หมวดหมู่
หน้าหลัก       ยินดีต้อนรับสู่มุสลิมไทย โพสต์
ค้นหา
หากมีคำค้นหลายตัว สามารถคั่นด้วย comma (,)
หน้าหลัก >> Muslimthai Focus
พิมพ์หน้านี้  |  ส่งให้เพื่อน
ลากไส้พี่น้องตระกูลโหด น้องชายติดคุกอุ้มฆ่าพระ เด็จพี่ แบล็คเมล์ข่มขู่ศาล

ลากไส้พี่น้องตระกูลโหด น้องชายติดคุกอุ้มฆ่าพระ “เด็จพี่”แบล็คเมล์ข่มขู่ศาล

คำฟ้องของ 3 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญประกอบด้วย สุพจน์ ไข่มุกด์ จรูญ อินทจาร และ เฉลิมพล เอกอุรุ ที่ยื่นต่อศาลอาญาฟ้องหมิ่นประมาท พสิษฐ์ ศักดาณรงค์ อดีตเลขานุการส่วนตัว ชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ และ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ในความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา และความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550
        
       โดยในคำฟ้องระบุถึงพฤติการณ์ของอดีตผู้นำสูงสุดฝ่ายบริหารสองคน ซึ่งเข้าใจได้ว่าน่าจะเป็น สมชาย วงศ์สวัสดิ์ และ ทักษิณ ชินวัตรเข้าไปเกี่ยวข้องกับการล็อบบี้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญท่านหนึ่ง ให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์
       
       โดยใช้ประเด็นคลิปวีดีโอมาแบล็กเมล์ เมื่อไม่สำเร็จก็มีการเปิดคลิปออกมาเป็นระลอกตามคำขู่ 
       
       สิ่งที่น่าพิจารณาจากคำฟ้องนี้ และเกี่ยวพันกับพรรคเพื่อไทยโดยตรงคือ กรณีที่ พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ ซึ่งมีตำแหน่งเป็นถึงโฆษกพรรคเพื่อไทย เท่ากับว่าเป็นกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยด้วย
       
       ความหมายในทางกฎหมาย กรณีที่ พร้อมพงศ์ เป็นกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย มีความสำคัญยิ่ง เพราะนั่นหมายถึงว่า พรรคเพื่อไทยกำลังก้าวเข้าสู่การถูกยุบพรรคอีกครั้ง โดยมีพยานหลักฐานชัดเจนถึงพฤติการณ์ของ พร้อมพงศ์ ซึ่งเป็นกรรมการบริหารพรรคว่า กระทำการอันอาจเป็นการขัดขวางกระบวนการยุติธรรม
       
       โดยในคำฟ้องบรรยายพฤติกรรมของ พร้อมพงศ์ ว่า เดินทางไปข่มขู่ จรูญ อินทจาร หนึ่งในตุลาการศาลรัฐธรรมนูญถึงโรงพยาบาลศิริราช ไม่เพียงเท่านั้น พร้อมพงศ์กับพวกยังมีท่าทีข่มขู่คุกคามให้ตุลาการท่านดังกล่าวรู้สึกว่า อยู่ในภาวะไม่ปลอดภัยอีกด้วย
       
       นอกจากนี้ พร้อมพงศ์ ยังเป็นส่วนหนี่งของขบวนการแบ่งงานกันทำเพื่อกดดันศาลรัฐธรรมนูญให้ตัดสินคดีไปในทิศทางที่ตัวเองต้องการ และมีส่วนร่วมกระบวนการปล่อยคลิปทำลายศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งคดีที่ 3 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญฟ้อง พสิษฐ์ พร้อมพงศ์ และ บ.มติชน
       
       จะเห็นได้ชัดเจนว่า กระบวนการทำลายศาลรัฐธรรมนูญมีการวางแผนอย่างเป็นขั้นตอนเพื่อให้ตุลาการ “ติดกับดัก” และนำมาใช้ประโยชน์แบล็กเมล์ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในเวลาต่อมา การกระทำเช่นนี้ นางยินดี วัชรพงษ์ ผู้พิพากษาอาวุโสศาลอุทธรณ์ เคยเขียนบทความเรื่อง “คลิปฉาวของศาลรัฐธรรมนูญเป็นอาชญากรรม” มีเนื้อหาตอนหนึ่งระบุว่า
       
       “หากสมาชิกพรรคการเมืองผู้ให้ข้อมูลได้แสดงออกถึงการจะนำคลิปฉาวมาเปิดเผย โดยมีการแสดงออกของผู้ให้ข้อมูลถึงการพิจารณาพิพากษาคดีการยุบหรือไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ของศาลรัฐธรรมนูญ โดยจะนำคลิปมาเปิดเผยตามที่ปรากฏเป็นข่าวจริง การกระทำดังกล่าวจะเข้าข่ายของการกระทำความผิดอาญาเกี่ยวกับเสรีภาพและชื่อเสียงของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นการกระทำที่ข่มขืนใจให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตัดสินคดีตามความต้องการของตน หรือจำยอมต้องตัดสินคดีตามความต้องการของตน โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชื่อเสียงของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือศาลรัฐธรรมนูญ ตาม ป.อาญามาตรา 309 ไม่ว่าตุลากการศาลรัฐธรรมนูญจะกลัวหรือไม่กลัวและจะยอมทำตามหรือไม่ก็ตาม การกระทำดังกล่าวก็เป็นความผิดแล้ว
       
       และการกระทำดังกล่าว ยังเข้าข่ายของการกระทำอันเป็นการขัดขวางกระบวนการยุติธรรม ซึ่งละเมิดต่อสิทธิการเข้าถึงความยุติธรรมของผู้ที่ถูกดำเนินคดีในศาลรัฐธรรมนูญได้ และเข้าข่ายของการกระทำที่ต้องห้ามมิให้กระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และทรงใช้อำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทยทางศาล กับเข้าข่ายของการกระทำอันเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ ขัดต่อกฎหมาย ขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 2, 3, 40 ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมืองมาตรา 94 (3) (4) ซึ่งการกระทำดังกล่าว มีโทษทางอาญาและไม่มีโทษทางอาญาสำหรับตัวผู้กระทำ แต่เป็นการกระทำที่จะทำให้พรรคการเมืองอาจถูกยุบได้” 
       
       จากความเห็นทางกฎหมายที่หยิบยกมาในข้างต้น จะเห็นได้ว่าพฤติกรรมของ พร้อมพงศ์ เข้าข่ายกระทำผิดทุกอย่าง ที่สำคัญคือ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ให้ข้อมูลใหม่ต่อสาธารณะที่แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงว่า
       
       จอมบงการคือ ทักษิณ ชินวัตร เจ้าของตัวจริงของพรรคเพื่อไทยนั่นเอง 
       
       แม้วันนี้ยังเป็นสัมภเวสี เร่ร่อนอยู่ต่างแดน ไม่มีชื่อเป็นกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย แต่การใช้ พร้อมพงศ์ ซึ่งเป็นกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย มาสวมบทผู้ร้ายก่ออาชญากรรมต่อกระบวนการยุติธรรมไทยครั้งนี้ ก็เท่ากับ ทักษิณ คือ ผู้ที่ลากเอาพรรคเพื่อไทย เข้าสู่การถูกยุบเป็นครั้งที่สาม
       
       และเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องมีใครไปร้อง แต่ อภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. ควรจะดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ควบคุมดูแลพรรคการเมือง ใช้ความกล้าหาญในการรักษาความถูกต้องให้กับบ้านเมืองตามภาระหน้าที่ในฐานะองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ลอยตัวอยู่เหนือปัญหา หรือ ขลาดกลัวจนไม่กล้าทำหน้าที่ของตัวเอง
       
       อภิชาติ ต้องพึงสำนึกไว้ว่า ตำแหน่งย่อมคู่กับความรับผิดชอบเสมอ หากไม่พร้อมทำหน้าที่ก็ไม่ควรอยู่ในตำแหน่ง 
       
       ส่วนอนาคตของพรรคเพื่อไทยที่กำลังจะดับวูบ ก็ไม่ต้องโทษว่ามีใบสั่งกลั่นแกล้ง เพราะทุกอย่างมีที่มาที่ไป และพฤติกรรมชั่วชัดเจนที่ปรากฏต่อสังคม โดยไม่ต้องมานั่งพูดเรื่องสองมาตรฐานให้เหม็นขี้ฟัน เพราะกรณีนี้มีมาตรฐานเดียว คือ พรรคการเมืองที่มีพฤติกรรม
       
       เข้าข่ายของการกระทำที่ต้องห้ามมิให้กระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และทรงใช้อำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทยทางศาล กับเข้าข่ายของการกระทำอันเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ ขัดต่อกฎหมาย ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 2,3,40 ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองมาตรา 94 (3) (4) เป็นความผิดที่ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคที่มีพฤติกรรมข้างต้นเป็นบรรทัดฐานไว้แล้ว 
       
       ส่วน พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ ก็คงจะมีโอกาสสูดอากาศบริสุทธิ์ข้างนอกได้ไม่นาน เพราะตอนนี้คดีพะรุงพะรังจนเกือบจะร้อยรอบเอวได้อยู่แล้ว
       
       ชะตากรรมจึงไม่น่าจะแตกต่างจาก จิตกร นพฤทธิ์ น้องชายที่ติดคุกในคดีอุ้มฆ่าพระ ซึ่งพฤติกรรมไม่ได้แตกต่างจากพี่ชาย เพียงแต่น้องชายกรรโชกทรัพย์ ส่วนพี่ชายบังอาจก่ออาชญากรรมต่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทำลายกระบวนการยุติธรรมไทย
       
       ในครั้งนั้น “แดง จิตกร” ส่งสองนางนกต่อไปลวงพระร่วมประเวณี โดยมีการลักลอบบันทึกวีดีโอเพื่อแบล็คเมล์ เรียกเงิน 10 ล้านบาท
       
       มาคราวนี้ พร้อมพงศ์ ใช้คลิปแบล็คเมล์ ข่มขู่ตุลาการศาลรรัฐธรรมนูญ 
       
       ผลแห่งการกระทำผิดในครั้งนั้น ทำให้ น้องชายของพร้อมพงศ์ ยังต้องรับกรรมอยู่ในคุกจนถึงทุกวันนี้ ส่วน “พร้อมพงศ์” ก็คงได้ฤกษ์ไปเยี่ยมน้องชายในคุกอย่างถาวรเสียที หลังจาก “จิตกร” บ่นกับเพื่อนร่วมคุกว่า “คิดถึงพี่ชายที่กำลังได้ดิบได้ดีบนถนนการเมือง”
       
       อีกไม่นาน “แดง จิตกร” อาจได้ต้อนรับพี่ชายไปอยู่เป็นเพื่อนในแดนเดียวกัน ถึงวันนั้น “พร้อมพงศ์ อย่าพอกหน้าผ่องเหมือนตอนออกทีวี เพราะอาจมีปัญหาลำบากตูด จนนั่งไม่ได้ เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน

 
  เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง :-
 
  เนื้อหาที่คุณอาจกำลังค้นหา :-
บทความที่น่าสนใจ
สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์
340 ลาดพร้าว 112 วังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310
โทร 0-2514-0593 แฟ็กซ์ 0-2538-4215 Email : Webmaster@muslimthaipost.com

Warning: include(../../main/globalsitemap.php): failed to open stream: No such file or directory in /home/muslimpo/public_html/muslimthai/main/index.php on line 194

Warning: include(): Failed opening '../../main/globalsitemap.php' for inclusion (include_path='.:/usr/lib/php:/usr/local/lib/php') in /home/muslimpo/public_html/muslimthai/main/index.php on line 194