หมวดหมู่
หน้าหลัก       ยินดีต้อนรับสู่มุสลิมไทย โพสต์
ค้นหา
หากมีคำค้นหลายตัว สามารถคั่นด้วย comma (,)
หน้าหลัก >> Muslimthai Focus
พิมพ์หน้านี้  |  ส่งให้เพื่อน
วันปิยะมหาราช บทเรียนจากประวัติศาสตร์ : สร้างดุลยภาพ ประสานประโยชน์ หนทางสู่ปรองดอง
บทเรียนจากประวัติศาสตร์ : สร้างดุลยภาพ ประสานประโยชน์ หนทางสู่ปรองดอง (มติชน)

เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2553 กองทัพเรือ, กรมศิลปากร, บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) และมูลนิธิพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5 ณ ป้อมพระจุลจอมเกล้า จัดสัมมนาเชิงวิชาการ “รำลึก 100 ปี ปิยมหาราชานุสรณ์ : บทเรียนความอยู่รอดของชาติท่ามกลางความขัดแย้ง” ณ ห้องเจ้าพระยา หอประชุมกองทัพเรือ โดยมีศาสตราภิชาน สุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และเลขาธิการมูลนิธิพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 ณ ป้อมพระจุลจอมเกล้า กล่าวปาฐกถานำ

 

ดร.สุรเกียรติ์ กล่าวว่า พระราชวิเทโศบายของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในการปฏิรูปแผ่นดินสยามครั้งใหญ่ที่ผ่านมานั้น ควรถูกนำมาประยุกต์ใช้ในการวางรากฐานและดำเนินนโยบายด้านต่างๆ ของประเทศ ไม่ว่าเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา ศิลปวัฒนธรรม เกษตรกรรม การปกครอง การคลัง ความมั่นคงของชาติ หรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ฯลฯ ด้วย

 

"การทำประเทศให้ทันสมัย เพื่อให้ต่างประเทศยอมรับนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง นโยบายต่างประเทศนั้นทำให้เราผสมผสานวัฒนธรรมของตะวันตกอย่างกลมกลืน ทำให้เราพัฒนาประเทศให้ทันสมัยในทุกด้าน สิ่งควรนำมาประยุกต์ใช้ก็คือ พระราชวิเทโศบายในการสร้างความสมดุลของมหาอำนาจ หรือนโยบายการผูกมิตรกับมหาอำนาจหนึ่ง ไว้คอยคานอำนาจกับอีกมหาอำนาจหนึ่ง (Balance of Power) ท่ามกลางกระแสล่าอาณานิคมของประเทศมหาอำนาจในขณะนั้น"

 

อดีตรมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า ร.5 ทรงเห็นว่าควรเร่งเสริมให้ประเทศมหาอำนาจอื่นๆ เช่น รัสเซีย หรือเยอรมนี ซึ่งตอนนั้นปรัสเซียเพิ่งรวมเป็นรัฐเยอรมันได้ รวมทั้งสหรัฐฯ และญี่ปุ่น เข้ามามีผลประโยชน์และอิทธิพลในไทยพร้อมๆกัน เพื่อคานอำนาจของอังกฤษและฝรั่งเศส ส่วนกับรัสเซียนั้น ร.5 ได้เชิญพระเจ้าซาร์นิโคลาส มาเยือนประเทศไทยตั้งแต่ยังทรงเป็นมกุฏราชกุมาร และเมื่อท่านขึ้นเป็นกษัตริย์ จึงมีความใกล้ชิดเป็นพิเศษ

 

ดังนั้น เมื่อ ร.5 เสด็จเยือนรัสเซียอย่างเป็นทางการ ได้มีการฉายพระรูปร่วมกับสมเด็จพระเจ้าซาร์ และมีการเผยแพร่ทางหนังสือพิมพ์ไปทั่วยุโรป ซึ่งมีผลในการจำกัดบทบาทของอังกฤษและฝรั่งเศส ให้เห็นว่าสยามนั้นเป็นเพื่อนสนิทของรัสเซีย และมีผลให้รัสเซียนั้นเจรจากับฝรั่งเศสให้ลดความก้าวร้าวกับไทย ให้ยอมรับไทยในฐานะรัฐอธิปไตย และลดละการระรานลง และเป็นผลให้การเสด็จประภาสยุโรปครั้งที่ 1 ในปี 2440 อังกฤษและฝรั่งเศสนั้น ต้อนรับ ร.5 ในฐานะองค์ประมุขของรัฐอธิปไตย

 

"เมื่อพิจารณาถึงประเทศที่ท่านเสด็จนั้น จะเห็นได้ว่าครอบคลุมด้านเศรษฐกิจ การเมือง วิทยาการ โดยการเสด็จอย่างไม่เป็นทางการของพระองค์ครั้งหนึ่งยังประเทศนอร์เวย์ ในปี พ.ศ. 2450 ซึ่งเป็นปีที่นอร์เวย์เพิ่งเป็นราชอาณาจักร ด้วยการแยกตัวออกจากสวีเดนเพียง 2 ปี และนับเป็นกษัตริย์จากเอเชียพระองค์แรก ซึ่งทำให้กษัตริย์แห่งนอร์เวย์เกิดความประทับใจเป็นอย่างยิ่ง

 

นอกจากนั้น การที่ท่านมีที่ปรึกษาเป็นชาวต่างประเทศ มีการปฏิรูปกฏหมาย โดยใช้กฏหมายภาคพื้นยุโรปแบบฝรั่งเศส เยอรมัน หรือญี่ปุ่น เป็นลายลักษณ์อักษร โดยมีที่ปรึกษาเป็นชาวฝรั่งเศส ญี่ปุ่น และเยอรมัน ทำให้ต่างชาติเชื่อถือในกฏหมายของไทยว่ามีความเป็นสากล

 

ซึ่งพระองค์ทรงใช้นโยบายทางต่างประเทศที่ทำให้เกิดผล 3 เรื่องใหญ่ คือ เกิดการผสมผสานทางศิลปวัฒนธรรม ของตะวันตกอย่างกลมกลืน นโยบายที่ต้องนำพาการพัฒนาประเทศให้ทันสมัยขึ้นในทุกๆ ด้าน และทำให้เรารักษาดินแดนส่วนใหญ่ของประเทศและเอกราชไว้ได้”

 

การประยุกต์พระราชวิเทโศบายแบบง่ายๆก็คือ การสร้างความสมดุลให้เกิดขึ้นระหว่างบทบาทและอิทธิพลของมหาอำนาจ โดยมีอเมริกาซึ่งมีบทบาทที่สุดด้านความมั่นคง การเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ขณะที่จีนและอินเดียก็เพิ่มบทบาทมากขึ้น ประเทศในยุโรปก็รวมตัวกันเป็นสหภาพยุโรป (อียู) และผลประโยชน์ที่ประเทศมหาอำนาจมองมาที่เอเชียก็ยังเช่นเดิมเหมือนเช่นในอดีต การที่อังกฤษยึดพม่าเป็นประเทศอาณานิคม หรือฝรั่งเศสยึดเวียตนาม ลาว และกัมพูชา มิใช่แค่เพียงต้องการทรัพยากรทางธรรมชาติที่มีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ของทั้งสองประเทศเท่านั้น แต่ยังต้องการใช้ประเทศเหล่านี้เป็นทางผ่านสู่จีน 
 
สำหรับการสร้างสมดุลที่เราใช้ในประเทศไทย อดีตรมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยได้ดำเนินนโยบายทางต่างประเทศที่เน้นความร่วมมือต่างๆ กับประเทศในเขตอนุภูมิภาค ซึ่งทำให้มหาอำนาจแสดงความสนใจ มีประเทศใหม่ๆ เข้ามามีบทบาทสำคัญ โดยไทยได้ใช้ทั้งกรอบทวิภาคีและพหุภาคีในการสร้างความร่วมมือ เช่น ทวิภาคีที่ชัดเจนกับจีน อินเดีย รัสเซีย แต่ไม่ทิ้งความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกา  ส่วนพหุภาคี เช่น ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง ระหว่างกัมพูชา ลาว พม่า ไทย และเวียดนาม หรือ ACMECS กรอบความร่วมมือเอเชีย หรือ ACD

 

"เราต้องใช้ประโยชน์จากการแข่งขันของมหาอำนาจที่อยากจะเข้ามามีบทบาท โดยเฉลี่ยให้มีความมีดุลยภาพและเป็นประโยชน์ต่อเรามากที่สุด และในช่วงปี 2544 ที่เกิดเหตุตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ถล่ม หรือแม้สงครามในอิรัก เราถูกสหรัฐฯกดดันให้เข้าร่วมในการทำสงครามกับอิรัก หรือที่เรียกว่า Coalition of the willing

 

และแม้สุดท้ายเราจะไม่เข้าร่วมการทำสงครามดังกล่าว แต่เราก็มีจุดยืนร่วมกับประเทศในอาเซียน และในเอเชีย ในการฟื้นฟูบูรณะอิรักหลังสงคราม และก็ถือว่าเราสามารถยืนอยู่ข้างอังกฤษและฝรั่งเศสในการต่อต้านการก่อการร้ายได้โดยที่ไม่ต้องทำสงคราม"

 

“การสร้างสมดุลกับมหาอำนาจในสถานการณ์วิกฤติต่างๆ ทำให้ประเทศไทยรอดปากเหยี่ยวปากกามาได้ เพราะเรามีจุดยืนต่างประเทศที่สามารถยืนอยู่กับสหรัฐ อังกฤษ รัสเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และประเทศมุสลิมได้ด้วย ดังนั้นเราควรใช้พระราชวิเทโศบายการสร้างสมดุลมหาอำนาจมาใช้  โดยเฉพาะกับมหาอำนาจด้านเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้”

 

ดร.สุรเกียรติ์ กล่าวว่า การศึกษาและความเข้าใจประวัติศาสตร์เป็นสิ่งสำคัญในทางนิติศาสตร์ระหว่างประเทศ คือการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กฎหมายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้น ต้องศึกษาประวัติศาสตร์ในห้วงเวลานั้นๆ ด้วย ว่า ช่วงที่กฎหมายฉบับนั้นๆ เกิดขึ้นภายใต้บริบทของสังคม เศรษฐกิจ การเมืองในขณะนั้นอย่างไรบ้าง จำเป็นต้องเกิดขึ้นเพราะอะไร และมีแนวทางการบังคับใช้อย่างไร

 

“สิ่งสำคัญที่ทำให้เราเข้าใจประวัติศาสตร์ก็คือ สิ่งที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นในประวัติศาสตร์ เกิดขึ้นเพราะมีข้อจำกัดอะไร การใช้เหตุการณ์ในปัจจุบันไปตัดสินเหตุการณ์ในอดีตนั้นคงไม่ได้”

 

ดร.สุรเกียรติ์ กล่าวถึงกรณีปราสาทเขาพระวิหารหลายคนตั้งคำถามว่า เราไม่ควรแพ้คดีในศาลโลกเพราะหลักกฎหมายปิดปาก ไทยไม่คัดค้านแผนที่ที่กรรมธิการสยาม-ฝรั่งเศสร่างขึ้น เรามีพฤติกรรมที่ยอมรับโดยปริยายตั้งแต่ปีค.ศ.1904 จนปี ค.ศ.1907 ที่มีสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ซึ่งผู้ใหญ่ของไทยในเวลานั้นก็ไปเยี่ยมเยียนพื้นที่ดังกล่าว โดยไม่ได้ปฏิเสธการเป็นเจ้าของของฝรั่งเศส ทั้งที่เราเชื่อว่าเส้นของแผนที่ที่ร่างขึ้นบริเวณเขาพระวิหารนั้นไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นศาลจึงถือว่า กฎหมายปิดปากเรา ถือว่า เรายอมรับ เราไม่ได้ค้าน ซึ่งเรื่องนี้นั้นผู้รู้หลายท่านก็อธิบายให้เราเข้าใจได้ว่า ปีค.ศ.1907 นั้นเป็นปีที่เราเสียเสียมราฐ พระตะบอง ศรีโสภณ เป็นปีที่เราเสียนครวัดนครธม แต่เราก็ได้จันทบุรีและตราดคืนมา

 

ดร.สุรเกียรติ์ กล่าวอีกว่า ถือว่าเป็นพระปรีชาสามารถอย่างมากด้านต่างประเทศ เพราะฝรั่งเศสสมัยนั้นเป็นมหาอำนาจผู้ล่าอาณานิคม คือเวลานั้นเราเสียดินแดนให้ฝรั่งเศสไม่ใช่เสียให้กัมพูชา เพราะฉะนั้นในปีค.ศ.1907 ที่เราเสีย 2-3 จังหวัดไป แต่ได้จันทบุรีและตราดกลับมา และไม่ควรไปทักท้วงปราสาทเขาพระวิหาร โดยบอกว่าการลากเส้นปราสาทเขาพระวิหารของฝรั่งเศสนั้นผิดพลาด ทำให้ล้ำเข้ามาในเขตแดนไทย ถ้าหยิบยกขึ้นฝรั่งเศสคงจะไม่ยอมฟัง และถ้าฟังก็คงไม่ให้มาเปล่าๆ คงจะบีบบังคับเอาจังหวัดอะไรของเราไปอีกหลายจังหวัด ซึ่งก็คงไม่คุ้มกับปราสาทหนึ่งแห่งเป็นแน่ ถ้าเราศึกษาในมุมนี้ก็จะเข้าใจได้ว่า สถานการณ์ในตอนนั้น ประเทศไทยมีข้อจำกัดอย่างไร”

 

พระราชกรณียกิจด้านต่างๆที่มีผลกับการต่างประเทศ ทำให้เราเรียนรู้ว่า เราอยู่รอดมาได้อย่างไรท่ามกลางความขัดแย้งของมหาอำนาจในขณะนั้นที่มุ่งล่าเมืองขึ้น หาประโยชน์กับประเทศที่อ่อนแอ ประเทศสยามเองก็มีความขัดแย้งภายในอยู่ไม่น้อย พระราชปณิธาน ที่ว่า "อธิปไตย พัฒนา สามัคคี" ที่ทำให้เราอยู่รอดมาจนถึงปัจจุบัน เรามีอธิปไตย มีพัฒนา เหลือแต่สามัคคี

 

อดีตรมว.ต่างประเทศ ยังกล่าวอีกว่า อยากให้ทุกคนศึกษาพระราชวิเทโศบายของรัชกาลที่ 5 มาเป็นบทเรียน และน้อมประยุกต์ใช้ในสังคมไทย ศึกษาถอดบทเรียนทางประวัติศาสตร์เพื่อแก้ไขความขัดแย้งในสังคมไทย และเพื่อประกอบจุดยืน และยุทธศาสตร์การต่างประเทศของสังคมไทยเพื่อความอยู่รอดของชาติในเวทีระหว่างประเทศ โดยมีสัมพันธ์ที่ดี มีสมดุลทั้งกับประเทศมหาอำนาจ และสร้างมิตรกับประเทศทั้งใกล้และไกล เพื่อประโยชน์ทุกด้านของประเทศและคนไทยโดยส่วนรวมต่อไป

 

นอกจากนั้น ศ.พิเศษ ธงทอง  จันทรางศุ เลขาธิการสภาการศึกษาแห่งชาติ กล่าวว่า ประวัติศาสตร์นับตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เส้นกราฟการเปลี่ยนแปลงของประเทศไทยเป็นบวกมาตลอด ซึ่งตรงข้ามกับประเทศพม่า ซึ่งเป็นประเทศคู่มิตรคู่รบกับไทยมาโดยตลอดเพราะพระอัจฉริยภาพของพระมหากษัตริย์ไทย ซึ่งมีความพร้อมที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงประเทศให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในรัชสมัยของรัชกาลที่ 5 ซึ่งทรงครองราชย์อยู่นานถึง 42 ปี ทำให้การดำเนินนโยบายด้านต่างๆเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

 

โดยประเด็นที่น่าสนใจคือ ประการแรก การใช้วิธีการในการประสานประโยชน์และสร้างดุลยภาพจากส่วนต่างๆได้อย่างสัมฤทธิ์ผล ประการที่สอง การที่พระองค์ยอมสละประโยชน์ส่วนพระองค์เพื่อประโยชน์ส่วนรวม ตามพระราชหัตถเลขาถึงสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ ว่า " เป็นพระเจ้าแผ่นดินมิได้ไว้สำหรับมั่งมี มิใช่สำหรับเกลียดและแก้แค้น มิใช่สำหรับโกรธและสามารถทำอะไรได้ตามใจชอบ เป็นพระเจ้าแผ่นดินคือมีหน้าที่รักษาบ้านเมืองให้อยู่รอด และเกียรติยศที่ได้รับเมื่อตายไปแล้ว ก็คือคนจะนิยมยกย่องว่าสามารถทำหน้าที่นี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ"

 

และประการที่สาม การที่สามารถผูกใจคนได้ และสามารถชักโยงน้ำใจให้เห็นด้วยโดยมิได้ใช้ราชาภิสิทธิ์ นโยบายที่ประสานประโยชน์ และการเสียสละประโยชน์ของตนเองเพื่อบ้านเมืองนั้น ทำให้ประชาชนทั้งหลายเดินตามแนวทางของพระองค์ได้ หากคนไทยในยุคปัจจุบันน้อมนำมาเป็นแนวทางในการสร้างความปรองดอง เพื่อขจัดความขัดแย้งในบ้านเมือง ก็ถือเป็นสิ่งที่คนไทยในยุคปัจจุบันจะทำเพื่อท่านได้ในโอกาสนี้เช่นกัน

 
  เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง :-
 
  เนื้อหาที่คุณอาจกำลังค้นหา :-
บทความที่น่าสนใจ
สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์
340 ลาดพร้าว 112 วังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310
โทร 0-2514-0593 แฟ็กซ์ 0-2538-4215 Email : Webmaster@muslimthaipost.com

Warning: include(../../main/globalsitemap.php): failed to open stream: No such file or directory in /home/muslimpo/public_html/muslimthai/main/index.php on line 194

Warning: include(): Failed opening '../../main/globalsitemap.php' for inclusion (include_path='.:/usr/lib/php:/usr/local/lib/php') in /home/muslimpo/public_html/muslimthai/main/index.php on line 194