หมวดหมู่
หน้าหลัก       ยินดีต้อนรับสู่มุสลิมไทย โพสต์
ค้นหา
หากมีคำค้นหลายตัว สามารถคั่นด้วย comma (,)
หน้าหลัก >> Muslimthai Focus
พิมพ์หน้านี้  |  ส่งให้เพื่อน
คลิปฉาวเผาศาล! ปูดชื่อพสิษฐ์/ปชป.ระอุ ระทึกลุ้นเรียก อภิชาต

คลิปฉาวเผาศาล! ปูดชื่อพสิษฐ์/ปชป.ระอุ ระทึกลุ้นเรียก อภิชาต

ประชาธิปัตย์แค้น ประสานเสียง กกต.ไล่บี้หนัก ศาลรัฐธรรมนูญต้องสอบคลิปลับวงหารือองค์คณะฯ หลุดว่อนเน็ต เด็ดหัวบริวารเป็นพิษ "วิรัช" ด่าเลขานุการ "ชัช ชลวร" ชั่วสามานย์ แฉกระเป๋าตุงรับเละหลังเอาชีวิตเข้าแลก "ชวน-มาร์ค" ป้องไม่ปลดพ้นทีมทนาย แต่เพื่อไทยยื่นถอดถอน ขู่ยื่นยุบพรรครอบสอง ลุ้นเรียก "อภิชาต" เบิกความตามคลิปหรือไม่จันทร์นี้  "สดศรี" แฉ "พ." ก็เคยมาหาคุยเรื่องคดี  ชี้หลัง 18 ต.ค. ตุลาการโดนเล่นหนัก

      การพิจารณาคดียุบพรรคประชาธิปัตย์สำนวนคดีใช้เงินกองทุนพัฒนาพรรคการเมือง 29 ล้านบาทโดยผิดวัตถุประสงค์ และรายงานบัญชีค่าใช้จ่ายอันเป็นเท็จของศาลรัฐธรรมนูญ ในวันจันทร์ที่ 18 ตุลาคมนี้ เวลา 10.00 น. ได้ตกเป็นที่สนใจของสังคมอย่างมาก เพราะนอกจากเป็นวันสุดท้ายของการไต่สวนพยานฝ่ายผู้ถูกร้องคือพรรคประชาธิปัตย์ ที่จะมีพยานขึ้นเบิกความ 4 ปาก คือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรค ซึ่งเซ็นรับรองงบดุลดังกล่าวส่งไปให้ กกต. แล้วยังมีนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม, นายถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย และคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ขึ้นเบิกความด้วยแล้ว ยังเป็นการพิจารณาคดีในช่วงที่เกิดการแพร่คลิปลับที่เกี่ยวข้องกับคดียุบพรรคตามเว็บไซต์ต่างๆ ถึง 5 ชุด

      ซึ่งหลายชุดเห็นได้ชัดว่าเป็นการถ่ายโดยฝีมือของคนภายในศาลรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะในห้องประชุมขององค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นการประชุมที่ไม่เปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกที่ไม่ใช่ตุลาการ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ นิติกร เข้าไปได้โดยเด็ดขาด อันมีเนื้อหาการพูดคุยกันขององค์คณะฯ ที่มีการหารือหลายเรื่อง แต่เรื่องที่สำคัญคือการหารือถึงเรื่องที่จะเรียกนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองมาเบิกความ หลังฝ่ายประชาธิปัตย์ได้สู้คดีในประเด็นข้อกฎหมายว่าการส่งคำร้องคดีนี้ของนายอภิชาตเป็นโมฆะ ไม่สามารถทำได้ ซึ่งในคลิปที่ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นเสียงของตุลาการคนไหนหรือบุคคลใดได้พูดขึ้นมาว่า ถ้าศาลรัฐธรรมนูญเรียกนายอภิชาตมาเบิกความแล้วไม่มาก็จะเสียเอง 

      รวมถึงคลิปที่องค์คณะตุลาการคุยกันในเรื่องที่ ส.ส.พรรคเพื่อไทยกล่าวอ้างก่อนหน้านี้ว่ามีคลิปลับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบางคน จนในคลิปมีเสียงตุลาการบางคนพูดว่า ภรรยาที่บ้านถามว่าใช่คลิปของตนเองหรือไม่ จากนั้นก็มีเสียงหัวเราะอย่างเป็นกันเองดังขึ้นเมื่อพูดถึงเรื่องนี้

      ทำให้การพิจารณาคดีในวันจันทร์ที่ 18 ตุลาคมนี้ ทั้งฝ่ายประชาธิปัตย์และเพื่อไทย รวมถึง กกต. กำลังลุ้นว่าองค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะมีการใช้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่เป็นระบบไต่สวน ซึ่งให้อำนาจองค์คณะสามารถเรียกพยานบุคคลมาเบิกความเพิ่มเติมได้ หากว่าฟังการเบิกความของพยานบุคคลและอ่านพยานเอกสารแล้วยังมีข้อสงสัยในข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง ศาลจะมีการเรียกพยานบุคคลมาเบิกความเพิ่มเติมหรือไม่ หลังจากเสร็จสิ้นการไต่สวนพยานทั้งฝ่าย กกต.และประชาธิปัตย์แล้ว     

      โดยคนที่ถูกจับตามองมากที่สุดว่าศาลรัฐธรรมนูญจะเรียกมาเบิกความหรือไม่ ก็คือนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. และนายทะเบียนพรรคการเมือง หลังมีการเอ่ยชื่อถึงในคลิปของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และคลิปที่นายวิรัช ร่มเย็น ทีมกฎหมายของพรรค และนายวรวุฒิ นวโภคิน คนของพรรคประชาธิปัตย์ ไปพบกับเจ้าหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีการระบุในคลิปชัดเจน อันเป็นคำพูดของนายวรวุฒิว่า   "ถ้าประธาน กกต.มาเบิกความแค่คนเดียวจะเป็นผลบวกกับทางพรรคมากกว่า" ซึ่งหากศาลรัฐธรรมนูญไม่มีการเรียกพยานมาเบิกความเพิ่มเติม ก็จะทำให้การตัดสินคดียุบพรรคประชาธิปัตย์สำนวนคดีเงินกองทุน 29 ล้านบาทเร็วขึ้นกว่าเดิมอย่างน้อยเกือบ 2 สัปดาห์

ปชป.แถลงด่วนล็อบบี้ยุบพรรค
      ด้านนายวิรัช ร่มเย็น ส.ส.ระนอง และหนึ่งในทีมกฎหมายสู้คดียุบพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยนายวิรัตน์ กัลยาศิริ ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมกันแถลงข่าวหลังจากภาพในคลิปเห็นหน้าของนายวิรัช ร่มเย็น ไปพบคนของศาลรัฐธรรมนูญชัดเจน

      นายวิรัชกล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ยึดมั่นคำขวัญประจำพรรคว่า สัจจํ เว อมตวาจา คือการพูดความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย ขอปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยเฉพาะที่กล่าวหาว่าไปล็อบบี้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ไม่มีการล็อบบี้ตุลาการ เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดจากการคบคิดวางแผนชั่วร้ายอย่างเป็นกระบวนการ โดยมีพรรคเพื่อไทยเป็นผู้เขียนบท เพื่อให้ข้อเท็จจริงทั้งหมดมุ่งสู่การทำลายล้างสถาบันองคมนตรี และ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ทำลายพรรคประชาธิปัตย์ กระบวนการยุติธรรม เป็นกระบวนการชั่วช้าสามานย์ เรื่องดังกล่าวมีการวางแผนอย่างเป็นระบบ โดยในคลิปที่ 2 มีภาพบุคคล 3 คน คือตน นาย พ. และนายวรวุฒิ นวโภคิน ที่ปรึกษากรรมาธิการการส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเขาเป็นประธานกรรมาธิการฯ อยู่ โดยนายวรวุฒิเป็นเพื่อนร่วมรุ่นนักศึกสถาบันพระปกเกล้า หลักสูตรการเมืองการปกครอง (ปปร.13) ซึ่งมีสมาชิกพรรคเพื่อไทย อาทิ ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช ส.ส.ขอนแก่น และ ร.ต.อ.อรรถกวี ขุนพินิจ ลูกเลี้ยง พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร ร่วมเรียนด้วย

      "เหตุการณ์เริ่มจากนาย พ. ได้ติดต่อมาทางนายวรวุฒิว่าอยากขอพบกับผม เพื่อจะได้มีการพูดคุยและรับประทานอาหารที่ร้านอาหารฟู้ดดี ในซอยหมู่บ้านปูนซิเมนต์ไทย ย่านประชาชื่น เวลา 14.00 น. ของวันที่ 7 ต.ค. ผมเห็นว่านาย พ. เป็นเลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญ โดยมารยาทด้วยความเกรงใจและอยากทราบว่าต้องการคุยเรื่องอะไร จึงต้องไปพบเป็นการส่วนตัวโดยไม่ได้แจ้งให้ชวน หลีกภัย, บัญญัติ บรรทัดฐาน, บัณฑิต ศิริพันธ์ ทีมกฎหมายคนอื่นๆ ทราบ การพบกับนาย พ. มีกระบวนการวางแผนตั้งกล้องแอบถ่าย โดยตอนแรกคนชื่อ พ. หันหลังให้กล้อง ทำให้บังไม่สามารถเห็นภาพผมได้ชัด จึงย้ายที่มานั่งที่หัวโต๊ะ เนื่องจากเขารู้มุมกล้องตั้งไว้ เป็นกล้องขนาดเล็ก แต่ผมไม่ได้สังเกต ทำให้ภาพจับภาพผมได้ชัด ถือว่าเป็นกระบวนการชั่วจริงๆ และในการพูดคุย นาย พ.ก็จะใช้คำถามที่เป็นคำถามนำ โชคดีที่มีคลิปตอนที่ 3-5 ซึ่งเป็นการแอบถ่ายในห้องทำงานของตุลาการทั้ง 7 คน จึงแสดงว่าการทำแบบเป็นกระบวนการจริง ถ้าอยากรู้ใครแอบถ่ายคลิปดังกล่าว ต้องดูว่าใครที่เข้าไปห้องทำงานของตุลาการได้ คำตอบคือเจ้าหน้าที่ เชื่อว่านาย พ.เข้าไปได้แน่นอน เพราะกระบวนการศาลมีขั้นตอนเข้มงวดมาก ก่อนจะเข้าไปได้ต้องมีการลงชื่อ แลกบัตร ฝากอุปกรณ์ทั้งมือถือและอุปกรณ์ไฮเทคทั้งหลาย ไม่สามารถเอาเข้าไปได้ไม่ว่าจะเป็นใคร ยกเว้นนาย พ.ที่อยู่นอกเหนือหลักเกณฑ์กติกา สามารถนำอุปกรณ์มือถือไฮเทคทั้งหลายเข้าไปได้เพียงคนเดียว ซึ่งสามารถตรวจสอบจากกล้องซีซีทีวีของศาลได้หากศาลอนุญาต" นายวิรัชกล่าว 
ด่าชั่วสามานย์เลขาฯ ประธานศาล

      นายวิรัชแถลงอีกว่า ที่ผ่านมาเคยมีเหตุการณ์กรณีของนายทศพล เพ็งส้ม ส.ส.นนทบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ทีมกฎหมายคดียุบพรรค เคยถูกความชั่วช้าสามานย์ โดยชายชื่อ พ. ร่วมมือกับพรรคเพื่อไทย เรียกให้นายทศพลไปรับเอกสารที่ศาล และมีการถ่ายคลิปไว้ ทำให้วันนี้นายทศพลต้องเจ็บช้ำกับเรื่องเหล่านี้ เชื่อว่าการกระทำของนายพ. ที่ร่วมมือกับพรรคเพื่อไทยเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับตุลาการทั้ง 7 คน แต่ก็แปลกใจที่คนอย่างนาย พ. มีความรู้ดี หน้าที่การงานดี แต่ไม่น่าเชื่อว่าจะวิ่งเข้ากองไฟเพื่อเป็นดาวลูกไก่และฮาราคีรีฆ่าตัวตาย งานนี้ไม่ธรรมดา การแลกด้วยชีวิตราชการคงได้ไม่น้อย น่าจะจำนวนมาก เพื่อไทยใช้วิธีการสกปรกมาใช้กับกระบวนการยุติธรรม

      "ส่วนเรื่องที่ว่าผมจะไปล็อบบี้เพื่อให้มีการสืบพยานเพิ่มเติม ตามระบบการทำงานของศาลรัฐธรรมนูญ เลขานุการศาลรัฐธรรมนูญหรือเลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจกำหนดพยานกี่คน คดียุบพรรคประชาธิปัตย์เมื่อมีการเรียกนายอิสระ หลิมศิริวงศ์ ประธานคณะกรรมการสอบสวนของ กกต.มาให้การแล้ว ขั้นต่อไปก็อาจจะเรียกนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต.มาให้ข้อมูลด้วย จึงไม่จำเป็นต้องมีการไปให้ล็อบบี้ให้มีการเรียกนายอภิชาตมาให้การแต่อย่างใด ยังมีคลิปที่ พล.อ.เปรมนั่งอยู่กับประธานศาลรัฐธรรมนูญ โดยพยายามเบี่ยงเบนว่า พล.อ.เปรมมาล็อบบี้ประธานศาลรัฐธรรมนูญ เป็นไปไม่ได้ เป็นการเขียนและทำขึ้นเอง อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 27 ก.ย. 53 ที่ผ่านมา ก่อนที่จะมีคลิปเผยแพร่ นายจตุพร พรหมพันธุ์ เคยขู่ว่าจะเปิดคลิปตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แสดงว่าเตรียมการไว้แล้ว  ถือว่ายิ่งกว่ากดดันศาล  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่คิดจะฟ้องร้องนาย พ. เพราะนาย พ. เป็นเจ้าหน้าที่ศาล ศาลรัฐธรรมนูญจะดำเนินการภายในเอง และไม่คิดจะปลดนายวรวุฒิออกจากที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการฯ เพราะยังไม่มีความชัดเจนว่าได้กระทำความผิด มั่นใจว่าคลิปดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อคดียุบพรรค ไม่คิดจะต้องรับผิดชอบด้วยการลาออกจากทีมกฎหมายของพรรค เพราะไม่ได้ทำความผิด และจะเดินทางไปร่วมสืบพยานวันที่ 18 ต.ค.ด้วย เรื่องนี้นายกฯ ก็ได้บอกให้แถลงตามข้อเท็จจริง" นายวิรัชกล่าว

"ชวน"สวดวิรัช สงสัยคนในศาล รธน.
      ส่วนนายวิรัตน์ กัลยาศิริ ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ที่มีการนำคลิป พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นั่งอยู่กับนายชัช ขลวร ประธานศาล รธน. เพื่อสื่อว่าเป็นอำนาจมืด อำนาจพิเศษสั่งศาล รธน.  ถือเป็นภาพที่โกหกอย่างน่ารังเกียจ น่าจะเป็นภาพที่ศาลมาคารวะพล.อ.เปรมตามวาระต่างๆ อยากถามว่าใครจะได้ประโยชน์กับคลิปที่เกิดขึ้น แล้วต้องใช้เงินกี่พันล้านบาทในการดำเนินการ เป็นการทำลายนิติรัฐ และทำลายศาลรัฐธรรมนูญที่น่ารังเกียจเพื่อสร้างความชอบธรรมในการกลับเข้าสู่อำนาจของใครบางคน ทั้งนี้ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต้องทบทวนเหมือนกันว่าให้บุคคลภายในหรือภายนอกไปบันทึกภาพได้อย่างไร

      นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะทำงานด้านกฎหมายต่อสู้คดียุบพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงเรื่องคลิปดังกล่าวว่า ไม่มีอะไร ไม่ได้มีการไปวิ่งคดี คือพรรคพวกนัดให้ไปพบ ซึ่งเราได้เตือนล่วงหน้าแล้วว่ากรณีของนายทศพล เพ็งส้ม นั้นเป็นตัวอย่างที่ว่าไม่ได้ทำผิดอะไร แค่ไปตามนัด ไปรับเอกสาร ซึ่งไม่ได้เป็นเอกสารผิดอะไร ก็ยังเกิดปัญหา ซึ่งได้สำทับตลอดเวลาให้ระวัง เพราะต้องรู้ว่ามันเป็นกระบวนการที่ทำมาอย่างต่อเนื่อง   

   
 "ที่นายวิรัชเล่าถึงเหตุผล ก็ได้ถามว่าจำได้หรือไม่ว่าเราเคยเตือนกัน ซึ่งตัวนายวิรัชเองก็บอกว่าจำได้ ซึ่งบังเอิญเป็นคนที่รู้จักกันไม่ได้เป็นการนัด แต่เป็นการเชิญไปพบ จึงเกิดความเกรงใจจึงต้องไป เท่าที่ผมดูคลิปก็คิดว่าคงมีการวางแผนเอาไว้ คงไม่มีผลอะไรต่อคดี แม้กระทั่งคลิปที่เข้าไปถ่ายในห้องประชุมตุลาการได้ ผมก็ยังงงอยู่เหมือนกันว่าทำได้อย่างไร คดีมาถึงจุดจบแล้ว จะไม่มีการปรับทีมสู้คดี นายวิรัชไม่ได้เป็นอย่างนั้น ส่วนเรื่องทางสังคมคงไม่เกิดอะไร เพียงแต่เกิดการข้องใจตุลาการและพรรคประชาธิปัตย์ คิดว่าในช่วงระยะเวลาที่มีการพิจารณาคดีที่ผ่านมา ทางตุลาการก็ให้โอกาสมากเพื่อไม่ให้ถูกกล่าวหาอคติ ผมรู้ว่าตุลาการท่านระวังมากให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย อะไรที่คั่งค้างท่านทำด้วยตัวของท่านเอง เพื่อให้คดีกระจ่างชัดว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร น่าจะเป็นแผนตั้งแต่ต้น จึงได้นัดนายวิรัชไป วิรัชเองก็ไม่คิดว่าจะมีเรื่อง ส่วนที่ในคลิปพบว่าตุลาการมีการเรียกสรรพนามว่า มัน นั้น ผมไม่ทราบ แต่อาจจะไม่ได้เจตนาให้เป็นอย่างนั้น ผมก็ดูแต่ว่าเข้าไปในถ่ายในห้องตุลาการได้อย่างไร" นายชวนตั้งข้อสงสัยไว้

      นายบัณฑิต ศิริพันธ์ หัวหน้าทนายความต่อสู้คดียุบพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงเรื่องเดียวกันว่า การที่คนยอมเอาชีวิตข้าราชการ เอาตัวเองหรือเจ้านายตัวเองมาเสี่ยง แสดงว่าต้องมีอะไรเดิมพันหนุนหลัง ซึ่งกรณีดังกล่าวสามารถตอบโจทย์ได้ง่ายๆ ว่าการลงทุนขนาดนั้นชีวิตข้าราชการต้องจบ การที่ถ่ายภาพโดยมีการหลบมุมกล้อง และต่อมาเรื่องมาถึงพรรคเพื่อไทย แล้วนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ ออกมาแถลง ถือเป็นแผนการที่ตื้นมาก อีกทั้งยังเป็นการประจานตัวเองว่าสิ่งที่ทำไปนั้นมีจุดประสงค์เพื่ออะไร ทำไมจึงกล้าเสี่ยง

      ถามว่า กรณีนี้พรรคประชาธิปัตย์ได้แต้มมากกว่าเสียแต้ม นายบัณฑิตกล่าวว่า เท่าที่คิดก็เป็นอย่างนั้น ทั้งนี้การที่นายวิรัชไปพบกับนาย พ. นั้นอาจจะเป็นเพราะเป็นคนใต้เหมือนกัน อาจจะมีความไว้ใจในการพูดคุย และอีกมุมหนึ่งก็อาจจะต้องการทราบเกมมากกว่า

      ส่วนการไต่สวนคดีในวันที่ 18 ตุลาคมนี้ นายบัณฑิตกล่าวว่า เคยทำอย่างไรก็ทำอย่างนั้น โดยเมื่อเสร็จสิ้นศาลก็นัดสรุปความ ซึ่งไม่มีอะไรน่าวิตก ในส่วนของการสืบพยาน นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม ที่ไม่ได้ยื่นคำให้การกับทางคณะทำงานกฎหมายของพรรคไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะศาลได้อนุญาตแล้ว ส่วนที่แยกส่งนั้นอาจจะเป็นเพราะนายพีระพันธุ์อาจจะไม่ว่างที่จะเข้ามาร่วมประชุม จึงทำเอง ไม่ได้มีความขัดแย้งแต่อย่างใด   

   
 "ส่วนกรณีที่จะขอให้มีการสืบพยานซึ่งเป็นประธาน กกต.ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองเพิ่มเติมนั้น ผมไม่ทราบว่าเป็นความคิดของใคร ผมชอบนะถ้ามีการนำนายทะเบียนมาเบิกความ เพราะจะได้ถามท่าน ซึ่งผมก็ไม่ทราบว่าศาลจะเรียกมาหรือไม่ หรือเมื่อศาลเรียกแล้วประธาน กกต.จะมาหรือไม่ หรือศาลอาจจะมีการให้ยื่นเป็นลายลักษณ์อักษรเหมือนกับ ร.ต.อ.เฉลิมกับ พล.ต.มนูญกฤต ซึ่งอยู่ที่อำนาจศาล" นายบัณฑิตกล่าว

      ส่วนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงเรื่องการเตรียมการไปเบิกความที่ศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 18 ตุลาคม และเรื่องคลิปคดียุบพรรคว่า ยังไม่ได้ดูตัวคลิป ดูจากข้อมูลไม่ได้ไปเกี่ยวข้องอะไรกับตุลาการ ไม่ได้เป็นเรื่องที่ไปล็อบบี้อะไรทั้งสิ้น และไม่มีความจำเป็นด้วย เพราะเรื่องของคดีเราก็คุยในคณะทำงานกฎหมายมาตลอด ว่าข้อเท็จจริงกับข้อกฎหมายที่ปรากฏในชั้นของการสืบพยาน เราพอใจ ทั้งนี้เข้าใจว่าในคลิปพูดถึงเรื่องที่จะเชิญ-ไม่เชิญใครมาเป็นพยาน ซึ่งตรงนี้พรรคได้ใช้สิทธิ์ไปหมดแล้วตั้งแต่แรกในการระบุพยาน

      เมื่อถามว่า มองเจตนาของพรรคเพื่อไทยอย่างไร นายอภิสิทธิ์  กล่าวว่า  เจตนาเข้าใจว่าคงมีความพยายามที่จะสร้างกระแสว่าถ้าคดีตัดสินอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ได้เป็นไปอย่างเที่ยงธรรม ซึ่งคิดว่าทางศาลจะต้องชี้แจงขั้นตอนการทำงานของศาลให้เกิดความเข้าใจ ในส่วนของพรรคยืนยันได้ว่าพรรคไม่มีความคิดที่จะไปล็อบบี้อะไร ไม่มีความจำเป็นอะไรทั้งสิ้น แต่คงต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพราะเรื่องทั้งหมดนี้ดูไปแล้วมีขบวนการบางอย่างอยู่ ซึ่งสอดคล้องกับหลายๆ ข่าวที่เคยออกมาก่อนหน้านี้ ถ้ามีอะไรในส่วนของพรรคที่ไม่เหมาะสม เราก็ต้องมาดูแลกัน      
 เมื่อถามว่า คิดว่าการเปิดเผยคลิปครั้งนี้เป็นฝีมือของใคร นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เขายอมรับอยู่แล้วไม่ใช่หรือ คิดว่าต้องไปตั้งคำถามฝีมือคนถ่ายกับคนที่มาติดต่อกับคนที่เผยแพร่เป็นกระบวนการเพื่ออะไร และคิดว่าอาจจะมีอะไรลึกๆ ที่ออกมามากกว่านั้น โดยในส่วนการเผยแพร่ข้อเท็จจริงคดีนี้พรรคยังไม่ทำ เพราะต้องให้การพิจารณาเสร็จสิ้นครบถ้วนแล้วเราจะเอาข้อเท็จจริงว่าข้อกล่าวหาทั้งหมดเป็นอย่างไร คำชี้แจงของเราในศาลเป็นอย่างไร 

     
 " ไม่ขอพูดเรื่องมั่นใจ-ไม่มั่นใจ เพราะเป็นเรื่องที่ศาลจะพิจารณาและคงไม่เหมาะสมที่จะไปบอกว่าเราคิดยังไง แต่ก็พอใจ ถึงได้บอกว่าไม่เห็นประโยชน์อะไรว่าใครจะต้องไปล็อบบี้ ดิ้นรนอะไร พยานที่อ้างว่าอยากให้มา เราไม่ได้ระบุ ได้สอบถามคณะทำงานด้วยซ้ำว่าเคยมีการพิจารณาประเด็นนี้หรือไม่ ก็ปรากฏว่าเคยมี และคิดกันว่าไม่จำเป็นต้องระบุ ฉะนั้นไม่มีประเด็นอะไร มีการโยงไปถึงผู้ใหญ่คนนั้นคนนี้ ก็ไม่มีอะไร เป็นภาพนิ่งเฉยๆ เรื่องนี้มันมีสองคดีจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานในการต่อสู้แทบจะเหมือนกันหมด มันเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกันระหว่างเงิน 258 และ 29 ล้าน ฉะนั้นหากตัดสินทางใดทางหนึ่งโอกาสที่จะไปทางเดียวกันมันสูง แต่ตอนนี้คนสงสัยยุบพรรคสองครั้งแปลว่าอะไร ครั้งหนึ่งโดน 5 ปี สองครั้งใน 10 ปีหรือเปล่า ก็บอกไม่ใช่ 10 ปี ที่พูดเช่นนี้ไม่ได้รู้การตัดสินล่วงหน้า" หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าว

      เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่หากศาลจะตัดสินแล้วทำให้มีความขัดแย้งเกิดขึ้นตามมา นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า พรรคจะตรวจสอบอีกครั้งในกรณีที่เกิดขึ้น แต่ในส่วนของศาลท่านคงจะต้องมีการชี้แจงการทำงานของท่านอยู่ เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าทุกอย่างเป็นไปอย่างตรงไปตรงมา

พร้อมพงศ์ปูดชื่อ"พสิษฐ์ ศักดาณรงค์"      
 ที่พรรคเพื่อไทย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงว่า วันนี้ประชาธิปัตย์จนมุมในคดียุบพรรคแล้วจนวิ่งเต้นนอกศาล จนเป็นที่มาของคลิปฉาวโฉ่ละเมิดกระบวนการยุติธรรม ขบวนการนี้จะต้องมีผู้ใหญ่ทั้ง 2 ฝ่ายรู้เรื่องด้วย ศาลรัฐธรรมนูญจะยังคงดำรงไว้ซึ่งหลักนิติธรรมหรือไม่ 
      นายพร้อมพงศ์นำปี๊บที่มีรูปภาพขาวดำเป็นใบหน้าของนายอภิสิทธิ์, นายชวน, นายวิรัช ร่มเย็น และข้อความระบุที่อยู่ของที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ ติดไว้ในแต่ละด้านขึ้นมาโชว์ พร้อมกล่าวว่า

      "หลังจากที่เปิดคลิปแฉขบวนการลวงโลก แก๊ง 19 มงกุฎแล้ว ฉีกหน้ากากประจานให้สังคมได้เห็นแล้วก็คิดว่าคนในพรรคประชาธิปัตย์บางคนอาจไม่กล้าไปศาล จึงขอฝากปี๊บนี้ไปให้คนในรูปภาพ โดยจะให้แมสเซนเจอร์จัดส่งไปยังพรรคประชาธิปัตย์ทันทีที่ผมแถลงข่าวจบ และขอท้าให้พรรคประชาธิปัตย์ฟ้องผมเลย กระบวนการนี้เราขอประณาม คลิปที่ออกมานี้เกิดจากการหักกันเอง พรรคเพื่อไทยคงไม่มีความสามารถไปทำได้ มันเหมือนกับการถ่ายคลิปเก็บไว้ของสามี ภรรยา แล้วตกไปอยู่กับมือที่ 3 อาจจะเป็นพวกเดียวกัน ที่เห็นความไม่ถูกต้อง หรือพวกเดียวกันที่หวังจะขึ้นสู่ตำแหน่งและได้ประโยชน์จากคดียุบพรรค" โฆษกพรรคเพื่อไทยระบุ
      นายพร้อมพงศ์ได้นำคลิปภาพและเสียงสนทนาตามที่เคยระบุก่อนหน้านี้มาเปิด ซึ่งเป็นคลิปเดียวกับที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ยูทูบในขณะนี้ โดยเป็นตอนที่ 2 ที่ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะฝ่ายกฎหมายนั่งสนทนากับเจ้าหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญ โดยมีอีกคนหนึ่งอยู่ในวงสนทนาด้วย โดยนายพร้อมพงศ์กล่าวว่า คลิปนี้เป็นการสนทนาที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งระหว่างนายวิรัช ร่มเย็น กับนายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ เลขานุการนายชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ โดยมีนายวุฒิ นายทุนของนายหัวนักการเมืองภาคใต้ ที่เอ่ยชื่อทุกคนต้องร้องอ๋ออยู่ด้วย      
 สำหรับเนื้อหาการสนทนาเป็นความพยายามที่จะนำ กกต.มาเบิกความต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้การเป็นคุณต่อพรรคประชาธิปัตย์ เกี่ยวกับประเด็นข้อกฎหมาย โดยเฉพาะนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง ที่มีการสนทนาว่าถ้ามาเบิกความจะเป็นผลบวกกับประชาธิปัตย์ (อ่านรายละเอียดหน้า 4) 
      "จะทำการรวบรวมรายชื่อ ส.ส.ยื่นถอดถอนนายวิรัช ร่มเย็น ออกจากตำแหน่ง ส.ส. เนื่องจากกระทำผิดจริยธรรมทางการเมืองอย่างร้ายแรง แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม และคณะทำงานฝ่ายกฎหมายจะนัดประชุมกันอีกครั้งในช่วงบ่ายของวันที่ 18 ต.ค. เพื่อพิจารณาว่าจะยื่นคำร้องให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์รอบใหม่ได้หรือไม่ เพราะนายวิรัชเป็นกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนี้ ไม่ใช่แค่นายวิรัชคนเดียวที่รู้เห็นในขบวนการล็อบบี้ครั้งนี้ ต้องมีผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์ร่วมด้วย และจะยื่นไปยังสภาทนายความให้ถอดถอนใบอนุญาตของนายวิรัช รวมทั้งนายทศพล เพ็งส้ม ส.ส.นนทบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ที่ไปรับเอกสารกับเจ้าหน้าที่ศาลนอกเวลาที่ทำการศาลก่อนหน้านี้ด้วย" โฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าว

สดศรีแฉ"พ."ก็เคยมาหา 
 นางสดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านกิจการพรรคการเมือง กล่าวถึงกรณีนี้เช่นกันว่า เป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก เพราะตั้งแต่อยู่มาและเคยทำงานเป็นผู้พิพากษาไม่เคยมีเรื่องเช่นนี้ เพราะฉะนั้นเป็นหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญที่จะต้องเคลียร์ตัวเองให้ชัด
 “อะไรที่เกิดขึ้นในศาลก็ต้องเคลียร์ เพิ่งเคยเจอเป็นครั้งแรก อยู่ศาลมานานไม่เคยเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นเลย เห็นเรื่องแบบนี้แล้วน่ากลัวมาก แล้วเรื่องอย่างนี้มันหลุดออกไปได้อย่างไร เชื่อว่าต้องเป็นคนในแน่ คนนอกคงจะมาอัดคลิป คงเป็นไปไม่ได้ พวกท่านต้องสะสางกันเองแหละท่านทั้งหลาย งานนี่ศาลรัฐธรรมนูญโดนเข้าแล้วเต็มที่เลย เห็นแล้วน่ากลัว น่ากลัวมาก สำหรับสถานการณ์เช่นนี้ ตอนนี้กระแสสังคมมากดดันให้ศาลยุบพรรคประชาธิปัตย์ หากศาลไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นมาอะไรจะเกิดขึ้นหรือเปล่า ไม่อยากให้สถานการณ์บ้านเมืองเป็นเช่นนี้เลย เพราะถ้าวุ่นวายมาก เกิดมีอะไรขึ้นมาอีก คิดดูให้ดี
 เชื่อว่าหลัง 18 ต.ค.ไปแล้วสถานการณ์น่าจะคุมากขึ้น และศาลก็จะถูกเล่นงานมากขึ้น และตอนนี้ก็เป็นการตีปลาหน้าไซ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญไม่ยุบก็จะมีปัญหาทันที ครั้งที่แล้วเสื้อแดงก็มากดดัน กกต.แล้วครั้งนี้ก็เป็นศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็ห่วงพวกท่านเช่นกันไม่ว่าจะออกมาแบบไหน" นางสดศรีระบุ
 เมื่อถามว่า อักษรย่อ พ.ในคลิปมีการบอกว่าเป็นบุคคลใกล้ชิดประธานศาลรัฐธรรมนูญ นางสดศรีกล่าวว่า รู้จักนายชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญมาก่อน ท่านเป็นคนดี แต่หากเป็นเช่นนั้นจริงก็ต้องถือว่ามีบริวารเป็นพิษ ซึ่งก็ต้องจัดการ เพราะทำให้เสื่อมเสียถึงตัวท่านได้ การที่จะไว้ใจลูกน้องก็ต้องดูคนเหมือนกัน
         “ ไม่ทราบเหมือนกันว่าอักษรย่อ พ.นั้นเป็นคนเดียวกันที่เคยมาหาหรือไม่ เพราะมีทั้งมาคุยและโทรศัพท์มาหา พูดเรื่องคดีเช่นกัน แต่เป็นการถามถึงการดำเนินการกับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งก็คิดว่าประธานศาลฯ ให้มาเหมือนกัน แต่ระหว่างพูดคุยก็มีหลายคนอยู่ด้วย โดยมาพร้อมกับเลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญ และได้โทร.มา
อีกครั้งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากที่ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการทีวีไปไม่นานว่า สรุปแล้วทางศาลจะเชิญท่านอภิชาตมาเบิกความ ไม่เอาท่านสดศรี เพราะพวกตุลาการเขากลัวท่านสดศรี พร้อมกับหัวเราะ ซึ่งก็ไม่ได้คิดอะไร" นางสดศรีกล่าว   
 ทั้งนี้ ตำแหน่งเลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญ ตามระเบียบของศาลรัฐธรรมนูญปี 2547 กำหนดให้มีได้ 1 คน โดยมีเงินเดือนให้ 38,630 บาท และเงินประจำตำแหน่งอีก 4,900 บาท

 
  เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง :-
 
  เนื้อหาที่คุณอาจกำลังค้นหา :-
บทความที่น่าสนใจ
สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์
340 ลาดพร้าว 112 วังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310
โทร 0-2514-0593 แฟ็กซ์ 0-2538-4215 Email : Webmaster@muslimthaipost.com

Warning: include(../../main/globalsitemap.php): failed to open stream: No such file or directory in /home/muslimpo/public_html/muslimthai/main/index.php on line 194

Warning: include(): Failed opening '../../main/globalsitemap.php' for inclusion (include_path='.:/usr/lib/php:/usr/local/lib/php') in /home/muslimpo/public_html/muslimthai/main/index.php on line 194