หมวดหมู่
หน้าหลัก       ยินดีต้อนรับสู่มุสลิมไทย โพสต์
ค้นหา
หากมีคำค้นหลายตัว สามารถคั่นด้วย comma (,)
หน้าหลัก >> Muslimthai Focus
พิมพ์หน้านี้  |  ส่งให้เพื่อน
ขบวนการล้มเจ้า แกะรอยได้ 9 กลุ่มตัวการใหญ่ กองทัพสั่งลุย!
       - ขบวนการล้มเจ้านับวันยิ่งเหิมเกริม
       - แบ่งเป็น 9 กลุ่มเดินสายทั้งในและต่างประเทศ
       - ปลุกระดมมวลชน -รากหญ้า -พระ-ข้าราชการ ประสานพรรคการเมืองสู้
       - วันนี้กองทัพสั่งบูรณาการทุกหน่วยทหาร ความมั่นคง กระทรวง ทบวงกรม ขุดรากถอนโค่นพวกล้มเจ้าทุกรูปแบบ 
       - ขณะที่ภาครัฐ องค์กรต่างๆ เร่งหาแนวทางปลูกฝังอุดมการณ์ให้คนไทยรักชาติ-รักสถาบันฯ เพื่อต้านพวกล้มเจ้าไม่ให้เติบโตได้อีกต่อไป
       
       หลังจากวันเข้ารับตำแหน่งของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.คนใหม่ และมีการประกาศชัดเจนว่าจะมีการเอาผิดต่อคนที่มีพฤติกรรมเข้าข่ายขบวนการล้มเจ้าอย่างเข้มข้นที่สุด ประกอบกับยิ่งใกล้วันเฉลิมฉลองวันคล้ายวันประสูติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหากษัตริย์ที่รักยิ่งของคนไทยทั้งปวง ทำให้หลายวันนี้มีการเดินหน้าเอาจริงเอาจังกับขบวนการล้มสถาบันมากขึ้น โดยเฉพาะกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่มีความคืบหน้าด้านการสอบสวนคดีมุ่งร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ออกมาอย่างต่อเนื่อง หรือแม้กระทั่งกระทรวงไอซีทีที่ยอมรับว่ากระบวนการหมิ่นสถาบันผ่านอินเทอร์เน็ตโดยเฉพาะสังคมออนไลน์เฟชบุคได้ผุดขึ้นมากราวกับดอกเห็ด รวมกับพฤติกรรมล้มเจ้าที่เผยแพร่ผ่านคนหลายกลุ่มวันนี้ทำให้เห็นแล้วว่า “ขบวนการล้มเจ้า”ในประเทศไทยนั้นมีอยู่จริง และวันนี้ได้ขยายขบวนการออกไปอย่างกว้างขวาง แพร่หลาย และอันตรายอย่างยิ่งยวด!
       
       เรามิอาจปฏิเสธว่าในประเทศไทยมีขบวนการล้มเจ้ามา
       
       อย่างยาวนาน โดยเฉพาะในความคิดของคนบางคนในกลุ่มซ้ายเก่า แต่ท้ายที่สุด พ.ต.ท.ทักษิณ กลายเป็นตัวพ่อของกลุ่มขบวนการนี้โดยมิอาจหลีกเลี่ยงว่าเขาตั้งใจ เต็มใจ แถมเขายังทำให้ยุคนี้เป็นยุคที่ขบวนการล้มเจ้าเฟื่องฟูที่สุด ขยายวงมากที่สุด และมิเกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมืองมากที่สุดจนปฏิเสธไม่ได้แล้ว
       
       ผบ.ทบ.สั่งทุกหน่วย
       ทหารปราบพวกล้มเจ้า
       
       แหล่งข่าวด้านความมั่นคง ระบุว่า กลุ่มขบวนการล้มเจ้านั้นมีมานานแล้ว ในกลุ่มพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย หรือกลุ่มซ้ายเก่า แต่ก็ได้สูญสลายไปเกือบหมด จนมาถึงสมัยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ที่ทั้ง ศูนย์อำนวยการความมั่นคงแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) และหน่วยงานความมั่นคง รู้ดีว่าขบวนการล้มสถาบันได้มีการจุดติดความคิดขึ้นมาอีกครั้ง โดยมีกลุ่มซ้ายเก่าได้เข้ามาทำงานใกล้ชิด พ.ต.ท.ทักษิณ และทำให้ขบวนการล้มเจ้าเติบโตและเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะพฤติกรรมของ พ.ต.ท.ทักษิณ และคนใกล้ชิดที่ล้วนแต่ส่อเจตนามิบังควรหลายครั้งหลายหน โดยมิได้หวั่นเกรงผู้ใด ทำให้สังคมไทยหลายภาคส่วนได้ขนานนาม พ.ต.ท.ทักษิณว่าเป็น “ล้มเจ้าตัวพ่อ”
       
       โดยดีเอสไอกับศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) นั้น หลังจากได้ทำการจับกุม คนในขบวนการนี้หลายๆส่วนและสอบสวน จึงพบว่าขบวนการนี้มีความน่ากลัว และน่าหนักใจอย่างมาก เพราะขยายวงไปอย่างกว้างขวาง และลงลึกในระดับชุมชนย่อยในต่างจังหวัด
       
       ดังนั้น เมื่อ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ารับตำแหน่ง ผบ.ทบ.จึงได้สั่งการให้มีการบูรณาการหน่วยงานตรวจสอบจับกุมด้านความมั่นคงทั้งหมด ทุกหน่วยงานดินหน้ากำจัดขบวนการล้มเจ้าอย่างเต็มที่
       
       แหล่งข่าวความมั่นคงคนเดิม ย้ำว่า ขณะนี้ทั้งศอฉ.ทั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษ และหน่วยงานของทหารทุกหน่วย ได้มีการบูรณาการการทำงานด้านการจับกุมขบวนการล้มเจ้าทั้งขบวนการ โดยทำงานอย่างเชื่อมโยงทุกภาคส่วน ทั้งนี้ยอมรับว่า ความเอาจริงของพลเอกประยุทธ์นั้น ยิ่งทำให้ขณะนี้ทั้งหน่วยงานพิเศษ และหน่วยงานความมั่นคงต่างเดินหน้าจับกุมขบวนการล้มเจ้าอย่างเข้มข้นที่สุดในทุกยุค
       
       “สมัยอดีต ผบ.ทบ.หลายหน่วยงานต่างคนต่างทำงาน ใครจะออกมาพูดอะไรผ่านสื่อก็ไม่ได้ระมัดระวัง แต่ตอนนี้ไม่ได้เลย ท่านประยุทธ์ท่านเอาจริง เข้มมาก หน่วยข่าวทุกส่วนรับนโยบายทั้งหมดมารายงานข่าวด้านความมั่นคงทุกระยะ หน่วยงานทุกข่าว ทั้งบก.กองทัพภาค 1-4ทำงานแบบรวมศูนย์ ทั้งหมดจึงขึ้นตรงโดยปริยาย ต้องทำงานหนัก และให้เรื่องปราบพวกล้มเจ้าที่ดำเนินการอยู่เป็นเรื่องลับที่สุด ทำให้ทหารมั่นใจว่าจะจัดการกับขบวนการล้มเจ้าได้ดีกว่ายุคไหนๆ”
       
       เช่นเดียวกับตำรวจสายวัง พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร.ก็มีข่าวแว่วๆว่าเอาจริงเรื่องนี้อย่างเต็มที่ ฝ่ากระแสตำรวจมะเขือเทศเต็มเมือง
       
       ขณะที่ฝ่ายรัฐบาล จุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที เปิดเผยว่า รัฐบาลมีจุดยืนในการทำเรื่องนี้ โดยการยึดหลักการกฎหมาย โดยเฉพาะผู้ทำผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นหลัก ดังนั้น จะใช้รูปแบบการจับกุมดำเนินคดี แบบการสอบสวน และหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงใคร ก็จะสืบสวนต่อ โดยจะเน้นสาวไปให้ถึงผู้บงการตัวจริง ทั้งด้านการเงิน และความคิด
       
       “รัฐบาลจะไม่ใช้กฎหมายมาเอาผิดรายตัว เนื่องจากคนๆนั้นมีความเป็นปรปักษ์ทางการเมืองของรัฐบาล แต่จะสืบจากหลักฐานโยงใยไปถึงใครก็จะดำเนินการตามกฎหมายทันที โดยเฉพาะคนที่เป็นผู้สนับสนุนทางการเงิน และความคิด ถ้ามีหลักฐานก็จะดำเนินการทางกฎหมายหมด ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม และจะสาวไปให้ลึกที่สุด”
       
       อย่างไรก็ดี ผู้จัดการ 360 องศารายสัปดาห์ ได้รวบรวมข้อมูลจาก ศอฉ. ดีเอสไอ หน่วยงานด้านความมั่นคง และจากการสัมภาษณ์ สรุปให้เห็นขบวนการล้มเจ้าที่หน่วยความมั่นคงเน้นย้ำมีด้วยกัน 9 กลุ่ม ดังนี้
       
       แผนจัดการทักษิณ
       “ล้มเจ้าตัวพ่อ” 
       
       พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ชื่อว่าเป็น “ตัวพ่อ” ของขบวนการล้มเจ้าโดยแสดงพฤติกรรมที่ไม่บังควรและไม่เหมาะสมหลายครั้ง
       
       “ผมไม่คิดว่าคุณทักษิณ จะคิดเรื่องนี้ตั้งแต่แรก แต่มาคิดตอนที่มีอำนาจแล้ว เพราะมีหลายเรื่องที่อำนาจการเป็นนายกทำไม่ได้ หลายๆ เรื่องเป็นเรื่องที่ผิดกฎผิดระเบียบ แล้วไม่ได้มีการอนุมัติลงมา แต่เขาคิดว่าน่าจะสามารถทำได้ทุกอย่างในประเทศไทย ตรงนี้น่าจะเป็นจุดเริ่มต้น” แหล่งข่าวด้านความมั่นคง กล่าวพร้อมระบุว่า เมื่อรวมแรงยุจากกลุ่มซ้ายเก่า ที่ยังมีแนวคิดนิยมระบอบคอมมิวนิสต์และไม่เอาเจ้า ทำให้คนกลุ่มนี้มีการไปหนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ให้มีความคิดมิบังควรดังกล่าว และกระทำการมิบังควรหลายครั้ง
       
       กรณีตัวอย่าง การใช้งบประมาณแผ่นดินในการซื้อเครื่องบิน แอร์บัส เอ 319 ACJ หรือ“ไทยคู่ฟ้า” เพื่อมาใช้ประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรี, การจัดให้ประชาชนถือธง “ทรงพระเจริญ”ต้อนรับ พ.ต.ท.ทักษิณ ไปพบประชาชนที่เทศบาลเมืองปราจีนบุรี เมื่อวันที่ 9 มี.ค.49และพบอีกหลายครั้งในการเดินสายพบประชาชนในภาคเหนือและอีสานของ พ.ต.ท.ทักษิณฯลฯ
       
       อีกทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ยังมีคำพูดที่บังอาจ จาบจ้วง และเข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในที่สาธารณะหลายครั้ง ตั้งแต่
       
       “เอะอะก็หาว่าผมไม่จงรักภักดี ปัดโธ่ ถ้านายกฯไม่จงรักภักดี แล้วผีที่ไหนจะจงรักภักดี” (25 ธ.ค.48 ในงานนายกฯพบแท็กซี่ฯ)
       
       “ยกเว้นพระเจ้าอยู่หัวกระซิบข้างหูว่าทักษิณลาออกเถอะเท่านั้นจะกราบพระบาทลาออกแน่นอน” (4 ก.พ.49 ในรายการนายกฯทักษิณคุยกับประชาชน”
       
       “ผมเป็นนายกฯพระราชทานอยู่แล้ว ถ้าผมได้รับการเลือกตั้ง พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงโปรดเกล้าฯให้ผมเป็นนายกฯอยู่แล้ว (24 มี.ค.49 ระหว่างหาเสียงที่ทุ่งศรีเมือง จังหวัดอุดรธานี)
       
       “ไม่มีใครที่จะเอาผมกลับประเทศไทยได้หรอก นอกจากพระบารมีที่จะทรงมีพระเมตตา” (1 พ.ย.51)
       
       ที่สำคัญหลังจากที่ พ.ต.ท.ทักษิณได้หนีคดีออกไปอยู่ต่างประเทศแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณ ยังให้สัมภาษณ์กับ “ไฟแนลเชี่ยลไทม์” ในทำนองว่าพระเจ้าอยู่หัวฯทรงรู้ล่วงหน้าเกี่ยวกับรัฐประหาร 19 ก.ย.49 เช่นเดียวกับการให้สัมภาษณ์ “เดอะ ไทมส์”สื่อประเทศอังกฤษที่เข้าข่ายลักษณะหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
       
       อย่างไรก็ดี จุดเริ่มต้นของการถูกกล่าวหาล้มเจ้า โดยมี พ.ต.ท.ทักษิณ เข้าไปเกี่ยวข้องอย่างเต็มๆ น่าจะเป็นกรณี “ปฏิญญาฟินแลนด์” หรือการเดินทางไปประเทศฟินแลนด์ที่มีกลยุทธ์ 5 ประการนำไปสู่เป้าหมาย คือ
       
       1.สร้างระบบการเมืองพรรคเดียว 2.ทำลายความเข้มแข็งของระบบราชการแบบเก่าให้รับใช้ระบบการเมือง3.แปลงสินทรัพย์ของรัฐเป็นทุนเสรี 4.บั่นทอนสถาบันพระมหากษัตริย์ให้เป็นเพียงสัญลักษณ์ 5.สร้างระบบพรรคแบบรวมศูนย์การนำอำนาจสูงสุด
       
       หลังจากนั้นพบว่า พรรคไทยรักไทยภายใต้การนำของ พ.ต.ท.ทักษิณได้รับการเลือกตั้งจนเป็นพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จครั้งแรกในปี 2544 และพ.ต.ท.ทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี หลังจากนั้นมีการประกาศทิศทางของพรรคไทยรักไทยว่าจะต้องเป็นพรรครัฐบาลพรรคเดียวให้ได้ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป และก็ทำสำเร็จสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวสำเร็จในปี 2548 และนำไปสู่การแทรกแซงองค์กรอิสระ ผ่าตัดระบบราชการ แปลงรัฐวิสาหกิจต่างๆ เข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลาดหุ้น) และที่แย่ที่สุดคือ ความพยายามให้อำนาจทุกอย่างรวมศูนย์อยู่ที่ตัวนายกรัฐมนตรี

       ทำทุกอย่างครบตาม 5 ข้อ
       ในปฏิญญาฟินแลนด์!
       
       นั่นเป็นสาเหตุให้พ.ต.ท.ทักษิณ เริ่มรู้สึกถึงการที่ต้องแย่งชิงประชาชน และพยายามตั้งตนเป็นประธานาธิบดีในรัฐไทยใหม่ที่เขาวาดฝันไว้หรือไม่?
       
       อย่างไรก็ดี พฤติกรรมที่ชัดเจนของพ.ต.ท.ทักษิณ เกี่ยวกับการหมิ่นสถาบันนั้น ได้รับการเปิดเผยจากแหล่งข่าวระดับสูงของ ดีเอสไอว่า ขณะนี้ดีเอสไอไม่หนักใจกับการเอาผิดคนในขบวนการล้มเจ้า เพราะใครทำอะไรไว้ก็มีหลักฐานปรากฎ เพียงแต่ ณ วันนี้ดีเอสไอกำลังรวบรวมหลักฐานให้แน่นหนาที่สุด เพราะการจะสั่งฟ้องดำเนินคดีกับขบวนการล้มเจ้าได้นั้น จะต้องมีหลักฐานที่แน่นหนาเพียงพอที่จะให้ศาลเชื่อและรับฟ้องคดีดังกล่าว
       
       หลังจากนั้น แม้จะเป็นบุคคลที่หนีไปยังต่างประเทศ ดีเอสไอก็จะใช้ช่องทางทั้งอัยการสูงสุด และกระทรวงต่างประเทศ เอาคนผิดมาดำเนินคดีในไทยให้ได้
       
       4 ลูกน้องระดับสมอง
       ของทักษิณ
       
       แหล่งข่าวด้านความมั่นคงเปิดเผยว่าแกนนำของกลุ่มซ้ายเก่าซึ่งมีอิทธิพลต่อความคิดของพ.ต.ท.ทักษิณ อย่างยิ่งนั้น คือ น.พ.พรหมมินทร์ เลิศสุริย์เดช,ภูมิธรรม เวชยชัย,พันศักดิ์ วิญญรัตน์ และธิดา ถาวรเศรษฐ์ (ภรรยา นพ.เหวง โตจิราการ)
       
       “น.พ.พรหมมินทร์ กับ ภูมิธรรมนี่เป็นคนซ้ายเก่า มีคนมองว่าได้นำความคิดระบอบประธานาธิบดีมาให้ พ.ต.ท.ทักษิณ และถูกจับตามองจากหน่วยงานความมั่นคงว่าอาจเป็นคนที่วางกลยุทธ์หลายๆอย่างให้ พ.ต.ท.ทักษิณ”
       
       เช่นเดียวกับ “พันศักดิ์ วิญญรัตน์” พันศักดิ์ วิญญรัตน์ ถือเป็นบุคคลากรที่เปรียบดังเป็นสมองของพรรคไทยรักไทยและพ.ต.ท.ทักษิณมาโดยตลอด โดย พ.ต.ท.ทักษิณให้ความไว้วางใจถึงขั้นเป็นผู้หาหนังสือให้ พ.ต.ท.ทักษิณ อ่าน และหลายคนบอกว่า เป็นแม้กระทั่งคนขีดไฮไลท์ข้อความในหนังสือให้พ.ต.ท.ทักษิณ
       
       สำหรับ ธิดา ถาวรเศรษฐ์ ชื่อนี้อาจไม่คุ้นในถานะระดับแกนนำแถวหน้าคนเสื้อแดงมากนักในทางเปิดอีกทั้งไม่ใช่คนใกล้ชิด พ.ต.ท.ทักษิณ กระนั้นสิ่งที่ธิดา ถาวรเศรษฐ์ ถูกกล่าวอ้างว่าเป็นบุคคลอันตรายด้านความคิดในระดับต้นๆ เพราะธิดาคือ “ครูใหญ่โรงเรียน นปช.” และเป็นทั้งคนคิดหลักสูตร ผู้อธิบายเรื่องยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี โดยมีหลักการว่าเป็นโรงเรียนยุทธการต้านรัฐประหาร แต่ปรากฎว่าหลักสูตรโรงเรียนนปช.นี้เองที่มีการสอดไส้เรื่องแนวความคิดไม่เอาเจ้าอย่างโจ่งแจ้งที่สุด และมีพลังที่สุดที่ผลิตทายาทความคิดนี้แล้วกว่า 1,000 คนกระจายอยู่ทั่วภาคอีสานและเหนือ
       
       สำหรับคนกลุ่มนี้ แม้ศอฉ.และหน่วยงานความมั่นคงจะจัดไว้ในชื่อบัญชีแบล็กลิสต์ลับเฉพาะ แต่คนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ทำให้หน่วยงานความมั่นคงหนักใจที่สุด เพราะหลักฐานที่มี ยากที่จะสาวถึงคนกลุ่มแกนนำความคิดเหล่านี้
       
       ส่วนกลุ่มที่ 3. พวกนักวิชาการไม่เอาเจ้า คนกลุ่มนี้นับว่าอยู่ในที่แจ้ง กว่าคนอื่น นำโดยคนที่มีบทบาทชัดเจนที่สุด 2 คน คือ จักรภพ เพ็ญแข และ ใจ อึ้งภากรณ์ ทั้งสองคนนี้มีแนวคิดไม่เอาเจ้าอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการแสดงความคิดเห็นในเวทีต่างๆ ล้วนบ่งบอกจุดยืนที่ชัดเจนมาโดยตลอด รวมทั้งเป็นผู้เผยแพร่แนวความคิดไม่เอาเจ้าผ่านการยกตัวอย่างประเทศที่มีการล้มเหลวของสถาบันกษัตริย์ ได้แก่ การปฏิวัติฝรั่งเศส,รัสเซีย ในนามโรมานอฟโมเดล,เนปาลโมเดล และล่าสุดยังชู เขมรโมเดลที่มีกษัตริย์เป็นเพียงสัญลักษณ์ ทั้งหมดนี้ส่งผ่านปลายปลายปากกาของทั้งสองนักวิชาการในสื่อคนเสื้อแดง และการเดินสายคุยกับสื่อต่างชาติที่มีเนื้อหาโจมตีสถาบันเบื้องสูงอย่างต่อเนื่อง และขณะนี้ ใจ อึ้งภากรณ์เป็นนักโทษหนีคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่หนีคดีอยู่ ส่วนจักรภพ ก็เป็นนักโทษหนีคดีก่อความวุ่นวายให้กับบ้านเมืองในเดือนเมษายน 2552ในขณะนี้ และภายหลังผันตัวเดินงานล้มเจ้าในต่างประเทศให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ
       
       ซึ่งวันนี้ข้อมูลของพวกเขาก็อยู่ในมือดีเอสไอ และรอจังหวะที่จะดำเนินการที่เหมาะสมต่อไป
       
       "บิ๊กจิ๋ว”ชูสงครามปชช.ต้องเกิด
       
       กลุ่มที่ 4.พวกฝักใฝ่พรรคคอมมิวนิสต์ กลุ่มนี้คนที่แสดงบทบาทชัดเจนมาตลอดได้แก่ สุรชัย แซ่ด่าน แกนนำกลุ่มแดงสยามที่มักจะปรากฎตัวพร้อมใส่หมวกดาวแดงอันแสดงถึงพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน และเผยแพร่แนวความคิดสู่รากหญ้าในทางสนับสนุนแนวทางพรรคคอมมิวนิสต์มาตลอด ท้ายที่สุดได้ดึงคนที่มาใส่หมวกดาวแดงในการออกเดินสายตามเวทีต่างๆ ในภาคอีสานระดับแกนนำด้วย ได้แก่ “พลเอกชวลิต ยงใยยุทธ”ประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย
       
       “ในทางการข่าวรายงานว่า สิ่งที่ บิ๊กจิ๋วเอาพูด โดยเฉพาะตอนไปหาเสียงที่จังหวัดนครพนม คือ เดี๋ยวนี้พึ่งอะไรไม่ได้ อะไรก็พึ่งไม่ได้ เหลือแต่ประชาชนต้องลุกขึ้นมาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง”
       
       แหล่งข่าวความมั่นคงเปิดเผยต่อว่า คำพูดดังกล่าวสื่อในท้องที่ไม่กล้าเอามาลงทั้งหมด ดูได้จากว่าก่อนหน้านั้น พลเอกชวลิต ได้มีการพูดในที่ประชุมลับในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาด้วยความหมายที่ส่อไปถึงการยุให้ประชาชนลุกขึ้นมาทำสงครามประชาชนด้วย
       
       คำพูดมิบังควรดังกล่าว แสดงให้เห็นแนวคิดของ “บิ๊กจิ๋ว” ที่ฝักใฝ่ระบบคอมมิวนิตย์อย่างยิ่งหรือไม่?
       
       ต้องยอมรับว่า แม้บิ๊กจิ๋วนั้น จะมีภาพที่เป็นผู้จงรักภักดีมาโดยตลอด แต่ตัวเขาเองนั้นกลับเป็นผู้ที่เคยชูแนวคิดเรื่องสภาเปรซิเดียม หรือคณะบุคคลที่มีอำนาจตัดสินใจสูงสุดของระบอบการปกครองแบบคอมมิวนิตย์อันเป็นระบบที่มีประธานาธิบดีเป็นประมุขของประเทศ และถูกตำหนิอย่างรุนแรงจาก ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรีในสมัยนั้นมาแล้ว
       
       อีกทั้ง บิ๊กจิ๋ว ในระยะหลังยังเสนอตัวเป็นผู้เดินเกมดึงฟ้าต่ำ โดยการเปิดแถลงข่าวขอเข้าเฝ้าฯ ร่วมกับ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ในช่วงที่กลุ่มคนเสื้อแดง โดยแกนนำ 3 เกลอ วีระ มุสิกพงศ์,ณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ และจตุพร พรหมพันธุ์ กำลังล่ารายชื่อคนเสื้อแดงเพื่อถวายฎีกาเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยมีการล่ารายชื่อตั้งแต่วันที่ 1ก.ค.52 และนัดถวายฎีกาในวันที่ 17 ส.ค.52 ซึ่งการกระทำดังกล่าวได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะผิดธรรมเนียมปฏิบัติ
       
       สื่อรุกวิทยุชุมชน - ออนไลน์หนัก 
       
       สำหรับกลุ่มที่ 5.เป็นกลุ่มสื่อ ถือว่าเป็นกลุ่มอิทธิพลทางความคิดที่ใหญ่พอๆ กับกลุ่มเคลื่อนไหวมวลชน โดยขบวนการล้มเจ้าจากที่ได้มีการวางยุทธศาสตร์ในเชิงรุกและแม่นยำทั้งในเชิงความคิดและการใช้สื่อในเชิงรุกอย่างเป็นระบบมาโดยตลอดทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ โดยมีนักคิด นักเขียน ที่มีทัศนคติที่เป็นอันตรายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นผู้จัดทำเนื้อหาโดยหนังสือที่ทราบกันดี ทั้ง ฟ้าเดียวกัน Voice of Taksinจนมาถึง Red Power ที่ล่าสุดหลังจากถูกสั่งปิด และหลังจากถูกยึดแท่นพิมพ์ แต่ Red Power ก็ยังเดินหน้าจัดพิมพ์สื่อล้มเจ้า โดยไปใช้กัมพูชาเป็นฐานของการผลิต และเข้ามาส่งขายตามแผงทั่วประเทศในจำนวนพิมพ์ 3-5 หมื่นเล่มต่อปักษ์ เป็นต้น รวมถึง ใบปลิว และเอกสารต่างๆ ซึ่งถูกเผยแพร่ในกลุ่มผู้คนเสื้อแดงมาอย่างต่อเนื่อง
       
       "ผู้วางยุทธศาสตร์ของกลุ่มนี้แหลมคมและแม่นยำมาก โน้มน้าวความคิด ด้วยการสื่อคำพูดที่สั้นกระชับ เข้าใจง่าย สุดท้ายนำไปผลิตซ้ำและเผยแพร่ผ่านสื่อในทุกช่องทาง ในช่วงจังหวะที่เหมาะสมและรัฐบาลจะเป็นฝ่ายตั้งรับโดยตลอด”
       
       แหล่งข่าวนัดจัดรายการวิทยุชุมชนในพื้นที่ภาคเหนือ ระบุ พร้อมกล่าวเพิ่มเติมว่า สื่อที่อิทธิพลในพื้นที่ต่างจังหวัดมากที่สุดคือ วิทยุชุมชน เนื่องจากมีช่องโหว่ทางกฎหมาย จัดตั้งได้ง่าย รัฐควบคุมยาก โดยในช่วงแรกจะมีไม่มากนัก แต่ด้วยการได้รับเงินอุดหนุนจากนักการเมืองตระกูลใหญ่ในพื้นที่ภาคเหนือทำให้วิทยุชุมชนเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆและถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อค้ำยันรัฐบาลและแปรเปลี่ยนมาสู่การใช้เป็นเครื่องมือในการล้างสมองในเวลาต่อมา
       
       โดยตั้งแต่ช่วงการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง มีวิทยุชุมชนถูกปิดไปแล้ว 40-50 แห่งจากการดำเนินการของศอฉ.จากทั้งหมดในปัจจุบันมีวิทยุชุมชนกว่า 6,531 สถานี และเป็นที่น่าตกใจเมื่อพบว่ามีเพียง 200 กว่าสถานีเท่านั้น ที่เป็นวิทยุชุมชนอย่างแท้จริงที่ไม่มีโฆษณาและไม่เป็นเครื่องมือทางการเมือง
       
       นอกจากรูปแบบการใช้วิทยุชุมนุมที่ขณะนี้สามารถครองใจมวลชนชาวรากหญ้าได้แล้ว จึงมีการใช้สื่อประเภทอื่น อันได้แก่อินเตอร์เนต ทั้งการปล่อยคลิป ทำเวปไซต์ หรือ สื่อสังคมในโลกออนไลน์อย่างเฟซบุ๊คเพื่อหวังผลในวงกว้างและโน้มน้าวใจชนชั้นกลางในสังคมให้เข้ามาเป็นพวก
       
       อย่างไรก็ดี กลุ่มอิทธิพลสื่อที่เป็นกลุ่มหลักในเรื่องของวิทยุชุมชนนั้น นอกจากที่อุดรธานี ที่นำโดย ขวัญชัย ไพรพนา แล้ว คนที่มีบทบาทในการเคลื่อนไหวมากที่สุดอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 นำโดย เพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุล และดีเจอ้อม กัญญาภักดิ์ มณีจักร เป็นตัวแกนนำระดับบิ๊ก โดยทั้ง 2 คนนี้ภายหลังมีชื่อเอี่ยวว่าเป็นผู้ที่จัดหานักรบไปฝึกเป็นกองกำลังนักรบดำที่ประเทศกัมพูชา กว่า 39 คน ซึ่งขณะนี้ศอฉ.ได้เตรียมขยายการจับกุมเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว
       
       กลุ่มสื่อนี้ เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่หน่วยงานด้านความมั่นคงหนักใจมาก เนื่องจากสื่อสามารถปิดแล้วเปิดใหม่ในช่องทางอื่นๆ ได้ เช่น Red Power ที่ตอนนี้ไปพิมพ์ที่ประเทศกัมพูชา หรือเวปไซด์หมิ่นพระบรมเดชานุภาพต่างๆ ที่แม้ถูกกระทรวงไอซีทีบล็อก แต่คล้อยหลังแค่ 6 ชั่วโมงก็สามารถเปิดขึ้นใหม่ได้ทันที โดยคนที่กระทำการอุกอาจเหล่านี้มักใช้ต่างประเทศเป็นฐานในการเปิดเวปไซต์หมิ่นฯ ที่ภาครัฐตามเอาผิดได้ยาก
       
       ใช้ “ครู-พระ”
       เดินสายเป่าหูมวลชนล้มเจ้า
       
       โดยกลุ่มที่6.เป็นกลุ่มเคลื่อนไหวมวลชน กลุ่มนี้ คนที่มีบทบาทชัดเจนในการขับเคลื่อนนปช.หรือกลุ่มคนเสื้อแดง และเผยแพร่แนวคิดด้านการไม่เอาเจ้ามาตลอดนั้น นำโดย 3 เกลอ คือ วีระ ณัฐวุฒิ และจตุพร ซึ่งผู้จัดการ360 องศารายสัปดาห์ ได้เคยเปิดเผยมาแล้วด้วยว่า เบื้องหลังเวที นปช.นั้นยังมีคนระดับแกนนำรวม 20 คน ซึ่งรวมทั้ง นพ.เหวง โตจิราการ,ธิดา ถาวรเศรษฐ์,วิภูแถลง พัฒนภูมิไทย,ขวัญชัย ไพรพนา,เจ๋ง ดอกจิก,ขวัญชัย ไพรพนา และอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง ฯลฯ ซึ่งขณะนี้แกนนำนปช.บางส่วนติดอยู่ในคุก และหลายคนได้หนีคดีไปยังประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะ ขวัญชัย ไพรพนา และอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง ฯลฯ สำหรับจตุพร พรหมพันธุ์นั้น ถือว่าเป็นเพียงหนึ่งเดียวในแกนนำนปช.ที่ไม่ต้องหนีระหกระเหิน แถมยังลอยหน้าลอยตาอยู่ในสังคมได้ เพราะมีเอกสิทธิ์ของส.ส.คุ้มกัน
       
       เมื่อแกนนำนปช.รุ่นแรกมีอันต้องระเห็จระเหินกันไป แกนนำ นปช.รุ่น 2 ที่มาเคลื่อนไหวมวลชนแทนได้แก่ สมยศ พฤกษาเกษมสุข และ บก.ลายจุด สมบัติ บุญงามอนงค์ ที่กำลังเดินสายจัดกิจกรรมนปช.ทั้งในส่วนกลางและระดับพื้นที่
       
       เมื่อรวมกับการปลูกฝังแนวคิด ไม่เอาเจ้าของ โรงเรียน นปช.และส.ส.บางคนในพรรคเพื่อไทยทำให้ ขณะนี้การเคลื่อนไหวมวลชนของคนเสื้อแดงในลักษณะไม่เอาเจ้ากระจายไปทั่วในทุกจังหวัดภาคอีสานและรุนแรงมาก
       
       อวยชัย วะทา ประธานแนวร่วมองค์กรวิชาชีพครูภาคอีสาน เปิดเผยว่า ขณะนี้กระบวนการล้มเจ้าในภาคอีสานและเหนือ ถือว่ามีการกระทำกันอย่างไม่เกรงขาม และอุกอาจมาก โดยเริ่มแรก แนวคิดนี้จะมาจากส.ส.พรรคเพื่อไทยและแกนนำในระดับพื้นที่ ที่จะส่งต่อแนวคิดไปยังกลุ่มรากหญ้าต่างๆ โดยเริ่มจากกลุ่มผู้มีอิทธิพลทางความคิด ทั้งองค์กรครู และพระ
       
       “ทั้งครูและพระ ขณะนี้เดินสายไปพบประชาชนตามบ้าน มีการพูดกันว่า มีคนไม่เอาทักษิณ เป็นคนทำให้ทักษิณอยู่ในประเทศไทยไม่ได้ เป็นคนรังแกทักษิณ แน่จริงต้องให้คนนั้นมาสมัครรับเลือกตั้งแข่งกับทักษิณ ดูซิว่าใครจะชนะ มีการพูดกันถึงขั้นนี้”
       
       ที่น่าเป็นห่วงคือ ขณะนี้ในจังหวัดภาคอีสาน มีคนฟังแนวคิดนี้ และเชื่อจำนวนมาก แถมยังขยายไปสู่เขตอำเภอรอบนอกในเกือบทุกจังหวัดภาคอีสานแล้ว ยกเว้นเขตเมืองที่กลุ่มนี้ยังไม่กล้ามากนัก และในเขตพื้นที่ของพรรคภูมิใจไทยที่จะมีขบวนการนี้น้อยกว่าเขตพื้นที่อื่นๆ
       
       กลุ่มนี้นับว่าสร้างความหนักใจให้กับฝ่ายความมั่นคงมากที่สุด เพราะเป็นการเผยแพร่แนวความคิดให้สนับสนุนรัฐไทยใหม่ โดยอาศัยกลุ่มผู้มีอิทธิพลทางความคิดกับประชาชนรากหญ้า ซึ่งแม้เป็นการพูดโกหก แต่การพูดย้ำ ด้วยภาษาพูดสั้นๆ ซ้ำไปซ้ำมา สุดท้ายก็สามารถเปลี่ยนความคิดคนได้เช่นกัน
       
       7.กลุ่มทุนหรือท่อน้ำเลี้ยงแดง กลุ่มทุนหรือท่อน้ำเลี้ยงคนเสื้อแดงนั้น ที่ผ่านมาได้ถูก ศูนย์อำนวยการสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ.สั่งหยุดธุรกรรมทางการเงินใน 83 รายชื่อซึ่งมีการเคลื่อนไหวทางบัญชีที่ผิดปกติในช่วงการก่อความไม่สงบของกลุ่มคนเสื้อแดง ในรายชื่อ 83 รายชื่อนั้น มีทั้งนักการเมือง และนักธุรกิจหลายราย รวมถึงนักวิชการฝักใฝ่แดงหลายคนด้วย
       
       อย่างไรก็ดี ในด้านความมั่นคงแล้ว แหล่งข่าวย้ำว่า กลุ่มทุนนี้มีลักษณะที่แตกต่างออกไปจากกลุ่มเคลื่อนไหวมวลชน เนื่องจากหลายคนทำเพราะต้องการผลประโยชน์เฉพาะหน้ากับ พ.ต.ท.ทักษิณ มากกว่าจะมุ่งร้ายต่อสถาบัน เช่น เป็นทางผ่านเงินให้ทักษิณ แต่จ่ายให้กลุ่มคนเสื้อแดงน้อยกว่าที่ได้รับมาเป็นต้น จึงไม่ได้ทำให้ฝ่ายความมั่นคงไม่ห่วงมากนัก เพราะเชื่อว่าคนกลุ่มนี้ท้ายที่สุดแล้วก็ไม่ได้อยากให้ พ.ต.ท.ทักษิณกลับมาด้วยซ้ำ
       
       เครือญาติสร้างมิติ
       ดันทักษิณเป็น “เทพ”
       
       โดยกลุ่มที่ 8.เป็นกลุ่มเครือญาติ ซึ่งเป็นตัวแทนให้พ.ต.ท.ทักษิณทั้งทางด้านบริหารงานพรรคเพื่อไทยแทน คือ 2 สามีภรรยา “เยาวภา และสมชาย วงศ์สวัสดิ์” เดินสายบวงสรวงและนมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามสถานที่ต่างๆ ที่ฮือฮาที่สุด คือครั้งที่ 2 สามีภรรยาได้เดินทางไปทำบุญที่จังหวัดนครศรีธรรมราชแทน พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งมีการเข้ากราบไหว้พระสำคัญของเมืองนครศรีธรรมราช นมัสการศาลหลักเมือง อีกทั้งยังเดินทางไปวัดเขาขุนพนม เพื่อเข้าร่วมพิธีบวงสรวงรูปหล่อพระเจ้าตากสิน ภายหลังมีการยิงปืนเอสเคจำนวน 21 นัด ซึ่งเสียงปืน 21 นัดนั้นปกติเรียกว่าเป็นการยิงสลุตในงานพระราชพิธีสำคัญเท่านั้น
       
       ความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์นี้ ได้ถูกนำมาใช้ในการสร้างความเป็น “เทพ”ให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณด้วย โดยก่อนหน้านี้กลุ่มขบวนการทักษิณพยายามที่จะบอกว่าทักษิณเป็น พระเจ้าตากสินมาเกิด และมีการเปลี่ยนการเขียนชื่อภาษาอังกฤษของ พ.ต.ท.ทักษิณ จาก Thaksin เป็น Taksin เพื่อให้คล้องกับพระนามพระเจ้าตากสินมหาราชด้วย
       
       อีกทั้งยังมีความพยายามวาดรูป “พญากือนา” กษัตริย์องค์ที่ 6 ของราชวงศ์เม็งราย ให้มีรูปหน้าเหลี่ยมคล้ายทักษิณ และมีการหล่อรูปปั้นพระพุทธรูป “ชินวัตรมุณี”ปางหน้าเหลี่ยม ในวัดแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรีด้วย
       
       นอกจากนี้ในช่วงใกล้เคียงกัน พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร ยังได้เป็นประธานในพิธีทำบุญสืบชะตาให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่วัดอุโมงค์ จังหวัดเชียงใหม่ โดยในการทำพิธีนี้ มีการเข้าทรงและบอกว่า พ.ต.ท.ทักษิณ มีอดีตชาติที่เคยเป็น “พระเจ้ามูลเมือง” หรือ “เจ้าษิณ” ปกครองหัวเมืองล้านนามาก่อนด้วย
       
       สำหรับกลุ่มที่ 9. เป็นแนวรบต่างประเทศ ถือเป็นอีกความเคลื่อนไหวหนึ่ง ที่ถูกนำมาใช้อย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุจากข้อได้เปรียบที่กฏหมายไทยไม่สามารถที่จะดำเนินการได้สะดวก หรือวิธีการขั้นตอนที่สามารถทำได้ยาก ในช่วงแรกของการหลบหนีไปพำนักต่างประเทศ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ว่าจ้างบริษัทลอบบี้ยิสต์ที่มีอิทธิพลสูงในการโน้มน้าวสื่อมาให้ความสนใจและสัมภาษณ์เขามาได้โดยตลอด ซึ่งเป็นฝีมือของ บ.บาร์เบอร์ กริฟฟิธ แอนด์ โรเจอร์จำกัด บ.เบเกอร์ บ๊อทส์จำกัด ซึ่งมีความสนิสนมกับสมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ
       
       รวมถึง การปล่อยคลิปในต่างประเทศ ตัวอย่างเช่น การปล่อยข่าวอัปมงคลที่ถูกนำไปนำเสนอผ่านสื่อต่างประเทศอย่างสำนักข่าวบลูมเบิร์กเมื่อวันที่ 14.ต.ค.52 จนทำให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยยตกลงไปกว่า 32.28 จุด หรือ การปล่อยคลิปดิสเครดิตรศาลรัฐธรรมนูญที่ถูกปล่อยมาจากเกาะฮ่องกง
       
       ยังมีการว่าจ้าง โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ที่ปรึกษาด้านกฎหมายระหว่างประเทศ ที่ให้คำปรึกษาแก่พ.ต.ท.ทักษิณและดูแลคดีความของกลุมคนเสื้อแดง ซึ่งบริษัทต่างชาติเหล่านี้แม้ว่าบทบาทจะไม่เกี่ยวข้องกับขบวนการล้มเจ้าในประเทศไทยโดยตรง แต่บริษัทเหล่านี้ถูกระบุว่าได้ทำงานให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ในแง่ของการให้ข้อมูลร้ายกับประเทศไทยเป็นหลัก
       
       “มาร์ค”จุดอ่อน
       ขจัดกระบวนการล้มเจ้า
       
       อย่างไรก็ตาม กลุ่มขบวนการล้มเจ้าล้มสถาบันในเมืองไทยได้ขยายวงไปอย่างกว้างขวางอย่างมากและได้มีการปลูกฝังความคิดความเชื่อที่รุนแรง กระทั่งมีการกระทำที่มิบังควรในระดับครัวเรือน หลายครัวเรือนในภาคอีสานในกรณี “ปลดรูป”ลงจากฝาผนังก็เป็นเรื่องจริง ที่หน่วยงานรัฐด้านความมั่นคงทุกหน่วยงานต่างรู้ดี และเป็นห่วงภาพกว้างของการทำงานต่อต้านขบวนการล้มเจ้าในเชิงรุกจากรัฐบาลอย่างมาก
       
       “ที่น่าเป็นห่วงคือ ข้าราชการในพื้นที่ ไม่ว่าจะหน่วยงานไหน กลับไม่มีผู้ออกมาปกป้องสถาบันเลย อยากบอกว่าประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลต่อไป ขบวนการเหล่านี้จะเหิมเกริม และยิ่งใหญ่กว่านี้มาก เพราะตั้งแต่ประชาธิปัตย์มาไม่ได้ให้ความสนใจในการแก้ปัญหานี้อย่างเร่งด่วน อีกทั้งความที่ไม่กล้าลงพื้นที่ภาคอีสานและเหนือทำให้กลุ่มขบวนการนี้ยิ่งแผ่ขยายไปอย่างรวดเร็ว” ประธานแนวร่วมองค์กรครูภาคอีสานกล่าว
       
       เช่นเดียวกับข้อมูลของแหล่งข่าวความมั่นคง ที่เปิดเผยว่า ขณะนี้ขบวนการล้มเจ้าได้ขยายวงไปสู่รากหญ้าอย่างกว้างขวางมาก ซึ่งคนระดับแกนนำความคิดไม่จำเป็นต้องลงมาเคลื่อนไหวในระดับพื้นที่เอง เพราะได้เผยแพร่แนวความคิดในระดับย่อยลงไป จากมันสมอง ไปสู่แกนนำเสื้อแดงระดับจังหวัด และลงสู่กลุ่มอิทธิพลทางความคิด โดยเน้นเผยแพร่ผ่านทางครู และพระ ซึ่งปัญหาคือภาครัฐบาล โดยเฉพาะรัฐบาลประชาธิปัตย์นั้นถือว่าเดินเกมรองกลุ่มขบวนการล้มเจ้า
       
       “เดี๋ยวนี้รัฐบาลสู้สมัยก่อนไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องงานมวลชน ต้องเร็ว และเด็ดขาด มีวิธีจัดการที่หลากหลาย เพราะบางอย่างใช้อำนาจทางกฎหมายจัดการไม่ได้ แต่ต้องใช้งานมวลชนเล่นงานคนกลุ่มนี้แทน แต่รัฐบาลทุกวันนี้นอกจากไม่กล้าแล้ว ยังทำงานช้า และยึดกฎหมายอย่างเดียว ไม่สนใจงานมวลชน ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปขบวนการล้มเจ้าจะยิ่งเข้มแข็งขึ้น ซึ่งน่าเป็นห่วงมาก”แหล่งข่าวด้านความมั่นคง กล่าว
       
       อย่างไรก็ดีรัฐบาลอภิสิทธิ์ ได้ตระหนักถึงปัญหาของขบวนการล้มเจ้าที่พยามยามล้างสมองคนไทยจึงได้สั่งการให้กระทรวง ทบวงกรม และหน่วยงานรัฐต่างๆ จัดทำโครงการปลูกฝังให้เด็กและเยาชน รวมทั้งประชาชนเห็นถึงความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่มีคุณูปการต่อประเทศไทยมาจนทุกวันนี้
       
       ***********
       
       4 กระทรวงหลักเร่งบูรณาการ
       ต้าน 'ล้มเจ้า'ล้างสมองคนไทย!
       
       4 กระทรวงใหญ่ นำร่องดึงหลากหลายโครงการต้าน “ขบวนการล้มเจ้า” โดยเน้นป้องปรามสื่อไอซีทีที่ผิดกฎหมาย พร้อมกำหนดยุทธศาสตร์เป็นรูปธรรม 3 ระยะและเริ่มลงมือปฏิบัติการแล้ว ระบุกลุ่มเป้าหมายสำคัญคือเยาวชน ชุมชนทั่วประเทศเพราะเคยเป็นกลุ่มที่ขบวนการล้มเจ้าเข้าไปป้อนข้อมูลแบบผิดๆ คาดอนาคตโครงการนี้จะขยายสู่ทุกกระทรวง
       
       ขบวนการล้มเจ้าเป็นที่กล่าวขวัญกันมากในช่วงปี 2552 เป็นต้นมา ขบวนการเหล่านี้มีรูปแบบการโฆษณาชวนเชื่อหลากหลาย โดยผ่านหลายช่องทางโดยเฉพาะในช่วงที่ธุรกิจดอทคอมเติบโต คนกลุ่มนี้ก็ฉวยโอกาส “ปล่อยข่าว - เผยข้อมูลเท็จ”ผ่านสื่อไอซีทีจนคนในโลกไซเบอร์นับล้านๆคนที่ได้รับข้อมูลเกิดความสับสนว่าข่าวนั้นเป็นจริงหรือเท็จ
       
       3 กระทรวงใหญ่จับมือปิดเส้นทาง “ขบวนการร้าย”
       
       ความเติบโตของขบวนการดังกล่าวเป็นไปอย่างเงียบๆจนกระทั่งช่วงการเมืองที่ร้อนระอุมีผู้ออกมาเปิดเผยถึงขบวนการดังกล่าวพร้อมๆกับการปิดถนนประท้วงของกลุ่มคนเสื้อแดงซึ่งหลายๆคนเชื่อว่ามีขบวนการเหล่านี้แอบแฝงอยู่ พร้อมกันนั้นขบวนการล้มเจ้าก็เริ่มใช้สื่อไอซีทีปล่อยข่าว ปลูกฝังทัศนคติที่เป็นอันตรายกันอย่างโจ่งครึ้มจนหน่วยงานที่รับผิดชอบอย่างกระทรวงไอซีทีต้องออกมากำหนดทิศทางการทำงานเพื่อป้องปรามขบวนการดังกล่าว
       
       วิบูลย์ทัต สุทันธนกิตติ์ รองปลัด กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร บอกกับ “ผู้จัดการ 360 องศารายสัปดาห์”ว่าคนไทยทุกคนมีหน้าที่ที่จะต้องเทิดทูนสถาบันหลักของชาติ โดยเฉพาะข้าราชการนั้นจะต้องทำหน้าที่นี้หนักเป็นสองเท่าของคนทั่วไป ที่ผ่านมามีกลุ่มคนผู้ไม่หวังดีกับประเทศชาติปล่อยข่าวลือผ่านอินเทอร์เน็ตมากมายสร้างความสับสนวุ่นวาย สร้างความเข้าใจผิดและปลูกฝังทัศนคติที่เป็นอันตรายต่อสถาบันหลักของชาติ ซึ่งหากเราไม่ลงมือป้องกันและปราบปรามแล้วกลุ่มคนเหล่านี้ก็จะปฏิบัติการอุกอาจตอ่ไป
       
       สำหรับแนวนโยบายของกระทรวงไอซีทีในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ได้กำหนดยุทธ์ศาสตร์การแก้ไขปัญหาใน 3 ระยะ คือระยะแรก ได้ตกลงความร่วมมือกับกระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงยุติธรรม เพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยได้มีการบูรณาการความร่วมมือและประสานงานทั้งด้านนโยบายและการปฏิบัติงานเพื่อให้เกิดการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยได้มีการกำหนดแนวทางความร่วมมือตามข้อตกลง 3 กระทรวงไว้ 4 ข้อหลักๆ คือ 1.กำหนดนโยบายและปฏิบัติการตามกฎหมายและภารกิจของกระทรวง 2.สนับสนุน ประสานงาน แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร สนับสนุนเครื่องมือ อุปกรณ์ กำลังเจ้าหน้าที่ และผู้ปฏิบัติงานในระหว่างหน่วยงานของแต่ละกระทรวงและหน่วยงานภาคี รวมทั้งการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่และผู้ปฏิบัติงานของแต่ละกระทรวงและหน่วยงานภาคีเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการตามกฎหมายของแต่ละกระทรวงโดยเร็ว
       
       3.สนับสนุนและประสานงานกันในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายของแต่ละกระทรวงเพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายและการปฏิบัติงานของแต่ละกระทรวงและการปฏิบัติงานร่วมกันตามบันทึกข้อตกลงนี้ และ 4.จัดการประชุมประสานงานทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติการเพื่อให้เกิดการประสานงานที่ดีระหว่างกัน 
       
       ระยะกลาง กำหนดใให้มีการตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจที่มีความสามารถทั้งในด้านกฎหมาย ด้านวัฒนธรรม ด้านสืบสวนสอบสวนจากแต่ละกระทรวงให้มาดำเนินงานร่วมกัน โดยตรวจสอบคุณสมบัติพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งเคยได้รับแต่งตั้งแล้ว และสอบถามถึงความพร้อมที่จะเข้ามาร่วมดำเนินการในคณะทำงานรวมถึงจัดให้มีสถานที่กลางสำหรับประชุมหารือของคณะทำงานเฉพาะกิจ และให้มีการประชุมเป็นประจำเพื่อดำเนินงานร่วมกัน ส่วนการแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 นั้น จะมีการฝึกอบรมเพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพก่อนมีการ ลงนามแต่งตั้ง
       
       ตั้ง “ลูกเสือ ไซเบอร์”คัดกรองข้อมูล
       
       พร้อมกันนี้ยังสนับสนุนให้มีอาสาสมัครเข้ามาปฏิบัติงานหรือที่เรียกว่า “ไซเบอร์สเก๊าท์” โดยนำบุคคลที่มีความสมัครใจเข้ามาปฏิบัติหน้าที่คัดกรอง และรวบรวมข้อมูลเบื้องต้นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องผิดกฎหมาย กระทบต่อสถาบันหลักของชาติ สื่อลามกอนาจาร การพนันออนไลน์ ยาเสพติด อาหาร ยา และอื่นๆ แล้วส่งให้กระทรวงฯ เพื่อพิจารณาดำเนินการ ซึ่งกระทรวงไอซีที สามารถดำเนินการผ่านโครงการศูนย์การเรียนรู้ ICT ชุมชน ที่มีอยู่ทั่วประเทศได้ โดยให้มีการรับอาสาสมัครจากภาคส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ทหาร สมาคมคอมพิวเตอร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมอื่นๆ และอาสาสมัครในเครือข่ายของกระทรวงวัฒนธรรม ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการคัดกรองและรวบรวมข้อมูลเบื้องต้น รวมทั้งให้ใช้ช่องทางสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม “ยุติธรรม แชนแนล” ของกระทรวงยุติธรรม ในการสร้างเครือข่าย ตลอดจนการประชาสัมพันธ์การดำเนินงานด้วย
       
       ระยะยาว มีการจัดตั้งระบบไอทีในพื้นที่ทั่วประเทศ โดยจะให้ผู้ดูแลศูนย์ที่ผ่านการฝึกอบรมแบบทวีคูณของกระทรวงเป็นผู้ดูแลแนะนำให้ประชาชนที่เข้ามาหาความรู้นั้นได้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ตอย่างแท้จริง 
       
       “เราได้มีการสอดแทรกเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับสถาบันหลักของชาติ เพื่อสร้างจิตสำนึกแห่งความรักชาติ ศาสนาพระมหากษัตริย์ให้กับประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งลักษณะดังกล่าวนี้จะมีรูปแบบเหมือนการให้ข้อมูลของขบวนการล้มเจ้านั่นเอง”
       
       อย่างไรก็ความร่วมมือตามโครงการนี้จะขยายไปสู่กระทรวงหลักๆอย่างกระทรวงศึกษาธิการซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบในการดูแลเยาวชน กระทรวงเกษตรฯที่ดูแลภาคเกษตรกรต่อไป โดยมุ่งเน้นการปลุกจิตสำนึกผ่านโครงการดีๆของแต่ละกระทรวงที่คิดขึ้น
       
       กระทรวงศึกษาฯ - เกษตรฯ เป้าหมายต่อไป
       
       ขณะที่ ชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ บอกว่าการดำเนินงานเพื่อเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ในส่วนของกระทรวงนั้นได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเพราะเราเป็นหน่วยงานหนึ่งที่มีหน้าที่ในการอบรมเด็กและเยาวชนให้มีทั้งความรู้ทางวิชาการและในเรื่องคุณธรรมจริยธรรม ความกตัญญูกตเวที ผู้มีพระคุณและสถาบันหลักของชาติ
       
       “กระทรวงศึกษาฯได้จัดโครงการ กิจกรรมต่างๆเพื่อปลุกจิตสำนึกให้เยาวชนเห็นความสำคัญของสถาบันหลักของชาติ โดยขณะนี้มีโครงการต่างๆนับร้อยโครงการแต่ทุกหน่วยงานในกระทรวงจะน้อมนำหลักประชาญาเศรษญกิจพอเพียงเป็นโครงการเด่นโดยนำเข้าสู่กระบวนการเรียนการสอนอย่างเต็มรูปแบบ ส่วนโครงการอื่นๆจะเป็นแนวคิดของแต่ละหน่วยงานซึ่งจะมีรูปแบบที่หลากหลายแตกต่างกันแต่จะมีหัวใจหลักอยู่ที่ “การปลุกจิตสำนึกในการรักและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นหลัก” 
       
       *************
       
       ขบวนการล้มเจ้าปรับกระบวนยุทธ
       เล่นทุกรูปแบบทั้งใน-นอกประเทศ 
       
       ขบวนการล้มเจ้า ถือว่ามีการใช้กระบวนการทุกรูปแบบที่น่ากลัวคือการแฝงตัวอยู่ในกลุ่มคนเสื้อแดงและพยายามต่อสู้เพื่อเอาชนะโดยเฉพาะการปล่อยข้อมูลผ่านระบบอินเตอร์เนต ในกรณีคลิปดิสเครดิตศาลรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะคลิปแรกที่ถูกปล่อยมานั้นมีความพยายามพาดพิงไปยัง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีโดยตรงซึ่งโดยข้อเท็จจริงนั้นพล.อ.เปรมได้เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลของมูลนิธิสัญญาธรรมศักดิ์ ซึ่งที่ถือว่าเป็นกระบวนการที่ทำลายเสาหลักของประเทศอย่างกระบวนการยุติธรรมซึ่งทราบกันดีว่ากระทำการภายใต้พระปรมาภิไธย
       
       นอกจากนี้ ยังมีการสร้างเครือข่ายสังคมในโลกอินเตอร์เนตซึ่งสามารถทำได้ง่ายดายและรวดเร็ว รวมถึงเว๊บไซต์ต่างๆที่ยังคงพบเห็นได้ในโลกอินเตอร์จากเดิมที่มีเพียง มนุษยดอทคอม สำนักคิดไทยใหม่ ชุมชนฟ้าเดียวกัน ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นชุมชนคนเหมือนกัน ( www.weareallhuman.info ) แล้ว รวมถึงการปล่อยข้อมูลในอดีตที่มีการเปลี่ยนสื่อสิ่งพิมพ์มาสู่สื่อออนไลน์ทั้งการปล่อย”สมุดปกเหลือง” การเผยแพร่ข้อเขียนในหนังสือking never smile หรือ คลิปเสียงของ อ. ชีพ ชูชัย ที่มีเนื้อหาลอบปลงพระชนม์รัชกาลที่ 8 กับ ปรีดิ์ พนมยงค์และพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งต่อมาถูกนำมาเผยแพร่ในเครือข่ายอินเตอร์เนตเป็นวงกว้าง 
       
       รวมถึง การใช้วิทยุชุมชนที่มีทั่วประเทศกว่า 6,000 แห่ง นั้นสามารถแทรกซึมความคิดที่เป็นอันตรายต่อสถาบันได้อย่างไม่ยากนัก เนื่องจากการยากต่อการตรวจสอบจากภาครัฐ หรือการจัดตั้งสถานีทำได้ง่าย จึงทำให้เกิดผู้จัดที่ขึ้นชื่อในกลุ่มขบวนการล้มเจ้าอย่าง เพชรวรรต วัฒนพงศศิริกุล แห่งวิทยุชุมชนคลื่นเอฟเอ็ม92.5 และรายอื่นๆอีกจำนวนไม่น้อย 
       
       ทั้งนี้ การที่ขบวนการล้มเจ้ายังคงเติบโตขึ้นต้องย้อนไปในอดีตในช่วงการต่อสู้ของลัทธิคอมมิวนิสต์และ ระบอบประชาธิปไตย และสภาพการเมืองไทยผ่านเหตุการณ์ขัดแย้งทางสังคมอย่างรุนแรงจึงทำให้เกิดบรรดานักคิด นักยุทธศาสตร์คนสำคัญมากมายจากเหตุการณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 6 ตุลาคม 2519 หรือ พฤษภาคม 2535 หลายคนเข้าสู่ถนนการเมืองและบางส่วนยังคงยึดแนวคิดการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ และยังคงมีบทบาทมากในปัจจุบัน 
       
       จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์รัฐประหารรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549 โดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) และมีการปล่อยข่าวเท็จว่าการทำรัฐประหารในครั้งนั้นมีสถาบันฯอยู่เบื้องหลังและมีการนำข้อมูลเท็จนี้ไปใช้ในการชักจูงปลุกระดมมวลชนด้วย 
       
       อย่างไรก็ตาม แม้ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะพยายามตามกวาดล้างก็พบว่ายังยากที่จะดำเนินการโดยเฉพาะในสื่ออินเตอร์เนต ทั้งเว็บไซต์ หรือ สื่อเครือข่ายสังคมอย่างเฟซบุ๊ค ที่พบว่ากลุ่มขบวนการล้มเจ้าใช้เวลาในการจดตั้งเว๊บไซต์หรือกลุ่มใหม่เพียงระยะเวลาไม่กี่ชั่วโมง เนื่องจากมีการสำรองข้อมูลไว้พร้อมที่จะหลบหนีและตั้งกลุ่มใหม่ได้ในทันที นอกจากนี้ ระบบแม่ข่ายหรือเซิร์ฟเวอร์ หรือ การเผยแพร่ได้ใช้วิธีการที่ยากต่อการดำเนินการด้วยการเผยแพร่ในต่างประเทศ อาทิ ประเทศฮ่องกง หมูเกาะฮาวาย เป็นต้น ดังนั้น การที่กวาดล้างหรือตามจับกุมกลุ่มผู้ที่กระทำผิดจึงเป็นเรื่องที่ดำเนินการได้ยากมากขึ้น เนื่องจากกลุ่มบุคคลเหล่านี้มีการปรับเปลี่ยนวิธีการและรูปแบบมาโดยตลอด ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการช่วยกันปกป้องสถาบันพระมหากษตริย์กันอย่างจริงจังเสียที... 
       
       ***************
       
       หวั่น! เยาวชนห่างไกลสถาบันฯ
       เร่งสร้าง'ความรู้-รัก'สถาบันฯอย่างยั่งยืน
       
       เปิดการเรียนรู้-รักสถาบัน ผ่านมูลนิธิฯ และองค์กร กระจายโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เจาะกลุ่มชุมชนใช้ 'กิจกรรม-นิทรรศการ-สัมนา-ปฏิบัติจริง-ลงพื้นที่-ย่อยความรู้'-อย่างง่าย หวังสร้างความรู้ เสริมข้อเท็จจริง นำความรักกลับสู่สถาบันฯอย่างยั่งยืน ด้านสำนักงาน กปร. หวั่นเยาวชนอนาคตชาติ ‘มีความรู้น้อย-ห่างไกล’-สถาบันพระมหากษัตริย์ เร่งสร้างความรู้ กระตุ้นความสนใจผ่านกิจกรรม
       
       ปัจจุบันมีกลุ่มคนผู้ไม่หวังดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์พยายามให้ข้อมูลที่บิดเบือนจากความเป็นจริง เพื่อหวังบ่อนทำลาย ล้างสมองและบั่นทอนความจงรักภักดีที่ประชาชนมีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ให้แปรเปลี่ยน โดยวิธีการให้ข้อมูลผ่านช่องทางต่างๆ ซึ่งแท้ที่จริงแล้วพระราชกรณียกิจ และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเป็นส่วนหนึ่งที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความประสงค์ ความเสียสละที่พระองค์ทรงตรากตรำเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและประเทศชาติอย่างแท้จริง
       
       เร่งสร้างความรู้สู่เยาวชน
       
       ศศิพร ปาณิกบุตร นักวิเคราะห์นโยบายและแผนระดับชำนาญการณ์พิเศษ สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.)กล่าวว่าทางสำนักงาน กปร.ได้ทำการประชาสัมพันธ์โครงการในพระราชดำริต่างๆ ผ่านทางสื่อวิทยุ, โทรทัศน์, เว็บไซต์, สื่อสิ่งพิมพ์, วารสาร, สารคดีเทิดพระเกียรติ, โปสเตอร์ ฯลฯ อย่างต่อเนื่อง เช่น รายการพอเพียง เพื่อเพียงพอ, 365 สร้างสุขเพื่อแผ่นดิน เป็นต้น เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่ประชาชนโดยทั่วไป พร้อมทั้งในรายการได้มีการจัดกิจกรรม เพื่อเชิญชวนให้ประชาชนเข้าเยี่ยมโครงการในพื้นที่จริงอีกด้วย 
       
       “โครงการสื่อมวลชนสัญจรเป็นอีกหนึ่งโครงการที่ทางสำนักงาน กปร.ทำอย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลายาวนาน ปีละประมาณ 3-6 ครั้ง โดยเชิญสื่อมวลชนทุกแขนงเข้าเยี่ยมชมงานในพระราชดำริโดยตรง พร้อมพูดคุยกับชาวบ้าน สัมผัสกับตัวโครงการจริง ในพื้นที่จริง เพื่อแจ้งความคืบหน้าของโครงการ ความสำเร็จของโครงการ ประโยชน์ของโครงการ รวมถึงการให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ทั้งเป็นการกระจายข้อมูลสู่ประชาชนอีกด้วย” 
       
       ซึ่งการจัดการโครงการ การจัดอบรม การประกวดและประชาสัมพันธ์จะเน้นกรอบของเหตุการณ์ และเวลาเป็นหลักตามความเหมาะสม เช่น วันเฉลิมพระพรรษา, วันสำคัญต่างๆ , เหตุการณ์, ความเคลื่อนไหวของโครงการ เป็นต้น 
       
       อย่างไรก็ตามในอดีตสำนัก กปร.ยังได้ให้การสนับสนุนส่งเสริมหน่วยงานภาคเอกชนต่างๆ เช่น โคคา-โคล่า, ฮอนด้า ในการจัดกิจกรรม อบรม ฯลฯโครงการที่ส่งเสริมให้เยาวชน ประชาชน เกิดความรู้ความเข้าใจ และตระหนักถึงความสำคัญของโครงการในพระราชดำริ 
       
       แต่เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาสำนักงาน กปร.ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของเยาวชนมากยิ่งขึ้น เนื่องจากเยาวชนเป็นรากฐานสำคัญของประเทศชาติ แต่เยาวชนกลับยังไม่ค่อนข้างมีความรู้ ความสนใจ และได้สัมผัสเรื่องราวเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์น้อย ห่างไกลสถาบันฯ ประจวบกับสำนักงานฯยังเป็นผู้มีความรู้ ความชำนาญ และความเชี่ยวชาญในเรื่องโครงการพระราชดำริเป็นอย่างยิ่ง จึงได้จัดโครงการอบรม “โครงการค่ายเยาวชนรู้งานสืบสานพระดำริ” ขึ้น 
       
       โดยให้ตัวแทนเยาวชนจำนวน 4 คน ต่อสถาบันในระดับอุดมศึกษาทั่วทุกภูมิภาค จากหลายสถาบันได้เข้าร่วมอบรม ทำกิจกรรม ศึกษาและดูงาน พร้อมปฏิบัติงานจริงเพื่อเรียนรู้และสร้างความเข้าใจถึงความสำคัญและประโยชน์เกี่ยวกับพระราชกรณียกิจ พระมหากรุณาธิคุณ และพระราชดำริที่ได้พระราชทานความช่วยเหลือผ่านโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ต่างๆ ได้อย่างถูกต้องลึกซึ้ง 
       
       “เยาวชนที่เข้าร่วมโครงการฯจะได้ความรู้แบบบูรณาการ พร้อมนำแนวทางไปต่อยอดในการดำเนินชีวิต ตระหนักรู้ถึงความสำคัญของโครงการต่างๆ และช่วยเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องสู่ครอบครัว กลุ่มเพื่อน ชุมชนและสังคมรอบตัวต่อไป” 
       
       ดูแลทุกช่วงเวลา
       
       ขณะที่ข้อมูลของทางมูลนิธิชัยพัฒนาเปิดเผยว่า มูลนิธิฯ มีหน้าที่ให้การสนับสนุนการดำเนินงานตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และโครงการพัฒนาต่างๆ เพื่อสาธารณประโยชน์ ช่วยเหลือประชาชน ส่วนราชการและองค์กรการกุศลอื่นๆ ในด้านเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศชาติ เพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น 
       
       โดยเฉพาะกรณีที่ต้องถูกจำกัดด้วยเงื่อนไขของกฎเกณฑ์ ระเบียบ หรืองบประมาณที่ระบบราชการไม่สามารถดำเนินการได้ทันที จนเป็นเหตุให้การแก้ไขปัญหาไม่สอดคล้อง หรือทันกับสถานการณ์ที่จำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องกระทำโดยเร็ว 
       
       ด้านโครงการและจัดกิจกรรมของทางมูลนิธิฯจะจัดขึ้นในหลายๆ พื้นที่ทั่วประเทศอย่างต่อเนื่องตามความเหมาะสม พร้อมให้ความรู้ควบคู่ไปกับการปฏิบัติจริง เช่น ด้านพัฒนาการเกษตร, ด้านปรับปรุงคุณภาพสิ่งแวดล้อม, ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน, ด้านการพัฒนาสังคม, ด้านพลังงาน, ด้านการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย, ด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ
       
       “โครงการเยาวชนไทยร่วมใจชัยพัฒนาเป็นโครงการที่เยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมโดยการนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาผสมผสานให้เข้ากับวิถีทางในการอนุรักษ์ และฟื้นฟูป่าชุมชน เพื่อปลูกจิตสำนึกการอนุรักษ์ให้แก่เยาวชน รวมถึงเยาวชนเหล่านี้ยังจะเข้ามามีส่วนร่วมในการประชาสัมพันธ์โครงการให้เป็นที่ รู้จัก พร้อมชักชวนให้ผู้ที่้สนใจเข้ามาศึกษาหาความรู้ หรือเข้าร่วมการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชุมชนแห่งนี้ต่อไป” 
       
       ป้อนความเข้าใจสู่ชุมชน
       
       ส่วนมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ และสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริเป็นอีกหนึ่งมูลนิธิที่นำแนวพระราชดำริที่มีกว่า 4,000 โครงการมาเผยแพร่กระจายความรู้ และสร้างประสบการณ์ตรง โดยจัดให้มีการลงมือปฏิบัติตามแนวทางโครงการพระราชดำริให้แก่ประชาชน, องค์กรชุมชน, ประชาสังคม, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, องค์กรภาครัฐ, องค์กรทางสังคม, สถาบันวิชาการ, ฯลฯ เพื่อให้เป็นแนวทางในการปรับใช้ในการพัฒนาชุมชน และชีวิตประจำวันได้จริง ทางด้านการแก้ไขปัญหาและส่งเสริมความเป็นอยู่ของประชาชนในชุมชน พร้อมหวังให้พระราชดำริเป็นเสมือนภูมิคุ้มกันในการดำเนินชีวิตของประชาชนอย่างมั่นคงและยั่งยืน
       
       “มูลนิธิฯทำหน้าที่สร้างความรู้ความเข้าใจ ผ่านการจัดกิจกรรม, การจัดนิทรรศการ, สัมมนา ฯลฯ พร้อมเป็นตัวกลางคอยประสานงานความร่วมมือระหว่างสังคมเมือง, สังคมชนบท, ชุมชน, หน่วยงานต่างๆ เช่น อบต.แห่งประเทศไทย, อบจ.แห่งประเทศไทย, ศูนย์ศึกษาการพัฒนา, องค์กรชุมชน, ประชาสังคม, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรภาครัฐ, ฯลฯ รวมทั้งประสานตัวโครงการ เช่น โครงการส่วนพระองค์, โครงการตามพระราชประสงค์, โครงการหลวง, โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ฯลฯ เพื่อนำองค์ความรู้ที่ได้ตามแนวพระราชดำริไปต่อยอดในการดำรงชีวิต สร้างคลังความรู้ พร้อมยกระดับและต่อยอดให้เกิดความรู้ใหม่”
       
       ทั้งนี้ มูลนิธิฯยึด 3 หลักการในการดำเนินงาน คือ 1.องค์ความรู้ 6 มิติ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ องค์ความรู้ด้านดิน, น้ำ, ป่า, เกษตร, พลังงานทดแทนและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศไทย และจะส่งผลกระทบต่อประชาชนทั่วโลกอีกด้วย 2. หลักการพัฒนาตามแนวพระราชดำริเป็น 3 ขั้นสู่ความสำเร็จ คือเข้าใจข้อมูลพื้นฐาน, เข้าถึงการสื่อสารและสร้างการมีส่วนร่วม, พัฒนาเรียนรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพชุมชน 3. หลักการทรงงาน และหลักการโครงการ 
       
       โดยแต่ละโครงการหรือกิจกรรมของทางมูลนิธิฯจะกลั่นกรองโดยใช้หลักการพิจารณาจาก 1.ภูมิสังคม และภูมิประเทศ เพื่อให้เกิดความเหมาะสมในพื้นที่นั้นๆ 2.ความต้องการของชาวบ้านในท้องถิ่น เพื่อตอบสนองความต้องการอย่างแท้จริง โดยให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมหรือโครงการต่างๆ

ที่มา ผุ้จัดการออนไลน์

 
  เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง :-
 
  เนื้อหาที่คุณอาจกำลังค้นหา :-
บทความที่น่าสนใจ
สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์
340 ลาดพร้าว 112 วังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310
โทร 0-2514-0593 แฟ็กซ์ 0-2538-4215 Email : Webmaster@muslimthaipost.com

Warning: include(../../main/globalsitemap.php): failed to open stream: No such file or directory in /home/muslimpo/public_html/muslimthai/main/index.php on line 194

Warning: include(): Failed opening '../../main/globalsitemap.php' for inclusion (include_path='.:/usr/lib/php:/usr/local/lib/php') in /home/muslimpo/public_html/muslimthai/main/index.php on line 194