หมวดหมู่
หน้าหลัก       ยินดีต้อนรับสู่มุสลิมไทย โพสต์
ค้นหา
หากมีคำค้นหลายตัว สามารถคั่นด้วย comma (,)
หน้าหลัก >> เรื่องจริงอยากรู้
พิมพ์หน้านี้  |  ส่งให้เพื่อน
คำต่อคำ มุสลิมไอร์ปาแย สถานการณ์วันนี้ มันข่มขืนใจยิ่งนัก

มุสลิมไทยดอทคอม 3 เดือนไอร์ปาแย...ความจริงที่ขุ่นมัวและเงียบงัน
www.muslimthai.com

เลขา เกลี้ยงเกลา
โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา


          ครบรอบ 3 เดือนเหตุการณ์หฤโหดคนร้ายยิงถล่มชาวบ้านขณะกำลังละหมาดในมัสยิดอัลฟุรกอน บ้านไอร์ปาแย ต.จวบ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ในค่ำคืนของวันที่ 8 มิ.ย.2552 จนถึงวันนี้ยังไร้วี่แววความคืบหน้าของคดีหรือการจับกุมผู้ก่อเหตุจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ

          ไอร์ปาแยเมื่อผ่าน 3 เดือนของการก่อเหตุร้าย วันนี้...มีแต่ความเงียบและไอร้อนที่สัมผัสได้ ประกอบกับอยู่ในช่วงเดือนรอมฎอนทำให้บรรยากาศตอนกลางวันของที่นี่คล้ายหมู่บ้านร้าง ชาวบ้านหลบร้อนพักผ่อนกันอยู่ในบ้าน ไม่มีผู้คนแห่แหนกันไปเยี่ยมเหมือนตอนหลังเกิดเหตุใหม่ๆ โรงเรียนตาดีกากำลังต่อเติมชั้นสอง กรงนกที่แขวนเรียงกันเป็นแถวเป็นของ อส.มุสลิมที่มาตั้งฐานถาวรเพื่ออยู่ดูแลรักษาความปลอดภัยมัสยิดและโรงเรียนตาดีกา

          ไม่กี่เมตรจากประตูทางเข้ามัสยิดเป็นบ้านของ มะกะตา อีสัน และ อายุ เจะเงาะ ชายสองคนในหลายสิบคนที่ถูกกระสุนปืนในค่ำคืนนั้นฝากแผลเป็นไว้บนร่างกายและในจิตใจ พวกเขารอดชีวิต...แต่ชีวิตไม่สามารถดำเนินชีวิตได้เช่นเดิม

          เส้นประสาทที่ขาดและต่อใหม่ส่งผลให้มือซ้ายของมะกะตาไม่สามารถใช้งานได้เหมือนเก่า  3 เดือนที่ผ่านมาจนวันนี้ มะกะตามีเพียงมือขวาและเท้าซ้ายที่ใช้การได้ ตั้งแต่รักแร้เรื่อยมาถึงข้อมือด้านซ้ายของเขามีแต่รอยเย็บคล้ายตะขาบตัวใหญ่ แผลนี้มาจากกระสุนปืนในคืนนั้น เขาถูกยิงเข้าที่สะบักหลัง กระสุนทะลุรักแร้ตัดเส้นประสาทใหญ่จนขาด แพทย์จึงต้องผ่าตัดเพื่อเย็บเส้นประสาทให้ติดกัน ส่งผลให้มือซ้ายของเขาไม่สามารถใช้การได้ตามปกติ เนื่องจากรอยเย็บที่ดึงรั้งและรู้สึกเจ็บอยู่ตลอดเวลา


          กระสุนอีกนัดเจาะหน้าแข้งขวาทะลุด้านหลัง ต้องเอาเนื้อจากขาอ่อนมาแปะแผลเอาไว้ มือซ้ายที่ใช้งานไม่ได้บวกกับขาขวาที่ถูกยิงทำให้มะกะตาทำอะไรได้ไม่สะดวก ไม้เท้าที่มีก็ช่วยได้แค่บางครั้ง ประการสำคัญคือเขาไม่สามารถละหมาดได้เช่นคนปกติ และยังไม่ได้ไปมัสยิดสักครั้งตั้งแต่กลับจากโรงพยาบาล เขาทำได้แค่พยายามเดินออกมานั่งตรงแคร่หน้าบ้าน...เพียงเท่านั้นจริงๆ

          ตั้งแต่เกิดเหตุ ภรรยาของมะกะตาไม่ได้ทำงานเพราะต้องดูแลทั้งสามีและลูกอีก 2 คนวัย 7 ขวบกับ 17 เดือน ลูกชายคนเล็กเพิ่งหัดเดินเตาะแตะ แต่บ้านซึ่งอยู่ใกล้ถนนที่มีรถราวิ่งผ่านไปมาทำให้เธอต้องระมัดระวังลูกอยู่ตลอด ส่วนลูกสาวคนโตกำลังเรียนชั้น ป.1  ครอบครัวนี้ยังชีพอยู่ได้ในปัจจุบันด้วยเงินช่วยเหลือเยียวยาที่ได้รับมาหลังเกิดเหตุและต้องใช้จ่ายอย่างประหยัด

          ก่อนหน้านี้มะกะตารับจ้างกรีดยางของเพื่อนบ้าน และขายน้ำแข็งไสหน้าบ้าน พอมีรายได้เลี้ยงครอบครัว แต่เมื่อร่างกายของเขาเป็นเช่นนี้ทำให้รายได้ทุกอย่างหดหาย เขาหวังว่าจะทำงานได้อีกครั้งด้วยมือขวาที่ยังดีอยู่

          “โชคดีที่เรายังมีบ้าน ตอนนี้ผมทำอะไรไม่ได้ มีแค่มือขวาที่พอจะหยิบจับข้าวของได้บ้าง เมียก็ต้องดูแลทั้งผมและลูกทำให้ไม่สามารถไปทำงานนอกบ้านได้ เงินที่ได้รับมาก็นำมาใช้จ่าย ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปอีกไม่นานเงินก็คงหมด ผมอยากทำงานด้วยมือที่ยังใช้การได้อีกข้างหนึ่ง ถ้าได้ขายน้ำแข็งไสเหมือนเดิมน่าจะดี เพราะยังมีลูกค้าเก่าๆ และยังไม่มีใครขาย เมียก็เย็บผ้าคลุมผมได้ มีคนมาสั่งทำด้วย แต่ไม่มีจักรที่จะเย็บ” มะกะตาเล่าถึงสภาพที่กำลังเผชิญ

          ชีวิตที่เปลี่ยนไปของมะกะตาและครอบครัว ชีวิตที่ต้องดิ้นรนต่อสู้หรือรอคอยความหวังที่ไม่รู้จะมาเมื่อไหร่ ผลกระทบที่เกิดขึ้นพร้อมกับเรื่องราวของคดีที่ยังเงียบงัน  ทำให้ความกลัวยังเกาะกุมจิตใจของทุกคน เมื่อเห็นคนแปลกหน้าผ่านเข้ามาในหมู่บ้าน พวกเขาจะรู้สึกไม่ปลอดภัย

          “ตอนนี้ทุกอย่างเงียบไปหมด ตอนเกิดเหตุใหม่ๆ เราได้รับเงินเยียวยากันเร็วมาก บางคนจึงพูดว่าเมื่อได้รับเงินเยียวยาแล้วก็ขอให้เรื่องจบๆ ไป แต่เขาไม่รู้หรอกว่าความรู้สึกของคนที่ถูกกระทำเป็นอย่างไร เงินช่วยแก้ปัญหาได้เพียงบางอย่าง แต่แก้ปัญหาทุกอย่างไม่ได้”

          “ส่วนการนำตัวคนผิดมาลงโทษ เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบติดตามค้นหา ถ้าทำกันอย่างจริงจังและจริงใจ สังคมก็จะได้รู้ว่ารัฐบาลให้ความยุติธรรมแก่ทุกคน ตอนนี้เพื่อนไทยพุทธยังพูดว่ามีเจ้าหน้าที่มากมายในพื้นที่ แต่ทำไมยังจับคนร้ายที่ก่อเหตุไม่ได้สักราย”

          “อย่างการจะพิสูจน์ปลอกกระสุนปืนที่ใช้ยิงว่าเป็นของใคร คืนนั้นมีกระสุนเยอะแยะตกอยู่ในที่เกิดเหตุ และเจ้าหน้าที่ก็เก็บไปเป็นหลักฐาน แต่กลับมาพูดขอความร่วมมือกับญาติผู้ตายเรื่องจะขุดศพพิสูจน์หัวกระสุนที่ฝังอยู่ในร่างผู้ตาย แบบนี้ทำให้ญาติลำบากใจ เพราะไม่มีใครให้ความร่วมมือแน่นอน” เขาระบายความในใจยาวเหยียด

          และในจิตใต้สำนึกส่วนลึกที่สุดของเขา มะกะตายังหวั่นว่ามัจจุราชอาจย้อนมาหาเขาอีก ถึงกับต้องทำใจว่า “ให้ตายเสียดีกว่าต้องอยู่ในสภาพแบบนี้”

          ขณะที่ อายุ เจะเงาะ ชายอีกคนที่รอดชีวิตจากค่ำคืนอันโหดร้าย บ้านของเขาอยู่ใกล้กับบ้านของมะกะตา เขาจะมาพูดคุย อยู่เป็นเพื่อน และเป็นกำลังใจให้มะกะตาทุกวัน

          กระสุน 2 นัดในคืนนั้นเจาะเข้าที่สะโพกซ้ายและเท้าขวาของอายุ แม้ถึงวันนี้อาการจะดีขึ้น แต่เขายังนั่งและเดินได้ไม่ถนัด เขาโชคดีกว่ามะกะตาที่มือทั้งสองข้างยังใช้การได้ เขาย้อนเรื่องราวอันเจ็บปวดในค่ำคืนนั้นให้ฟัง

          “เราไปละหมาดกันตามปกติทุกคืน เพราะไม่คิดว่าจะมีคนบุกเข้าไปยิงถึงในมัสยิด เคยแต่ได้ข่าวกราดยิงหรือขว้างระเบิดเข้าไปบ้าง แต่คิดกันว่าถ้าตายในมัสยิดขณะกำลังทำความดีก็ไม่เป็นไร ตอนนั้นกำลังยืนละหมาด ได้ยินเสียงปืนนำก่อน จากนั้นก็ได้ยินเสียงยิงรัวเป็นแม็ก ผมล้มตัวนอนหมอบแล้วถูกกระสุนเข้า 2 นัด ช่วงเวลานั้นรู้สึกยาวนานมาก ได้แต่ขอดุอาว่าให้หยุดยิง ใครจะมาช่วยบ้าง ตอนนั้นถ้าคลานหนีหรือกระดิกตัวคิดว่าเขาคงยิงซ้ำ ในมัสยิดก็ไม่มีที่หลบ ผมจึงทนนอนเจ็บและทำเหมือนคนตาย ไม่นานชาวบ้านก็มาช่วย”

          “คนที่รอดชีวิตในคืนนั้นส่วนใหญ่ถูกยิงเข้าที่ขา แขน หรือสะโพก เพราะถูกกกราดยิงตอนล้มตัวหมอบ ส่วนคนที่เสียชีวิตจะถูกยิงตอนยืน กระสุนจะเข้าที่ลำตัว ศีรษะ และจุดสำคัญอื่นๆ” เขาเล่าละเอียดเพราะทุกอย่างยังฝังแน่นอยู่ในความทรงจำ

          อายุ เห็นใจ มะกะตา แต่ก็ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้มากนัก เพราะฐานะของเขาก็แค่พอประทังชีวิตสมาชิกในครอบครัว เขาอยากให้หน่วยงานที่สามารถช่วยเหลือเรื่องอาชีพยื่นมือมาให้คำแนะนำช่วยเหลือมะกะตากับภรรยาบ้าง


          กับสถานการณ์ ณ ปัจจุบันนี้ ทั้ง อายุและมะกะตา บอกว่า การมีเจ้าหน้าที่ อส.มุสลิมมาช่วยดูแลความปลอดภัยที่มัสยิดและโรงเรียนดาดีกาทำให้รู้สึกปลอดภัยกว่าเดิมมาก โดยเฉพาะเวลาไปละหมาดและทำกิจกรรมต่างๆ ส่วนงบประมาณที่หลั่งไหลเข้ามาสู่หมู่บ้าน ก็ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงบ้างเหมือนกัน

          “ทางอบต.บอกว่ามีงบประมาณเป็นสิบล้านที่เข้ามาในหมู่บ้านเรา และใช้ไปบ้างแล้วกับการต่อเติมตาดีกา ส่วนที่เหลือจะทยอยเข้ามา กำลังดูกันว่าจะเป็นแบบไหน หลังวันฮารีรายอของเดือนรอมฎอนก็มีโครงการพาชาวบ้านที่นี่และชาวบ้านไทยพุทธที่ป่าไผ่ไปดูงานกันที่นครศรีธรรมราชด้วย”

          แต่ทั้งหมดนั้น หาใช่สิ่งสำคัญที่สุดที่พวกเขาต้องการ เพราะความคืบหน้าและความกระจ่างของคดีต่างหากที่ทุกคนยังคงตั้งคำถามว่า จะเงียบหายไปกับกาลเวลาหรือจะมีความยุติธรรมปรากฏกับชาวบ้านและชุมชน

          3 เดือนคือเวลาเกือบ 100 วัน ทำไมเรื่องราวจึงยังคลุมเครือ ไม่สามารถสร้างความกระจ่างได้เลยหรือ จะให้รอไปอีกกี่เดือน กี่ปี ความจริงจึงจะปรากฏ...

          อย่าปล่อยให้ “ไอร์ปาแย” ที่แปลว่าน้ำในโอ่ง หรือน้ำจากสายธารเล็กๆ แห่งนี้ กลายเป็นน้ำที่ขุ่นมัวในใจคนต่อไปอีกเลย

 
  เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง :-
 
  เนื้อหาที่คุณอาจกำลังค้นหา :-
บทความที่น่าสนใจ
สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์
340 ลาดพร้าว 112 วังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310
โทร 0-2514-0593 แฟ็กซ์ 0-2538-4215 Email : Webmaster@muslimthaipost.com

Warning: include(../../main/globalsitemap.php): failed to open stream: No such file or directory in /home/muslimpo/public_html/muslimthai/main/index.php on line 194

Warning: include(): Failed opening '../../main/globalsitemap.php' for inclusion (include_path='.:/usr/lib/php:/usr/local/lib/php') in /home/muslimpo/public_html/muslimthai/main/index.php on line 194