หมวดหมู่
หน้าหลัก       ยินดีต้อนรับสู่มุสลิมไทย โพสต์
ค้นหา
หากมีคำค้นหลายตัว สามารถคั่นด้วย comma (,)
หน้าหลัก >> Muslimthai Focus
พิมพ์หน้านี้  |  ส่งให้เพื่อน
ค่าครองชีพพุ่ง-เศรษฐกิจไทยล่อแหลม
รอรัฐบาลล้างบาง 'มาเฟีย' สินค้าเกษตร

ภาวะเศรษฐกิจไทยในปีนี้ตกอยู่ในภาวะ “พระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก” อย่างแท้จริง ต้องผจญปัจจัยเสี่ยงรุมเร้าเข้ามาตลอดทั้งปี เพราะหลังความขัดแย้งความรุนแรงทางการเมืองยุติลงไม่นาน “ปัญหาปากท้องค่าครองชีพพุ่งสูง” กลายเป็นโจทย์ใหม่ เข้ามาบั่นทอนความเชื่อมั่นเศรษฐกิจ กระทบต่อการดำเนินวิถีชีวิตคนไทย และเป็นการบ้าน ท้าทายการทำงานของรัฐบาล 

* ค่าครองชีพสูง
    
ที่จริงปัญหาค่าครองชีพสูง สินค้าราคาแพง เริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่เดือน พ.ค. ที่ผ่านมาแล้ว เริ่มจากราคาเนื้อหมูแพง ที่ อยู่ ๆ ราคาพุ่งขึ้นไปทะลุ กก.ละ 130-135 บาท สูงเป็นประวัติการณ์ ตามมาด้วยปัญหาน้ำตาลทราย ที่เกิดภาวะขาดแคลนไปทั่วประเทศ หลายพื้นที่มีราคาแพงเกินกว่า กก.ละ 30 บาท ทั้งที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศคุมราคาไว้แค่ กก.ละ 23.50 บาท แถมยังมีการรายงานพาณิชย์จังหวัดพบการกักตุน ขาดแคลนในหลายพื้นที่มากกว่า 40 จังหวัดทั่วประเทศ รวมถึงจำกัดโควตาการซื้อในห้างสรรพสินค้า
    
ล่าสุดยังมีปัญหาเรื่อง “ไข่ไก่” แหล่งโปรตีนราคาถูกของคนไทย ที่ถูกใช้เป็นดัชนีชี้วัดค่าครองชีพของรัฐบาลมา  ทุกยุคทุกสมัย ก็มีราคาขึ้นสูงผิดปกติ จนกลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ทุก ฉบับ “ไข่มาร์คราคาแพง แซงหน้าไข่ทุก นายกฯ” โดยไข่ไก่เบอร์ 0 บางพื้นที่ทะลุเกินฟองละ 6 บาท บางแห่งราคา 4-5 บาท ขณะที่ไข่ไก่เบอร์ 3 ที่คนไทยนิยมบริโภคสูงสุด ตกฟองละ 4 บาท ยังไม่นับปัจจัยราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ถูกจับตาว่าเมื่อเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวแล้วราคาจะกลับมาพุ่งขึ้นอีก
    
ปัญหาค่าครองชีพจึงกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้น สร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะ คนหาเช้ากินค่ำที่มีรายได้ต่ำ ซึ่งถือเป็นเรื่องน่าแปลกไม่น้อย ทั้งที่ไทยจัดเป็นแหล่งผลิตอาหารสำคัญของโลก และปีหนึ่งมีมูลค่าการส่งออกอาหารหลายแสนล้านบาท แต่คนในประเทศกลับต้องเผชิญปัญหาข้าวยาก หมากแพง การโก่งราคา และของขาดตลาด

* หวั่นสินค้าอื่นราคาขยับ
    
แต่ที่น่ากังวลไปกว่านั้นปัญหาค่าครองชีพ และราคาสินค้าเกษตรที่สูงขึ้น ยังไม่ได้ส่งผลกระทบต่อราคาขายโดยอย่างเดียว ยังกระทบทางอ้อมต่อสินค้าอื่นๆ ที่ใช้น้ำตาลทราย ไข่ไก่ เนื้อหมูเป็นวัตถุดิบในการผลิตด้วย และเกรงว่าหากราคาวัตถุดิบเหล่านี้ทรงตัวในระดับสูงต่อไป อาจเกิดการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าอื่นตามมาอีก และตอนนี้มีสินค้าหลายชนิดได้รับผลกระทบจากวัตถุดิบการผลิตอาหารเพิ่มขึ้น เช่น น้ำอัดลม นมข้นหวาน น้ำผลไม้ เครื่องดื่มทางเลือก ขนมขบเคี้ยว ขนมปัง อาหารสำเร็จรูป รวมถึงร้านค้า  เบเกอรี่ ขนมไทย อาหารตามสั่ง ก็มีท่าทีว่าจะขอขยับขึ้นราคากันอีกครั้ง
    
อธิบดีกรมการค้าภายใน วัชรีวิมุกตายน ยอมรับว่า ในการคุยกับผู้ผลิตน้ำอัดลม อาจมีการขอปรับขึ้นราคาขายน้ำอัดลมเข้ามาหากรัฐบาลไม่ยอมปรับราคาน้ำตาลทรายลงหลังจากใช้หนี้กองทุนอ้อยและน้ำตาลหมด เพราะก่อนหน้านี้ผู้ผลิตเคยขอปรับขึ้นราคาเข้ามาตั้งแต่ปี 51 ช่วงที่รัฐบาลประกาศขึ้นน้ำตาลทราย กก.ละ 5 บาท แต่กระทรวงพาณิชย์ไม่ได้อนุมัติ ดังนั้นหากมีการใช้หนี้กองทุนอ้อยหมด แต่น้ำตาลทรายไม่ปรับราคาลง อาจเห็นน้ำอัดลมขึ้นราคา เพราะน้ำอัดลมไม่ใช่สินค้าควบคุมสามารถขึ้นราคาได้เองเลย 
    
เพียงแต่ผู้ผลิตน้ำอัดลมรายใหญ่ของประเทศ เป๊ปซี่ “ปริญญา เพิ่มพานิช” ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและปฏิบัติการขาย บริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน) พูดอ้อมแอ้มไม่ปฏิเสธซะทีเดียวว่า แม้ บริษัทไม่มีแผนปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำอัดลมทั้งหมด เพราะมีสต๊อกสินค้าราคาน้ำตาลสามารถรองรับการผลิตเครื่องดื่มสู่ตลาดไว้ในราคาเท่าเดิมหลายเดือน แต่ข่าวการจะขอปรับขึ้นราคาขายหากในอนาคตน่าจะเป็นเรื่องสมาคมผู้ผลิตเครื่องดื่มน้ำอัดลมที่ประกอบด้วยบริษัทสมาชิกน้ำอัดลมหลายรายเป็นผู้หารือในเรื่องนี้กับกระทรวงพาณิชย์โดยตรง
    
ด้านมุมมองฝั่งภาคเอกชนอื่น  “บุญเกียรติ โชควัฒนา” กรรมการผู้อำนวยการและประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล ในเครือสหพัฒน์ กล่าวว่า สินค้าอุปโภคบริโภคในเครือสหพัฒน์ครึ่งปีหลัง ไม่มีแผนปรับขึ้น แม้ต้นทุนการผลิตสินค้าบางส่วนจะได้รับผลกระทบจากปัญหาราคาน้ำมันที่สูงขึ้นแล้ว แต่จะตรึงราคาสินค้าให้นานที่สุด ขณะเดียวกันสินค้าในเครือส่วนใหญ่อยู่ภายใต้การควบคุมของกระทรวงพาณิชย์ว่าจะให้ปรับขึ้นราคาหรือไม่ ดังนั้น การจะขอปรับขึ้นราคาแต่ละครั้งจึงต้องอยู่ที่กระทรวงพาณิชย์เป็น ผู้พิจารณา ในเรื่องนี้ ส่วนสินค้าฟุ่มเฟือย อาจจะต้องปล่อยให้เป็นไปตามกลไกของตลาด
    
ขณะที่ นางพงษ์ทิพย์ เทศะภู ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์และสื่อสาร บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง ยืนยันว่าบริษัทเริ่มได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นแล้ว แต่ไม่มีแผนปรับขึ้นราคาสินค้าในช่วงนี้ ส่วนจะมีการปรับเปลี่ยนราคาขายหรือไม่นั้น จะเปลี่ยนไปตามรูปแบบของหีบห่อที่ปรับเปลี่ยนมากกว่า โดยยืนยันว่า การเปลี่ยนราคาในแต่ละครั้งนั้นจะไม่กระทบต่อผู้บริโภค

* ของแพงเงินเฟ้อพุ่ง
    
เรียกว่าออกอาการแบ่งรับแบ่งสู้อยู่ เพราะในความจริงสินค้าอุปโภคบริโภคหลายรายการไม่จำเป็นต้องขออนุญาตกระทรวงพาณิชย์ ผู้ผลิตสามารถปรับราคาได้เอง เรื่องนี้จึงต้องจับตากันต่อ เพราะหากสินค้าอื่นพาเหรดขึ้นราคามา ย่อมซ้ำเติมให้ปัญหาค่าครองชีพทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น  และต่อไปอาจเป็นชนวนฉุดความเชื่อมั่นของผู้บริโภคให้ลดลง และกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศได้
    
เพราะการประกาศดัชนีราคาผู้บริ โภคทั่วไป (เงินเฟ้อ) เดือน มิ.ย. 53 สำรวจจากสินค้าและบริการ 417 รายการเพิ่มขึ้น 3.3% เพิ่มขึ้น 9 เดือนติดต่อกัน ทำให้เงินเฟ้อเฉลี่ยครึ่งปีแรก 53 เพิ่มขึ้น 3.5% โดยปัจจัยที่ทำให้เงินเฟ้อเพิ่มต่อเนื่อง มาจากดัชนีหมวดอาหารและเครื่องดื่มเพิ่มขึ้น 6.1% โดยมีรายการสินค้าสำคัญเพิ่ม ได้แก่ ข้าว แป้งและผลิต ภัณฑ์ทำจากแป้ง เนื้อสัตว์ เป็ด ไก่ สัตว์น้ำ ผักและผลไม้ ไข่ ผลิตภัณฑ์นม เครื่องประกอบอาหาร เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ อาหารสำเร็จรูป รวมถึงน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำประปา  
    
แม้มุมมองนักวิชาการ เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหา วิทยาลัยหอการค้าไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านกำลังซื้อผู้บริโภคมองว่า ปัญหาค่าครองชีพไม่น่าจะกลายเป็นปัญหาหลักกระทบต่อ ความเชื่อมั่นในการบริโภค เพราะเชื่อว่าปัญหาสินค้าเกษตรราคาแพงเกิดขึ้นเป็นฤดูกาล อย่างเช่น ไข่ไก่จะคลี่คลายในระยะสั้น จึงไม่น่ามีนัยสำคัญต่อการใช้จ่ายของประชาชน
    
แต่ “ยรรยง พวงราช” ปลัดกระ ทรวงพาณิชย์ ให้ความเห็นว่า การปรับขึ้นของน้ำตาลทราย และไข่ไก่ แม้ไม่มีผลต่อการใช้จ่ายอัตราเงินเฟ้อโดยตรง แต่เพื่อไม่ประมาทจำเป็นต้องดูแลติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะอาจส่งผลต่อสินค้าตัวอื่นให้ราคาปรับเพิ่มขึ้นได้ เช่น ไข่ไก่ ที่มีสัดส่วนกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อ 0.56% แต่ส่งผลโดยตรงต่ออาหารสำเร็จรูปที่มีผลต่ออัตราเงินเฟ้อถึง 4.35% น้ำตาลทราย ที่มีผลต่อผู้บริโภคโดยตรงและสินค้าหลายชนิด ทั้งน้ำอัดลม น้ำผลไม้ นมข้นหวาน ซึ่งสินค้าหมวดอาหาร กระทรวงพาณิชย์จำเป็นต้องเข้าไปดูแลเป็นพิเศษในครึ่งปีหลัง เพราะมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น และอาจกระทบต่อเงินเฟ้อได้
    
เพราะในรอบครึ่งปีหลังนี้ มีการประเมินจากธนาคารแห่งประเทศไทย รวมถึงนักวิชาการหลายสำนัก ฟันธงว่า เงินเฟ้อมีสิทธิปรับสูงขึ้นเพราะแนวโน้มราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกจะกลับเข้าสู่ช่วงขาขึ้น และที่สำคัญไม่มีปัจจัยทางการเมืองมาบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภค จะเป็นการช่วยผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นได้อีก โดยศูนย์วิจัยธนาคารกสิกรไทยประเมินว่า เงินเฟ้อทั่วไปทั้งปีน่าจะเฉลี่ยที่ 3-4% โดยเฉพาะไตรมาสสุดท้ายจะแตะถึง 3.9% 

* รัฐวางมาตรการตั้งรับ
    
เรื่องนี้ พรทิวา นาคาศัย รมว. พาณิชย์ ได้เตรียมนโยบายรับมือไว้ระดับหนึ่ง โดยมอบให้กรมการค้าภายใน ไปเร่งศึกษาผลกระทบจากการที่ไข่ไก่ น้ำตาลทราย เนื้อหมู และสินค้าอื่นที่มีราคาสูง จนอาจกระทบต่อต้นทุนการผลิตสินค้าชนิดอื่นตามมา เพื่อให้หาแนวทางดูแลไม่ให้สินค้าในกลุ่มเหล่านี้ปรับราคาสูงขึ้น โดยอาจมีการเรียกผู้ผลิตสินค้าที่ประสบปัญหาต้นทุนขึ้นมาหารือ เพื่อขอความร่วมมือไม่ให้ปรับขึ้นราคาสินค้า
    
แต่เชื่อว่ามาตรการเหล่านี้ยังไม่พอ สำคัญกว่านั้นรัฐต้องปรับทัศนคติใหม่ในการแก้ปัญหา ไม่ใช่พอเกิดปัญหาถึงค่อยแก้แบบลูบหน้าปะจมูก ด้วยการจัดงานธงฟ้า หรือขอความร่วมมือผู้ประกอบการเหมือนที่ผ่านมา เพราะต้นตอสาเหตุปัญหาค่าครองชีพที่เกิดขึ้นอยู่ที่ระบบการบริหารจัดการ ไม่ได้เกิดจากภาวะโรคร้อน ภัยแล้งเพียงอย่างเดียว 
    
อย่างเนื้อหมูที่แพงขึ้น แม้มีการอ้างว่าเกิดจากผลผลิตหมูออกสู่ตลาดไม่เพียงพอกับความต้องการบริโภค เนื่องจากอากาศร้อน ทำให้หมูโตช้ากว่าปกติ ส่งผลให้ต้นทุนการเลี้ยงเพิ่มสูงขึ้น แต่ที่จริงปัญหาหมูอยู่ที่ระบบการเลี้ยงหมู และความคลุมเครือในการคิดส่วนต่างกำไรในแต่ละช่วง รวมถึงต้นทุนการผลิตลูกหมูที่มีรายใหญ่คอยคุมเพียงไม่กี่ราย
    
ขณะที่ปัญหาน้ำตาลทราย ที่แม้จะมีการแทรกแซงและจัดสรรโควตาจากภาครัฐ แต่ก็ยังเกิดปัญหาการลักลอบใช้น้ำตาลผิดประเภท เช่น โรงงานกว้านซื้อน้ำตาลทรายสำหรับให้ประชาชนใช้บริโภคภายในประเทศ หรือโควตา ก.ไปใช้ในอุตสาห กรรมผลิตอาหาร หรือการเกิดกองทัพมด ลักลอบขนน้ำตาลไปขายตามชายแดนเพื่อฟันส่วนต่างกำไร เพราะขายในประเทศได้ราคาต่ำกว่าขายในประเทศเพื่อนบ้านที่ราคา เกิดส่วนต่างราคาเกิดขึ้นถึงกก.ละ 5-10 บาท รวมถึงความขัดแย้งของ 2 กระทรวงผู้ดูแล อย่างกระทรวงอุตสาหกรรม ดูแลโรงงานอุตสาหกรรม ภาคการผลิต กับกระทรวงพาณิชย์ ดูแลผู้บริโภค และราคาขายปลายทาง ที่พูดจากันคนละภาษา จนทำให้การแก้ปัญหาไม่คืบหน้าจนถึงทุกวันนี้

* วัดใจปราบมาเฟียไข่
    
ด้านปัญหาไข่ไก่ แม้ที่ผ่านมาใน กลางเดือน มิ.ย. กระทรวงพาณิชย์ โดย กรมการค้าภายใน เคยเรียกสมาคมผู้เลี้ยงไข่ไก่ สมาคมผู้ผลิต ผู้ค้าและส่งออกไข่ไก่ สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ และบริษัทผู้เลี้ยงไก่ไข่รายใหญ่ เข้ามาหารือกันแล้ว เพื่อหาทางช่วยเหลือประชาชนผู้บริโภคตรึงราคาไข่ไก่คละ ณ หน้าฟาร์มไว้ที่ฟองละ 2.80 บาท พร้อมกำหนดราคาแนะนำของไข่ไก่แต่ละเบอร์ แต่ถึงวันนี้ราคาไข่ไก่ยังไม่มีวี่แววลดลง สะท้อนว่า ลำพังให้กระทรวงพาณิชย์ ดูแลแก้ปัญหาอยู่ฝั่งเดียวคงไม่ได้ 
    
นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงต้องลงมาบัญชาการด้วยตัวเอง สั่งให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่งเข้าไปแก้ปัญหาใหม่ พร้อมทั้งมอบหมายยาสามัญประจำบ้านรัฐบาล อย่าง กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขานุการนายกรัฐมนตรี มาช่วยกำกับดูแลแก้ปัญหาทั้งระบบ ตั้งแต่วงจรการผลิตจนถึงราคาขายปลีกสู่มือผู้บริโภค 
    
ทันทีที่มีการเรียกประชุมแก้ไข ปัญหาไข่ไก่ราคาแพง ก็พบปมสาเหตุความไม่ปกติของปัญหาที่ซ้อนตัวมากกว่าแค่อากาศร้อน ภัยแล้ง แม่ไก่ไม่ยอมออกไข่ “ตอ” อยู่ที่การบริหารจัดการด้านต้นทุน และการผูกขาดของการผลิตแม่พันธุ์ไก่ไข่ ที่ทุกวันนี้เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่จะต้องทนซื้อลูกไก่จากบริษัทเอกชนเพียงไม่กี่ราย และในขาใหญ่เหล่านี้ มีเพียงแค่ 9 รายที่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ผ่านระบบโควตานำเข้าประจำปีที่ถูกกำหนดโดยคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไข่ไก่และผลิตภัณฑ์ (เอ๊ก บอร์ด) 
    
ปีนี้มีโควตานำเข้ากำหนดไว้ 405,721 ตัว แต่โควตา 2 ใน 3 ตกอยู่ในมือของรายใหญ่แค่ 3 ราย คือ บมจ.เจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) 164,160 ตัว บจก.อาหารเบทเทอร์ในเครือเบทาโกร 60,480 ตัว และบจก.แหลมทองฟาร์ม 57,809 ตัว ที่เหลือเป็นของเอกชนรายอื่น ได้แก่ ฟาร์มไก่พันธุ์เกิดเจริญ ฟาร์มกรุงไทย ยูไนเต็ดฟีดดิ้ง ยู่สูงอาหารสัตว์ อุดมชัยฟาร์ม และสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ชลบุรี 
    
ผลจากการมีผู้นำเข้าแม่ไก่ไข่จำนวนจำกัด ทำให้เกิดผลกระทบตามมา เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไม่มีทางเลือกในการหาซื้อลูกไก่มากนัก ดังนั้นหากเกิดปัญหาลูกไก่ราคาแพง ก็จะกระทบต่อต้นทุนการเลี้ยง รวมถึงราคาขายปลีกไข่ไก่ตามมาทันที ซึ่งเป็นปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ เพราะราคาลูกไก่ไข่ขยับมากจากเดิมตัวละ 10 กว่าบาท เป็น 20 บาท และล่าสุดเพิ่มเป็น 30 บาท โดยอ้างว่าต้นทุนอาหารสัตว์เพิ่มขึ้น ขณะที่แม่ไก่ไข่เดิมเคยขายตัวละ 110-120 บาท เพิ่มเป็นตัวละ 150-160 บาท
    
ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตไก่ไข่ในช่วงนี้เพิ่มขึ้นอีก 10-20% โดยภาวะปกติต้นทุนไข่ตกเฉลี่ยฟองละ 2.25 บาท แต่เมื่อผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยลง 20% ต้นทุนเพิ่มขึ้นเป็นฟองละ 2.45-2.50 บาท โดยต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่นอกจากมาจากผลผลิตที่ลดแล้ว อีกสาเหตุยังมาจากราคาธัญพืชผลิตอาหารสัตว์ปรับเพิ่ม ขึ้น เช่น ข้าวโพด มันสำปะหลัง และปลายข้าว 
    
ที่น่าตกใจกว่านั้นคือพบว่า ผู้ผลิตไก่ไข่บางราย ไม่เพียงแต่จำหน่ายลูกไก่ไข่ แม่ไก่ไข่ แต่ยังผลิตอาหารสัตว์ จำหน่ายอาหารสัตว์ด้วย รวมทั้งยังมีบทบาทสำคัญในการกำหนดราคาไข่คละ ณ หน้าฟาร์ม ที่จะนำมาใช้ในการอ้างอิงราคาไข่ไก่ทั้งระบบ โดยสัดส่วนผู้เลี้ยงไก่ไข่ในระบบตอนนี้ มีสัดส่วนผลผลิตระหว่างผู้เลี้ยงรายย่อย กับผู้เลี้ยงรายใหญ่ 50:50 และนับวันผู้เลี้ยงรายย่อยจะยิ่งล้มหายตายจากไปเรื่อย ๆ เหลือแต่ผู้ผลิตรายใหญ่ที่มีฐานะมั่นคง
    
สำหรับท่าทีของ มาโนช ชูทับทิม นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ สนับสนุนให้รัฐควรเข้ามาดูแลแก้ปัญหาระบบการเลี้ยงที่อาจได้รับผลกระทบจากปัญหาต้นทุนการเลี้ยงสูงขึ้น เพราะจากภาวะอากาศ และต้นทุนเลี้ยงสูงขึ้นทำให้ผลผลิตลดลง 20% หรือปริมาณลดลงวันละ  2-3 ล้านฟอง และมีผลต่อราคาแพงขึ้น     
    
จึงเป็นเรื่องที่ต้องวัดใจรัฐบาลดูว่า จะกล้าเข้าไปล้วงลูกหรือเขี่ยทิ้งบรรดา“มาเฟีย” ในวงการสินค้าเกษตร ได้มากน้อยเพียงใด เพราะสาเหตุของปัญหาที่แท้จริงมาจากการวางแผนจัดการเพื่อฮุบอำนาจแบบเบ็ดเสร็จอย่างครบวงจรตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการตลาด เพราะหากรัฐบาลยังปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามมีตามเกิดอย่างที่เกิดขึ้นในทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมาอีก ต่อให้รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ อัดฉีดสารพัดมาตรการหาเสียงมากขึ้นเท่าใด แต่ถ้าปัญหาราคาสินค้าที่ยังแพงขึ้นทุกวันเช่นนี้ยังคงมีอยู่ต่อไป....รับรองได้แน่ว่าคะแนนเสียงที่วาดฝันไว้อาจไปไม่ถึงฝั่งก็เป็นได้.
 
  เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง :-
 
  เนื้อหาที่คุณอาจกำลังค้นหา :-
บทความที่น่าสนใจ
สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์
340 ลาดพร้าว 112 วังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310
โทร 0-2514-0593 แฟ็กซ์ 0-2538-4215 Email : Webmaster@muslimthaipost.com

Warning: include(../../main/globalsitemap.php): failed to open stream: No such file or directory in /home/muslimpo/public_html/muslimthai/main/index.php on line 194

Warning: include(): Failed opening '../../main/globalsitemap.php' for inclusion (include_path='.:/usr/lib/php:/usr/local/lib/php') in /home/muslimpo/public_html/muslimthai/main/index.php on line 194