หมวดหมู่
หน้าหลัก       ยินดีต้อนรับสู่มุสลิมไทย โพสต์
ค้นหา
หากมีคำค้นหลายตัว สามารถคั่นด้วย comma (,)
หน้าหลัก >> Muslimthai Focus
พิมพ์หน้านี้  |  ส่งให้เพื่อน
แม้ว ส่งซิกจับมือทหารทำรัฐประหาร!รอจังหวะรัฐบาลสูญญากาศ - เชื่อรุนแรงกว่าในอดีต

"แม้ว" ส่งซิกจับมือทหารทำรัฐประหาร!รอจังหวะรัฐบาลสูญญากาศ - เชื่อรุนแรงกว่าในอดีต

       ทาง 2 แพร่งการเมืองไทย “รัฐประหาร-เลือกตั้ง” คนปชป.ชี้ปม คนเสื้อแดง-เสื้อเหลืองชุมนุม ฉุดทหารก่อการ ฟากนักวิชากการระบุ ปมยุบพรรคสำคัญสุด ฟันธง หากเกิดรัฐประหาร รอบหน้ารุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ฟากแกนนำ พธม. เชื่อ แม้วรอฉวยจังหวะสุญญากาศ หวังใช้ทุน ดึงทหารทำรัฐประหารเคลียร์ทุกปมปัญหาให้ ชี้เพื่อไทยล้างภาพล้มสถาบันไม่ได้ จัดตั้งรัฐบาลยาก
       
       การรัฐประหารครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 19 ก.ย.2549 ที่ผ่านมา แรกเริ่มดูเหมือนจะช่วยลดเหตุปะทะหรือความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นจากเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมืองในขณะนั้น แต่ผลลัพธ์จากรัฐประหารครั้งนั้นก็นำมาสู่ความขัดแย้งที่ขยายวงกว้างอย่างมากในสังคมไทย และกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการชุมนุมทางการเมืองที่นำไปสู่เหตุการณ์เผาเมืองและก่อเหตุการณ์รุนแรงของคนเสื้อแดงในช่วงที่ผ่านมา
       
       ด้วยการที่การรัฐประหารของไทยจะมักเกิดขึ้นมาโดยตลอดหรือจะเรียกได้ว่าอยู่คู่กับการเมืองไทยคงไม่ผิดนัก และมักมีคำถามถึงการรัฐประหารในทุกรอบเวลาของการผลัดเปลี่ยนตำแหน่งทางราชการโดยเฉพาะในยุคของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกคนปัจจุบันที่รับตำแหน่งต่อจาก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีตผบ.ทบ. ที่มาพร้อมกับบุคลิกแข็งกร้าว คำถามร้อนอย่างการรัฐประหารจึงถูกจุดขึ้นมาโดยตลอด ซึ่งเมื่อวันเข้ารับตำแหน่งพล.อ.ประยุทธ์ก็ยืนยันหนักแน่นว่าจะไม่มีการรัฐประหารเกิดขึ้นและใช้กลไกประชาธิปไตยเป็นแนวทางแก้ปัญหา
       
       อย่างไรก็ตาม กระแสของการรัฐประหารยังคงมีมาอย่างต่อเนื่องโดยที่จตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทย ระบุว่า แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯได้ร่วมมือกับทหารบางกลุ่มในการใช้บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกร่วมไทย - กัมพูชา ฉบับวันที่ 14 มิ.ย. 2543 (MOU 43) ปลุกกระแสชาตินิยม และเป็นเงื่อนไขให้กลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาชุมนุมคัดค้านสร้างความวุ่นวายในประเทศและรัฐบาลควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ เพื่อเปิดช่องให้ทหารออกมายึดอำนาจ ซึ่งนี่เป็นกระแสการรัฐประหารที่เกิดขึ้นหลังจากพล.อ.ประยุทธ์ เข้ารับตำแหน่งในช่วงแรก จนร้อนถึงพล.อ.ประยุทธ์ ต้องออกโรงยืนยันอีกครั้งถึงแนวคิดดังกล่าวว่าไม่มีความเป็นไปได้ดัง ความว่า
       
       “เห็นว่าช่างคิดได้ ขอถามว่าใครอยากปฏิวัติ ประเทศไทยปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ถือเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในโลกแล้ว และถือเป็นสุดยอดกว่าประเทศอื่นแล้ว แล้วจะไปหาระบบระบอบใดมาอีก นี่ไม่ใช่การแก้ปัญหา สิ่งที่เขาทำไปในคราวที่แล้ว ผมไม่อยากย้อนกลับไปพูด แต่เขาทำเพื่อหยุดปัญหาที่จะเกิดเท่านั้น และหลังจากนั้นก็กลับมาแก้ไขด้วยกลไกปกติ แล้วเราจะย้อนกลับไปทำไมอีก ท่านก็พูดกลับไปกลับมา วนไปวนมาก็ไม่จบ สถานการณ์ในวันนั้นกับวันนี้ต่างกัน ต้องแก้ปัญหากันให้ได้” (พล.อ.ประยุทธ์ 08/พ.ย.53)
       
       ดูเหมือนกระแสข่าวการรัฐประหารจะจบลงแต่จากเวทีการจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการณ์วิกฤตการณ์การเมืองกับทางรอดประเทศไทย โดยพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย ที่กล่าวเปิดการสัมมนาว่า
       
       “สถาบันพระมหากษัตริย์ คือสถาบันในการเปลี่ยนแปลงการเมืองการปกครอง หรือแก้ไขวิกฤตมาโดยตลอด เมื่อใดบ้านเมืองมีปัญหา หากพระองค์ท่านเสด็จลงมา ปัญหาก็จะจบง่าย ด้วยเหตุนี้ พรรคเพื่อไทยจึงได้ทำหนังสือกราบบังคมทูล เพื่อขอพระราชทานพระบารมี
       
       แต่เชื่อผมเถอะคิดว่าสิ่งมหัศจรรย์ในประเทศไทยมีอยู่เสมอ เกิดขึ้นเสมอ สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันหลักในการแก้ไขปัญหาบ้านเมือง ถ้าสถาบันยังไม่เคลื่อนไหว สถาบันที่ทำมาโดยตลอด คือทหาร ที่ผ่านมามีการยึดอำนาจหลายครั้ง แต่เขาก็มาด้วยความบริสุทธิ์ใจ ”
       
       และกระแสการรัฐประหารถูกจับตามองมากขั้นเนื่องจากในการประชุมพรรคประชาธิปัตย์ ในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่จากรายงานข่าวอ้างว่า อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวว่า
       
       "ไม่มีอะไรกดดันผม การที่ผมมีความเห็นเช่นนี้ก็ไม่ได้เป็นเพราะพรรคร่วมรัฐบาล ถ้าจะยุบสภาก็ต้องยุบ ยุบสภาดีกว่าการปฏิวัติ เพราะกลุ่มคนเสื้อเหลืองที่จะมาชุมนุมในวันที่ 11 ธันวาคม จะมาชุมนุมกันเพื่ออะไร ตอนนั้นสภาก็ปิดแล้ว แต่เขาตั้งเป้าว่าจะชุมนุมเพื่อยั่วยุให้ทหารออกมาควบคุมสถานการณ์ และนำไปสู่การปฏิวัติ แต่ไม่ได้หมายความว่าขณะนี้ทหารมีแนวคิดจะปฏิวัติ ดังนั้น ยุบสภาก็ดีกว่าการปฏิวัติ"
       
       ดังนั้น การรัฐประหารที่ดูเสมือนว่ามีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้ค่อนข้างยาก แต่เมื่อจับกระแสกลับดูเหมือนว่าจากคำพูดข้างต้นมีบุคคลบางกลุ่มที่มุ่งหวังจุดกระแสการรัฐประหารขึ้นอีกครั้ง และยิ่งบ่อยครั้งและถี่ขึ้นโดยเฉพาะในขั้วของคนจากพรรคเพื่อไทย ด้วยเหตุนี้ สภาพทางการเมืองจึงอยู่ทาง 2 แพร่งระหว่าง การนำไปสู่การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย กับอีกขั้วที่อยู่ในฝั่งตรงข้ามก็คือ การรัฐประหารที่ทุกคนไม่อยากให้เกิดขึ้นแต่มีกระแสที่ถูกกล่าวอ้างกันอย่างหนาหู
       
       ชิงความได้เปรียบเลือกตั้ง 
       
       “สิ่งหนึ่งที่ต้องเข้าใจในทางการเมืองก็คือ รัฐบาลยังคงกุมความได้เปรียบทั้งในแง่ของการสามารถผลักดันนโยบายต่างๆให้กับประชาชน หรือ การคุมกลไกรัฐทั้งตำรวจ ทหารและกระทรวงมหาดไทย ซึ่งส่งผลต่อการเลือกตั้งครั้งหน้าอย่างมาก”
       
       นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ระบุ พร้อมชี้ว่า จุดสำคัญต่อกระแสการทำรัฐประหารที่ค่อนข้างดังขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะจากขั้วของพรรคเพื่อไทยที่มี จตุพร พรหมพันธ์ ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทย พยายามจุดกระแสมาโดยตลอดตั้งแต่ช่วงแรกของการตั้งรัฐบาลกับการโจมตีว่า มีการตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร และความพยายามฉายภาพให้ชัดและซ้อนทับกันระหว่างรัฐบาลและทหารในเชิงของรัฐบาลที่หนุนหลังโดยรัฐบาลทหาร ซึ่งจะอยู่ตรงข้ามกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ชูธงประชาธิปไตย ซึ่งผลสุดท้ายย่อมต้องการให้สังคมจดจำภาพของพรรคประชาธิปัตย์ในแนวทางที่ไม่ถูกต้อง
       
       ทั้งนี้ เงื่อนสำคัญที่จะนำไปสู่การทำรัฐประหารตามที่ นพ.วรงค์ มองนั้น ยังคงอยู่ที่เงื่อนไขของความขัดแย้งของสังคมโดยเฉพาะในกลุ่มของมวลชนทั้ง 1.การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในกรณีของคดีการยุบพรรคประชาธิปัตย์ 2.การชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในกรณีของพิพาทพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา บริเวณปราสาทพระวิหาร และ3.การแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นสำคัญที่อ่อนไหวต่อสังคม ที่อาจจะเป็นชนวนนำไปสู่ความวุ่นวายในสังคมได้นั่นเอง
       
       แต่สุดท้ายเขายังเชื่อว่า ด้วยเงื่อนไขด้านเวลาของรัฐบาลที่จะครบวาระในช่วงปี 2554 การที่จะนำไปสู่การเลือกตั้งนั้นยังคงอยู่กับกฏสำคัญ ประการ คือ บรรยากาศทางการเมือง สภาพเศรษฐกิจ และการเลือกตั้งที่จะบรรลุเป้าหมายและยุติความขัดแย้งของสังคมได้ ทว่าหากสภาพความขัดแย้งทางการเมืองที่อาจจะเป็นชนวนสำคัญนำไปสู่การทำรัฐประหาร ก็ยังคงเชื่อว่าจะนำไปสู่การยุบสภา เพื่อปลดล๊อคเงื่อนไขในการทำการรัฐประหาร ตามที่ อภิสิทธิ์ ประกาศไว้ในการประชุมพรรค
       
       พธม.ชี้ ทักษิณรอจังหวะสุญญากาศ
       
       ขณะที่ การเคลื่อนไหวของการเมืองภาคประชาชนที่ถูกมองเป็นปัจจัยสำคัญในการนำไปสู่การทำรัฐประหารไม่ว่าจะเป็นจากการประกาศของนักการเมืองจากพรรคเพื่อไทย หรือ อภิสิทธิ์จากพรรคประชาธิปัตย์ ที่ต่างก็มองว่าการชุมนุมพันธมิตรจะเป็นส่วนหนึ่งของการนำไปสู่การรัฐประหาร โดยเทียบเคียงกับการรัฐประหารเมืองวันที่ 19 ก.ย.49 ในกรณีของความสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะของประชาชน
       
       “หากมองว่าการที่พันธมิตรมีความเหนียวแน่น ที่จะสามารถชุมนุมและกดดันรัฐบาล และจะกลายเป็นเงื่อนไขของการทำรัฐประหาร ก็บอกได้ว่าไม่มีความเป็นไปได้เลย เนื่องจากการชุมนุมของพันธมิตรมิได้ก่อความเสียหาย ต่อสังคม หรือใช้ความรุนแรงและสามารถควบคุมมวลชนได้เป็นอย่างดี การมองว่าพันธมิตรต้องการให้เกิดการรัฐประหารนั้นถือว่าไม่ถูกต้อง”
       
       บรรจง นะแส กรรมการบริหารพรรคการเมืองใหม่ และหนึ่งในแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวและมองว่า การชุมนุมทางการเมืองที่จะนำไปสู่การใช้ความรุนแรงหรือสร้างความวุ่นวายทางการเมือง จนถึงกับเป็นเงื่อนไขในการทำการรัฐประหารนั้น ไม่มีความเป็นไปได้ หากมองจากการชุมนุมของพันธมิตร และหากพิจารณาลึกลงไปการชุมนุมในกลุ่มของคนเสื้อแดงมีความสุ่มเสี่ยงต่อการเป็นชนวนนำไปสู่การรัฐประหารมากกว่าพัธมิตรมากนัก ทั้งในอดีตที่ชี้วัดถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้นมาตลอด 2 ปีที่ผ่านมาทั้ง เหตุการเผาเมืองเดือน เม.ย52 หรือ เหตุการณ์เผาเมืองในช่วงเดือนพ.ค.53ที่ผ่านมา
       
       ดังนั้น เมื่อมองเป้าหมายสำคัญของกลุ่มคนเสื้อแดงกอย่างการนำตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับมาครองอำนาจอีกครั้งนั้น ถือว่าปัญหาที่รุมเร้าอยู่รอบตัวนั้นค่อนข้างมากทั้ง กลุ่มคนเสื้อแดงที่มีคดีความติดตัว การเคลื่อนไหวในการก่อความรุนแรง หรือ สำหรับตัว.พต.ท.ทักษิณที่ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีก่อการร้ายในเหตุการณ์เผาเมืองที่ผ่านมา และคดีความต่างๆที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม และคดีที่กำลังทยอยเข้าสู่การะบวนการหลายสิบคดี อาจทำให้มีการมองถึงช่วงสุญญากาศในการที่จะเข้าไกล่เกลี่ยกับผู้ที่มีอำนาจในขณะนั้นและใช้จุดแข็งในด้านทุนเพื่อลบล้างความผิดต่างๆ
       
       “ฝ่ายที่จำเป็นและต้องการรัฐประหารเพื่อสะสางปัญหาที่คั่งค้างมานานนั้นคงหนีไม่พ้น พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งการปล่อยข่าวการรัฐประหาร ก็ถือว่าเป็นจุดที่กลุ่มคนเสื้อแดงมุ่งหวังและใช้โจมตีรัฐบาลอยู่แต่ต้นแล้ว และหากเกิดขึ้นจริง ด้วยจุดแข็งด้านทุนก็อาจจะอาศัยช่วงสุญญากาศเข้าเจรจาหรือปลดล๊อกคดีความต่างๆนั่นเอง ”
       
       และหากมองไปยังการเลือกตั้งครั้งหน้า แม้ว่า ความได้เปรียบหรือจุดแข็งของพรรคเพื่อไทยที่มีพื้นที่ค่อนข้างแข็งแกร่งในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสานจนสามารถกลับมาชนะในการเลือกตั้งได้ก็ตาม แต่ปัญหาสำคัญก็คือ ตราบาปจาก กรณีการล้มสถาบัน ที่เกี่ยวข้องหลายกรณีทั้ง กลุ่มคนเสื้อแดงบางกลุ่มที่มีแนวคิดล้มล้างสถาบัน หรือข้อกล่าวหาไม่จงรักภักดีที่ยากจะปฏิเสธได้ ก็อาจจะนำไปสู่การไม่เข้าร่วมงานกับพรรคเพื่อไทย แม้ว่าจะได้เสียงข้างมากก็ตามแต่ด้วยเสียงที่ก้ำกึ่งพรรคขนาดเล็กและขนาดกลางอาจจับมือกับพรรคใหญ่อย่างพรรคประชาธิปัตย์ในการจัดตั้งรัฐบาลอีกครั้งก็เป็นได้
       
       มาร์คใช้กระแสสังคม
       ประคองรัฐบาล 
       
       “คุณอภิสิทธิ์ ถือว่า เดินหมากทางการเมืองเหนือชั้นมาก และประสบการณ์ทางการเมืองที่โชกโชนทำให้สามารถประเมินกระแสสังคมในการดดันกลุ่มที่ขัดแย้งกลับพรรคหรือรัฐบาลได้แทบทั้งหมดไม่ว่าจะในขั้วพรรคร่วม พันธมิตร หรือฝ่ายตรงข้าม โดยที่คุณอภิสิทธิ์แทบจะไม่ต้องชนเองโดยตรงเลย”
       
       นอกจากนี้ ในมุมของรัฐบาล ท่ามกลางกระแสของการรัฐประหารที่ถูกจุดขึ้น โดยมีพันธมิตรเป็นตัวละครสำคัญ ก็จะถือว่าเป็นการวางหมากที่เหนือชั้น และให้สังคมกดดันการเคลื่อนไหวทางการเมืองของพันธมิตรที่โดยเนื้อหานั้นมิใช่การล้มรัฐบาล หากแต่เป็นการช่วยป้องกันมิให้สูญเสียดินแดนก็จะถูกนำมาเชื่อมโยงในฐานะปัจจัยหนึ่งที่จะนำไปสู่การรัฐบาลประหารทำให้การเคลื่อนไหวในอนาคตถูกจับตามองจากสังคมากขึ้น
       
       โดยรูปแบบการใช้กระแสสังคมนี้ยังถูกนำมาใช้กับ พรรคร่วมรัฐบาล ทั้งพรรคภูมิใจไทยและพรรคชาติไทยพัฒนา ที่ถูกการวางหมากให้ สุเทพ เทือกสุบรรณ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและลงเลือกตั้งซ่อมซึ่งถือเป็นมาตรฐานของส.สพรรคประชาธิปัตย์ที่พรรคร่วมรัฐบาลจะต้องทำตาม รวมถึงการตอกย้ำกฏเหล็ก 9 ข้อ ที่แม้ว่าอภิสิทธิ์จะไม่ปะทะกับพรรคร่วมรัฐบาลโดยตรง แต่กระแสสังคมจะเป็นตัวกดดันแม้ว่าพรรคร่วมจะไม่เต็มใจนักดังตัวอย่างของ เกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร รมช.คมนาคม จากพรรคชาติไทยพัฒนา และบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย จากพรรคภูมิใจไทย ที่แม้ว่าโดยฏกหมายจะไม่จำเป็นต้องลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีแต่ก็จะรับแรงกดดันจากสังคมโดยตรง
       
       จับตา ยุบพรรค 
       ชนวน รัฐประหาร 
       
       อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของ รศ.ยุทธพร อิสรชัย ผู้อำนวยการโครงการวิทยาลัยการเมือง มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมธิราช มองว่า กระแสข่าวการทำรัฐประหารนั้นถูกกล่าวถึงมาโดยตลอดในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่หากพิจารณาเงื่อนไข ที่จะนำไปสู่การรัฐประหาร เทียบเคียงกับการรัฐประหารครั้งล่าสุดตามที่คมช.ได้เคยอ้างถึง ดังนี้ 1.เกิดความขัดแย้งแตกแยกแบ่งฝ่ายกันอย่างรุนแรงในสังคม 2.การทุจริตและประพฤติมิชอบเกิดขึ้นอย่างสูง3.องค์กรอิสระและหน่วยงานราชการถูกครอบงำ 4.การกระทำที่หมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นพระบรมราชานุภาพ ซึ่งขณะนี้ปัจจัยข้างต้นยังไม่มีความน่ากังวลมากนัก โดยเฉพาะปฏิกิริยาจากภาคสังคมต่อเงื่อนไขทั้งหมดยังไม่รุนแรงที่จะกดดันให้ทหารออกมาทำการรัฐประหารได้
       
       รวมถึงเหตุผลส่วนหนึ่งอาจมีการมองว่า ท่าทีของกองทัพนั้นค่อนข้างแข็งกร้าว โดยเฉพาะพล.อ.ประยุทธ์ ที่ประกาศจัดการกับกลุ่มขบวนการล้มเจ้า โดยมีตัวอย่างจากการพักราชการนายทหารระดับสัญญาบัตรในกองทัพอากาศ และท่าทีแข็งกร้าวในการเดินหน้ากวาดล้างกลุ่มก่อความไม่สงบซึ่งสะท้อนไปยังกลุ่มต่างๆ โดยเฉพาะความ “ใจถึง” ในการกระทำการต่างๆ ซึ่งมีการมองเชื่อมโยงไปถึงการรัฐประหาร เนื่องจากทหารเป็นกลไกสำคัญที่สุดในการก่อการนั่นเอง
       
       “ผลของคดียุบพรรคประชาธิปัตย์นั้นส่งผลโดยตรงต่อการเมืองไทย และน่าจับตาอย่างยิ่งไม่ว่าจะออกมาในทางใดก็สุ่มเสี่ยงต่อเหตุวุ่นวายทางการเมือง ซึ่งอาจส่งผลรุนแรงอย่างการทำรัฐประหาร หากกระบวนการยุติธรรมไม่เป็นที่ยอมรับ”
       
       แต่จุดสำคัญในอยู่ที่คดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ที่จะแถลงปิดคดีในวันที่ 29 พ.ย.ที่จะถึงนี้ และคาดว่าจะทราบผลการพิจารณาคดีในอีกไม่นานนักหรืออย่างช้าที่สุดในช่วงกลางเดือนหน้า ถือว่าเป็นช่วงเวลาสำคัญอย่างยิ่งในทางการเมือง เนื่องจากไม่ว่าผลลัพธ์วินิจฉัยของคดีจะออกมาในแนวทางใด ก็ตามล้วนแล้วแต่มีความสุ่มเสี่ยงที่จะนำไปสู่การจุดชนวนในการทำการรัฐประหารทั้งสิ้น ทั้ง 1.หากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยยุบพรรคประชาธิปัตย์ก็อาจจะนำไปสู่การพลิกขั้วรัฐบาลที่อาจส่งผลสะเทือนในแวดวงการเมือง 2.การชิงยุบสภาเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง และ 3.หากศาลไม่พิจารณายุบพรรคก็อาจจะนำไปสู่การชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนเสื้อแดงและอาจปลายปลายไปสู่เหตุการณ์รุนแรงและอาจมีการทำรัฐประหารเกิดขึ้นได้
       
       นองเลือดหนักกว่า 
       ต.ควิปโยค-พ.ค.ทมิฬ 
       
       รศ.ยุทธพร กล่าวเสริมว่า สิ่งที่น่าวิตกกังวลอย่างยิ่งก็คือ การทำรัฐประหารที่หากเกิดขึ้นในอนาคตจะมีความรุนแรงมากกว่าในอดีต เนื่องจากส่วนหนึ่งจะเป็นการล้มกระดานทางการเมืองและยุติความขัดแย้งทางสังคมในทุกมิติ จึงอาจจะไม่ยุติและคืนอำนาจให้กับประชาชนเหมือนการทำการรัฐประหารที่นำโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตผบ.ทบ.และคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เมื่อวันที่ 19 ก.ย.49 เนื่องจากระยะเวลาในการจัดระเบียบประเทศอาจต้องใช้เวลาเนื่องจากได้บทเรียนในครั้งล่าสุดมาแล้ว การก่อการโดยทหารอาจจะมีการคืนอำนาจสู่ประชาชนไม่รวดเร็วนั่นเอง
       
       รวมถึงเหตุรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้นเนื่องจาก กลุมคนเสื้อแดงและมวลชนที่ไม่เห็นด้วยต่อการทำการรัฐประหารอาจรวมตัวและลุกขึ้นต่อต้านทหารซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการนองเลือดที่อาจรุนแรงยิ่งกว่าเหตุการณ์ในอดีต ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ 14.ต.ค.16 6.ต.ค.19 หรือ พ.ค.ทมิฬ 35
       
       “ที่น่ากลัวอย่างมากก็คือ หากมีการทำรัฐประหารจริง จะรุนแรงเนื่องจากจะเป็นการล้มกระดานความขัดแย้งที่สะสมมาโดยตลอดในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา และจะอยู่ในอำนาจนานขึ้นเพื่อจัดระเบียบทุกอย่าง รวมถึงการต่อต้านจากมวลชนที่ไม่เห็นด้วย และจากกลุ่มคนเสื้อแดงที่เป็นกลุ่มก้อนต่างจาก ครั้ง 19 .ก.ย. ซึ่งจะนำไปสู่การนองเลือดที่น่ากลัวที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย แต่ปัญหาก็จะยังคงฝังลึกและจะแก้ปัญหาไม่ได้”
       
       แนะมาร์ค 
       ส่งสัญญานชัดมีเลือกตั้ง 
       
       ด้วยเหตุนี้ การที่จะยุติกระแสหรือแนวทางการรัฐประหาร ได้ดีที่สุดก็คือ การลดภาวะความขัดแย้ง และเลือกเดินตามแนวทางในระบอบประชาธิปไตย อย่างการเลือกตั้งซึ่งรัฐบาลที่นำโดย อภิสิทธิ์ ควรที่จะแสดงว่าเชื่อมั่นและส่งสัญญานที่ชัดมากขึ้นถึงกำหนดการของการเลือกตั้ง แต่ด้วยเงื่อนไขต่างๆที่รัฐบาลกำหนดก็ยังคงยากที่จะมองไปถึงการเลือกตั้งรอบหน้าในระยะเวลาอันใกล้ทั้งจากเงื่อนไข 4 ข้อ ทั้ง 1.บรรยากาศทางการเมืองที่เอื้อต่อการเลือกตั้ง 2.ภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้น 3.การแก้ไขรัฐธรรมนูญและ4.ทุกฝ่ายยอมรับผลลัพธ์ในการเลือกตั้ง
       
       “ความชัดเจนที่จะตอบถึงการเลือกตั้งและสยบข่าวการรัฐประหารได้ดีที่สุด ก็คือ คุณอภิสิทธิ์ จะต้องระบุถึงการเลือกตั้งที่ชัดเจน และเป็นรูปธรรมมากขึ้น แต่ที่เป็นอยู่คือ การประกาศเพียงคำพูด และความชัดเจนที่เป็นรูปธรรมยังไม่มีออกมาชัดเจนแต่อย่างใด”
       
       รวมถึงการทำงานของคณะกรรมการปฏิรุปประเทศชุดต่างๆที่ยังไม่เสร็จสิ้นก็ยังถือว่าเป็นเงือ่นไขสำคัญที่จะช่วยคลี่คลายสถานการณ์ความขัดแย้งที่เป็นอยู่ ซึ่งจะเป็นปัจจัยชี้วัดการเลือกตั้งในอนาคตที่สำคัญเช่นกัน
       
       อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากระแสการทำรัฐประหารจะถูกจุดขึ้นมาโดยตลอด โดยเพาะจากฝ่ายการเมือง ซึ่งแต่ละฝ่ายพยายามชิงความได้เปรียบทางการเมืองเท่านั้นและสัญญานในการเลือกตั้งแม้ว่าจะยังไม่ชัดเจนแต่น้ำหนักและมุมมองของคนในสังคมและของต่างชาติก็จะทำให้ผู้ที่คิดจะก่อการต้องคิดหนักเนื่องจากสิ่งที่ยากที่สุดไม่ใช่การทำรัฐประหารหากแต่คือการบริหารประเทศหลังจากก่อการเสร็จแล้วต่างหาก

ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

 
  เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง :-
 
  เนื้อหาที่คุณอาจกำลังค้นหา :-
บทความที่น่าสนใจ
สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์
340 ลาดพร้าว 112 วังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310
โทร 0-2514-0593 แฟ็กซ์ 0-2538-4215 Email : Webmaster@muslimthaipost.com

Warning: include(../../main/globalsitemap.php): failed to open stream: No such file or directory in /home/muslimpo/public_html/muslimthai/main/index.php on line 194

Warning: include(): Failed opening '../../main/globalsitemap.php' for inclusion (include_path='.:/usr/lib/php:/usr/local/lib/php') in /home/muslimpo/public_html/muslimthai/main/index.php on line 194