หมวดหมู่
หน้าหลัก       ยินดีต้อนรับสู่มุสลิมไทย โพสต์
ค้นหา
หากมีคำค้นหลายตัว สามารถคั่นด้วย comma (,)
หน้าหลัก >> Muslimthai Focus
พิมพ์หน้านี้  |  ส่งให้เพื่อน
ภาพฟ้องเก๋งซิ่งสะบัดชนรถตู้ก่อนคร่า 8 ศพ!
ตำรวจระบุ ภาพจากกล้องวงจรปิด เห็นรถเก๋งซีวิคสะบัดไปชนรถตู้จนเสียหลักตกโทลล์เวย์ และอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีต่อต้นเหตุ ขณะที่แพทย์แถลงอาการผู้บาดเจ็บยังคงสาหัส 1 ราย ส่วนสาววัยขบเผาะ เจ้าของรถเก๋ง ยังคงต้องนอนโรงพยาบาลต่อ ด้านญาติผู้เสียชีวิตทยอยรับศพด้วยความโศกเศร้า ญาติดอกเตอร์ เผย เป็นคนสมถะ จึงอาศัยรถโดยสาร สลด! หนึ่งในเหยื่อนักศึกษา มธ.เสียชีวิตขณะพูดคุยโทรศัพท์กับแฟนสาว ขณะที่ ผกก.สภ.เขื่องใน หัวใจสลายสูญเสียลูกสาว ส่วนญาติๆ ผู้เสียชีวิตอยู่ระหว่างปรึกษาจะฟ้องร้องผู้เป็นต้นเหตุหรือไม่
       
       วันนี้ (28 ธ.ค.) เมื่อเวลา 10.00 น.ที่ สน.วิภาวดี พ.ต.ท.ฉัตรชัย เอี่ยมอ่อง พนักงานสอบสวน (สบ2) สน.วิภาวดี กล่าวถึงความคืบหน้าคดีอุบัติเหตุรถเก๋งชนรถตู้จนมีผู้เสียชีวิต 8 ศพ ว่า จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิด พบว่า สามารถบันทึกภาพช่วงที่เกิดเหตุได้เพียงสั้นๆ โดยมีการสะบัดจากรถเก๋งฮอนด้าซีวิค มาชนรถตู้จากจุดที่ปะทะกัน มาถึงจุดเกิดเหตุระยะห่างประมาณ 70 เมตร จากนั้นรถตู้ได้เบนออกไปทางด้านซ้ายของถนน ทำให้หลุดจากภาพในกล้องวงจรปิดไป
       
       พ.ต.ท.ฉัตรชัย กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่กำลังรวบรวมพยานหลักฐานให้ได้มากที่สุด แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถสอบปากคำพยานเพิ่มเติมได้ เนื่องจากทั้งหมดยังมีอาการบาดเจ็บ แต่ยืนยันว่า การสอบสวนดำเนินคดีจะให้ความเป็นธรรมแก่ทั้งสองฝ่าย
       
       ต่อมาเมื่อเวลา 11.00 น.ที่โรงพยาบาลวิภาวดี พล.ท.นพ.พร้อมพงศ์ พีระบูล ผอ.รพ.วิภาวดี ได้แถลงอาการผู้ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุดังกล่าว ว่า หลังเกิดเหตุ รพ.วิภาวดี ได้รับผู้บาดเจ็บมาทำการรักษาจำนวน 7 ราย โดยรายที่ 1 คือ น.ส.กัญจนภัส ปัญญาประเสริฐ อายุ 23 ปี มีบาดแผลทั่วทั้งร่างกาย และมีอาการปวดหลัง ได้มีการส่งตัวไปรักษาต่อยังโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ รายที่ 2 นายวรัญญู เกตุชูอายุ 20 ปี บาดเจ็บไหปลาร้าซ้ายหัก หัวเข่าแตก แพทย์ได้ทำการผ่าตัดรักษา และส่งตัวไปยัง รพ.ธรรมศาสตร์ฯ แล้ว
       
       รายที่ 3 นายมูฮัมหมัด พลสิทธิ์ อายุ 35 ปี มีผลที่เท้า และเข่า นิ้วก้อยเท้าแตก แพทย์รอเอกซเรย์กระดูก เพื่อทำการผ่าตัดรักษา รายที่ 4 นายวิศรุต พลสิทธิ์ อายุ 35 ปี มีอาการปวดตามตัว และแผลถลอกตามตัว แพทย์ได้ทำการปฐมพยาบาล คาดว่า ภายในวันพรุ่งนี้สามารถอนุญาตให้กลับบ้านได้ รายที่ 5 นายสุนทร ปิตตาทานัง อายุ 43 ปี มีแผลศีรษะแตก หัวไหล่ซ้ายเคลื่อน แพทย์ได้ทำการเย็บบาดแผลให้ รายที่ 6 หญิงไทยไม่ทราบชื่อ มีอาการสาหัส กระดูกหักเกือบทั้งตัว ซี่โครงซ้ายหัก ศีรษะถูกกระแทกต้องทำการผ่าตัดสมอง และรายที่ 7 น.ส.อรชร เทพหัสดิน ณ อยุธยา อายุ 16 ปี ผู้ขับขี่รถเก๋งฮอนด้าซีวิค มีบาดแผลที่ปาก และข้อศอก ยังต้องพักรกษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ทั้งนี้ แพทย์ยืนยันว่า จะทำการดูแลผู้บาดเจ็บอย่างดีที่สุด
       
       ด้าน นายวิศรุต หนึ่งในผู้ได้รับบาดเจ็บ กล่าวว่า ตนเป็นเจ้าหน้าที่ของศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) หลังจากเลิกงานประมาณ 3 ทุ่ม ได้โดยสารรถตู้คันดังกล่าวเพื่อกลับบ้านย่านห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี สาขาแจ้งวัฒนะ โดยจะมาต่อรถที่บริเวณหมอชิต โดยหลังจากขึ้นรถ และชำระค่าโดยสารก็หลับมาโดยตลอด รู้สึกตัวอีกครั้งก็ได้ยินเสียงถูกกระแทกมาจากด้านหลัง ก่อนที่รถจะหมุนคว้างจนรู้สึกมึนงง และรู้สึกตัวอีกครั้งก็ตอนที่คลานออกมาจากรถ เห็นผู้ได้รับบาดเจ็บหลายคน และซากรถตู้ที่พังยับเยิน จากนั้นเจ้าหน้าที่กู้ภัยก็พาไปส่งโรงพยาบาล
       
       วันเดียวกัน ที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ ญาติและเพื่อนผู้เสียชีวิต 8 ศพ จากเหตุดังกล่าวได้ทยอยเดินทางมารับศพ ซึ่งบรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้า โดยศพทั้ง 8 ศพ ประกอบด้วย 1.นายภิญโญ จินันทุยา อายุ 34 ปี ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายบริหารงานเทคโนโลยีสารสนเทศ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2.น.ส.ตรอง สุดธนกิจ อายุ 24 ปี 3.นายปรัชญา คันธา นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 4.น.ส.สุดาวดี นิลวรรณ อายุ 20 ปี หรือ น้องนุ่น นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 5.ดร.ศาสตรา เช้าเที่ยง อายุ 33 ปี นักวิจัย 1 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) 6.นายอุกฤษฎ์ รัตนโฉมศรี อายุ 30 ปี นักวิจัยไบโอเทค ม.ธรรมศาสตร์ 7.น.ส.นฤมล ปิตาทานัง อายุ 38 ปี คนขับรถตู้ 8.นายเกียรติมันต์ รอดอารีย์ อายุ 23 ปี
       
       นายดุสิต เชาว์ไกรหัก อายุ 19 ปี น้องคนละพ่อของ ดร.ศาสตรา เช้าเที่ยง หรือ ดร.เป็ด นักวิจัย สวทช.กล่าวว่า ไม่คิดว่าเหตุดังกล่าวจะเกิดขึ้นกับพี่ชาย พี่ชายถือเป็นเสาหลักและความภาคภูมิใจของบ้าน แม้มารดาจะทำอาชีพร้อยพวงมาลัยขายในตลาดเมืองราชบุรี เป็นร้านเล็กๆ ชื่อร้านคุณหนิงขายดอกไม้ แต่ก็สามารถส่งเสียให้พี่ชายเรียนจบปริญญาเอกด้วยทุนของ ก.พ.ที่ประเทศอังกฤษ ด้วยวัยเพียง 27 ปี โดยปกติพี่ชายเป็นคนมีนิสัยเรียบง่าย แต่ต้องทำงานดึก ตื่นเช้า จึงใช้บริการรถตู้โดยสาร เนื่องจากไม่ต้องการเพิ่มภาระหนี้สินจากการซื้อรถยนต์ ตอนนี้ที่บ้านรู้เรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว และรู้สึกรับไม่ได้ โดยจากนี้จะนำศพไปบำเพ็ญกุศลที่วัดเกาะนัมมทาปทวลัญชาราม อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี
       
       นายดุสิต กล่าวอีกว่า พี่ชายเป็นคนเรียนเก่งมาก เรียนจบมัธยมจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ตอนอยู่ ม.5 สอบเทียบและสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี เพื่อให้แม่ภาคภูมิใจ แต่ไม่เอาเนื่องจากสอบทุน ก.พ.อยากไปเรียนต่อต่างประเทศ จึงไปเรียนที่มหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม สาขาชีววิทยา ตั้งแต่ปริญญาตรี ถึงปริญญาเอก จนจบปริญญาเอก เมื่อ 5 ปีที่แล้ว และก็มาทำงานในตำแหน่งนักวิจัย 1 ที่ สวทช.ตั้งแต่นั้นจนถึงปัจจุบัน พี่ชายจะเป็นคนที่ขยันมาทำงานตลอด รับสอนพิเศษภาษาอังกฤษ รับงานวิจัย ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับโรคมะเร็ง
       
       นายดุสิต กล่าวต่อว่า ส่วนชีวิตส่วนตัวพี่ชาย ยังเป็นคนโสด ตั้งใจหาเงินสร้างฐานะ ซื้อคอนโดมิเนียม และส่งเสียตนเองเรียนส่วนหนึ่ง พี่ไม่เคยรู้ว่าพ่อเป็นใครและไม่สนใจเรื่องนี้ สนใจเรียนอย่างเดียว แม่ก็ไม่เคยบอก พี่เขาก็ไม่ได้ถาม ตนเองเคยบอกให้พี่ชายซื้อรถ แต่พี่ชายไม่ซื้อ เนื่องจากไม่อยากมีภาระเพิ่มและทำงานเยอะ ไม่อยากขับรถเองต้องออกจากบ้านแต่เช้าและกลับถึงบ้านดึกๆ ทุกวัน จึงไม่อยากขับรถ อาทิตย์หน้าที่บ้านจะมีการทำบุญใหญ่ที่ จ.ราชบุรี จะเป็นวันรวมญาติ พี่ชายเขาก็มาจากไปเสียก่อน
       
       “แม่อยู่ในอาการโศกเศร้ามาก แต่วันนี้ก็ยังต้องไปขายพวงมาลัย เพราะวันนี้เป็นวันโกน รายได้จากการขายพวงมาลัยเดือนหนึ่งก็ประมาณ 5,000 บาทเท่านั้น พี่ชายก็ส่งเสียให้แม่หลังจากเรียนจบ และตั้งใจเก็บเงินเพื่อสร้างบ้านใหม่ให้กับแม่ด้วย พี่เขาจะเป็นคนวางแผนทำอะไรเป็นขั้นตอนไม่เคยทำให้ที่บ้านเดือดร้อน เรื่องเรียนของผมก็เหมือนกัน พี่ชายจะวางแผนให้หมดว่าเรียนอะไร ต่อไปจะเรียนอะไรต่อ” นายดุสิต กล่าว
       
       ขณะที่ นายชัยภัทร จันทราสุริยารัตน์ อายุ 50 ปี น้าชายของนายปรัชญา กล่าวว่า ได้คุยกับหลานครั้งสุดท้ายช่วงเช้าวานนี้ที่จะขอกลับบ้านดึก เนื่องจากต้องอ่านหนังสือเตรียมสอบกับเพื่อนๆ ที่จะมาสอบในวันศุกร์ และไม่คิดว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นกับหลาน ก่อนเกิดเหตุขณะที่เขาอยู่รถตู้ เขาโทรศัพท์คุยกับแฟน แฟนก็ได้ยินเสียงดังโอ๊ยแล้วสายก็ขาดหายไป ตนเองมารู้ก็ตอนที่ดูข่าวว่ามีรถตู้ตกทางด่วนก็ไปดูปรากฏว่าหลานเสียชีวิต แล้ว
       
       นายชัยภัทร กล่าวต่อว่า ปกติตอนอยู่ปี 1 หลานจะอยู่ที่หอพักในมหาวิทยาลัย ตนก็บอกให้มาอยู่ด้วยกันจะได้ดูแล ก็ไม่รู้ว่าคิดผิดหรือถูกที่ให้หลานเดินทางไปกลับมหาวิทยาลัย ตนเองอยากให้รถตู้โดยสารมีเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง รวมทั้งรถแท็กซี่ด้วย เพราะสังเกตได้ว่าผู้เสียชีวิตทั้งหมด คือ ผู้ที่กระเด็นออกมาจากรถ ส่วนเรื่องการฟ้องร้องคนขับรถยนต์ที่ชนท้ายรถตู้นั้นจะต้องปรึกษาพ่อแม่ของ นายปรัชญาอีกครั้ง เนื่องจากเห็นว่าคนขับต้องใช้ความเร็วสูงเกินกฎหมายกำหนดมาก จึงทำให้เกิดอุบัติร้ายแรงเช่นนี้
       
       ด้าน นางนฤมล นิลวรรณ อายุ 57 ปี นักแสดงตัวประกอบ ป้าของ น.ส.สุดาวดี กล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุหลานสาวกำลังจะเดินทางไปสถานีขนส่งหมอชิต จะมาขึ้นรถนครชัยแอร์ เพื่อกลับบ้านที่จังหวัดอุบลราชธานี เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พ่อเขาก็เป็น ผกก.สภ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี ส่วนแม่เขาเป็นพยาบาล ทราบว่า พ่อแม่เตรียมต้อนรับลูกที่บ้าน ได้เตรียมทำกับข้าวให้มากมายเพื่อต้อนรับลูกสาวที่มาเรียนในกรุงเทพฯ ตนเองก็ไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องร้ายเช่นนี้กับครอบครัว สำหรับศพจะนำไปไว้ที่วัดสุปัฏนารามวรวิหาร จ.อุบลราชธานี
       
       นางนฤมลกล่าวต่อว่า ตอนแรกที่ทราบว่าเกิดอุบัติเหตุก็คิดว่าหลานเพียงได้รับบาดเจ็บเท่านั้น เพราะไม่มีชื่อในรายชื่อผู้เสียชีวิตก็ไปดูที่ รพ.วิภาวดี ปรากฏว่าไม่มี จึงมาที่ สน.วิภาวดี ก็พบศพหลานสาว ตอนนั้นในตาที่เห็นว่าใช่ ใจก็บอกว่าไม่ใช่ ก็ให้เพื่อนเขามาดูอีกทีปรากฏว่าใช่ศพหลานสาวจริงๆ คนที่เสียชีวิตในรถตู้คันนี้ประกอบด้วยบุคคลที่ความรู้ความสามารถ เป็นด็อกเตอร์ เป็นอาจารย์ ซึ่งเรารู้สึกว่าเสียดายเพราะบุคคลเหล่านี้จะทำประโยชน์ให้ประเทศชาติในวัน ข้างหน้า แต่ไม่ใช่เรามาสรรเสริญเมื่อเขาเสียชีวิตไปแล้ว ไม่อยากพูดว่าให้เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย เพราะเกิดมาหลายครั้งแล้ว แต่ไม่อยากให้เกิดขึ้น และไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นกับครอบครัวของตนเอง
       
       “เขาเป็นเด็กน่ารัก เป็นเด็กเรียนเก่ง ช่วยเหลือตัวเอง ไม่เคยทำให้ใครเดือดร้อน มีความใฝ่ฝันอยากเป็นผู้พิพากษาให้พ่อ ตอนที่พ่อเขาโทร.มาให้ไปดูให้หน่อย เราไม่คิดว่าเป็นเขาเลย คิดแต่ว่าเขาไม่เป็นไร เรื่องนี้เกิดจากความประมาท แม้คนขับรถตู้จะไม่ประมาท คงขับไม่เร็วมากเพราะเป็นผู้หญิง แต่คนอื่นประมาทขับมาเร็ว ขอบกั้นโทลล์เวย์ต่ำไปหรือไม่ ซึ่งตรงนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมาดูแลอย่างจริงจัง ส่วนเข็มขัดนิรภัยในรถ ก็ไม่มีใครคาด ถ้าเป็นเรานั่งก็คงไม่คาดเช่นกัน ก็น่าจะมีการออกเป็นกฎหมายเหมือนกัน ถ้าขับรถแล้วต้องคาด อยากให้เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นบทเรียนต่อผู้ที่เกี่ยวข้องให้แก้ไขกฎหมาย หรือมีมาตรการต่างๆ อย่างจริงจัง ไม่ใช่ทำแบบขอไปที หรือสักแต่พูด ให้ทำจริงๆ เพราะไม่รู้ว่าถ้ามีครั้งต่อไปจะเกิดกับครอบครัวไหนอีก ไม่อยากให้เกิดเหตุอีกแล้ว” นางนฤมล กล่าว
       
       ขณะที่ น.ส.มาริสา ศรีอริยะกุล อายุ 21 ปี เพื่อนร่วมคณะ น.ส.สุดาวดี กล่าวว่า นุ่นเป็นคนนิสัยน่ารัก ร่าเริง อาทิตย์ที่แล้วเพิ่งไปเที่ยวด้วยกันที่ อ.เชียงคาน จ.เลย ไม่มีลางร้ายอะไรเลย ไม่คิดว่าเพื่อนจะจากไปเร็ว รู้ว่าเพื่อนโชคไม่ค่อยดีที่ก่อนหน้านี้โทรศัพท์หาย 2 เครื่อง ทั้งไอโฟน และ บีบี ก็คิดว่า ฟาดเคราะห์ไป ไม่คิดว่าจะเกิดเหตุร้ายจนเสียชีวิต ครั้งสุดท้ายที่เจอกันก็ตอนเย็นเดินมาส่งขึ้นรถตู้เอง
       
       “เพื่อนๆ ในคณะก็ช่วยกันรวบรวมเงินทำบุญ และจะไปร่วมงานศพด้วย ปกตินักศึกษาที่ ม.ธรรมศาสตร์ ก็ต้องใช้รถตู้เป็นประจำอยู่แล้ว หลังเกิดเหตุการณ์รถตู้ตกทางด่วนติดกัน 2 ครั้งก็รู้สึกว่าการโดยสารไม่ปลอดภัย และปกติที่เคยนั่งรถตู้ก็ขับเร็ว ไม่อยากให้ขับเร็วให้ระมัดระวังมากกว่านี้ ให้ขับช้าๆ ใช้ความระมัดระวังให้มากขึ้น” น.ส.มาริสา กล่าว
       
       ด้าน พ.ต.อ.ศรัญ นิลวรรณ ผกก.สภ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี บิดา น.ส.สุดาวดี กล่าวด้วยความเศร้าโศก ว่า น้องนุ่นเป็นเด็กดี ตั้งใจเรียนอยากจะเรียนนิติศาสตร์ เพื่อเป็นผู้พิพากษาให้พ่อ วันนี้ครอบครัวก็เดินทางมารับศพน้องนุ่นขึ้นคาร์โก้กลับไปบำเพ็ญกุศลที่บ้าน ตนเองรู้ข่าวจากเพื่อนของลูกสาวโทร.มาหา ว่า ไม่แน่ใจว่านุ่นประสบอุบัติเหตุหรือไม่ ก็ให้ญาติที่กรุงเทพฯไปตรวจสอบ เมื่อทราบว่า ลูกสาวเสียชีวิตก็รีบลงมารับลูกกลับบ้าน
       
       ด้าน นายอิทธิกร จินันทุยา อายุ 33 ปี น้องชาย นายภิญโญ กล่าวว่า พี่ชายเป็นคนเก่งคนหนึ่งหลังจากเรียนจบ ม.ปลายที่ จ.นครสวรรค์ ก็ได้ทุนไปศึกษาต่อที่ประเทศญี่ปุ่น จนจบปริญญาโทด้านสถาปัตยกรรม ก็กลับมาใช้ทุนที่คณะสถาปัตยกรรม ม.ธรรมศาสตร์ และเตรียมที่จะขอทุนไปศึกษาต่อปริญญาเอก ที่ประเทศอังกฤษ อีก ปกติหลังเลิกงานพี่ชายจะนั่งรถสวัสดิการมหาวิทยาลัย เพื่อกลับบ้านพักย่านซอยอารีย์ บางครั้งภรรยาชาวญี่ปุ่นไปทานอาหารเย็นก็จะติดรถภรรยากลับบ้าน แต่เมื่อวานภรรยามีงานเลี้ยงปีใหม่ พี่ชายก็สะสางงานจนดึก จึงใช้บริการรถตู้
       
       นายอิทธิกร กล่าวว่า เรื่องการโดยสารรถสารธารณะ ปกติพี่ชายจะระมัดระวังอยู่แล้ว ก็ไม่คิดว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้น ไม่หวังว่าเมืองไทยจะสามารถพัฒนาเรื่องระบบขนส่งได้ เป็นเรื่องยากที่เจ้าหน้าที่จะทำ ทุกวันนี้คนขับรถที่ได้ใบขับขี่รถสาธารณะ ไม่รู้ว่ามีจิตสำนึกในการบริการประชาชนหรือเปล่า รวมถึงการพิจารณาให้ใบขับขี่คนขับรถโดยสารมีมาตรฐานดีหรือยัง วันที่ 31 นี้ได้ญาติพี่น้องนัดกันจะไปเจอกันที่บ้านที่ จ.ชัยนาท ส่วนศพจะนำไปบำเพ็ญกุศลที่วัดหนองจิก จ.ชัยนาท
       
      
 
  เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง :-
 
  เนื้อหาที่คุณอาจกำลังค้นหา :-
บทความที่น่าสนใจ
สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์
340 ลาดพร้าว 112 วังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310
โทร 0-2514-0593 แฟ็กซ์ 0-2538-4215 Email : Webmaster@muslimthaipost.com

Warning: include(../../main/globalsitemap.php): failed to open stream: No such file or directory in /home/muslimpo/public_html/muslimthai/main/index.php on line 194

Warning: include(): Failed opening '../../main/globalsitemap.php' for inclusion (include_path='.:/usr/lib/php:/usr/local/lib/php') in /home/muslimpo/public_html/muslimthai/main/index.php on line 194