หมวดหมู่
หน้าหลัก       ยินดีต้อนรับสู่มุสลิมไทย โพสต์
ค้นหา
หากมีคำค้นหลายตัว สามารถคั่นด้วย comma (,)
หน้าหลัก >> Muslimthai Focus
พิมพ์หน้านี้  |  ส่งให้เพื่อน
อินเตอร์เน็ต สแลง ภาษาใหม่มนุษย์ยุคดิจิตอล

อินเตอร์เน็ต สแลง ภาษาใหม่มนุษย์ยุคดิจิตอล

กรณีความห่วงใยต่อกระแสการแพร่ระบาดของ "ภาษาอินเตอร์เน็ต" ไม่ได้เพิ่งมาเกิดขึ้นในประเทศไทย หลังจากนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี ยกตัวอย่างแสดงความไม่เห็นด้วยกับการที่วัยรุ่น คนยุคใหม่ รวมไปถึงผู้ผลิตสื่อบันเทิง นิยมนำภาษาเน็ต เช่น "ชิมิ" มาใช้พร่ำเพรื่อ จนอาจทำให้ภาษาไทยอาจถึงคราววิบัติเสื่อมถอย

เพราะที่ผ่านมา "ภาษาอินเตอร์เน็ต" ได้กลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลกไปแล้ว!

 เว็บไซต์สารานุกรมออนไลน์ "วิกิพีเดีย" ได้อธิบายความหมายของ "ภาษาอินเตอร์เน็ต" ไว้ว่า มีชื่อเรียกหลากหลายชื่อด้วยกัน อาทิ

อินเตอร์เน็ต สแลง, อินเตอร์เน็ต ชอร์ต แฮนด์ (ชวเลขอินเตอร์เน็ต), เน็ตสปีก, ลีตสปีก (นำอักษรผสมกับตัวเลข) และแช็ตสปีก (ภาษาแช็ต) เป็นต้น

ในภาพรวมๆ วัฒนธรรม อินเตอร์เน็ต สแลง นี้ คือ การผสมคำขึ้นมาใหม่ เพื่อให้สั้นกว่าเดิม เสียเวลาพิมพ์บนคีย์บอร์ดน้อยลงกว่าเดิม ไม่ว่าจะคีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ หรือคีย์บอร์ดโทรศัพท์มือถือ

วัตถุประสงค์ก็เพื่อให้การพูดคุย สื่อสาร ผ่านอินเตอร์เน็ต เป็นไปอย่างรวดเร็ว

เช่น การแช็ตผ่านโปรแกรมเอ็มเอสเอ็น รวมถึงการส่งเอสเอ็มเอส-ข้อความสั้นทั้งหลาย ซึ่งมีข้อจำกัดด้านจำนวนตัวอักษรต่อการส่ง 1 ครั้ง

นอกจากนั้น อินเตอร์เน็ต สแลง ยังหมายถึงการนำ "สัญลักษณ์" กับตัวอักษรบนคีย์บอร์ด มาพิมพ์ผสมกันกลายเป็น "การแสดงอารมณ์" รูปแบบใหม่ของชาวไซเบอร์

ตัวอย่างที่พบบ่อย อาทิ :) ซึ่งมีความหมายว่า อารมณ์ดี หรือกำลังยิ้มอยู่

ในประเทศอังกฤษ "โจนาธาน กรีน" นักภาษาศาสตร์แถวหน้า และ ผู้เขียนพจนานุกรมภาษาสแลง ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวบีบีซี ผ่านบทความ "Don't be 404, know the tech slang" เอาไว้ว่า

อินเตอร์เน็ต สแลง จะยิ่งเติบโตมากขึ้นตามอัตราการขยายตัวของฐานผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ ซึ่งแน่นอนว่า "หน้าจอ" มีขนาดเล็ก

ฉะนั้นภาษาที่สั้น กระชับ จึงเหมาะกับจอภาพแบบนี้

กรีน ระบุด้วยว่า อันที่จริงการดัดแปลงใช้คำย่อสั้นๆ ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะในอดีตระบบ "โทรเลข" ก็เคยทำหน้าที่นี้มาแล้ว เพียงแต่คนรู้ภาษาโทรเลขไม่ได้มีจำนวนแพร่หลาย เหมือนกับจำนวนคนใช้มือถือเช่นปัจจุบัน

"พัฒนาการของคนคลั่งเทคโนโลยีที่คิดภาษาแบบคนขี้เกียจขึ้นมาเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะเป็นธรรมชาติของวิวัฒนาการทางภาษาของเราอยู่ด้วย" กรีนกล่าว

ในบทความเดียวกันยังอ้างถึงผลการวิจัยของ ดร.เนนาห์ เคมป์ นักจิตวิทยามหาวิทยาลัยทาสมาเนีย ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งศึกษาพฤติกรรมของนักศึกษา 55 คน พบว่า

เมื่อกำหนดให้นักศึกษาใช้ภาษาเน็ตสปีกเขียนข้อความส่งไปถึงเพื่อนๆ ปรากฏว่า การพิมพ์เร็วกว่าพิมพ์คำถูกไวยากรณ์ แต่ในบางกรณีฝ่ายคนที่รับสาร หรือรับข้อความ ต้องใช้เวลา "อ่าน" ข้อความดังกล่าวมากกว่าการเขียนส่งไปตามภาษาปกติ และบางคนยังต้องใช้เวลาอ่าน 2-3 รอบอีกด้วย

ดร.เคมป์ ชี้อีกว่า มีคนบางกลุ่มเชื่อว่า คงเป็นเรื่องยากที่คนเราจะถอดความหมายของคำเน็ตสปีก

อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มของผู้เชี่ยวชาญภาษาศาสตร์ รวมถึงไวยากรณ์จริงๆ กลับพบว่า คนกลุ่มนี้มีความสามารถในการ "ถอด รหัส-ถอดความหมาย" ของเน็ตสปีกได้เช่นกัน

ในส่วนของปรากฏการณ์ "อินเตอร์เน็ต สแลง" ในภาษาไทย อาจารย์นิตยา กาญจนะวรรณ ภาคีสมาชิกสำนักศิลปกรรม ราชบัณฑิตย สถาน ให้ความเห็นว่า

'ภาษาแช็ต' เป็นความสะดวกในการสื่อสารกันระหว่างกลุ่มคน เป็นภาษาที่ใช้ตามเสียงที่พูด เป็นภาษาที่ใช้แทนความรู้สึก เพราะสะดวกในการพิมพ์ เรื่องนี้อย่ากังวลจนเกินไป เพราะอาจจะเป็นภาษาที่ใช้กันในช่วงเวลาสั้นๆ แม้จะแพร่ออกไปสู่วงกว้างอย่างรวดเร็ว เพราะมีเทคโนโลยีการสื่อสาร โดยเฉพาะการแช็ตผ่านโปรแกรมต่างๆ การที่มีคำแปลกๆ พูดกันไม่ได้หมายความว่าจะเป็นที่ยอมรับจนคนทั้งสังคมต้องเปลี่ยนตาม หรือคนที่ใช้ภาษาในยุคสมัยเดียวกันในสังคมเดียวกันก็ยังมีคนอยู่หลายรุ่น

คำที่เขียนผิดจะถูกยอมรับไปเป็นความถูกต้องนั้นอาจจะต้องใช้เวลานาน

สังคมต้องเข้าใจธรรมชาติของภาษาคือความเปลี่ยนแปลง มีตัวอย่างของความเปลี่ยน แปลงให้เห็นทุกยุคทุกสมัย ก่อนที่คำไหนจะถือเป็นคำมาตรฐาน จนถูกบรรจุไว้ในพจนานุกรม คำคำนั้นต้องผ่านการพิสูจน์หลากหลายปัจจัย บางคำเป็นภาษาพูดที่ขยายจากกลุ่มเล็กๆ ไปสู่กลุ่มใหญ่ จนได้รับการยอมรับจากสังคมในที่สุด หรือภาษาพูดนั้นๆ อาจจะก้าวข้ามไปเป็นภาษาเขียน

"ภาษาเขียนนั้นถูกบรรจุไว้ในพจนานุกรมแน่นอน แต่ภาษาพูดบางคำต้องมีวงเล็บไว้หลังคำว่า (ปาก) และกว่าที่จะนำมาบรรจุได้ ต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ พิสูจน์ว่าใช้กันอยู่ในสังคมแน่ๆ ไม่ใช่ใช้วันนี้ แต่อีกไม่นานก็เลิกใช้ บางคำต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเป็นคำที่พูดหรือใช้กันทั่วไป ราชบัณฑิตต้องหารือกันในเรื่องนี้ เพื่อกำหนดมาตรฐานของคำที่ใช้กัน ณ ช่วงเวลาหนึ่ง พิจารณากระทั่งว่าคำไหนบริบทการใช้ในสังคมเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ถ้าต้องเปลี่ยนก็ต้องยอมรับว่าคำคำนั้นเปลี่ยนจริง" อ.นิตยา กล่าว

อาจารย์ราชบัณฑิต ชี้ด้วยว่า นักภาษาศาสตร์ต้องมองเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมดา แต่ละคำที่จะเปลี่ยนต้องเข้าที่ประชุมราชบัณฑิต ตัดสินว่าต้องเปลี่ยนเป็นมาตรฐานตามแบบไหนมีเหตุผลรองรับ เช่นคำว่า 'เสพ' เมื่อก่อนใช้เขียนว่า 'เสพย์' ตัด 'ย' และการันต์ออก โดยที่ประชุมให้เหตุผลว่า คำในภาษาไทยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงคำ อย่างเช่น คำว่า 'กิน' จากคำกิริยาใช้เป็นคำคุณศัพท์เป็นส่วนขยายเป็น 'ของกิน' ไม่ต้องเปลี่ยนการเขียน


1.ไตรรงค์ สุวรรณคีรี

2.วัลลภ ตังคณานุรักษ์

3.กาญจนา นาคสกุล

4.อนันต์ เหล่าเลิศวรกุล

หลายคำที่ยกมาจากภาษาบาลี-สันสกฤต สามารถใช้ได้เลย ซึ่งต่างจากภาษาอังกฤษ ที่มีเรื่องของเอกพจน์ บางคำที่ยืมมาแล้วใช้ตามไวยากรณ์ของไทย ไม่มีการเปลี่ยนแปลงคำ เช่น ฟุตกับฟิต ไม่เรียกว่าคนสูงกี่ฟิต การใช้คำ 'เสพ' เฉยๆ ก็พอแล้ว ไม่ต้องมี ย และการันต์ ภาษายังมีช่วงเปลี่ยน กับช่วงแปรในสังคมออกเสียงหรือใช้คำหนึ่งสองสามแบบใช้สลับกัน กระทั่งวันหนึ่ง แบบหนึ่ง เป็นที่ยอมรับมากกว่า อีกแบบก็จะเลิกใช้ไปเอง

"ปัญหาของภาษาไม่ใช่เรื่องของการสื่อสารเฉพาะกลุ่ม แต่เป็นเรื่องของการใช้ภาษาผิดกาลเทศะ ในกรณีวัยรุ่นใช้ภาษาแช็ตนั้นไม่ผิด เว้นแต่ไปอยู่ผิดที่ เช่น การนำไปใช้อย่างเป็นทางการ เขียนงานวิจัย หรือหนังสือราชการ อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้เป็นความเห็นส่วนตัว หาใช่ข้อสรุปของราชบัณฑิตยสถานแต่อย่างใด สังคมต้องเข้าใจธรรมชาติของภาษาคือความเปลี่ยนแปลงด้วย" อ.นิตยา สรุปทิ้งท้าย

นานาทรรศนะ

ภาษาไทยวิบัติเพราะ-ชิมิ!?

1.ไตรรงค์ สุวรรณคีรี

รองนายกรัฐมนตรี

"ผมสอบถามนายชัยอนันต์ สมุทวณิช ราชบัณฑิต ว่า รู้จักคำว่า ชิมิ หรือไม่ ท่านตอบว่า ไม่รู้จัก ผมเลยบอกไปว่าคำนี้เป็นคำที่ทันสมัยที่วัยรุ่นใช้กัน แปลว่า ใช่ไหม เกรงว่าต่อไปภาษาไทยจะเสื่อมและวิบัติ หากไม่มีการช่วยกันรักษา

ดังนั้น อยากให้บอร์ดภาพยนตร์แห่งชาติช่วยกันดูแลภาษาในละคร ภาพยนตร์ที่ปรากฏต่อสายตาประชาชน ไม่ให้ภาษาเสื่อมและต้องรู้ว่าอะไรควรใช้หรือไม่ควรใช้"

2.วัลลภ ตังคณานุรักษ์

ประธานมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก

"ถึงเวลาที่เขาโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ เขาก็ใช้ถูกเอง มันเป็นช่วงของการประดิษฐ์ภาษา ตามวัยของเขา เชื่อว่าอะไรที่ไม่เป็นสากลเดี๋ยวมันก็ตายไปเอง เรียกว่าเป็นยุคหนึ่งของวัยรุ่น แม้แต่ผู้ใหญ่ก็เคยเป็นเช่นกันในช่วงวัยรุ่น

ภาษาวัยรุ่นก็อยู่ในบริบทของมัน ไม่ได้กระโดดออกมาอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์ มันอยู่ในกลุ่มของเขา ผู้ใหญ่ไม่ควรที่จะไปกลัว เพราะครั้งหนึ่งที่เราเป็นเด็ก ก็ยังเคยใช้ภาษาแบบพวกเขา

ส่วนที่ผู้ใหญ่บางคนมองว่าถ้าไม่ห้ามปราม เด็กอาจจะติดได้ ซึ่งผมมองว่ามันไม่ติดหรอก ถึงเวลาที่ทำงาน เขาก็คงไม่กล้าที่จะใช้ภาษาแบบนี้ทำงานแน่นอน"

3.กาญจนา นาคสกุล

ราชบัณฑิตประเภทวรรณศิลป์

"ถ้าบอกว่า ชิมิ จะทำให้ภาษาวิบัติคงจะแรงไป แต่ถ้าถามว่าเป็นคำที่ควรใช้หรือไม่ ก็บอกว่าไม่ควร เพราะเป็นคำที่ไม่เป็นที่เข้าใจกันทั่วไป ศัพท์พวกนี้เป็นการเล่นคำของผู้ใช้ภาษากันเองที่ต้องการพูดให้แปลก เป็นการล้อเล่นกันบ้าง หรือมีที่มาจากเรื่องราวเฉพาะส่วนตัวที่เขาประสบ เลยมีคำเฉพาะของเขา นี่เป็นปกติของภาษา แต่ถ้าเอามาใช้ในสื่อในที่สาธารณะ เพื่อที่จะให้คนอื่นรู้เรื่องด้วย มันก็จะไม่เป็นผล เพราะคนเขาจะไม่เข้าใจ ทำให้การสื่อสารไม่สัมฤทธิผล และถ้าถามว่าจะทำให้ภาษาเสียหรือไม่ มันก็มีส่วน อย่างคำว่า 'ชิมิ' ที่แปลว่า 'ใช่ไหม' ก็อาจทำให้คำว่า 'ใช่ไหม' ในภาษาไทยเกิดเป็นคำหลายรูปขึ้น เมื่อมีหลายรูป ก็เกิดความไม่แน่ใจว่า รูปไหนควรใช้ในกรณีไหน เพราะภาษาจะมีบริบทที่ควรใช้ และไม่ควรใช้ต่างกัน และถ้าคนที่ไม่รู้เอาคำสแลงเหล่านี้ไปใช้ในที่ที่ควรจะใช้ภาษาทางการ ภาษาสุภาพ หรือ ภาษาที่เป็นวิชาการจะทำให้ผลงานเสียไป

ถ้าเด็กใช้ของเขาเอง เดี๋ยวเขาก็ลืม เดี๋ยวเขาก็คิดคำใหม่ สื่อมวลชนอย่าไปสนใจเอามาใช้ด้วย อย่านำไปขยาย คำนี้ก็จะไม่แพร่หลาย เด็กก็จะใช้ในหมู่ของเขา จะพูด จะเขียน จะโต้ตอบ ก็เป็นเรื่องของคนในกลุ่มเล็กๆ ที่เขาจะใช้กัน เมื่อเวลาผ่านไปมันก็จะหาย นอกเสียจากว่า เราเอาไปใช้กันมากๆ มันถึงจะแพร่หลายไป"

4.อนันต์ เหล่าเลิศวรกุล

อาจารย์ภาควิชาภาษาไทย

คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ

"ในฐานะของนักวิชาการด้านภาษา ไม่ได้มีความกังวลต่อเรื่องดังกล่าว เนื่องจากคำว่า 'ชิมิ' เป็นศัพท์ที่วัยรุ่นปัจจุบันนำมาดัดแปลงจากคำว่า ใช่มั้ย-ใช่ไหม ซึ่งใช้กันเฉพาะกลุ่ม โดยเฉพาะในสังคมออนไลน์ เช่นเดียวกับคำว่า "เก๋" ซึ่งสามารถใช้คำว่า "ดูดี" หรือ "เข้าท่า" ก็ได้ แต่เมื่อใช้ในภาษาพูดก็กลับใช้คำว่าเก๋แทน"

"เวลาที่มีการวิจารณ์การใช้คำว่าเหมาะ หรือไม่เหมาะอย่างไรนั้น ต้องดูจากบริบท วิธีการนำมาใช้ หากทุกคนหันมาใช้คำว่า ชิมิ จนทำให้คำว่าใช่ไหมหายไป ก็จะส่งผลกระทบ แต่กรณีนี้คิดว่าไม่มีการนำคำว่า ชิมิ มาใช้แทนคำว่าใช่ไหมอย่างแน่นอน แต่เป็นเพียงการสื่อสารเฉพาะกลุ่ม เข้าใจว่านายไตรรงค์คงเป็นห่วงที่จะต้องรักษาให้คำคำหนึ่งคงอยู่ต่อไป

อย่างไรก็ตาม ตนอยากฝากไปถึงอาจารย์ผู้สอนในสถานศึกษา ควรแนะนำให้นักเรียน นักศึกษา เข้าใจการเลือกใช้คำให้ถูกต้อง เหมาะสมตามกาลเทศะ"

ที่มา : ข่าวสด

 
  เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง :-
 
  เนื้อหาที่คุณอาจกำลังค้นหา :-
บทความที่น่าสนใจ
สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์
340 ลาดพร้าว 112 วังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310
โทร 0-2514-0593 แฟ็กซ์ 0-2538-4215 Email : Webmaster@muslimthaipost.com
สารบัญเว็บไซต์ Muslimthaipost.com
SubDomain หน้าหลัก