หมวดหมู่
หน้าหลัก       ยินดีต้อนรับสู่มุสลิมไทย โพสต์
ค้นหา
หากมีคำค้นหลายตัว สามารถคั่นด้วย comma (,)
หน้าหลัก >> Muslimthai Focus
พิมพ์หน้านี้  |  ส่งให้เพื่อน
น้ำมันรั่ว หายนะสิ่งแวดล้อมทางทะเลสหรัฐฯ
Pic_91393

 

หายนะน้ำมันรั่ว กระทบรุนแรงต่อระบบนิเวศ รวมถึงอุตสาหกรรมอาหารทะเล การค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจของสหรัฐฯ มากเกินกว่าจะประเมินค่า ขณะที่ปฏิบัติการระงับน้ำมันยังไม่เป็นผลสำเร็จแม้เวลาล่วงเลยกว่า 1 เดือนแล้ว...

นับเป็น "หายนะร้ายแรง" ที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์สหรัฐฯ หลังแท่นขุดเจาะน้ำมัน  "ดีพวอเตอร์ ฮอไรซอน" ระเบิดและจมลง ซึ่งนอกจากจะคร่าชีวิตคนงาน 11 ศพแล้ว  ยังมีน้ำมันดิบปริมาณมหาศาลทะลักสู่อ่าวเม็กซิโก นับตั้งแต่วันที่ 20  เม.ย. กระทั่งถึงปัจจุบัน ก็ยังไม่สามารถระงับได้สำเร็จ  

วิกฤติน้ำมันรั่ว ขณะนี้สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง กระทบต่ออุตสาหกรรมอาหารทะเล การค้า และการท่องเที่ยวบริเวณชายฝั่งอ่าวเม็กซิโก หนึ่งในผลกระทบที่เห็นเด่นชัด และรวดเร็วที่สุดจากเหตุน้ำมันรั่วไหล คือ ระบบนิเวศน์วิทยาพื้นที่ชายฝั่ง "รัฐหลุยส์เซียนา" และพื้นที่ใกล้เคียง โดยสารเคมีทำลายชีวิตสัตว์น้ำ และอาจสร้างส่งผลกระทบที่กินระยะเวลานานต่ออุตสาหกรรมการประมง ซึ่งเชื่อมโยงต่อระบบเศรษฐกิจของสหรัฐฯ

 

คนที่เดือดร้อนที่สุดคือ ชาวเมืองหลุยส์เซียนาเพราะต้องตกงาน  ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมงชายฝั่ง รวมถึงเจ้าของกิจการฟาร์มกุ้ง และฟาร์มหอยเชลล์ขนาดเล็ก ทำให้ปัญหาภาวะการจ้างงานในสหรัฐฯที่ไม่ค่อยดีอยู่แล้วต้องแย่ลงไปอีก ขณะที่คราบน้ำมัน และสารเคมีทำให้กุ้งและหอยในฟาร์มตายเป็นเบือ  แม้ว่าจะจับมาขายได้ทัน ก็ไม่วายถูกกดราคา เพราะลูกค้าไม่ไว้ใจว่า สินค้าซีฟู้ดทั้งหลายจะปนเปื้อนสารพิษมากน้อยเพียงใด ขณะที่สารเคมีและเขม่าจากการเผาน้ำมันที่ตกค้างในทะเล ย่อมส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลในระยะยาวอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง สำหรับชาวบ้านบางรายประกอบอาชีพหาปลามาตลอดชีวิต แต่เมื่อถึงคราวต้องหางานใหม่ก็ค่อนข้างยากลำบาก เนื่องจากขาดประสบการณ์ด้านอื่น ๆ  นอกจากอุตสาหกรรมการประมงแล้ว ยังกระทบถึงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวด้วยเช่นกัน เพราะชายหาดเต็มไปด้วยคราบน้ำมัน จึงขาดเงินหมุนเวียนจากนักท่องเที่ยว ส่งผลต่อธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจท้องถิ่นอื่น ๆ อาจร้ายแรงถึงขั้นขั้นคำว่า "ล้มละลาย" ก็ไม่ห่างไกลนักสำหรับหลุยส์เซียนา เพราะก่อนหน้านี้ก็เพิ่งผ่านพ้นกับ สถานการณ์การเลวร้ายจาก พายุเฮอร์ริเคน "แคทรีนา" ที่พัดถล่มทางตอนใต้ของรัฐ

 

ด้าน "ฟลอริดา" ได้รับผลกระทบรุนแรงไม่แพ้หลุยส์เซียนา  เนื่องจากเป็นเมืองท่องเที่ยวขนาดใหญ่ เมื่อปี 2552 มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนกว่า 80 ล้านคน และสร้างรายได้กว่า 65,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และหากน้ำมันยังรั่วไหลคงระดับเดิมต่อเนื่อง และไม่สามารถระงับได้ในเร็ววัน คาดว่าอีกไม่นานจะส่งผลกระทบร้ายแรงไปทั่วชายหาดมหาสมุทรแอตแลนติกของ ฟลอริดา ทั้งนี้นอกจากธุรกิจท่องเที่ยวแล้ว ฟลอริดายังเป็นแหล่งอุตสาหกรรมอาหารทะเลชั้นยอดอีกแห่งหนึ่ง ทำเงินจากฤดูหาปลาได้มากถึง 46.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2549

 

สำหรับ "บีพี" เอง วิกฤติครั้งนี้ส่งผลให้ภาพลักษณ์ของบริษัทถูกมองในแง่ลบ แม้ว่าจะทุ่มงบประมาณตั้งกองทุนช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบมูลค่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และยอมระงับจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดาผู้ถือหุ้นในปีนี้ก็ตาม ทั้งนี้บีพี พยายามโชว์ความรับผิดชอบเต็มพิกัดในการระงับน้ำมันที่ทะลักออกมาจากแท่นขุดเจาะ  แต่ก็ยังไม่สามารถจัดการได้แม้เวลาล่วงเลยมานานกว่า 1 เดือนแล้ว  อย่างไรก็ตามตอนแรกบีพีแถลงว่า น้ำมันอาจรั่วไหลสู่อ่าวเม็กซิโก 1,000 บาเรล/ วัน และเพิ่มเป็น 5,000 บาเรล/ วัน แต่แหล่งข้อมูลอื่นกับระบุว่า ปริมาณน้ำมันที่รั่วไหลมากกว่าที่บีพีแจ้งไว้ ล่าสุดสภาคองเกรสของสหรัฐฯ ออกมาเปิดเผยข้อมูลในเอกสารภายในของบีพี ซึ่งตัวเลขในนั้นแจงว่า มีปริมาณมากถึง 100,000 บาเรล/วัน รวมถึงตำหนิบีพีว่า โกหกและปกปิดความเสียหายครั้งมหาศาล อย่างไรก็ตาม โฆษกบีพี แจงว่า ตัวเลขดังกล่าวในเอกสาร เป็นเพียงการประเมินขั้นเลวร้ายที่สุดเท่านั้น

โทนี เฮย์เวิร์ด ผู้บริหารระดับสูงของบีพี

โทนี เฮย์เวิร์ด ผู้บริหารระดับสูงของบีพี

ส่วนผู้บริหารระดับสูงของบีพี "โทนี เฮย์เวิร์ด" ก็เพิ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์หนัก หลังมีรายงานว่า ปลีกเวลาพาลูกชายไปร่วมการแข่งขันแล่นเรือใบ ทั้งที่ยังแก้ปัญหาวิกฤติน้ำมันรั่วไม่ได้ แต่เฮย์เวิร์ด ปฏิเสธว่า แม้จะลาพักร้อนใช้เวลากับลูกชาย แต่ยังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเสมอ นับเป็นอีกข่าวที่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจ และกระตือรือร้นของบีพีในการแก้ไขปัญหาปัญหา ซึ่งสนับสนุนภาพลักษณ์เชิงลบของบีพีได้อย่างดี 

ไม่เพียงแต่บีพี ที่เดือดร้อนต่อเหตุการณ์ดังกล่าว "บารัค โอบามา" ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐฯก็กลัดกลุ้มไม่แพ้กัน เนื่องจากท่าทีและความสามารถในการจัดการปัญหา อาจส่งผลต่อคะแนนนิยมในการเลือกตั้งกลางเทอมเดือนพ.ย.นี้ จนเจ้าตัวยอมเลื่อนภาระกิจเยือนอินโดนีเซีย และออสเตรเลีย เพื่อลงพื้นที่ตรวจความเสียหายด้วยตัวเอง

เจมส์ คาเมรอน และภรรยา ขอมีเอี่ยวแก้ปัญหาวิกฤติน้ำมันรั่ว

เจมส์ คาเมรอน และภรรยา ขอมีเอี่ยวแก้ปัญหาวิกฤติน้ำมันรั่ว

โจ ไบเดน รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ดอดชมบอลโลก2010

โจ ไบเดน รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ดอดชมบอลโลก2010

สถานเลวร้ายที่สุดทางสิ่งแวดล้อมสหรัฐฯ ส่งผลให้บรรดาคนดังพยายามออกมามีส่วนร่วมในการจัดการปัญหา อาทิ "เจมส์ คาเมรอน" ผู้สร้างและผู้กับกับภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ เรื่อง "ไททานิค" และ ล่าสุดภาพยนตร์ สามมิติสุดฮิต "อวตาร" ควง "ดร.พิล นุยต์เต็น" ผู้ก่อตั้งและประธานสถาบันวิจัยทางทะเลแห่งแวนคูเวอร์ หารือกับผู้เชี่ยวชาญและองค์กรคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการลดการสูญเสียจากเหตุการณ์น้ำมันรั่ว แต่รองผู้นำประเทศอย่าง "โจ ไบเดน" กลับโบกมือลา ขอดอดไปเกาะขอบสนามชมการแข่งขันฟุตบอลโลก 2010 ที่แอฟริกาใต้ให้ชุ่มปอดก่อนกลับมาทำงานอีกครั้ง.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

คณะทำงานแก้ไขและระงับปัญหาน้ำมันรั่ว

คณะทำงานแก้ไขและระงับปัญหาน้ำมันรั่ว

 

 

ภาพถ่ายจาดดาวเทียม

ภาพถ่ายจาดดาวเทีย

 
  เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง :-
 
  เนื้อหาที่คุณอาจกำลังค้นหา :-
บทความที่น่าสนใจ
สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์
340 ลาดพร้าว 112 วังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310
โทร 0-2514-0593 แฟ็กซ์ 0-2538-4215 Email : Webmaster@muslimthaipost.com

Warning: include(../../main/globalsitemap.php): failed to open stream: No such file or directory in /home/muslimpo/public_html/muslimthai/main/index.php on line 194

Warning: include(): Failed opening '../../main/globalsitemap.php' for inclusion (include_path='.:/usr/lib/php:/usr/local/lib/php') in /home/muslimpo/public_html/muslimthai/main/index.php on line 194