หมวดหมู่
หน้าหลัก       ยินดีต้อนรับสู่มุสลิมไทย โพสต์
ค้นหา
หากมีคำค้นหลายตัว สามารถคั่นด้วย comma (,)
หน้าหลัก >> มุสลิมดอทคอม
พิมพ์หน้านี้  |  ส่งให้เพื่อน
โทรทัศน์อาหรับสร้างหนังสานสัมพันธ์อิสลาม-ยิว ฉายในเดือนรอมฎอน

By Sami Moubayed - DAMASCUS - For the first time on Arabic television, a dramatic production airing this Ramadan, the holy Muslim month, depicts the life of Egyptian Jews during the 1920s and 1930s, showing them in favorable light as ordinary citizens, no different from Egyptian Muslims and Christians.

The series is as controversial as the life of its heroine, Egyptian diva Layla Murad - a Jewish singer and actress who rocketed to fame in the inter-war years before her life was marred with controversy after the creation of the state of Israel in 1948.

เป็นครั้งแรกที่สถานีโทรทัศน์อาหรับ 14 ช่อง นำภาพยนตร์ชีวิตของชาวยิวในอียิปต์ ในสมัย ปี พ.ศ. 2463-73 ซึ่งแสดงให้เห็นชีวิตของประชาชนธรรมดาที่ไม่มีความแตกต่าง ระหว่างอียิปต์ที่เป็นมุสลิม และยิว ออกมาฉายในช่วงเดือนรอมฎอนนี้

เป็นหนังชุดเกี่ยวกับชีวิตของ Layla Murad  ดารา-นักร้องดังชาวยิวซึ่งพุ่งขึ้นสู่ความนิยมในช่วงสงคราม ก่อนที่ความขัดแย้งระหว่างยิว-อาหรับจะทำให้เธอตกวูบลง หลังจากการก่อตั้งรัฐอิสราเอลในปีพ.ศ. 2491

การสร้างภาพยนตร์ดังกล่าวเป็นความร่วมมือกันระหว่างผู้สร้าง 60 รายของอียิปต์ และซีเรียในปีนี้ นอกจากเรื่องของลัยลาแล้ว ยังมีการสร้างหนังที่แสดงถึงการอยู่ร่วมกันอย่างผาสุก ของประชาชนชาวอียิปต์ที่มีทั้งมุสลิม และยิวในสมัยก่อน ภาพยนตร์นี้อำนวยการสร้างโดย Muhammad Zuhair และนำแสดงโดย Safa Sultan ซึ่งเป็นชาวซีเรียทั้งคู่

Layla Murad เคยแสดงหนังขาว-ดำของอียิปต์ 27 เรื่อง และมีเพลงที่เธอร้อง 1,200 เพลง เธอเป็นหนึ่งในดาราดังสมัยศตวรรษที่ 20 โดยความดังของเธอเทียบเท่ากับความดังของ Um Kalthoum ดาราของอียิปต์ และ Asmahan ดาราของซีเรียรวมกัน ลัยลามีบิดาเป็นชาวยิวมอร๊อกโก ชื่อ Ibrahim Zaki Murad ส่วนมารดาเป็นชาวยิวโปแลนด์ชื่อ กาลิมา บิดาของลัยลา เป็นนักร้องที่มีชื่อเสียง

ส่วนน้องชาย มุนีร์ เป็นนักแต่งเพลง ซึ่งทำให้ลัยลาเริ่มเข้าสู่วงการตั้งแต่อายุ 15 ปี และมีโอกาสอัดแผ่นเสียงครั้งแรกในปี พ.ศ. 2475 โดยดาวู้ด ฮอสนี่ เป็นผู้แต่งเพลงให้

เธอได้แสดงหนังคู่กับมุฮัมมัด อับดุล วาฮับ เรื่อง Yahya al-Hobb (Long Live Love) ในปี พ.ศ. 2481 ซึ่งส่งให้เธอเป็นดาราที่มีค่าตัวสูงสุด นอกจากนั้นเธอยังทำงานร่วมกับนักแต่งเพลงดัง มุฮัมมัด เฟาซี รวมทั้ง Mohammad Qassabji Riyad al-Sunbati และ Sheikh Zakariya Ahmad ซึ่ง 3 คนหลังนี้แต่งเพลงให้ อุม กัลซูม ขึ้นมาดังแข่งกับเธอด้วย

ในยุคที่วิทยุและโทรทัศน์บูมในปี พ.ศ. 2483 ทำให้อาชีพของเธอรุ่งโรจน์ตามไปด้วย จนในปี พ.ศ. 2491 ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มพลิกผัน มีการตั้งรัฐอิสราเอล และผู้ชมที่เคยสนับสนุนเริ่มตั้งข้อสงสัยในชาติกำเนิดของเธอ โดยมีข่าวลือที่อาจกุขึ้นโดยคู่แข่งทั้งหลายว่า เธอแอบไปเทลอาวีฟ และบริจาคเงิน 50,000 ปอนด์อียิปต์ ให้แก่กองกำลังทหารของอิสราเอล ในครั้งนั้น หนังสือพิมพ์อียิปต์อัล-อะฮฺราม สำนักงานดามัสกัส เป็นฉบับแรกที่ลงข่าวลือนี้ ซึ่งลัยลาออกมาท้าทายให้มีการพิสูจน์ความจริงแต่โชคไม่เข้าข้าง และสถานีวิทยุซีเรียที่เคยสนับสนุนก็คว่ำบาตร โดยไม่เปิดเพลงของเธอ และเธอยังถูกห้ามเข้าประเทศในปี  พ.ศ. 2493

หลังจากนั้นลัยลาแต่งงานกับผู้อำนวยการสร้างชาวอียิปต์ อันวาร์ วัจดี และเปลี่ยนมานับถืออิสลาม ในช่วงที่อียิปต์กับซีเรียรวมตัวกันเป็น United Arab Republic ในปี พ.ศ. 2501 ประธานาธิบดีอียิปต์ กามาล อับดุล นัสเซอร์ ถึงกับขอให้สถานีวิทยุซีเรียยกเลิกแบนเพลงของเธอ รวมทั้งมีการออกเอกสารรับรองความบริสุทธิ์จากทุกข้อกล่าวหา

อย่างไรก็ดี ในเวลา 10 ปีหลังจาก พ.ศ. 2491 ชีวิตของเธอถูกถล่มด้วยข่าวลือต่างๆ นานา มีบางข่าวว่าเธอเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุรถยนต์ในกรุงปารีส บางข่าวว่าเธอไปแต่งงานอย่างลับๆ กับกษัตริย์ฟารุค ที่ 1 ซึ่งข่าวลือในช่วงหลังๆ นี้ทุกข่าว ยังไม่ร้ายแรงเท่าข่าวแรกที่ลือเรื่องเธอให้การสนับสนุนไซออนิสต์ ซึ่งนำมาสู่ความตกอับจากอาชีพ เธอเสียชีวิตในปี พ.ศ. 2538 ด้วยวัย 77 ปี และสภาพที่สิ้นเนื้อประดาตัว เพราะออกจากวงการแสดงมาถึง 40 ปี และต้องเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจหลายช่วง

ข่าวลือที่เกี่ยวข้องกับไซออนิสต์ บั่นทอนสุขภาพร่างกายและจิตใจอย่างมาก เธอหมดอาลัยตายอยากเมื่อถูกสั่งให้แสดงสถานะทางการเงิน เพื่อพิสูจน์ข้อครหา เธอไม่เคยให้สัมภาษณ์หลังออกจากอาชีพ และปฏิเสธให้ความเห็นเกี่ยวกับประเด็นอาหรับ-อิสราเอลทุกประการ โดยอ้างว่าไม่ต้องการให้ผู้ชมเห็นภาพเธอในวัยชรา แต่อยากให้จดจำความอ่อนเยาว์ และสดสวยที่เห็นในภาพยนตร์มากกว่า ภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายของเธอคือ Sayidet al-Kitar (Lady of the Train) ในปี พ.ศ. 2496

หนังที่ทำขึ้นใหม่นี้ได้สร้างความฮือฮาในหมู่สื่ออาหรับอย่างมาก ตอนที่เริ่มฉายเมื่อปลายเดือนสิงหาคม มีฉากที่บิดาของลัยลาซึ่งเป็นชาวยิวอยู่ในร้านกาแฟ ซึ่งแวดล้อมไปด้วยเพื่อนฝูงมากมายที่ล้วนเป็นมุสลิม และพวกเขามารวมกันเพื่อวางแผนต่อต้านการยึดครองของอังกฤษในปี พ.ศ. 2462 ซึ่งผู้เขียนสคริปต์ต้องการสื่อให้เห็นว่า ชาวยิวในสมัยนั้นไม่ได้ถูกเลือกปฏิบัติจากชาวอาหรับ

อีกฉากหนึ่งแสดงถึงชาวยิวรวมรวมเงินทุน เพื่อช่วยเหลือยิวที่อพยพมาจากยุโรปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และหว่านล้อมให้ยิวในอียิปต์ย้ายไปอยู่ในปาเลสไตน์ เพื่อเพิ่มพลเมืองชาวยิวให้มากขึ้นโดยหวังยึดครองดินแดน แต่บิดาของลัยลาปฏิเสธโดยยึดถือในความเป็นเชื้อสายอาหรับของตนเอง ฉากบ้านของพ่อลัยลาไม่ได้มีเครื่องหมายแสดงความเป็นยิวแม้แต่อย่างเดียว

ภาพยนตร์ดังกล่าวยังได้มีการสอดแทรกอย่างมีสีสัน ของเรื่องราวชาวยิวที่มีคุณูปการต่อประเทศอียิปต์ ซึ่งเขาเหล่านั้นถูกใส่ร้ายป้ายสี ในช่วงการปฏิวัติอียิปต์ในปี พ.ศ. 2495 เพียงเพราะเขามีพื้นเพเป็นชาวยิว เช่น ยูซุฟ กัตตาวี ปาชา หัวหน้าชุมชน Sephardi Jewish ในอียิปต์ ซึ่งไปเรียนวิศวกรรมในฝรั่งเศสแล้วกลับมาเป็นรัฐมนตรีกิจการสาธารณะ ซึ่งช่วยพัฒนาอียิปต์ให้เจริญก้าวหน้า

ผลงานเช่นนี้มีความสำคัญในโลกอาหรับ เพราะแสดงให้เห็นถึงชีวิตบุคคลที่เคยมีชื่อเสียง และคุณงามความดี แต่ถูกเหตุผลทางการเมืองกลบเกลื่อน จนคนรุ่นหลังๆ ไม่เคยรู้ว่ามีบุคคลเช่นนี้อยู่ หรือถึงรู้ก็อาจถูกบิดเบือนภาพลักษณ์ไป

ก่อนหน้านี้มีการสร้างเรื่องของกษัตริย์ฟารุคแห่งอียิปต์ ซึ่งหลังจากการปฏิวัติ 40 ปี พระองค์ถูกป้ายสีว่าเป็นสายลับอังกฤษ ที่ทั้งดื่มเหล้าเคล้านารี และสนใจในผลประโยชน์ของตัวเองมากกว่าผลประโยชน์ของชาติ แต่ในหนังแสดงให้เห็นภาพกษัตริย์หนุ่มขี้อายที่รักชาติ และต้องการดึงอียิปต์ให้พ้นจากการยึดครองของอังกฤษ

อีกเรื่องหนึ่งคล้ายๆ กันนี้เป็นเรื่องของดาราซีเรีย “อัสมาฮาน” ซึ่งโดนข่าวลือถล่มว่าเป็นสายลับให้กับทั้งนาซี และอังกฤษในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ภาพยนตร์ได้ช่วยลบล้างรอยมลทินให้กับเธอ โดยแสดงถึงการที่เธอร่วมมือกับอังกฤษโดยไม่รับสินจ้าง เพื่อให้ประเทศหลุดรอดจากเงื้อมมือของฝรั่งเศส

ในอดีตที่ผ่านมา ไม่มีใครกล้าแตะต้องเรื่องเหล่านี้ เนื่องจากเกรงการเซ็นเซอร์ และกลัวถูกฟ้องจากญาติของตัวละคร แต่เท่าที่ทำมาเกี่ยวกับชีวิตของ 3 บุคคลนับว่าประสบความสำเร็จ ทำให้มีการเตรียมการสร้างในเรื่องต่อๆ ไป เกี่ยวกับชีวิตบุคคลในอดีต เช่น ยัสเซอร์ อาระฟัต และอดีตประธานาธิบดี ชุกริ อัล-กูวัตลิ แห่งซีเรีย เป็นต้น

 
  เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง :-
 
  เนื้อหาที่คุณอาจกำลังค้นหา :-
บทความที่น่าสนใจ
สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์
340 ลาดพร้าว 112 วังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310
โทร 0-2514-0593 แฟ็กซ์ 0-2538-4215 Email : Webmaster@muslimthaipost.com

Warning: include(../../main/globalsitemap.php): failed to open stream: No such file or directory in /home/muslimpo/public_html/muslimthai/main/index.php on line 194

Warning: include(): Failed opening '../../main/globalsitemap.php' for inclusion (include_path='.:/usr/lib/php:/usr/local/lib/php') in /home/muslimpo/public_html/muslimthai/main/index.php on line 194