หมวดหมู่
หน้าหลัก       ยินดีต้อนรับสู่มุสลิมไทย โพสต์
ค้นหา
หากมีคำค้นหลายตัว สามารถคั่นด้วย comma (,)
หน้าหลัก >> มุสลิมดอทคอม
พิมพ์หน้านี้  |  ส่งให้เพื่อน
ซีเรีย-เลบานอน กับความสัมพันธ์มิติใหม่ จากคู่ปรปักษ์สู่ความเป็นมิตรประเทศ

ซีเรีย-เลบานอน กับความสัมพันธ์มิติใหม่ จากคู่ปรปักษ์สู่ความเป็นมิตรประเทศ

มาโนชญ์ อารีย์
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต

     จากการพบปะกันระหว่าง ซาอัด ฮาริรี่ (Saad Hariri) นายกรัฐมนตรีเลบานอน กับ บาชาร์ อัล-อัสซาด (Bashar Al Assad) ประธานาธิบดีซีเรีย ที่กรุงดามัสกัส ประเทศซีเรีย ในวันที่ 20 ธันวาคม ค.ศ. 2009 ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศฟื้นตัวขึ้นอีกครั้งหลังจากที่บาดหมางกันมา 5 ปีจากกรณีที่ฮารีรี่กล่าวหาซีเรียว่ามีส่วนในการลอบสังหารนายราฟิก อัล-ฮารีรี่ (Rafik Hariri) อดีตนายกรัฐมนตรีและรัฐบุรุษแห่งเลบานอนซึ่งเป็นบิดาของเขา รวมทั้งการสังหารนักการเมืองและนักหนังสือพิมพ์เลบานอน โดยซีเรียปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวมาโดยตลอด

      ความตึงเครียดระหว่างทั้ง 2 ประเทศจากกรณีดังกล่าว และแรงกดดันจากนานาชาติ ทำให้ซีเรียต้องตัดสินใจถอนทหารออกจากเลบานอนตั้งแต่เดือนเมษายน ค.ศ. 2005 ซึ่งถือเป็นจุดสิ้นสุดการดำรงอยู่ของทหารซีเรียในเลบานอนและความร่วมมือทางทหารที่ดำเนินมายาวนาน 29 ปี

       การเยือนซีเรียครั้งนี้ของนายกรัฐมนตรีฮารีรี ถือเป็นการเยือนอย่างเป็นทางการครั้งแรกนับจากรัฐบาลของเขาขึ้นมามีอำนาจใน ค.ศ. 2005

      การรื้อฟื้นสายสัมพันธ์ครั้งใหม่ระหว่างทั้ง 2 ประเทศ เป็นพัฒนาการที่ดีโดยเฉพาะต่อสันติภาพในดินแดนแถบตะวันออกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนหรือกลุ่มรัฐเลแวนต์ (Levant)


ภาพกองกำลังบางส่วนของซีเรีย-เลบานอน

      ผลจากการหารือกันในครั้งนี้ ฮาริรี่ และ อัสซาด ตกลงร่วมกันที่จะเปิด “โลกทัศน์ใหม่” (new horizons) ในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างกัน เพื่อลบล้างความบาดหมางที่ผ่านมา

    ในพิธีแถลงต่อสื่อมวลชน ณ สถานเอกอัครราชทูตที่เปิดใหม่ของเลบานอนในดามัสกัส (Damascus) ฮารีรีกล่าวถึงบรรยากาศการพูดคุยกับอัสซาด ว่าเป็นไปด้วยความเปิดเผย เป็นมิตร และสร้างสรรค์ หัวข้อการพูดคุยครอบคลุมในทุกมิติของผลประโยชนร่วมกัน โดยยอมรับว่าปัญหาที่ผ่านมาถือเป็นบทเรียนของทั้ง 2 ประเทศ และต่อไปนี้คือความพยายามในการสร้างสรรค์ความสัมพันธ์ในอนาคต 1

      อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในการหารือระหว่างผู้นำทั้งสองไม่ได้ครอบคลุมกรณีการลอบสังหารนายราฟิก ฮารีรี่

      ต่อข้อซักถามในประเด็นการลอบสังหารนายราฟิก อัล-ฮารีรี่ นายกรัฐมนตรีฮารีรี่ กล่าวว่า “ผู้นำทั้งสองต่างต้องการรู้ความจริง และกรณีนี้ก็กำลังอยู่ในความดูแลของประชาคมระหว่างประเทศ (International Community)”2   ทั้งนี้ กรณีดังกล่าวกำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของศาลโลกที่กรุงเฮก

      การรุกคืบในกระบวนการฟื้นฟูความสัมพันธ์ในครั้งนี้ เกิดจากความพยายามของฮารีรี่เป็นส่วนใหญ่ สังเกตได้จากคำพูดของเขาที่ว่า “เลบานอนไม่ต้องการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเลบานอนกับซีเรียให้อยู่บนพื้นฐานของตัวบุคคล แต่ต้องการให้อยู่บนหลักการของผลประโยชน์ร่วมกัน”  3

       หากมองในอีกแง่มุมหนึ่ง ก็อาจคิดไปได้ว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่ฮารีรี่ กำลังเริ่มไม่แน่ใจว่าจริงๆ แล้วใครอยู่เบื้องหลังการลอบสังหารพ่อของเขา ซึ่งอาจไม่ใช่ซีเรียแต่เป็นมือที่สามที่ต้องการสร้างความขัดแย้งระหว่างทั้งสองประเทศ และเพื่อกดดันให้ซีเรียถอนทหารออกจากเลบานอน ตลอดจนการตัดกำลังกลุ่มฮิซบุลเลาะห์ (Hizbullah) พันธมิตรของซีเรียในเลบานอน

      ในทำนองเดียวกัน บาชาร์ อัล-อัสซาด กล่าวถึงความสำเร็จของการหารือร่วมกับผู้นำเลบานอน ว่า “ประสพความสำเร็จในการพิชิตปัญหาอุปสรรคต่างๆ” และย้ำถึงความจำเป็นในความร่วมมือเพื่อเผชิญกับความท้าทายในภูมิภาค เช่น ประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างโลกอาหรับกับอิสราเอล 4

        บทเรียนหนึ่งที่เลบานอนต้องทบทวน

        จากกรณีความขัดแย้งกับซีเรียอันสืบเนื่องมาจากการลอบสังหารนายราฟิก ฮารีรี่ คือ มันไม่เพียงส่งผลต่อความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบย้อนกลับภายในเลบานอนในแง่ของความรุนแรงและความไร้เสถียรภาพในประเทศโดยเฉพาะในทางการเมืองที่จะต้องเผชิญหน้ากันหนักขึ้นระหว่างกลุ่มการเมืองที่เป็นพันธมิตรและได้รับการสนับสนุนจากตะวันตกกับกลุ่มที่สนับสนุนซีเรีย

       อันที่จริง ชัยชนะจากการเลือกตั้งในเดือนมิถุนายนของกลุ่มการเมืองที่เป็นพันธมิตรของตะวันตกภายใต้การนำของฮารีรี่ซึ่งมีชัยเหนือกลุ่มฮิซบุลเลาะห์ที่สนับสนุนซีเรีย อาจทำให้เลบานอนต้องเผชิญวิกฤตครั้งใหม่ แต่ด้วยการตั้งรัฐบาลแห่งชาติที่มีเอกภาพของฮารีรี่ ซึ่งมีกลุ่มฮิซบุลเลาะห์และพันธมิตรกลุ่มอื่นๆประกอบอยู่ด้วย ทำให้เลบานอนรอดพ้นจากวิกฤตเสถียรภาพทางการเมืองนี้ไปได้

    โดยเฉพาะการตัดสินใจดึงกลุ่มฮิซบุลเลาะห์เข้าร่วมคณะรัฐมนตรี ที่สำคัญคือยอมรับและอนุญาตให้กองกำลังติดอาวุธของฮาซัน นัสรุลเลาะห์ (Hassan Nasrullah) ดำเนินกิจกรรมด้านการป้องกันและต่อต้านอิสราเอลออกไปจากดินแดนบางส่วนที่เคยเป็นของเลบานอน


เศรฐกิจของซีเรีย

        นอกจากนี้ หากจะกล่าวถึงอิทธิพลภายนอกและตัวแสดงสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการปรับความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศในครั้งนี้ ก็คงจะหนีไม่พ้นซาอุดีอาระเบีย ซึ่งจะเห็นได้ว่าสถานการณ์ความตึงเครียดในเลบานอนค่อยๆผ่อนคลายลงเรื่อยๆ หลังซาอุดีฯและซีเรียประสพความสำเร็จในการปรับความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันเมื่อต้นปีที่ผ่านมา 5

     ทั้งนี้ เชื่อกันว่าปัจจัยดังกล่าวทำให้ฮารีรี่ซึ่งมีซาอุดีสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ชนะการเลือกตั้งและสามารถจัดตั้งรัฐบาลที่มีเอกภาพขึ้นมาได้

      นักวิเคราะห์การเมืองในเลบานอนหลายคนมองกันว่า

           การฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างซีเรียกับเลบานอนนั้น ส่งผลให้เลบานอนสามารถประสานความแตกแยกในทางการเมืองภายใน และช่วยทำให้สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างแนวคิดทางศาสนาผ่อนคลายลง ที่สำคัญคือเป็นการเปิดโอกาสและช่องทางการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ตลอดจนการเดินหน้าปฏิรูปในด้านอื่นๆ ซึ่งชะงักงันมานานจากผลกระทบของสงครามกลางเมือง เพราะฉะนั้นจึงเป็นพัฒนาการที่ดีและสอดคล้องกับสถานการณ์ของเลบานอนเป็นอย่างยิ่งที่สามารถปรับความสัมพันธ์กับซีเรียได้สำเร็จ

      กระนั้นก็ตาม แม้การรื้อฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างทั้ง 2 ประเทศ จะเป็นเรื่องที่สร้างความยินดีทั่วหน้า แต่ในเลบานอนแล้วยังมีข้อวิตกกังวลกันอยู่ว่าพัฒนาการดังกล่าวอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้ซีเรียเข้ามามีอิทธิพลในการเมืองภายในของเลบานอนอีกครั้ง
โดยประวัติศาสตร์แล้ว จะพบว่าซีเรียมีอิทธิพลในการเมืองเลบานอนค่อนข้างสูง สืบเนื่องมาตั้งแต่เมื่อครั้นอดีตที่เลบานอนเคยเป็นส่วนหนึ่งของซีเรีย

      จนกระทั่งมาเป็นประเทศเอกราชหลังจากแยกออกมาจากอาณาจักรออตโตมาน (Ottoman Empire) และจากการผลักดันของฝรั่งเศสที่ได้รับมอบอำนาจจากองค์การสันนิบาตชาติ (League of Naions) ในการดำเนินการดังกล่าว แต่ด้วยโครงสร้างอำนาจที่ออกแบบโดยฝรั่งเศสว่าด้วยแผนการจัดสรรอำนาจให้กับกลุ่มต่างๆในเลบานอน ได้ก่อให้เกิดปัญหาความไร้เสถียรภาพภายในและนำไปสู่สงครามกลางเมืองที่สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงให้กับเลบานอนมาอย่างยาวนานระหว่าง ค.ศ. 1975-1990

     ยิ่งไปกว่านั้นยังถูกซ้ำเติมด้วยภัยคุกคามจากภายนอกเป็นระยะๆ จากการโจมตีและการรุกรานของอิสราเอล โดยเฉพาะการรุกรานใน ค.ศ. 1982 และเหตุการณ์สังหารหมู่ครั้งเลวร้ายที่ค่ายลี้ภัยในเมืองซาบรา (Sabra) และชาติลา (Shatila) โดยร่วมมือกับกองกำลังคริสต์เตียนที่เรียกตัวเองว่าฟาลังยิสต์ (Phalangist) ซึ่งมีแนวคิดแบบฟาสซิสม์


สตรีมุสลิมเลบานอนกับความภูมิใจด้วยธงฮิสบุลเลาะห์

       ที่ผ่านมาซีเรียไม่เคยยอมรับความเป็นเอกราชและอธิปไตยของเลบานอนเลย

      แม้ว่าเลบานอนได้ประกาศอิสรภาพมาแล้วตั้งแต่ค.ศ. 1943 อีกทั้งยังมีหลายประเด็นที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างกันเต็มไปด้วยปัญหาและอุปสรรค ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปักปันเขตแดน กรณีชาวเลบานอนหลายร้อยคนที่สูญหายไปในระหว่างสงครามกลางเมือง (ค.ศ. 1975-1990) กรณีที่มีกลุ่มติดอาวุธชาวปาเลสไตน์ที่ได้รับการสนับสนุนจากซีเรียไปอาศัยอยู่บริเวณค่ายผู้อพยพในเลบานอน และล่าสุดกรณีการลอบสังหารนายราฟิก ฮารีรี่ เป็นต้น

     จนกระทั่งใน ค.ศ. 2008 ซีเรียเพิ่งจะมาเปิดสถานเอกอัคราชทูตประจำกรุงเบรุต (Beirut) และต่อมาในต้น ค.ศ. 2009 เลบานอนก็ได้เปิดสถานเอกอัครราชทูตของตนประจำดามัสกัสด้วยเช่นกัน ซึ่งถือเป็นการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก อันเป็นผลมาจากแรงกดดันจากนานาประเทศที่ต้องการให้รัฐบาลซีเรียเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตและปฏิบัติต่อเพื่อนบ้านอย่างเลบานอนในฐานะประเทศเอกราชที่มีอธิปไตยเป็นของตนเอง

      อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าความสัมพันธ์ซีเรีย-เลบานอนในบริบทใหม่นี้จะดำเนินไปในทิศทางใดทั้งในลักษณะที่เป็นความร่วมมือหรือเป็นคู่ขัดแย้งกัน ก็เชื่อได้ว่าซีเรียคงจะยังมีอิทธิพลต่อการเมืองในเลบานอนต่อไป ซึ่งที่ผ่านมาก็เห็นแล้วว่าแม้ว่าซีเรียจะถอนทหารออกจากเลบานอนตั้งแต่ปี ค.ศ. 2005 แต่ก็ยังได้รับการสนับสนุนจากหลายกลุ่มที่ทรงอิทธิพลในวงการการเมืองในเลบานอน

     เพราะฉะนั้นการประสานความสัมพันธ์ครั้งนี้ จึงอาจเกิดจากประสบการณ์ของเลบานอนเป็นสำคัญว่าเมื่อตัดกันไม่ขาดหรือหนี้กันไม่พ้นก็ควรเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันฉันท์มิตรอย่างสันติ บนพื้นฐานการเคารพในอธิปไตยซึ่งกันและกัน และการมีผลประโยชน์ร่วมกัน
 หากมองสถานการณ์และข้อเท็จจริงในเลบานอน

    การสถาปนาความสัมพันธ์ที่ดีกับซีเรียถือเป็นโอกาสและผลประโยชน์อย่างยิ่งยวดของเลบานอนเองที่จะได้รับ

       เพราะสิ่งที่จำเป็นและสำคัญต่อเลบานอนในขณะนี้ คือ เสถียรภาพทางการเมืองที่ยังยืน เพื่อที่จะสามารถดึงดูดนักลงทุนและเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติเข้าประเทศเพื่อเสริมศักยภาพด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของเลบานอนให้เจริญเติบโตมากยิ่งขึ้น

       ในทางกลับกัน หากยังขัดแย้งหรือมีปัญหากับซีเรียต่อไป ประเทศเล็กๆอย่างเลบานอนก็คงยากที่จะเกิดเสถียรภาพภายใน ซึ่งนายกรัฐมนตรีฮารีรี่ก็ดูเหมือนว่าจะตระหนักดีในข้อเท็จจริงนี้ จึงไม่รอช้าที่จะเปลี่ยนจากการเป็นคู่ปรปักษ์กับซีเรียมาเป็นมิตรประเทศ
 
เชิงอรรถ
1  “Lebanon PM Hariri meets Syrian Leader Assad”, BBC News, [Online]  Available from: http://news.bbc.co.uk/2/hi/middle_east/8422746.stm  (December 20, 2009)
 2 Ibid.
3  Ibid.
4  Ibid.
5  ความสัมพันธ์ซาอุดี-ซีเรีย ตึงเครียดและย่ำแย่มาเรื่อย ๆ หลังการลอบสังหารนายราฟิก ฮารีรี่ อดีตนายกรัฐมนตรีเลบานอนและนักธุรกิจผู้ถือสองสัญชาติ (ซาอุดี้-เลบานอน) และเป็นเพื่อนสนิทของกษัตริย์ราชวงศ์ซาอูด (Sauds) แห่งริยาด (Riyadh) ในเดือนมีนาคม 2008 ความสัมพันธ์เลวร้ายมากขึ้นเมื่อซาอุดี้ฯสั่งโยกเอกอัครราชทูตของตนออกจากดามัสกัสไปประจำในกาตาร์ นอกจากนี้ยังคว่ำบาตรการประชุมสุดยอดสันนิบาตอาหรับประจำปีที่จัดขึ้นที่เมืองหลวงดามัสกัส อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ค่อยๆฟื้นตัวจากการดำเนินบทบาทของซีเรียในการยุติวิกฤตการเมืองในเลบานอน ในเดือนสิงหาคม 2009 ซาอุดี้ฯส่งเอกอัครราชทูตของตนกลับไปประจำในซีเรียอีกครั้ง
  “Beirut opens first embassy in Damascus”, France24 International News, [Online] Available from: http://www.france24.com/en/20090315-beirut-open-damascus-embassy-syria-lebanon-diplomacy (March 16, 2009)

 
  เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง :-
 
  เนื้อหาที่คุณอาจกำลังค้นหา :-
บทความที่น่าสนใจ
สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์
340 ลาดพร้าว 112 วังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310
โทร 0-2514-0593 แฟ็กซ์ 0-2538-4215 Email : Webmaster@muslimthaipost.com

Warning: include(../../main/globalsitemap.php): failed to open stream: No such file or directory in /home/muslimpo/public_html/muslimthai/main/index.php on line 194

Warning: include(): Failed opening '../../main/globalsitemap.php' for inclusion (include_path='.:/usr/lib/php:/usr/local/lib/php') in /home/muslimpo/public_html/muslimthai/main/index.php on line 194