หมวดหมู่
หน้าหลัก       ยินดีต้อนรับสู่มุสลิมไทย โพสต์
ค้นหา
หากมีคำค้นหลายตัว สามารถคั่นด้วย comma (,)
หน้าหลัก >> Muslimthai Focus
พิมพ์หน้านี้  |  ส่งให้เพื่อน
ความหนาวที่แตกต่าง เมื่อเมืองไทยจะหนาวสุดๆ ในรอบ 30 ปี
แม้เมืองไทยจะไม่ได้หนาวจัด จนมีหิมะตกเหมือนกับต่างประเทศในแถบยุโรป อเมริกาหรือเอเชียบางประเทศก็ตาม แต่เมื่อถึงยามหน้าหนาวคราใดคนไทยก็จะคึกคักตื่นเต้นกับช่วงฤดูนี้ไม่น้อย ดังจะเห็นได้ตามแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติต่างๆ โดยเฉพาะทางแถบภาคเหนือ หรือภาคอีสานจะมีนักท่องเที่ยวแห่กันไปเที่ยวตามยอดดอย ยอดภู เพื่อไปดูทะเลหมอก อาบน้ำค้างและแม่คะนิ้ง รวมทั้งยังส่งผลต่อยอดการจองห้องพักกันแน่นเหยียดข้ามปีทีเดียว 
       
       ขณะที่ในฟากของเมืองหลวง คนกรุงถ้าพูดถึงหน้าหนาวสิ่งที่มาพร้อมๆ กับฤดูกาลนี้คือลานเบียร์ ที่เป็นธุรกิจหนึ่งที่จะสร้างสีสันช่วงลมหนาวได้ไม่น้อย นอกจากนี้ก็ยังเป็นช่วงสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้แก่ผู้จัดงานอีเวนต์และการจัดงานแสดงดนตรี คอนเสิร์ต ที่ต่างสรรหาสถานที่จัดกิจกรรมท้าลมหนาว ขณะเดียวกันที่ต่างจังหวัดทางภาคเหนือ อีสานหรือพื้นที่ทุรกันดารบนยอดดอย ในหุบเขาอันห่างไกล ก็จะเห็นผู้ใจบุญเข้าแถวเรียงรายขึ้นไปมอบ แจกจ่ายข้าวของเครื่องอุปโภค บริโภคเครื่องกันหนาวนุ่งห่มให้แก่คนที่ประสบภัยหนาว
       
       นี่คือหน้าหนาวในช่วงปีที่ผ่านๆ มาแต่สำหรับปีนี้มีการคาดการณ์ว่าจะหนาวกว่าปกติตามประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยาที่ออกมาประกาศว่า อากาศช่วงฤดูหนาวของประเทศไทยตั้งแต่กลางเดือนตุลาคม 2553 ถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2554 คาดว่าจะมีอากาศหนาวกว่าปีที่แล้ว และอุณหภูมิจะต่ำกว่าปกติหรือค่าเฉลี่ยในรอบ 30 ปี เหตุที่ฤดูหนาวปีนี้จะมีความหนาวเย็นกว่าปกติ เพราะมีปัจจัยจากปรากฏการณ์ลานีญานั่นเอง 
       
       อิทธิพลลานีญา
       
       จากที่มีการคาดการณ์ว่าเมืองไทยจะมีอุณหภูมิต่ำกว่าปกติในช่วงนี้ โดยส่วนหนึ่งก็ได้รับอิทธิพลมาจากปรากฏการณ์ลานีญา ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์จัดการความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (ศรภอ.) อย่าง ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ก็บอกว่า มีโอกาสเป็นไปได้เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ที่ไทยจะมีอุณหภูมิต่ำลง เพราะปีนี้อิทธิพลของลานีญาแรงมาก เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในรอบ 20-30 ปีถือว่าต่ำกว่ามาก
       
       “ลานีญาไม่ได้เป็นสาเหตุโดยตรงของอากาศเย็น แต่เป็นปรากฏการณ์ที่จะเอื้อให้มวลอากาศเย็น โดยปกติอากาศหนาวจะเกิดจากมวลอากาศเย็นในประเทศจีน แล้วไหลลงมาสู่พื้นที่อื่นๆ หากมันไหลมาไม่ถึงประเทศไทยก็จะทำให้หนาวน้อย แต่พอเป็นภาวะลานีญาจะเอื้อให้อากาศเย็นไหลมาได้มากขึ้น และอากาศก็จะแช่อยู่นาน”
       
       ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ จากบันทึกประวัติศาสตร์ก็มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา โดยลักษณะของการเกิดลานีญาจะหมุนวงรอบแบบนี้ รอบละประมาณ 12-18 ปี สลับกันไปกับเอลนีโญ ซึ่งลานีญาที่เกิดในช่วงนี้เริ่มก่อตัวขึ้นตั้งแต่เดือนพฤษภาคมของปีที่แล้ว และกำลังจะถึงจุดสูงสุดประมาณเดือนพฤศจิกายนนี้
       
       ซึ่งจุดสังเกตอย่างหนึ่งที่พบเห็นได้ง่าย เวลามีปรากฏการณ์นี้ว่าจะแรงหรือไม่คือ ปริมาณฝน หากมีมากโดยเฉพาะช่วงปลายฤดูฝน โอกาสที่รุนแรงก็ย่อมมีสูง แต่ทั้งนี้เรื่องฝนกับอากาศหนาวนั้นไม่เกี่ยวข้องกัน แต่เผอิญมีความสัมพันธ์กับปรากฏการณ์ลานีญาเหมือนกัน
       
       ความหนาวที่แตกต่าง
       
       แน่นอนว่าเมื่ออากาศหนาวมาเยือนก็ย่อมส่งผลต่อคนในแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกันอย่างแน่นอน อันเนื่องมาจากความแตกต่างทางด้านสังคม พื้นที่ภูมิศาสตร์ ชนชาติ พื้นเพวัฒนธรรม รวมทั้งบริบททางสังคม
       
       ดังคำอธิบายของ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.อมรา ประสิทธิ์รัฐสินธุ์ อดีตอาจารย์ประจำคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาศาสตร์ ที่บอกว่า ในสังคมไทยแต่ละกลุ่มก็มองความหนาวไม่เหมือนกัน ตามภูมิหลังและฐานะของแต่ละคน
       
       “คำว่า ภัยหนาว เป็นคำที่แสดงให้เห็นว่าสำหรับเมืองไทยบางภาค คนยากจนเขามองความหนาวคือ ‘ภัย’ เป็นสาเหตุซึ่งนำมาในสิ่งที่เราไม่ชอบ แล้วพอไปดูบ้านเมืองก็กันดาร บ้านก็อยู่ห่างกัน บางทีหนาวจัดๆ ก็ทำให้คนตายได้ แต่เราใช้คำแบบนี้กับคนกรุงไม่ได้หรอก เพราะกรุงเทพฯ หนาวก็ไม่มาก บ้านเมืองก็ดูแออัดก็ยิ่งทำให้ความหนาวลดลงไปอีก”
       
       อย่างไรก็ตาม ดร.อมราบอกต่อว่าจากสิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้แต่ละพื้นที่มีมุมมองและการต่อยอดความหนาวที่ไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะคนเมืองที่มีฐานะอยู่แล้ว ก็จะไม่มองความหนาวเป็นเรื่องน่ากลัว แต่มองเป็นเรื่องน่าสนุกน่าตื่นเต้น ส่งผลให้กิจกรรมแบบดื่มเบียร์แก้หนาว หรือแฟชั่นหน้าหนาวจึงเกิดขึ้น
       
       ฉะนั้นการจะมองคำคำหนึ่งว่าจะมีความหมายไปทางด้านไหนนั้น อยู่ที่การตีความ หากมองด้วยสายตาที่ต่างกัน วัฒนธรรมต่างกัน ก็เป็นไปไม่ได้หรอกที่จะตีความออกมาเหมือนกัน
       
       หนาวจนชิน
       
       จากภาวะที่อากาศจะหนาวเพิ่มขึ้นคนที่ได้รับผลกระทบอันดับแรกๆ ก็คงจะหนีไม่พ้นประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่บนดอย บนที่สูง เพราะอย่างที่รู้กันว่าคนที่อาศัยในพื้นที่เหล่านี้ โดยปกติอากาศก็จะหนาวกว่าภาคอื่นอยู่แล้ว
       
       ในเรื่องนี้คนที่อาศัยอยู่บนพื้นที่สูงอย่าง วรรณระเบียบ บุญเกิด ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยกุ้ง อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องอสอน ก็ได้เล่าว่า โดยปกติที่บ้านห้วยกุ้งหรือสบเมยอากาศก็จะหนาวตลอดทั้งปีอยู่แล้ว อุณหภูมิเฉลี่ยจะอยู่ที่ 17-20 องศาเซลเซียส ดังนั้นชาวบ้าน เด็กนักเรียน และบรรดาครูก็จะสวมชุดกันหนาวทุกวันตลอดทั้งปีเช่นกัน
       
       “โชคดีหน่อยที่เด็กนักเรียนได้รับทุนเรียนฟรี 15 ปี เลยเอาเงินจากตรงนี้มาช่วยได้เรื่องค่าเครื่องแบบนักเรียน โดยเปลี่ยนจากชุดนักเรียนเป็นชุดพละชุดกีฬา เพื่อที่จะให้พวกเขามีเสื้อแขนยาวกางเกงขายาวใส่เพิ่มความอบอุ่นได้ตลอดปี”
       
       อย่างไรก็ตาม แม้อุณหภูมิจะลดลงหรืออากาศจะหนาวเพิ่มเท่าไหร่ ผอ.โรงเรียนบ้านห้วยกุ้ง บอกว่าชาวบ้าน เด็กนักเรียนที่ห้วยกุ้งก็ไม่หวั่นหรือตื่นเต้นแต่อย่างใดเพราะคุ้นชินกับอากาศหนาวๆ แบบนี้เสียแล้ว
       
       “คนที่นี่ก็ชินกับอากาศหนาวเพราะอยู่มาตั้งแต่เกิด และเกือบทุกคนก็จะใส่เสื้อหนาวกันตลอด ที่ไม่ใส่เฉพาะช่วงหน้าหนาวเท่านั้น อย่างปีก่อนๆ เมื่อเข้าช่วงหน้าหนาวเด็กนักเรียนก็อาจมีไม่สบายกันบ่อยเป็นไข้หวัด แต่ก็จะเป็นในช่วงอาทิตย์แรกที่เข้าสู่หน้าหนาว หลังจากนั้นก็จะปรับตัวได้ อย่างเมื่อสองปีที่แล้วเคยเกิดเหตุครั้งหนึ่งที่หมู่บ้านของเด็กนักเรียน เวลาหน้าหนาวก็จะก่อกองไฟหุงข้าวกันหน้าบ้าน แล้วเด็กก็ไปนอนข้างกองไฟเพื่อสร้างความอบอุ่นแต่ไฟกลับไหม้ผ้าห่มโดยไม่รู้ตัว เด็กก็เป็นแผลเพราะไฟไหม้
       
       “แต่คนในพื้นที่อื่นเช่นในเมืองหลวงที่ไม่ค่อยได้เจออากาศหนาวก็อาจมีดีใจตื่นเต้นบ้าง เพราะเขาคงไม่ได้เจอบ่อยๆ เหมือนกับว่าถึงช่วงที่จะเอาเสื้อกันหนาวใส่เสื้อแขนยาวกันสักทีหนึ่ง มีคำพูดที่ชอบพูดกันว่าถ้าจะดูสาวให้งามต้องดูสาวหน้าหนาว เพราะว่าหน้าหนาวสาวๆ เขาชอบแต่งชอบใส่เสื้อผ้าเสื้อหนาวที่มีสีสันกัน”
       
       ฤดูหนาว 'ความบันเทิง' ของคนเมือง
       
       ขณะที่คนกรุงเทพฯ ที่อาศัยอยู่ในเมือง มีพื้นที่ที่แออัดและร้อนอบอ้าว และนานๆ ทีถึงจะมีลมหนาวมาเยือนสักครั้ง บางปีก็ใช่ว่าจะหนาว หรือบางปีก็หนาวไม่กี่วัน เมื่อถึงช่วงลมหนาวและปีนี้มีทีท่าว่าอากาศจะหนาวกว่าปกติ ดังนั้นจึงกลายเป็นสิ่งที่คนในเมืองใหญ่ต่างโหยหากัน
       
       "จริงๆ ชอบหน้าหนาวมากที่สุดเลย แต่มีน้อยเหลือเกิน ถือว่าค่อนข้างรอคอยหน้าหนาวมาก แต่ก็ไม่ค่อยแน่ใจเท่าไรว่า มันจะหนาวจริง เพราะบางปีที่บอกว่ามันจะหนาวก็ไม่ค่อยหนาว หรือบางทีก็หนาวแป๊บเดียว ถ้าเป็นไปได้อยากให้หิมะตกด้วยซ้ำ แต่ถ้าถึงขั้นนั้นโลกก็คงใกล้แตกแล้วล่ะ"พิชญา วงศ์ธนาสุนทร ดีไซเนอร์สาวแสดงความคิดเห็น
       
       เช่นเดียวกับ สิริภัทร์ เยือนอัมพร นักวิจัยตลาดอาวุโส ที่กล่าวว่า 'เทศกาล' ในฤดูหนาว เป็นสิ่งที่น่าหลงใหลมากที่สุด
       
       "ปกติชอบหน้าหนาวอยู่แล้ว ผู้หญิงส่วนใหญ่จะชอบหน้าหนาวเพราะผิวจะสวย หน้าก็ไม่มัน แถมยังได้แต่งตัวสวยๆ ออกมาเดินข้างนอกได้ บรรยากาศก็โรแมนติก แต่จริงๆ สภาพอากาศคงไม่ใช่เรื่องหลักแต่น่าจะเป็นเรื่องของตัวเทศกาลต่างๆ ที่มีช่วงหน้าหนาวต่างหากที่ช่วยให้หน้าหนาวกลายเป็นสิ่งพิเศษ ทั้งเทศกาลดนตรี ลานเบียร์ วันคริสต์มาส ปีใหม่ หรือการไปเที่ยวภาคเหนือในช่วงหนาวๆ ก็เป็นอะไรที่พิเศษมาก"
       
       แต่ใช่ว่าเธอจะมองเห็นแต่ด้านดีอันสวยงามของหน้าหนาวเท่านั้น เพราะ สิริภัทร์ ก็ได้กล่าวถึงมุมกลับอันน่าสนใจเกี่ยวกับหน้าหนาวอันแสนสวยงาม
       
       "แต่จริงๆ ก็เห็นใจคนต่างจังหวัดในโซนที่หนาวมากๆ เพราะเขาขาดแคลนเสื้อกันหนาวและผ้าห่ม คนกรุงเทพฯ มักจะไม่ได้มองเรื่องนี้กันเท่าไร หน้าหนาวมาก็ดีใจได้แต่งตัว ตอนเด็กๆ เราก็ไม่ค่อยนึกถึงเรื่องนี้ แต่พอโตมาแล้วก็จะเริ่มเห็นอะไรมากขึ้น เพราะเวลาหนาวมากๆ มันทรมานจริงๆ มันไม่ใช่แค่หนาวเล่นๆ แบบกรุงเทพฯ" นักวิจัยตลาดสาวกล่าวสรุป
 
  เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง :-
 
  เนื้อหาที่คุณอาจกำลังค้นหา :-
บทความที่น่าสนใจ
สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์
340 ลาดพร้าว 112 วังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310
โทร 0-2514-0593 แฟ็กซ์ 0-2538-4215 Email : Webmaster@muslimthaipost.com

Warning: include(../../main/globalsitemap.php): failed to open stream: No such file or directory in /home/muslimpo/public_html/muslimthai/main/index.php on line 194

Warning: include(): Failed opening '../../main/globalsitemap.php' for inclusion (include_path='.:/usr/lib/php:/usr/local/lib/php') in /home/muslimpo/public_html/muslimthai/main/index.php on line 194