หมวดหมู่
หน้าหลัก       ยินดีต้อนรับสู่มุสลิมไทย โพสต์
ค้นหา
หากมีคำค้นหลายตัว สามารถคั่นด้วย comma (,)
หน้าหลัก >> มุสลิมดอทคอม
พิมพ์หน้านี้  |  ส่งให้เพื่อน
สหประชาชาติ UN ถึงเวลาที่ประเทศมุสลิมต้องคิดใหม่แล้ว

สำนักข่าวมุสลิมไทย สหประชาชาติ UN ถึงเวลาที่ประเทศมุสลิมต้องคิดใหม่แล้ว

         สหประชาชาติก่อตั้งขึ้นโดยความคิดของประธานาธิบดีรูสเวลท์ โดยขณะนั้นมีเพียง 4 ประเทศซึ่งได้แก่ สหรัฐอเมริกา  สหภาพโซเวียตรัสเซีย อังกฤษ และจีน ที่ได้รับการเชิดชูขี้นอยู่ในตำแหน่งที่เหนือกว่าประเทศสมาชิกอื่น

        จนในสมัยของนายกรัฐมนตรีเชอร์ชิลล์แห่งอังกฤษ ที่ได้เสนอให้เสนอแนะให้ฝรั่งเศสเข้ามามีส่วนร่วมเป็น Big Five ซึ่งก่อตั้งสภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติขึ้น และใช้สิทธิในฐานะสมาชิกผู้ก่อตั้ง ที่สามารถออกเสียงวีโต้ (คัดค้าน) มติใดๆ ที่ได้รับความเห็นชอบจากสมาชิกประเทศอื่นๆ ได้

       เนื่องจากในขณะนั้นเป็นภาวะหลังสงครามโลก ดังนั้น ทั้ง 5 ประเทศจึงทำหน้าที่หลักในองค์กร ซึงทำให้สมาชิกส่วนมากอีก 184 ประเทศแทบจะหมดความหมายในทางปฏิบัติ

       ทั้ง 5 ประเทศในองค์กรที่ไร้ประชาธิปไตยโดยสิ้นเชิงนี้ ล้วนมีภูมิหลังมาจากการเป็นประเทศนักล่าอาณานิคม  เป็นที่รู้กันว่ารัสเซียในสมัยพระเจ้าซาร์ เปรียบเสมือนคุกของนานาชาติ เพราะได้ใช้ความทารุณ และความเป็นเผด็จการกำจัดประชาชนหลายเชื้อชาติ อาทิ ชาวจอร์เจีย อาเซอร์ไบจัน เตอร์ก ส่วนจักรพรรดิจีนก็ใช้กำลังรุกรานและยึดครองประเทศเล็ก ๆ โดยรอบ ได้แก่ ธิเบต ซินจียง มองโกเลีย แมนจูเรีย และไต้หวัน

       ฝรั่งเศส และอังกฤษ ก็แข่งกันเป็นจักรวรรดินิยมโดยล่าเมืองขึ้นไปทั่วโลก  ส่วนอเมริกาซึ่งแม้จะไม่ได้แผ่ขยายอาณาเขตในลักษณะเดียวกับฝรั่งเศส และอังกฤษในอดีต แต่ก็ได้แผ่กำลังทหารไปทั่วโลก โดยการตั้งฐานทางทหารไว้ในประเทศต่างๆ

      นายพลสตาลิน แห่งรัสเซียเคยประกาศว่า ระหว่างแนวคิดแบบคอมมิวนิสต์ กับโลกทุนนิยม-จักรวรรดิ์นิยม ไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะบรรจบกันอย่างสันติ และหลังจากนั้นยุคของสงครามเย็นจึงเริ่มขึ้น

     40 ปีหลังจากนั้น สหประชาชาติกลายเป็นสถานที่ที่ใช้ในการตอบโต้กันด้วยวาทะอันเผ็ดร้อน และน่ารังเกียจ ระหว่างนักการทูตตัวแทนจากประเทศตะวันออก กับตะวันตก แต่สหประชาชาติก็ไม่สามารถแสดงศักยภาพ ในการแก้ไขปัญหาที่ขัดแย้งระหว่าง 2 ฝ่ายได้ ดังนั้น เราจึงได้เห็นการที่โซเวียตบุกฮังการี่ และอัฟกานิสถาน, อเมริกาเข้าไปรบในเวียตนาม และที่อิรัก หรือแม้แต่การที่อิสราเอลซึ่งเป็นมหามิตรของอเมริกา ละเมิดมติทุกอย่างของสหประชาชาติ ซึ่งเป็นตัวอย่างเพียงเล็กๆ น้อยๆ ที่ยกขึ้นมาให้เห็นถึงความไร้สมรรถภาพของสหประชาชาติ ที่จะควบคุมประเทศขาใหญ่ทั้ง 5 รวมทั้งประเทศลูกน้องใกล้ชิด

       ที่ผ่านมา สภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ยังเสมือนส่งเสริมให้ประเทศผู้ก่อตั้งทั้ง 5 มีอำนาจเหนือประเทศเล็กๆ ด้วยปัจจัยด้านเศรษฐกิจ และทางทหาร ซึ่งทำให้ประเทศสมาชิกเล็กๆ เหล่านี้ไม่อาจรวมตัวกัน  และยืนหยัด เพื่อต้านทานอำนาจที่มีกฎบัตรสหประชาชาติค้ำจุนอยู่

 

      การทำลายกำแพงเบอร์ลิน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการสิ้นสุดยุคสงครามเย็นในเดือนพฤศจิกายน 1989 ทำให้ความขัดแย้งระหว่างตะวันออก-ตะวันตกยุติลง

      แต่จุดเริ่มต้นของความเกลียดชังต่อประเทศอาหรับ และมุสลิม กลับเพิ่งเกิดขึ้น อิสลามกลับกลายมาเป็นคู่ปรปักษ์ ของระบอบเสรีนิยมประชาธิปไตยแบบตะวันตก แทนที่แนวคิดแบบคอมมิวนิสต์

      หลังจากนั้นการเปิดฉากโจมตีอิสลาม และสิ่งที่กล่าวว่าเป็นภัยอันตรายที่นำมาโดยอิสลาม ก็เริ่มขึ้น โดยกลุ่มต่างๆ ทั้ง สื่อ นักวิชาการ รัฐ  NSC และสภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเอง ซึ่งมีการออกมาตรการขึ้นมาใช้ควบคุมประเทศมุสลิมโดยเฉพาะ อาทิ การคว่ำบาตร บอยคอตต์ และการตัดสัมพันธ์ทางการค้า เป็นต้น สหรัฐและอังกฤษเป็นต้นคิดในการเผยแพร่ความคิดเหล่านี้ไปสู่ประเทศอื่นๆ และประเทศที่ไม่เห็นด้วย ก็จะถูกหมายหัว และไม่ได้รับการรับรองสิทธิ์ต่างๆ

     บทเรียนอันขมขื่นจากสงครามเวียตนาม ทำให้สหรัฐเพิ่งรู้สึกว่า การดำเนินนโยบายแบบเอาแต่ใจตัวเองเป็นหลัก กำลังถูกประณามจากทั่วโลก และไม่ได้รับความนิยมแม้ในบ้านตัวเอง  

    ดังนั้น ปฏิบัติการทางทหารในประเทศอื่นครั้งต่อๆ มา จึงกระทำภายใต้ธงสหประชาชาติ เพื่อทำให้ดูถูกต้องชอบธรรม ด้วยเหตุนี้ สหประชาชาติจึงดูเสมือนถูกลดศักดิ์ศรี เป็นแค่องค์กรเพื่อบังคับใช้กฎหมาย ภายใต้อำนาจของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ซึ่งทำให้สหประชาชาติถูกดูถูก ดูหมิ่น สูญเสียความน่าเชื่อถือโดยเฉพาะจากโลกมุสลิม เนื่องจากวัตถุประสงค์เดิมในการก่อตั้งถูกบิดเบนไป

      ในสังคมที่ยุติธรรมและเจริญแล้ว การก่ออาชญากรรมชนิดเดียวกันต้องได้รับการลงโทษที่เสมอเหมือนกัน แต่สหประชาชาติภายใต้การกุมบังเหียนของประเทศตะวันตก ไม่ได้มีการยับยั้งด้านศีลธรรมในการปฏิบัติแบบ 2 มาตรฐาน ซึ่งถ้ามองย้อนไปไม่นานในอดีตจะเห็นได้ว่า ประเทศมุสลิมมักต้องผจญกับรูปแบบของความไม่เสมอภาค และอคติ อย่างไม่เปลี่ยนแปลงจนปัจจุบัน

    ในปี 1988 เครื่องสายการบินของอเมริกาถูกก่อวินาศกรรมเหนือน่านฟ้าประเทศสก๊อตแลนด์ มีการกล่าวหาว่าเป็นฝีมือของลิเบีย กัดดาฟี่ปฏิเสธที่จะส่งผู้ต้องสงสัยชาวลิเบีย 2 คนไปให้ตามคำสั่งของประเทศมหาอำนาจ  ซึ่งก่อความโกรธเคืองให้สหประชาชาติ ไม่กี่ปีต่อมา มีการเสกสรรปั้นเรื่องเท็จขึ้น เป็นเหตุให้เครื่องบินรบอเมริกันทิ้งระเบิดบ้านพักของกัดดาฟี่ ทำให้ลูกสาวตัวน้อยต้องเสียชีวิต

    กรณียิงเครื่องบินอิหร่าน ตาย 300 คน

    หากเปรียบเทียบกับกรณีวินาศกรรมเครื่องบินอเมริกันครั้งนั้น กับกรณีที่สหรัฐยิงเครื่องบินพาณิชย์อิหร่านตก ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 300 คนในปีเดียวกัน ซึ่งเป็นช่วงที่มีความตึงเครียดสูงในบริเวณอ่าวเปอร์เชีย สหประชาชาติลงโทษลิเบียโดยการแซงค์ชั่น ในขณะที่ทำเงียบเฉยต่อกรณีเครื่องบินอิหร่าน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่ยุติธรรม และไม่เสมอภาคระหว่าง 2 กรณี

   ทำลายล้างอิรัก

    เมื่อ 2 สิงหาคม 1990 สภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติสั่งคว่ำบาตรด้านการค้ากับอิรัก เพื่อเป็นการลงโทษที่อิรักรุกรานคูเวต จากการห้ามสินค้าเข้า-ออก รวมทั้งห้ามการลงทุนในอิรักครั้งนั้น ทำให้ชาวอิรักเสียชีวิตเดือนละประมาณ 10,000 คน ตามข้อมูลของอัยการสหรัฐ แรมซี่ คล้าก ที่ประณามว่าสหประชาชาติโอนอ่อนผ่อนตามความต้องการของสหรัฐ โดยองค์การยูนิเซฟประมาณว่ามีเด็กเสียชีวิตเดือนละประมาณ 4,500 คน หรือ 1 คนต่อทุก 10 นาที


ทหารในอิรัก

    การรุกรานของอิรักต่อคูเวต ก็เฉกเช่นเดียวกับกรณี อินเดียบีบคั้นแคชเมียร์ หรือ อิสราเอลยึดครองปาเลสไตน์ รวมทั้งดินแดนที่เป็นของซีเรีย และตอนใต้ของเลบานอน ซึ่งหากมีการลงโทษอิรักสถานใด อินเดีย กับอิสราเอลก็ควรถูกลงโทษในสถานเดียวกัน แต่ด้วยอำนาจการคัดค้านของสหรัฐ สภาความมั่นคงสหประชาชาติไม่เคยสั่งบอยคอตต์อิสราเอล ตามความปรารถนาของประเทศสมาชิกอื่นๆ ซ้ำร้ายอิสราเอลยังเยาะเย้ยมติของสภา ฯ เสียอีก

 

    อิหร่านกำลังเผชิญคว่ำบาตรรอบใหม่
      ขณะนี้ สภาความมั่นคง ฯ กำลังดำเนินการสั่งคว่ำบาตรรอบใหม่ต่ออิหร่าน โดยอ้างโครงการนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นอีกครั้งหนึ่งที่จะพิสูจน์ว่า องค์กรระหว่างประเทศแห่งนี้ ไม่มีความเป็นกลาง และไม่ได้เป็นอื่นใด นอกไปจากสถาบันที่มีความเอนเอียงเข้าข้างมหาอำนาจไม่กี่ประเทศที่มีสิทธิออกเสียงวีโต้ เพื่อปกป้องตนเองและพวกพ้อง รวมทั้งการจำกัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อผลประโยชน์ด้านการเมือง

    จากสิ่งที่เห็นได้ชัดในกรณีนี้คือ สหประชาชาติเลือกที่จะมองข้ามการลงโทษอิสราเอล ในการสะสมอาวุธนิวเคลียร์

 

    ในขณะที่จ้องจองล้างจองผลาญโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน ที่แน่ๆ ก็คือ สหรัฐ และอังกฤษไม่มีทางให้สหประชาชาติเข้าไปตรวจสอบอาวุธนิวเคลียร์ในอิสราเอล และอิสราเอลก็ยังลอยนวลจากมติลงโทษกว่า 60 กรณีของสมาชิกสภาความมั่นคงสหประชาชาติ ด้วยความช่วยเหลือในการออกเสียงวีโต้ของสหรัฐ

Source: บทวิจารณ์ของ อับดุล มาญิด จัฟฟรี – คอลัมนิสต์อิสระ และอดีตวิศวกรด้านอวกาศ

 
  เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง :-
 
  เนื้อหาที่คุณอาจกำลังค้นหา :-
บทความที่น่าสนใจ
สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์
340 ลาดพร้าว 112 วังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310
โทร 0-2514-0593 แฟ็กซ์ 0-2538-4215 Email : Webmaster@muslimthaipost.com
สารบัญเว็บไซต์ Muslimthaipost.com
SubDomain หน้าหลัก