หมวดหมู่
หน้าหลัก       ยินดีต้อนรับสู่มุสลิมไทย โพสต์
ค้นหา
หากมีคำค้นหลายตัว สามารถคั่นด้วย comma (,)
หน้าหลัก >> Muslimthai Focus
พิมพ์หน้านี้  |  ส่งให้เพื่อน
รัฐต้องเปลี่ยน แนวรบภาคใต้ เพื่อชัยชนะที่ยั่งยืน

รัฐบาล "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ถูกคาดหวังว่าจะสามารถแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ทุเลาลง เพราะพรรคประชาธิปัตย์ มีส.ส.จำนวนมาก ผูกขาดภาคใต้มายาวนาน น่าจะเข้าใจถึงสภาพและปมปัญหา มากกว่าพรรคอื่น

แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่ โดยเฉพาะ ในระยะ 1-2 เดือนมานี้ สถาน การณ์มีแต่จะรุนแรงมากขึ้น

ยิ่งรวมข้อมูลการก่อเหตุและความสูญเสีย ที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 4 ม.ค.2547 วันที่กลุ่มก่อความไม่สงบบุกปล้นปืนค่ายทหารที่ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส จนถึงเดือนมิ.ย.2553 โดยศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ พบว่าเกิดเหตุการณ์รุนแรงทั้งสิ้น 11,200 กว่าครั้ง มีผู้เสียชีวิต 4,262 คน เป็นไทยพุทธ 1,600 กว่าคน ไทยมุสลิม 2,500 กว่าคน ไม่ระบุสัญชาติอีก 125 คน

ส่วนผู้รับบาดเจ็บมีทั้งสิ้น 7,036 คน แยกเป็นไทยพุทธ 4,200 กว่าคน ไทยมุสลิม 2,200 คน แน่นอนว่าทั้งหมดนี้ยังไม่ใช่ตัวเลขสุดท้าย เพราะสถานการณ์ส่อเค้ารุนแรงขึ้นต่อเนื่อง

ทางคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ร่วมหาทางออกนี้ โดยผ่านเวทีอภิปราย "ข้อเสนอหยุดยิงฝ่ายเดียว แนวรบภาคใต้กำลังเปลี่ยน แปลง" โดยเชิญ รศ.ดร.จรัญ มะลูลีม อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์, พล.ต.ต.จำรูญ เด่นอุดม ประธานชมรมวัฒนธรรมอิสลามภาคใต้, นายมูฮัมหมัดอิลยาส หญ้าปรัง อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และ นายโชคชัย วงษ์ตานี ศูนย์สันติศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มาร่วมกันให้ข้อมูล



เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหา ผ่านการจัดทำเป็นรายงานทางวิชาการเผยแพร่สู่สังคม ทั้งยังกระตุ้นเตือนให้รัฐบาลนำไปศึกษา และหาทางแก้ไขต่อไป

พล.ต.ต.จำรูญ ชี้ว่า ต้องย้อนมองกลับไปในอดีต เพราะจุดเริ่มต้นของปัญหาเกิดขึ้นเมื่อปีพ.ศ.2329 ช่วงที่รัฐปัตตานีตกเป็นเมืองขึ้นของรัฐไทย มีการแต่งตั้งคนนอกพื้นที่มาปกครองเมืองปัตตานี ทั้งที่มีความแตกต่างทางด้านความเชื่อ ศาสนา และวัฒนธรรม ต่อมาได้ยกเลิกระบบเจ้าเมือง มาเป็น ผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลางในกรุงเทพฯ

สมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม เปลี่ยนชื่อประเทศ จากสยามเป็นไทย เพื่อต้องการให้คนไทยทั้งประเทศมีเชื้อชาติเดียวกัน ถือเป็นการทำลายอัตลักษณ์ของชาวมลายู

หรือแม้แต่สมัย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่ใช้นโยบายรวมเชื้อชาติ เปิดนิคมในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ย้ายคนจากภาคอื่นเข้าไปอยู่ เพื่อให้เกิดความกลมกลืนทางเชื้อชาติ แต่ผ่านมากว่า 60 ปี นโยบายนี้ไม่ประสบความสำเร็จ กลับทำให้กลายเป็นจุดหนึ่งของปัญหา ดังเหตุการณ์ที่สำคัญ คือ เจ้าหน้าที่รัฐปะทะกับชาวบ้านดุซงญอ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส จนเกิดการต่อต้านรัฐไทยมาจนถึงทุกวันนี้

พล.ต.ต.จำรูญ ให้มุมมองว่า ในอดีต นายหะยีสุหลง บิน อับดุลกาเดร์ เคยเสนอแนวทางการแก้ปัญหา ด้วยการปรับเปลี่ยนการเมืองการปกครองในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนใต้เสียใหม่ โดยให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดใน 4 จังหวัด ที่เป็นคนท้องถิ่น และข้าราชการส่วนใหญ่ต้องเป็นคนในพื้นที่ รวมทั้งให้ใช้ภาษามลายูควบคู่กับภาษาไทย และส่งเสริมให้เรียนภาษามลายูอย่างจริงจัง หากรัฐทบทวนแนวคิดนี้ เชื่อว่าปัญหาที่เกิดขึ้นสามารถแก้ไขได้



ด้านนายมูฮัมหมัดอิลยาส บรรยายว่า ความจริงภาคใต้มีปัญหามากมาย แต่มีความพยายามทำให้สังคมคิดว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเพียงความขัดแย้งระหว่างรัฐกับผู้ก่อความไม่สงบ หากมองมิติเดียวจะเป็นเรื่องอันตราย เป็นการบ่มเพาะให้เห็นว่า ผู้ก่อการต้องการแบ่งแยก 3 จังหวัดใต้ออกจากรัฐไทย ถือเป็นความคิดที่ผิด

เพราะผลจากการลงพื้นที่สำรวจของนักวิชาการหลายครั้งพบว่า บุคคลที่เป็นผู้นำที่มีอิทธิพลในพื้นที่ รวมถึงประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัด ไม่เคยมีแนวคิดแบ่งแยกดินแดนเพื่อไปตั้งรัฐอิสระ

อาจารย์มูฮัมหมัดอิลยาส ชี้ว่าเมื่อย้อนไปดูผลการสำรวจประชาชนในพื้นที่พบว่า ประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่ต้องการให้ปรับปรุงระบบการปกครอง ทั้ง อบจ. และ อบต. เพื่อให้มีความสอดคล้องและมีประสิทธิภาพมากขึ้น รองลงมาคือ ต้องการเขตปกครองพิเศษทางวัฒนธรรมรูปแบบมลายู และต้องการเขตปกครองพิเศษแบบกรุงเทพฯ และพัทยา

หลังจากนั้นได้ลงสำรวจความเห็นของอิหม่าม โต๊ะครู และครูสอนศาสนาอิสลาม พบว่าส่วนใหญ่ต้องการให้ปรับปรุงระบบการปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงต้องการให้มีการบริหารงานแบบ กทม. ให้ประชาชนในพื้นที่เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ได้เอง จากผลสำรวจทำให้เห็นว่า คนในพื้นที่ต้องการที่จะอยู่ภายในกรอบการปกครองของไทย

ขณะที่ อาจารย์โชคชัย ให้ข้อมูลว่า ช่วงเดือนก.ค.ที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงทั้งสิ้น 71 ครั้ง เสียชีวิต 39 คน บาดเจ็บ 51 คน ใน จ.ปัตตานี เกิดเหตุการณ์ 28 ครั้ง จ.นราธิวาส 26 และ จ.ยะลา 17 ครั้ง

สถานที่เกิดเหตุมากที่สุดคือ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส รองลงมาคือ อ.บันนังสตา จ.ยะลา และ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ทั้งหมดไม่ได้เกิดเพราะเหตุบังเอิญ แต่ต้องมีการวางแผน มีเป้าประสงค์สร้างเหตุการณ์รุนแรงในพื้นที่

อาจารย์โชคชัยชี้ว่า แม้ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่จะใช้ยุทธวิธี และมีอาวุธมากมาย รวมถึงงบประมาณกว่าแสนล้านบาทที่ถูกส่งมายังในพื้นที่ แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุด ดังนั้น รัฐบาลต้องกลับไปทบทวนใหม่ เพราะนั่นคือภาษีของประชาชนคนไทย

"รัฐต้องปรับเปลี่ยนแนวทางการบริหารจัดการ โดยให้ท้องถิ่นได้เลือกผู้นำของเขาเอง เพราะระบบการแต่งตั้งผู้ว่าฯ ที่ส่งจากกรุงเทพฯ ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา ไม่ตอบสนองปัญหา เพราะผู้ว่าฯ ทำงาน 2 ปี ก็ต้องย้ายไปเติบโตที่อื่น ทำให้ท้องถิ่นขาดความต่อเนื่องในการบริหารจัดการ"

"หากรัฐต้องการแก้ปัญหาให้สงบจริง รัฐต้องจับเข่าคุยกัน เพราะตอนนี้ทั้ง 2 ฝ่าย ต่างฝ่ายต่างจิ้มตากันและกัน สุดท้ายก็บอดทั้ง 2 ฝ่าย การแก้ปัญหาก็จะไม่ถูกทาง ไม่สำเร็จ ดังนั้น สังคมไทยต้องช่วยกัน ด้วยการหันหน้ามานั่งคุยกันให้มากขึ้น" อาจารย์โชคชัยสรุป
 
  เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง :-
 
  เนื้อหาที่คุณอาจกำลังค้นหา :-
บทความที่น่าสนใจ
สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์
340 ลาดพร้าว 112 วังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310
โทร 0-2514-0593 แฟ็กซ์ 0-2538-4215 Email : Webmaster@muslimthaipost.com

Warning: include(../../main/globalsitemap.php): failed to open stream: No such file or directory in /home/muslimpo/public_html/muslimthai/main/index.php on line 194

Warning: include(): Failed opening '../../main/globalsitemap.php' for inclusion (include_path='.:/usr/lib/php:/usr/local/lib/php') in /home/muslimpo/public_html/muslimthai/main/index.php on line 194