หมวดหมู่
หน้าหลัก       ยินดีต้อนรับสู่มุสลิมไทย โพสต์
ค้นหา
หากมีคำค้นหลายตัว สามารถคั่นด้วย comma (,)
หน้าหลัก >> มุสลิมดอทคอม
พิมพ์หน้านี้  |  ส่งให้เพื่อน
การเป็นชีอะฮฺเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ในมาเลเซีย

สำนักข่าวมุสลิมไทย  มาเลเซีย การเป็นชีอะฮฺเป็นสิ่งผิดกฎหมาย

สำนักข่าวเอพี – เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2553 ตำรวจศาสนาในมาเลเซีย บุกเข้าตรวจค้นในตึกแถว 3 ชั้นซึ่งเป็นทั้งร้านค้า และที่อยู่อาศัย และจับกุมชาวชีอะฮฺกว่า 100 คน ซึ่งกำลังประกอบศาสนกิจเนื่องในวันอาชูรอ

 


การกวาดล้างครั้งนี้นับเป็นครั้งใหญ่ที่สุดที่เกิดขึ้นในรอบหลายปี ก่อให้เกิดความโกรธเคือง และหวาดกลัวแก่ชุมชนชาวชีอะฮฺเล็กๆ ที่กำลังค่อยๆ ขยายตัว อุละมะอฺในมาเลเซียหลายคนมีความห่วงกังวลในเรื่องนี้ เนื่องจากเป็นสัญญาณซึ่งแสดงว่า องค์กรอิสลามซุนนีในมาเลเซียมีความสุดโต่งมากขึ้น

อัศริ ซัยนุ้ล อาบิดีน อุละมะอฺที่มีชื่อเสียงกล่าวว่า มาเลเซียกำลังพยายามที่จะทำให้เป็นประเทศอิสลามที่ยอมรับในแนวคิดเดียว เหมือนเช่นกลุ่มตอลิบาน

ท่ามกลางความเลื่องลือถึงชื่อเสียงในความกลมเกลียวระหว่างศาสนาต่างๆ ในมาเลเซีย ในอีกมุมหนึ่งมาเลเซียกำลังทำลายชื่อเสียงของประเทศอย่างเงียบๆ ด้วยการมีอคติต่อแนวคิดอื่นในอิสลามที่ต่างจากซุนนี

ที่ผ่านมาชาวชีอะฮฺในพื้นที่ต่างๆ ต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางอคติอยู่แล้ว แต่สำหรับมาเลเซียดูเหมือนจะเป็นประเทศเดียวที่กำหนดให้การเป็นชีอะฮฺเป็นสิ่งผิดกฎหมาย

Kamil Zuhairi Abdul Aziz ผู้นำกลุ่มชีอะฮฺ “the Lovers of the Prophet’s Household” ที่ได้รับการศึกษาจากประเทศอิหร่าน กล่าวว่า กลุ่มของเขาถูกกดขี่ และว่าการประกอบพิธีอาชูรอนั้น ไม่ได้เป็นสิ่งใดนอกจากการช่วยประสานรอยร้าวระหว่างซุนนีกับชีอะฮฺ และว่าปัจจุบันในมาเลเซียมีชาวชีอะฮฺอย่างน้อย 40,000 คน ซึ่งยังมีอีกมากที่ปิดบังซ่อนเร้นตัวอยู่ ในอดีตมีผู้ถูกจับกุมไปส่วนหนึ่ง และหลายคนถูกส่งตัวไปสถานอบรมให้เปลี่ยนศรัทธา แต่ไม่ได้มีการระบุจำนวนที่แน่นอน

สภาฟัตวาแห่งชาติของมาเลเซียออก คำฟัตวาห้ามการปฏิบัติแบบชีอะฮฺในปี 1996 ซึ่งถือเป็นกฎหมายที่ต้องใช้บังคับ และเป็นเรื่องที่ผิดแปลกกว่าประเทศมุสลิมอื่นๆ ในโลก

- ในขณะที่ชาวชีอะฮฺ 3 ล้านคนในอินโดนีเซีย ปฏิบัติความเชื่อได้อย่างเสรี แต่อาจจะถูกถากถางจากเว็ปไซต์ของกลุ่มซุนนีสุดโต่งอยู่บ้าง

- แต่ในบาห์เรน ซึ่งมีชาวชีอะฮฺกลุ่มใหญ่อยู่ในหมู่ประชาชนของประเทศ ทางการต้องเข้าควบคุมนักรณรงค์ผู้นำกลุ่ม เนื่องจากเกรงว่าจะนำแนวคิดของอิหร่านเข้ามาเผยแพร่

- ในขณะที่ชาวซุนนีในปากีสถานก็มุ่งทำร้ายชาวชีอะฮฺ

- และในอิรัก ทั้ง 2 กลุ่มก็ต่อสู้กันเพื่อชิงอำนาจการปกครอง

องค์กรอิสลามในมาเลเซียออกมากล่าวในเรื่องนี้ว่า แนวคิดแบบชีอะฮฺมาจากประเทศอิหร่าน ในสมัยก่อนชีอะฮฺเผยแพร่อย่างลับๆ แต่ในปัจจุบันมีการประกอบกิจกรรมศาสนาอย่างเปิดเผย ซึ่งทางการไม่ต้องการให้เกิดความขัดแย้งในเอกภาพของอิสลามในมาเลเซีย

เจ้าหน้าที่บางคนกล่าวแก้ว่า การบุกเข้ากวาดล้างดังกล่าว เป็นเพราะไม่ต้องการให้มีการเพาะแนวคิดแบบคลั่งไคล้ ที่ให้มุสลิมสามารถสังหารผู้ที่มีแนวคิดต่างได้ ซึ่งสถานทูตอิหร่านในมาเลเซีย  และกลุ่มชีอะฮฺในมาเลเซียได้ออกมาปฏิเสธในเรื่องนี้ รวมทั้งรัฐมนตรีกระทรวงกิจการภายในประเทศ ฮิชามมุดดีน ฮุเซน ได้กล่าวว่า ชีอะฮฺไม่ได้เป็นภัยคุกคามแก่ความมั่นคงของประเทศ

แถลงการณ์ของสถานทูตอิหร่าน เรียกร้องให้รัฐบาลมาเลเซียออกมาป้องกัน และแก้ไข การเผยแพร่ความรู้ที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับแนวคิดแบบชีอะฮฺ และว่าปัจจุบันมีผู้ศรัทธาแนวคิดแบบชีอะฮฺประมาณ 400 ล้านคนทั่วโลก และความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง หรือปราศจากหลักฐานเกี่ยวกับชีอะฮฺเป็นการไม่ให้ความเคารพต่อคนเหล่านั้นด้วย

ในมาเลเซียมีทั้งกลุ่มชีอะฮฺดั้งเดิม และผู้ที่หันมาหาแนวทางนี้หลังจากการปฏิวัติอิสลามในปี 1979 หลายคนได้รับความรู้จาก “บ้านแห่งความรู้ (hauzars)” ซึ่งมีอยู่ประมาณ 40 แห่งในมาเลเซีย และ hauzar ที่ Kamil เป็นผู้นำตั้งอยู่ที่ชานกรุงกัวลาลัมเปอร์ เป็นแห่งใหญ่สุดที่มีสมาชิกประมาณ 500 คน ซึ่งผู้ที่กำลังประกอบศาสนกิจ และถูกจับไปในวันนั้นมีจำนวน 125 คน เป็นชาวต่างประเทศประมาณ 30 คน ส่วนมากมาจากปากีสถาน ทั้งหมดได้รับอนุญาตให้ประกันตัว และจะนัดมาฟังคำวินิจฉัยของศาลชาริอะฮฺต่อไป

แหล่งข่าวเจ้าหน้าที่มาเลเซียกล่าวว่า ชาวต่างประเทศคงจะถูกปล่อยตัว แต่ชาวมาเลย์ชีอะฮฺอาจจะถูกตั้งข้อหาเป็นสาวกของกลุ่มอุตริทางศาสนา ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ส่วนกามิลถูกตั้งข้อหาดูหมิ่นเจ้าหน้าที่องค์กรศาสนา และต้องไปรับฟังคำพิพากษาในวันที่ 17 กุมภาพันธ์

กลุ่มของกามิลได้หันไปพึ่งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อร้องขอเสรีภาพในการปฏิบัติตามศรัทธา อาคารซึ่งเป็นที่ตั้งกลุ่มของ กามิล ยังคงมีชาวชีอะฮฺมาชุมนุมตามปกติ แต่ได้มีการติดตั้งตะแกรงเหล็กกั้นไว้บริเวณทางเข้า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเกรงว่าจะมีผู้ไม่หวังดีโยนยาเสพติด หรือระเบิดเข้ามา เพื่อหวังทำลายการรวมกลุ่มนี้

หรือนี่จะมีความหมายว่า มาเลเซีย ประเทศที่มีมุสลิมเป็นประชากรส่วนใหญ่ ซึ่งมีชื่อเสียงว่าเป็นแหล่งหลอมรวมของศาสนานิกชนในศาสนาต่างๆ อย่างสมานฉันท์ ไม่ว่าจะเป็นชาวคริสเตียน ชาวพุทธ หรือชาวฮินดู จะยกเว้นการยอมรับชาวชีอะฮฺ ซึ่งอาจเรียกได้ว่า เป็นแนวทางศรัทธาหนึ่งของมุสลิม ที่มีจำนวนผู้เชื่อมั่นมากเป็นอันดับ 2 รองจากซุนนี  - www.muslimthai.com

 
  เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง :-
 
  เนื้อหาที่คุณอาจกำลังค้นหา :-
บทความที่น่าสนใจ
สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์
340 ลาดพร้าว 112 วังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310
โทร 0-2514-0593 แฟ็กซ์ 0-2538-4215 Email : Webmaster@muslimthaipost.com

Warning: include(../../main/globalsitemap.php): failed to open stream: No such file or directory in /home/muslimpo/public_html/muslimthai/main/index.php on line 194

Warning: include(): Failed opening '../../main/globalsitemap.php' for inclusion (include_path='.:/usr/lib/php:/usr/local/lib/php') in /home/muslimpo/public_html/muslimthai/main/index.php on line 194