยก็ว่าได้นับถือศาสนาอิสลาม และไม่ต้องเดากันเลยว่าชาวบ้านที่นี่จะประกอบอาชีพอะไร นอกเสียจากการทำประมงพื้นบ้าน ประมงน้ำตื้น เพราะด้านข้างทางขึ้นท่าเรือก็มีกระชังเลี้ยงปลาทอดยาวเป็นแนวให้เห็น โดยทำประมงอวนลอย และโป๊ะ รวมทั้ง มีการเลี้ยงหอยแครง และเลี้ยงปลาในกระชัง
    
หลายคนคงสงสัยว่าทำไมเกาะแห่งนี้ถึงชื่อว่าปันหยี ชาวบ้านเล่าให้ฟังว่า มีอยู่หลายตำนานด้วยกันแต่ทุกเรื่องมีความคล้ายคลึงกันมากบ้างน้อยบ้าง มาฟังกันเลย... ตำนานแรกมีอยู่ว่า เมื่อประมาณ 200 ปีก่อนหน้านี้ มีครอบครัว 3 ครอบครัวด้วยกัน มีครอบครัวของโต๊ะบาบู ชาวมลายู  ครอบครัวของโต๊ะปรัง ชาวจังหวัดตรัง และครอบครัวของโต๊ะหลง ชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยชาวมุสลิมจะเรียกผู้สูงอายุ หรือผู้ที่เคารพนับถือ ด้วยคำนำหน้าว่า โต๊ะ ทั้ง 3 ครอบครัวได้เดินทางมาทางเรือและมาพบเกาะแห่งนี้ และเห็นว่าเกาะแห่งนี้มีความสวยงามและอยู่ใกล้แผ่นดินใหญ่ มีฝูงปลาน้อยปลาใหญ่มากมายจึงตัดสินใจตั้งรกรากอยู่บนเกาะนี้เป็นกลุ่มแรก และเรียกคนกลุ่มนี้ว่า ’ปันยี“ ซึ่งเป็นภาษามลายู  แปลว่า ’ธง“ หมายถึง  ธงรูปสามเหลี่ยม  ที่ทำไว้เพื่อบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในพิธีบวงสรวง ส่วนใหญ่มักทำด้วยผ้าสีขาวเนื่องจากเกาะมีลักษณะคล้ายผืนธงนั่นเอง
   
อีกตำนานหนึ่ง...เล่าสืบต่อกันมาว่า  เมื่อราว  200  ปีก่อนเช่นกัน มีชาวมลายูกลุ่มหนึ่งพากันมาหาที่ทำกินแห่งใหม่ เมื่อเดินทางมาถึงอ่าวพังงาเรือโดนพายุและอับปางลง ส่วนหนึ่งเสียชีวิต ส่วนที่ยังมีชีวิตก็ว่ายน้ำมาจนถึงเกาะนี้และได้ปักธงขอความช่วยเหลือไว้บนเกาะ จึงเรียกเกาะนี้ว่า “เกาะปันยี”  
    
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องสืบเนื่องมาจากเหตุการณ์เรืออับปางของชาวมลายูอีกว่า คนที่ลอยคออยู่กลางทะเลหลังเรือล่มนั้นได้อธิษฐานบนบานว่า ถ้ารอดชีวิตไปได้จะนำธงมาปักบนแผ่นดินที่ไปถึง เมื่อขึ้นฝั่งมายังเกาะนี้ได้ก็นำธงมาปักเพื่อแก้บนตามที่ได้อธิษฐานไว้ จึงเรียกเกาะนี้ว่า “เกาะปันยี” และต่อมาชาวบ้านก็เรียกเพี้ยนเป็น “เกาะปันหยี”
   
ส่วนเรื่องสุดท้ายแห่งตำนานเกาะปันหยี เล่ากันว่า โต๊ะบาบู ซึ่งเป็นผู้นำชาวอินโดนีเซียได้อพยพมาเมื่อ 200 ปีก่อน เมื่อขึ้นมาบนเกาะได้ก็ขึ้นไปปักธง ให้พรรคพวกที่อพยพมาด้วยกันรู้ว่าเป็นสถานที่เหมาะสมที่จะตั้งบ้านเรือน จึงเรียกเกาะแห่งนี้ว่า เกาะปันหยี ...นั่งฟังเสียเพลินเลย...
   
ถ้าใครมาที่เกาะปันหยีแล้วเกิดอาการหิวขึ้นมา ที่นี่ชาวบ้านได้ปรับปรุงที่อยู่บางส่วนทำเป็นแพร้านอาหารคอยต้อนรับผู้มาเยือนด้วย ถ้าใครอยากลองชิมอาหารใต้ก็เชิญได้ แต่เป็นอาหารใต้แบบคนมุสลิม
   
เมื่ออิ่มกันแล้วก็สามารถเดินเล่นได้ทั่วเกาะ เดินไปเรื่อย ๆ ก็จะได้เห็นวิถีชีวิตของคนมุสลิมว่ามีความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย ไม่วุ่นวาย เมื่อถามว่าให้ย้ายไปอยู่บนฝั่งเอาไหม ต่างได้รับคำตอบว่า “ไม่เอา อยู่ที่นี่ก็ดีอยู่แล้ว” แต่มีอยู่อย่างเดียวที่อยากได้รับความช่วยเหลือก็คือ ไฟฟ้ากับน้ำประปา เพราะราคาแพงเหลือเกิน แสดงให้เห็นว่าชาวบ้านที่นี่กำลังใจดีมากในการต่อสู้ชีวิต จากการเดินเที่ยวบนเกาะภาพที่ประทับใจคงเป็นภาพของเด็ก ๆ ที่ใช้ชีวิตอยู่บนเกาะอย่างมีความสุข โดยไม่รู้สึกว่าตนเองอยู่ห่างไกลความเจริญจากผืนแผ่นดินใหญ่
   
พวกเขายังมีรอยยิ้มให้เห็นเหมือนเด็กในเมืองทั่ว ๆ ไป และที่เด็กในเมืองอาจจะต้องอิจฉาก็คือ เด็ก ๆ ที่เกาะแห่งนี้ว่ายน้ำเก่งกันทุกคน สันนิษฐานได้ว่า คงไม่มีเด็กคนไหนที่ว่ายน้ำไม่เป็น เพราะยามว่างของพวกเขาก็คือ การเล่นน้ำทะเล กระโดดลงน้ำกันอย่างสนุกสนาน
   
และกีฬาอีกประเภทหนึ่งที่มาแรงบนเกาะแห่งนี้ก็คือ ฟุตบอล หลายคนคงจะรู้เรื่องราวของสนามบอลและทีมฟุตบอลของเกาะแห่งนี้กันบ้างแล้วจากโฆษณา “เมค เดอะ ดิฟเฟอเรนซ์”  พลังในตัวคุณเปลี่ยนโลกให้ดีขึ้น จนเป็นที่มาของสนามปูนฟุตซอลแห่งใหม่ที่ถูกสร้างขึ้น แต่นักเตะตัวน้อยก็ยังคงไปฝึกซ้อมที่สนามเก่ากันอยู่
   
เมื่อมาถึงสนามฟุตบอลเก่าที่เป็นพื้นไม้ด้านล่างเป็นถังลอยน้ำ น้อง ๆ นักเตะไม่รอช้าลงสนามเล่นฟุตเวิร์ก ออกลีลาตามสไตล์นักเตะจากเกาะปันหยีกันใหญ่ โดยมีเอกลักษณ์ คือ การเล่นด้วยเท้าเปล่า จนพี่ ๆ ลั่นชัตเตอร์กันไม่ทันเลย บางคนก็อดใจไม่ไหวลงไปเล่นกับน้อง ๆ ด้วย สร้างความครื้นเครงไม่ใช่น้อย
   
ก่อนโบกมือลาจาก แวะซื้อของฝากกันก่อน ไม่ว่าจะเป็น ผ้าบาติกสีสันสวยงาม หรือจะเป็นของใช้ ของฝากที่ทำจากกะลามะพร้าว ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากเปลือกหอย รวมทั้งสร้อย กำไล แหวน ที่ทำจากหอยมุก และยังมีผลิตภัณฑ์อื่น ๆ อีก ที่เป็นของกินก็มี เช่น น้ำพริกกุ้งเสียบ กะปิ ที่มีขายอยู่หลายร้านละลานตาไปหมด
   
เสียงอำลาก่อนจาก “แล้วกลับมาใหม่นะ” ทำให้รู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก...

ความสำเร็จของนักเตะแห่งเกาะปันหยี   

ประสิทธิ์ เหมมินทร์ หนึ่งในผู้ก่อตั้งทีมฟุตบอลเกาะปันหยี ที่แม้ว่าวันนี้จะทิ้งสตั๊ด และหันมาเล่นการเมืองท้องถิ่น ด้วยตำแหน่งรองประธานสภา อบต.เกาะปันหยี แต่ก็ยังเป็นโค้ชให้กับทีมฟุตบอล คอยสนับสนุนเด็ก ๆ บนเกาะได้แข่งขันและฝึกซ้อมกันจริงจัง เพราะหลังจากรุ่นพวกเขาที่ต้องฝึกซ้อมกันบนสนามพื้นไม้แล้วก็

ได้รับการสนับสนุนในการสร้างสนามปูนขึ้นมา โดยคุณประสิทธิ์เล่าว่า ความสำเร็จในวันนี้เกิดจากความมุมานะ ความพยายามที่ไม่ย่อท้อจากคำสบประมาทของชาวบ้านบนเกาะที่ตอกย้ำถึงความพ่ายแพ้ที่พวกเขาได้ประสบมา โดยไม่ละทิ้งความใฝ่ฝันและพยายามทำให้กลายเป็นจริงให้
ได้เริ่มจากการซ้อมด้วยเท้าเปล่า พัฒนามาทดลองใส่รองเท้าหนัง จนกระทั่งรวบรวมเงินซื้อรองเท้าสตั๊ด แม้ว่าทุกคนในทีมจะไม่ถนัดเลยก็ตาม ทำให้ทุกคนต้องเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนแปลง เพราะมันคือโลกแห่งความเป็นจริง จนทำให้เกิดจุดเปลี่ยนกลับบ้านมาด้วยชัยชนะและลบคำสบประมาทได้ในที่สุด
   
จนปัจจุบัน เกาะปันหยีมีทั้งทีมฟุตบอลและทีมฟุตซอล ซึ่งกลายเป็นกีฬาประจำท้องถิ่น นอกเหนือจากการแข่งเรือยาว จากเดิมที่มองกันว่าเป็นแค่เพียงการออกกำลังกายหรือกิจกรรมนันทนาการอย่างหนึ่งของเด็ก ๆ ได้รับการกล่าวขานอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะลีลาการเล่นที่แพรวพราวมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของทีมเกาะปันหยี
   
ภารไดย ธีระธาดา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานสื่อสารและภาพลักษณ์องค์กร ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงทีมฟุตบอลเกาะปันหยีว่า เป็นตัวแทนของความเชื่อว่าทุกคนมีพลังที่จะคิดและทำในสิ่งที่แตกต่างอย่างสร้างสรรค์และมีคุณค่าเพื่อเปลี่ยนโลกให้ดีขึ้นได้ ซึ่งโลกในที่นี้ไม่ได้หมายความถึงการเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์ เปลี่ยนแปลงโลกทั้งใบ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เริ่มจากตัวเองและส่งผลดีขยายไปยังรอบข้าง ด้วยความกล้าที่จะคิดและกล้าที่จะทำในสิ่งที่แตกต่าง เปลี่ยนคำว่าเป็นไปไม่ได้ ให้มีแต่คำว่า เป็นไปได้ ในการสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ ทุกคนก็จะสามารถเปลี่ยนโลกไปในทางที่ดีขึ้นได้.

รู้ไว้ก่อนไปเที่ยว
   
การเดินทาง–โดยรถยนต์ จากกรุงเทพฯ ไปตามถนนเพชรเกษม (ทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข 4) ไปจนถึงจังหวัดพังงา ระยะทางประมาณ 850 กิโลเมตร (11 ชั่วโมง) และเดินทางมุ่งหน้าไปสู่อำเภอตะกั่วทุ่ง จนถึงทางแยก เข้าทางหลวงจังหวัด หมายเลข 4144 ไปอุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา โดยห่างจากทางแยกประมาณ 2.5 กิโลเมตร
   
โดยเครื่องบิน โดยสารเครื่องบินไปยังท่าอากาศยานนานาชาติ จังหวัดภูเก็ต ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 15 นาที แล้วเดินทางโดยรถยนต์อีกประมาณ 61 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมง เมื่อถึงจังหวัดพังงา โดยสารรถยนต์ (รถสองแถว) สายพังงา-ท่าด่าน ระยะทาง 9 กิโลเมตร
   
โดยรถไฟ สามารถขึ้นรถไฟได้ที่สถานีรถไฟหัวลำโพง กรุงเทพฯ เดินทางไปถึงสถานีรถไฟ อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี แล้วขึ้นรถโดยสารประจำทางอีกประมาณ 160 กิโลเมตร (3 ชั่วโมง) เดินทางไปถึงจังหวัดพังงา
   
โดยรถโดยสารประจำทาง สามารถเดินทางโดยขึ้นรถยนต์ปรับอากาศ หรือรถ บขส. เส้นทาง พังงา-กรุงเทพฯ ได้ที่สถานีขนส่งสายใต้ กรุงเทพฯ ระยะทางประมาณ 850 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 11 ชั่วโมง เมื่อเดินทางถึงสถานีขนส่งจังหวัดพังงาแล้วเดินทางโดยรถประจำทาง (รถสองแถว) อีกประมาณ 9 กิโลเมตร
   
ฤดูกาลท่องเที่ยว–สามารถมาเที่ยวได้ทุกฤดู โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงฤดูร้อน ท้องฟ้า และทะเลจะสวยสดใส
   
สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง–วัดไชยธาราราม เดิมชื่อ วัดฉลอง ตั้งอยู่อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต ห่างจากอำเภอเมืองภูเก็ต ระยะทาง 8 กิโลเมตร ทางหลวงหมายเลข 4021 ผ่านสนามกีฬาสุระกุล เลี้ยวซ้ายไปห้าแยกฉลองก็จะถึงวัด เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป จากเรื่องราวความศักดิ์สิทธิ์ และคุณความดีของหลวงพ่อแช่ม ที่เป็นที่พึ่งให้แก่ชาวบ้านในการต่อสู้กับพวกอั้งยี่หรือพวกคนจีนที่ก่อการกบฏ โดยหลวงพ่อได้มอบผ้าประเจียดสีขาว ให้ชาวบ้านทุกคนโพกหัว เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการต่อสู้จนชนะพวกอั้งยี่ได้.

จากโฆษณาที่เราเห็นสำเร็จแล้วแบบนี้

เบื้องหลังการทำงานครับ ยอมรับเลยว่าถ่ายทำได้ดีไม่แพ้เบื้องหน้าเลย ดูแล้วขนลุกซู่เลยครับ

เบื้องหลังตอนที่สองครับ ปลุกพลัง
 




เบื้องหลังตอนที่ 4 หาตอนที่ 3 ไม่เจอครับ ดูใน account tmb เองแล้วก็ไม่มีอัพไว้ครับ
 

 

 
จากคลิปเบื้องหลังจะเห็นว่าทีมงานต้องมีการเตรียมตัวและทุ่มเทกันมากมาย เพื่อให้งานออกมาน่าประทับใจแบบนี้ และสิ่งสำคัญขอขอบคุณทีมฟุตบอล ปันหยี FC ด้วยครับที่เป็นต้นกำเนิดแรงบันดาลใจดีๆ แบบนี้ให้กับคนอื่นต่อๆไป

 
  เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง :-
 
  เนื้อหาที่คุณอาจกำลังค้นหา :-
บทความที่น่าสนใจ
สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์
340 ลาดพร้าว 112 วังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310
โทร 0-2514-0593 แฟ็กซ์ 0-2538-4215 Email : Webmaster@muslimthaipost.com
สารบัญเว็บไซต์ Muslimthaipost.com
SubDomain หน้าหลัก