หมวดหมู่
หน้าหลัก       ยินดีต้อนรับสู่มุสลิมไทย โพสต์
ค้นหา
หากมีคำค้นหลายตัว สามารถคั่นด้วย comma (,)
หน้าหลัก >> Muslimthai Focus
พิมพ์หน้านี้  |  ส่งให้เพื่อน
สืบจากเสียง คลิปฉาวที่ใครๆ ก็อยากได้ยิน
ในยุคสมัยที่สังคมมีความเจริญทางด้านวัตถุ เทคโนโลยี ดังนั้นจึงส่งผลให้การติดต่อสื่อสารมีความสะดวกรุดหน้าไปมากเช่นกัน ไม่ว่าใครจะทำอะไร ที่ไหน อย่างไรสังคมก็สามารถรับรู้ได้ในระยะเวลาไม่นาน
       
       โดยเฉพาะบุคคลที่มีชื่อเสียงหรือบุคคลสาธารณะด้วยแล้ว การที่จะขยับไปไหน มีเรื่องกับใครก็ยิ่งต้องตกเป็นข่าวกลายเป็นเรื่องอื้อฉาวให้เป็นประเด็นร้อนได้ในเพียงเสี้ยววินาทีก็รู้กันทั่วเมือง อันเนื่องด้วยตัวเทคโนโลยี โลกไซเบอร์นี่เอง
       
       ตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นเป็นอย่างดีว่าเทคโนโลยีบนโลกไซเบอร์สามารถทำให้คนธรรมดาดังได้ชั่วเพียงข้ามคืนและคนดังมีชื่อเสียงอยู่แล้วกลับดังระเบิดไปอีกคือ การที่มีบรรดาคลิปเสียง คลิปวิดีโอ ภาพฉาวระบาดว่อนเน็ต เมื่อเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น คนรับข่าวสารทั่วไป ก็ต้องอยากรู้อยากเห็นกันเป็นธรรมดา ไม่ว่าจุดประสงค์ของการปล่อยคลิป ปล่อยภาพ เรื่องฉาวเรื่องคาวจะเป็นเอย่างไร หรือจะมีการตั้งใจให้หลุดหรือไม่ได้ตั้งใจก็ตาม
       
       และหนึ่งในเหล่าคลิปเสียงที่สังคมไทย(ส่วนใหญ่) ในตอนนี้กำลังจับตามอง เงี่ยหูฟังและได้กลายเป็นเรื่องเด็ดประเด็นร้อนก็คงจะหนีไม่พ้นคลิปเสียงเรื่อง รักส (ก) ามเส้าเราสาม(สี่) คน ระหว่างคู่สามี-ภรรยาคู่หนึ่งกับนางเอกแห่งวิกหลายสี ที่ต้องบอกว่างานนี้มีการปล่อยคลิปเสียงให้ได้ฟังกันหลายคลิปด้วยกัน
       
       หากย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ก็มีคลิปฉาว คลิปเสียงจำนวนไม่น้อยที่ได้ถูกมือดีตั้งใจปล่อย หรือบังเอิญหลุดออกมาเผยแพร่ให้ประชาชนได้ฟังกัน ไม่ว่าจะเป็นของต่างประเทศอย่างกรณีของคดีวอเตอร์เกตซึ่งเป็นคดีฉาวสะท้านโลกเกี่ยวกับการดักฟังข้อมูล การวางแผนหาเสียงเลือกตั้งของฝ่ายตรงข้าม และหนึ่งในจำนวนหลักฐานมัดตัวประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสันคือเทปบันทึกเสียง ที่มีการติดตั้งเครื่องดักฟังในทำเนียบขาว หรือมีการปล่อยคลิปเสียงที่อ้างว่าเป็นเสียงของเมล กิ๊บสัน นักแสดงฮอลลีวูด ต่อว่าอดีตแฟนด้วยคำพูดหยาบคายและเหยียดสีผิว
       
       ขณะที่เมืองไทยการปล่อยคลิปฉาวก็มีให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งก็ไม่เว้นแม้แต่คลิปเสียงที่เหมือนกับเสียงนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้มีการสั่งสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดง ซึ่งเมื่อมีการพิสูจน์แล้วก็พบว่าเป็นการตัดต่อ หรือแม้แต่ในวงการกระบวนการยุติธรรมก็ยังมีการปล่อยคลิปเสียงคนคล้ายรองอธิบดีดีเอสไอวิ่งเต้นคดีปูแดงไคโตซานกับหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีแชร์ปูแดง ขณะที่คลิปเสียงระหว่างป้าเช็ง เจ้าของน้ำหมักมหาบำบัดที่โทร.ไปทวงหนี้จำนวนกว่า 20 ล้านบาท กับคอลัมนิสต์ชื่อดังในหน้าต่างประเทศหนังสือพิมพ์หัวสียักษ์ใหญ่ก็โด่งดังไม่แพ้ใครเช่นกัน
       
       แต่ที่เห็นได้บ่อยและเด่นชัดมากที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้นคลิปฉาวของคนในวงการบันเทิงไม่ว่าจะกรณีคลิปเสียงของพิธีกรสาวปราย ธนาอัมพุช ที่โทร.ทวงกางเกงในผู้กำกับฯ ละครซิทคอมชื่อดัง คืนจากแหม่ม วิชุดา พินดัมหลุด ว่อนเน็ต ด้านสองสาวประเภทสองแห่งเวทีการประกวดทิฟฟานี ปอย-ตรีชฎากับแจ๊ส-สรวีย์ก็มีคลิปเสียงการสนทนาแบบปะ ฉะ ดะมันหยดติ๋งจนกลายเป็นศึกเกาเหลาของวงการบันเทิงอีกคู่เช่นกัน
       
       ซึ่งแต่ละคลิปเสียงที่มีการเผยแพร่หรือถูกปล่อยออกมาส่วนใหญ่จะมีแต่ด้านลบ ด้วยเหตุที่ว่าเรื่องฉาวๆ คาวๆ นั้นย่อมเป็นที่น่าสนใจ น่าตื่นเต้น น่าติดตาม และมีอิทธิพลมากกว่าเรื่องดีๆ นั่นเอง แต่เมื่อมีการหลุดของคลิปเสียงๆ ต่างผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นหนึ่งของคนที่พูดนั้นก็มักจะออกมาแก้ต่าง แก้ตัวว่านั่นไม่ใช่เสียงของตนเองเป็นคลิปที่จัดทำขึ้นมาต่างหาก หรือบางทีถึงขั้นต้องมีการพิสูจน์และขึ้นโรงขึ้นศาลเพื่อเอาผิดผู้กระทำเผยแพร่
       
       เนียนขนาดไหน ก็พิสูจน์ได้
       
       ทุกๆ ครั้งที่คลิปเสียงที่ (ควรจะ) เป็นความลับ รั่วไหลออกมา น่าแปลกที่เสียงเพียวร์ๆ เหล่านี้มักได้รับความนิยมมากกว่าคลิปวิดีโอ (แอบถ่าย) ทั้งที่มีทั้งภาพและเสียงอยู่คู่กัน
       
       เรื่องนี้ จุมพล ทองตัน ผู้อยู่ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังในวงการดนตรี ที่หลายคนมักรู้จักกันในชื่อของ 'โกไข่' และอาจารย์พิเศษ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีคำอธิบายเกี่ยวกับความนิยมเสพคลิปเสียงว่า นอกจากคลิปเสียงที่ระบาดในทุกวันนี้ก็ยังมีคลิปอื่นๆ อีกเช่นกันที่ประชาชนนิยมรับชมรับฟัง เช่น คลิปวิดีโอ แต่นั่นก็ยังน้อยกว่าการเลือกฟังเสียงจากคลิปเสียง เพราะวิดีโอเป็นการแอบถ่ายเป็นมุมมองของบุคคลที่สาม แต่คลิปเสียงจะทำให้ผู้ฟังรู้สึกใกล้ชิดเหมือนไปนั่งอยู่ในเหตุการณ์ด้วย
       
       ส่วนในเรื่องของการปลอมแปลงตัดต่อนั้น ในฐานะของมืออาชีพ จุมพล บอกว่าเป็นเรื่องง่ายดายมาก
       
       “ในฐานะคนทำงานเกี่ยวกับเสียง เกี่ยวกับดนตรี การตัดต่อเสียงนี่ถือว่าง่ายมาก ซอฟต์แวร์ต่างๆ ในท้องตลาดตอนนี้มีเยอะและใช้ไม่ยากเลย เวลาอยู่ในห้องอัดเราแก้ได้หมด ถ้าเสียงนักร้องตรงนี้ร้องยาวไปก็จะตัดให้สั้นลง เสียงเพี้ยนก็แก้ให้ไม่เพี้ยน ปรับได้หมดทุกอย่าง ความแหลม ความทุ้ม เสียงลม เสียงน้ำลาย แก้ออกมาเพอร์เฟ็กต์ด้หมด”
       
       อย่างไรก็ตามโกไข่ ก็ยังบอกอีกว่า ไม่ว่าจะมีการทำให้แนบเนียนขนาดไหน ถ้าด้วยวิธีการทางเทคนิคก็มีโอกาสมากที่จะตรวจสอบได้ว่า คลิปเสียงนั้นคือของแท้หรือของปลอม
       
       “ ถ้าเป็นมืออาชีพทำสามารถทำให้เนียนมากๆ ได้ แต่ก็สามารถจับผิดได้เช่นกัน เช่น จังหวะการเว้นวรรคการพูด หรือเสียงน้ำลาย เวลาคนเราพูดอะไรยาวๆ จะเริ่มมีน้ำลาย มีพักหายใจ ถ้าไม่มีก็จะสังเกตได้แล้วว่ามันเป็นเรื่องผิดปกติ แต่ต่อให้ทำได้เนียนจริงๆ ก็สามารถวิเคราะห์จากกราฟเสียง โดยเอาตัวไฟล์เสียงลงไปดูในโปรแกรมก็จะเห็นรอยต่อที่ไม่เนียนได้ เพราะตัวเส้นจะดูไม่เป็นธรรมชาติ แต่ที่ยากที่สุดคงเป็นแอมเบียนซ์ (เสียงบรรยากาศ) เพราะแต่ละสถานที่จะมีเสียงเฉพาะตัวและจะรวมเป็นเนื้อเดียวกับเสียงพูด ถ้าจุดนี้ทำให้เนียนได้ก็ต้องบอกว่านายแน่มาก”
       
       ไม่ต้องเป็นนักสืบก็แอบอัดได้
       
       ในอดีตกว่าจะมีคลิปเสียงหลุดมาแต่ละที เรียกได้ว่าต้องปฏิบัติการลับสุดยอด ทำกันอย่างยากลำบากกว่าที่จะให้ได้คลิปเสียงคำพูดสำคัญๆ เพียงไม่กี่นาทีมา จนเรียกได้ว่าถ้าไม่แอบอย่างแนบเนียน หรือฝีมืออย่างนักสืบขั้นเทพ คงจากยากพอดู
       
       แต่ถ้าพูดถึงสมัยนี้ เรื่องแนวนี้ถือว่าง่ายดายขึ้นเยอะ ถึงขนาดที่ เมธา (ขอสงวนนามสกุล) นักสืบเอกชนยังบอกว่าใครๆ ก็เป็นนักสืบเองได้แล้ว ด้วยความก้าวหน้าของอุปกรณ์เทคโนโลยี
       
       “เดี๋ยวนี้ไม่ต้องเป็นนักสืบก็แอบอัดแอบถ่ายได้อย่างง่ายๆ อุปกรณ์ก็เอื้อมากเหลือเกิน แค่โทรศัพท์มือถือธรรมดาๆ เดี๋ยวนี้คุยๆ อยู่ กดอัดเสียงนี่ไม่ได้ยินเสียงอะไรผิดปกติเลยนะ ไม่ต้องพึ่งอุปกรณ์นักสืบราคาแพงๆ แล้วก็ได้ แต่ถ้าเคสที่ยากหน่อย ก็อาจจะต้องใช้อุปกรณ์เสริมพวกเครื่องอัดที่อยู่ในรูปร่างของธรรมดา เช่น ไฟแช็ก ไฟฉาย พวงกุญแจรถ หรือจะใช้เครื่องดักฟังแบบไร้สาย คือเราเอาเครื่องนี้ใส่ซิมเข้าไปแล้วเอาไปวางไว้ตามที่ที่เราอยากจะอัดเสียงแล้วโทร.เข้าไป เครื่องมันก็จะดักเสียงรอบตัวด้วยไมค์คุณภาพสูง ก็จะทำให้เราได้ยินทุกอย่าง แต่ก็ต้องแอบเอาไปวางไว้เนียนๆ หน่อย แต่ถ้าถึงขั้นดักฟังโทรศัพท์มือถือโดยตรง อันนั้นยากคือเราต้องดัดแปลงตัวโทรศัพท์เครื่องนั้นด้วย ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะไปเอาของเขามาใส่โดยที่เขาไม่รู้ได้หรือเปล่า”
       
       เผยแพร่คลิป ความผิดละเมิดสิทธิ 
       
       เป็นที่ถกเถียงกันไม่น้อยว่าการที่บรรดาคลิปเสียงต่างๆ ที่กำลังหลุดว่อนโลกไซเบอร์อยู่นี้ จะถือได้ไหมว่าเป็นความผิดทางกฎหมาย ดังนั้นในฐานะนักกฎหมายแห่งสภาทนายความ ในพระบรมราชูปถัมภ์อย่าง พงศพร เลิศธนศาล ก็ชี้แจงว่า กรณีการบันทึกเสียงหรือคลิปเสียง สามารถใช้เป็นพยานในชั้นศาลได้ ซึ่งต้องมีมูลเหตุ มีแรงจูงใจ มีพยานยืนยันว่า ได้พูดจริง
       
       ส่วนกรณีการแอบบันทึกเสียงต่างๆ พงศธร ก็บอกว่า ถือได้ว่าเป็นความผิดฐานละเมิดสิทธิของผู้อื่น
       
       “แต่ความผิดที่ว่านั้น ต้องได้รับการพิสูจน์ด้วยว่าได้มีความเสียหายเกิดขึ้นจริงแล้วด้วยหรือไม่ กระนั้นการเผยแพร่เสียงที่บันทึกนั้นก็เป็นการกระทำความผิดฐานละเมิดสิทธิของคนอื่นเช่นกัน ซึ่งการละเมิดฐานเผยแพร่นี้ก็ต้องได้รับการพิสูจน์ก่อน จึงสามารถถือได้ว่ามีความผิด และต้องมีหลักฐานยืนยันว่าเป็นผู้เผยแพร่คือใคร ใครเป็นคนทำ มีที่มาที่ไปว่าคลิปนี้ได้มาอย่างไร ได้มีการเผยแพร่ที่ไหนหรือไม่ และถ้าจะสรุปทุกอย่างต้องมีหลักฐานเพื่อยืนยันเท่านั้น”
       
       อย่างไรก็ตามจะเห็นได้ว่าคลิปเสียงที่ได้ระบาดอย่างหนักได้กลายเป็นขนมหวาน สิ่งสร้างบันเทิงของคนในสังคมไปแล้ว จนอาจกล่าวได้ว่าคลิปเสียงคือ อีกหนึ่งข้อมูลหรือเรื่องราวที่จะทำให้ล่วงรู้ใกล้ชิดเพื่อนมนุษย์คนอื่นได้มากขึ้น แต่ขณะเดียวกันอย่าลืมว่าการนำสิ่งเหล่านี้ไปขยาย ส่งต่อหรือเผยแพร่นอกจากจะสร้างความเสียหายแก่บุคคลที่ตกเป็นข่าวแล้วยังนำความเดือดร้อนว่าสู่ตนเองได้ ถ้ามีการพิสูจน์หลักฐานเกิดขึ้น.-manager
 
  เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง :-
 
  เนื้อหาที่คุณอาจกำลังค้นหา :-
บทความที่น่าสนใจ
สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์
340 ลาดพร้าว 112 วังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310
โทร 0-2514-0593 แฟ็กซ์ 0-2538-4215 Email : Webmaster@muslimthaipost.com

Warning: include(../../main/globalsitemap.php): failed to open stream: No such file or directory in /home/muslimpo/public_html/muslimthai/main/index.php on line 194

Warning: include(): Failed opening '../../main/globalsitemap.php' for inclusion (include_path='.:/usr/lib/php:/usr/local/lib/php') in /home/muslimpo/public_html/muslimthai/main/index.php on line 194